ก้าวย่างแห่งธรรมชาติ (The Natural Step)

ก้าวย่างแห่งธรรมชาติในที่นี้เป็นชื่อกลุ่มองค์กรที่มีรากฐานอยู่บนชุดของหลักการทางนิเวศที่คิดขึ้นโดยแพทย์รักษาโรคมะเร็งชาวสวีเดน  องค์กรนี้ส่งแผ่นพับและเทปบันทึกเสียงที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างโรคภัยไข้เจ็บและมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม รวมถึงมุมมองใหม่เกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมไปยังทุกครัวเรือนทั่วประเทศสวีเดน

ก้าวย่างแห่งธรรมชาติ เสนอ “เงื่อนไขของระบบ” (system condition) 4 ข้อที่ต้องบรรลุเพื่อความยั่งยืน หลายบริษัททั่วโลกยอมรับหลักการดังกล่าว และถือเป็นความท้าทายของบริษัทที่จะปฏิบัติให้ได้

เงื่อนไขทั้ง 4 ข้อได้แก่

  1. ธรรมชาติไม่สามารถทนได้ต่อการสะสมของสิ่งต่างๆ ที่ถูกสกัดออกมาจากพื้นผิวพื้นโลก (แร่ น้ำมัน ฯลฯ)
  2. ธรรมชาติไม่สามารถทนทานต่อการสะสมของสารประกอบตกค้างยาวนานที่มนุษย์สร้างขึ้น (อาทิ พีซีบี และดีดีที)
  3. ธรรมชาติไม่สามารถสร้างทรัพยากรใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ทันกับจำนวนที่ถูกใช้หมดไป เช่นการจับปลามากและเร็วกว่าที่พวกมันจะขยายพันธุ์ได้ทัน การเปลี่ยนพื้นที่อุดมสมบูรณ์ให้ทะเลทราย
  4. ดังนั้น  ถ้าเราต้องการให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ต่อไป  เราต้อง ก)ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และ ข) ส่งเสริมความเป็นธรรม การละเลยปัญหาความยากจนจะผลักดันให้คนจนหันมาใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อความอยู่รอดเฉพาะหน้า ทั้งๆที่ทรัพยากรนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในระยะยาว (อาทิ ป่าฝนเขตร้อน)

ตัวอย่างของการปฏิบัติที่เกิดจากอิทธิพลทางความคิดของ ก้าวย่างแห่งธรรมชาติ ต่อเกษตรกร ประชาชน และนักธุรกิจต่างๆ เช่น

  • สหพันธ์เกษตรกรแห่งสวีเดนส่งเสริมให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกลดการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง  ปัจจุบันเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ (มีอยู่ราวสองพันคนและเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว) ถูกนับถือว่าเป็นสุดยอดทางด้านเกษตรกรรม  เกษตรกรที่ทำการผลิตแบบดั้งเดิมจะได้รับความช่วยเหลือจากสหพันธ์  ถ้าพวกเขาต้องการเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์
  • แวดวงการค้าปลีกของสวีเดนเริ่มให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อสิบปีที่แล้วเป็นเรื่องยากที่จะคิดว่าจะเกิดสิ่งนี้ขึ้น  ปัจจุบันไม่มีการขายกระดาษที่ฟอกขาวด้วยคลอรีนอีกต่อไป
  • บริษัทอีเลคทรอลักซ์ ซึ่งผลิตตู้เย็นและเครื่องใช้ไฟฟ้านานาชนิดตัดสินใจไม่นำสารฟรีออนที่มีความเป็นพิษต่ำมาใช้แทนสารซีเอฟซี–ฟรีออน แม้จะว่าปลดปล่อยสารพิษน้อยกว่า เพราะถือว่าการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ก็ยังขัดต่อเงื่อนไขของระบบข้อที่ 2 อยู่ดี  โดยบริษัทเลือกที่จะทำวิจัยเพื่อค้นหาสารที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

คนอเมริกันขับรถรวมกันเป็นระยะทางสองล้านล้านไมล์ต่อปี แล้วเราล่ะ?

คนอเมริกันขับรถรวมกันเป็นระยะทางสองล้านล้านไมล์ต่อปี ซึ่งก่อให้เกิดหมอกควันพิษและฝนกรดตามมา กับทั้งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศถึง 2.2 พันล้านเมตริกตัน และเร่งความเสี่ยงในการเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

ผลข้างเคียงต่อเศรษฐกิจจากระบบการขนส่งที่ใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็นหลักเริ่มเข้ามาเยือน การขาดดุลการค้าและการใช้จ่ายทางทหารที่เพิ่มขึ้นทำให้สหรัฐอเมริกาต้องนำเข้าน้ำมันเป็นมูลค่าถึง 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี พ.ศ.2533  แต่คาดว่ามูลค่าการนำเข้าน้ำมันจะสูงถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปี พ.ศ. 2553

ปุนจักจายา (Puncak Jaya)

จุดสูงสุดทั้งเจ็ดคือยอดเขาที่สูงที่สุดในแต่ละภาคพื้นทวีปของโลก แต่มีข้อถกเถียงว่าจะรวมเอานิวซีแลนด์และโอเชียเนีย(ซึ่งรวมถึงหมู่เกาะแปซิฟิกและหมู่เกาะอินโดนีเซีย) กับออสเตรเลียด้วยหรือไม่ หากมองว่าโอเชียเนียเป็นส่วนหนึ่งของทวีปออสเตรเลียแล้ว ยอดที่สูงที่สุดก็คือ”ปุนจักจายา(Puncak Jaya ออกเสียง ˈpʊntʃak ˈdʒaja)” หรือมักเรียกกันว่า ยอดเขาคาร์สเทนซ์ (Carstensz)  ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะนิวกินี ในเขตประเทศอินโดนีเซีย

ยอดเขาคาร์สเทนซ์ (Carstensz)  ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะนิวกินี ในเขตประเทศอินโดนีเซีย
ยอดเขาคาร์สเทนซ์ (Carstensz)
ปุนจักจายา

“ปุนจักจายา” มีความสูง 4,884 เมตร (16,024 ฟุต) สูงกว่ายอดเขาคอสซิอุสโก (Mt. Kosciuszko) ของออสเตรเลียและยอดเขาคุกหรืออาวโรกิ (Aoraki/Mt. Cook) ของนิวซีแลนด์ “ปุนปักจายา” เป็นยอดสูงสุดใจกลางเทือกเขาเปกุนนันกัน มาโอเก(Pegunungan Maoke) อันยาวเหยียดกว่า 2,500 กิโลเมตร ตอนกลางของนิวกินี

ชื่อเรียกคาร์สเทนซ์ (Carstensz) มาจากนักสำรวจชาวดัชท์ชื่อ ยาน คาร์สเทนซ์ (Jan Carstenz) ซึ่งทำการสำรวจเป็นคนแรกจากชายฝั่งของเกาะในปี ค.ศ.1623 ในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งที่น้อยครั้งจะเกิดขึ้น จนกระทั่งเมื่ออินโดนีเซียได้รับอิสรภาพจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ปุนจักจายา” หมายถึงยอดเขาแห่งชัยชนะ

การปีนเขาที่บันทึกไว้ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1962 นำทีมโดยนักปีนเขาชางออสเตรเลียชื่อไฮนริช ฮารเรอร์ (ตัวละครในภาพยนตร์ Seven Years in Tibet) นับแต่นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสนใจต่อแนวคิดเรื่องยอดสูงสุดเจ็ดแห่ง(the Seven Summits concept) ก็มีการปีนยอดเขาปุนจักจายาหลายครั้ง

ความยากของการปีนยอดเขานี้อยู่ในระดับปานกลางหากเป็นเส้นทางขึ้นสู่ด้านทิศเหนือและตามแนวสันเขา ซึ่งทั้งหมดเป็นพื้นหินแข็ง พื้นที่แถบนี้เข้าถึงได้ยากมาก ต้องอาศัยการเดินเท้า 100 กิโลเมตร จากเมือง Timika เมืองที่ใกล้ที่สุดที่มีสนามบิน เพื่อไปยังเบสแคมป์ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เวลาราว 4 ถึง 5 วัน

พื้นที่แถบนี้ยังคงมีกองกำลังปฏิวัติที่ต่อสู็กับรัฐบาลกลางของอินโดนีเซียเพื่อปลดแอกจังหวัดปาปัวนิวกินี โดยมีเหมืองทองแดงฟรีพอร์ท (Freeport Copper Mine) ที่เทมบากาปุรา(Tembagapura) เป็นจุดปะทะ กองกำลังปฏิวัตินี้เห็นว่าเหมืองแร่เป็นทั้งสัญลักษณ์ของจักรวรรดินิยมและแหล่งกำเนิดของมลพิษ ดังนั้น การปีนยอดเขาจะต้องได้รับใบอนุญาตเข้าพื้นที่จากรัฐบาลกลาง อย่างไรก็ตาม ชุมชนท้องถิ่นในแถบนี้ต่างก็มีไมตรีต่อผู้มาเยือน

ในขณะที่ยอดบนสุดของปุนปักจายาไม่มีธารน้ำแข็ง แต่บริเวณเขตสูงชันของยอดเขานั้นมีธารน้ำแข็งอยู่หลายแห่ง เช่น ธารนำ้แข็ง(Carstensz Glacier) ธารนำ้แข็งเมเรน(Meren Glacier) ผนังเฟิร์นด้านเหนือ(Northwall Firn) หรือบางทีเรียกว่าธารน้ำแข็งลอยฟ้า (hanging glaciers) การที่ในเขตเส้นศูนย์สูตร ความแตกต่างของอุณหภูมิเฉลี่ยระหว่างปีไม่ค่อยมีมากนัก(ประมาณ 0.5°C และธารน้ำแข็งนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามฤดูกาลเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ขอบเขตของธารน้ำแข็งในแถบศูนย์สูตรที่หายากเหล่านี้จากบันทึกในอดีตนั้นแสดงให้เห็นถึงการหดตัวลงของธารน้ำแข็งอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ทศวรรษ 1850 การหดตัวลงนี้ระบุถึงการเกิดความร้อนในระดับท้องถิ่นโดยมีค่าเฉลี่ยราว 0.6 องศาเซลเซียสต่อศตวรรษระหว่างปี ค.ศ. 1850 และ 1972 ธารนำ้แข็งบนยอด “ปันจักตรีโครา(Puncak Trikora)” ในเทือกเขาเปกุนนันกัน มาโอเก นั้นได้สูญไปอย่างสิ้นเชิงระหว่างปี ค.ศ. 1939 และ 1962

นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970s มีการติดตามตรวจสอบขอบเขตของธารน้ำแข็งโดยดาวเทียม ส่วนใหญ่เป็นดาวเทียมแลนแซท เนื่องจากการสำรวจภาคพื้นดินนั้นเป็นเรื่องท้าทายมาก การสำรวจด้วยดาวเทียมเองนั้น กว่าจะได้ภาพมาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน ดังเช่นภาพข้างต้นที่ถ่ายในช่วงที่ปลอดเมฆ

ภาพถ่ายดาวเทียมนี้ถ่ายโดยดาวเทียมแลนแซทในวันที่ 29 พฤษภาคม 2003 หิมะและน้ำแข็งในภาพจะปรากฎเป็นสีฟ้า ส่วนเมฆจะเป็นสีขาว พื้นผิวที่ไม่มีพืชพรรณปกคลุมเช่นแนวเขาหินปูนจะปรากฎเป็นสีแดงหรือชมพู ส่วนสีม่วงเข้มหรือเทาคืพื้นที่เหมืองทองแดงแบบเปิดหน้าดิน ส่วนพื้นที่ป่าเขตร้อนและทีลุ่มต่ำปรากฎเป็นสีเขียว ในภาพยังปรากฎให้เห็นน้ำที่ไหลบนพื้นผิวลงสู่แม่น้ำทางด้านใต้ของเหมืองทองแดงซึ่งปรากฎเป็นสีม่วงเข้ม ส่วนใหญ่คือเศษหินและดินที่ถูกชะล้างจากการทำเหมือง

การออกแบบอย่างชาญฉลาดเชิงนิเวศ(Ecological Intelligent Design)

มหาวิทยาลัย สถาบัน และบริษัทที่ปรึกษาเริ่มสอนและทำการวิจัยเรื่องผลิตภัณฑ์สะอาดและการออกแบบอาคารเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นไปได้ที่จะไปถึง Factor 4/ Factor 10 ในการใช้พลังงานและวัตถุดิบ

ไมเคิล บรอนการ์ท นักเคมีนิเวศ และวิลเลียม แม็คโดโน สถาปนิกและนักออกแบบ ได้สร้างผลิตภัณฑ์และอาคารโดยยึดหลักการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมซึ่งอยู่บนฐานแนวคิดที่ว่าผลิตภัณฑ์มี 3 ชนิด คือ

ผลิตภัณฑ์ที่บริโภคได้ (Consumables) ได้แก่ผลิตภัณฑ์ที่เมื่อกินหรือใช้หรือเมื่อทิ้งไปแล้วกลายเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตได้

ผลิตภัณฑ์คงทน (Durables) เช่นรถยนต์และโทรทัศน์ ซึ่งให้บริการแก่ผู้บริโภคเช่น อาหาร ความบันเทิง หรือการขนส่ง เพื่อเป็นการกำจัดของเสีย ต้องไม่มีการขายผลิตภัณฑ์หรือบริการ แต่ควรเป็นใช้ระบบเช่าซื้อแทน และ

ผลิตภัณฑ์ที่ขายไม่ได้ (Unsaleables) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นพิษไม่ควรซื้อมาใช้  ในหลายๆ กรณี ผู้บริโภคไม่รู้ว่าพวกเขากำลังซื้อสารพิษอยู่

บรอนการ์ทและแม็คโดโนต่อสู้ให้มีการยุติการขายสารพิษเหล่านี้ และพวกที่ขายไปแล้วก็ให้นำมาเก็บไว้ในโกดังจนกว่าจะสามารถหาวิธีกำจัดได้อย่างปลอดภัย  สารพีซีบี (Polychrolinated biphenols – PCB) ที่มักใช้ในหม้อแปลงไฟฟ้าเช่นเดียวกับที่มีการใช้สินค้าทั่วๆ ไป เช่น ลิปสติคและกระดาษอัดสำเนาแบบไร้คาร์บอน สารเคมีเหล่านี้เป็นสารพิษตกค้างยาวนานซึ่งถูกห้ามใช้ในหลายประเทศตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2513–2521 สารเคมีเหล่านี้แพร่กระจายไปทั่วโลกและก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบสืบพันธ์และโรคมะเร็งในมนุษย์และสัตว์ สารพีซีบีส่วนใหญ่ถูกนำไปฝังในหลุมฝังกลบหรือไม่ก็ยังคงใช้ในหม้อแปลงไฟฟ้าซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อไป

สิ่งเร่งด่วนที่ทั่วโลกควรทำคือเก็บรวบรวมสารเหล่านี้และทำลายอย่างปลอดภัย

ในสหรัฐอเมริกาไม่มีการควบคุมสารเคมีส่วนใหญ่ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์

คนที่เป็นมะเร็งระบบสืบพันธุ์ในสหรัฐอเมริกามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ช่วงปี พ.ศ.2503–2512  ผู้หญิง 1 ใน 20 คนมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 1 ใน 8     สารเคมีก่อมะเร็งถูกผลิตและใช้อย่างต่อเนื่องในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมมีไม่ถึงร้อยละ 2 ของสารเคมีที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ซึ่งมีอยู่ราว 600,000 ชนิด ที่ได้ผ่านการทดสอบอย่างเพียงพอ  ขณะที่มีการอนุญาตให้ใช้สารเคมีชนิดใหม่ราว 1,000 ชนิดในทุกๆ ปี

จากรายงานของหน่วยงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (US Environmental Protection Agency – EPA) และกองทุนพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental Defense Fund) พบว่ามีข้อมูลพอที่จะประเมินอันตรายของสารเคมีได้ไม่ถึงร้อยละ 10 ของสารเคมีที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ (ซึ่งมีปริมาณการผลิตต่อปีมากกว่า 1 ล้านปอนด์) สารเคมีที่ไม่มีข้อมูลทางพิษวิทยาเลยมีมากกว่าร้อยละ 40  ถึงกระนั้นสารเคมีเหล่านี้ก็ยัง “ได้รับอนุญาต” ให้ใช้ในการผลิตสินค้า

การใช้หลักการระวังไว้ก่อนกรณีของเล่นเด็กที่ทำจากพีวีซี

ความกังวลเกี่ยวกับการใช้สารฟทาเลท (Phthalates) ซึ่งเป็นสารเคมีปรับความนุ่มในของเล่นเด็กทารกที่ทำมาจากไวนิล (โพลีไวนิลคลอไรด์ หรือ พีวีซี) ก่อให้เกิดข้อถกเถียงระดับนานาชาติในหมู่ผู้ผลิต ผู้บริโภคและรัฐบาล

การรวบรวมหลักฐานและการอภิปรายเกี่ยวกับความปลอดภัยหรืออันตรายของสารฟทาเลทซึ่งสามารถซึมเข้าสู่ปากเด็กทารกได้กำลังดำเนินอยู่ แต่บางประเทศเช่น เดนมาร์ก สวีเดน เนเธอร์แลนด์ กรีซ ออสเตรีย ฝรั่งเศส และเยอรมนี ได้เริ่มใช้หลักการระวังไว้ก่อน โดยสั่งห้ามใช้สารฟทาเลทในของเล่นเด็กทารก ดังที่รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของเดนมาร์กกล่าวโต้ตอบแวดวงอุตสาหกรรมของเล่นเด็กซึ่งมีปฏิกิริยาต่อมาตรการทางกฎหมายในกรณีดังกล่าวว่า  “โชคไม่ดีที่การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว ซึ่งในกรณีนี้มีเรื่องที่น่าเชื่อถือซึ่งควรนำมาพิจารณา (จึงควรสั่งห้ามไว้ก่อน)”

กลุ่มผู้บริโภคตั้งข้อสังเกตว่าการห้ามใช้สารฟทาเลทเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะไม่มีการพัฒนาสารปรับความนุ่มตัวอื่นๆซึ่งอาจเป็นอันตรายขึ้นมาอีก พวกเขาจึงเรียกร้องให้งดการใช้ไวนิลในของเด็กเล่น

เรื่องของพีวีซี(PVC) : ความเสี่ยงจากการขนส่ง

โดยธรรมชาติของการผลิตพีวีซี สารตั้งต้นของกระบวนการผลิตอย่างไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์มักจะต้องผลิตเป็นปริมาณมาก ๆ ในโรงงานที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่ามันไกลออกไปจากโรงงานผลิตพีวีซี ทำให้ต้องมีการขนส่งไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ไปสู่โรงงานพีวีซีไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ทางอากาศก็ทางรถ รถไฟหรือทางทะเล จุดนี้เองที่ทำให้เกิดความเสี่ยงภัยแก่ชุมชนตลอดเส้นทางการขนส่งนั้น ๆ

ระหว่างการขนส่ง ไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์จะถูกอัดให้เป็นของเหลว ดังนั้นการรั่วไหลเพียงน้อยนิดก็อาจทำให้เกิดระเบิดได้ เนื่องจากไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์สามารถจุดติดไฟได้ที่อุณหภูมิ –77 องศาเซลเซียส และมีจุดวิกฤตที่อุณหภูมิต่ำกว่า 160 องศาเซลเซียส และการติดไฟก็เกิดได้ทั้งจากการมีเปลวไฟ การสปาร์คและการร้อนของพื้นผิว

เป็นการยากมากที่จะควบคุมการลุกใหม้ของไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ เพราะมันละลายในน้ำได้เพียงเล็กน้อย มันจะลอยตัวเหนือน้ำและเปลี่ยนเป็นก๊าซอย่างรวดเร็ว ขณะที่ลอยตัวเหนือน้ำ จะรวมตัวกับอากาศเกิดเป็นสารที่ระเบิดได้ง่าย หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในระบบระบายของเสีย การระเบิดก็จะเกิดได้ง่ายมาก

เท่าที่มีการรายงานพบว่าอุบัติเหตุรุนแรงจากการขนส่งไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์มีไม่น้อย ในช่วงปี 2507 ถึง 2523 สถิติอุบัติเหตุไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์มีมากถึง 17 ครั้ง ซึ่งทุกครั้งเกี่ยวข้องกับการติดไฟ และมี 11 ครั้งที่ต้องมีการอพยพคนที่อยู่รอบๆ สถานที่เกิดเหตุ

กรณีศึกษาอุบัติภัยจากการขนส่งพีวีซี

28 มีนาคม 2521

รถไฟขนสินค้าขบวนหนึ่งซึ่งขนสินค้าหลายชนิดรวมทั้งไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์และบูตาดีน (Butadine) เกิดตกรางใกล้ลูอิสวิลล์ รัฐอาคันซอว์ สหรัฐอเมริกา ทำให้ถังไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ระเบิดเกิดไฟลุกท่วมลามไปยังถังเก็บน้ำมันดิบและเคมีภัณฑ์อื่นของบริษัท เจพี ปิโตรเลียม จำกัดที่อยู่ใกล้เคียง ทุกอย่างเกิดอย่างรวดเร็วเกินการควบคุม โรงงานของเจพี ปิโตรเลียมถูกเพลิงผลาญไปเกือบหมด ทำให้ต้องอพยพพลเมืองลูอิสวิลล์ถึง 1,700 คน

8 พฤษภาคม 2523

เกิดอุบัติเหตุที่สถานีขนส่งสินค้าทางรถไฟในเยอรมนี รถขบวนหนึ่งซึ่งบรรทุกรถขนส่งแบบรัสเซีย 8 คัน และแต่ละคันบรรทุกไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ 50 ตัน แล่นมา เกิดชะลอไม่ได้และชนในที่สุด ถังไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ทั้งหมดระเบิด

26 กรกฎาคม 2523

รถไฟขนสินค้าขบวนตกรางใกล้หลุยส์วิลล์ รัฐเคนตัคกี้ สหรัฐอเมริกา รถบรรทุกไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์สองคันไฟลุกท่วม ต้องอพยพคนสองพันคนในพื้นที่ใกล้เคียง ความพยายามดับไฟด้วยหลากหลายวิธีล้มเหลว ต้องใช้เวลาถึงห้าวันกว่าจะยุติเปลวเพลิงได้

บ่อยครั้งที่เกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับการขนส่งไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์แต่ไม่รุนแรงมากนัก  ตามตัวเลขของสหพันธ์องค์กรสิ่งแวดล้อมเยอรมนีพบว่าจนถึงปี 2528 มีอุบัติเหตุเช่นนี้มากถึง 42 ครั้งเกิดขึ้นทั่วโลก

ในอิตาลี แต่ละสัปดาห์โรงงานโซลเวย์จะต้องขนส่งสารไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ที่อัดแล้ว 1,000 ตันจากโรงงานในเรนเบิร์ก (Rheinburg) เมืองทางตอนเหนือไปยังโรงงานในเฟอร์ราร่า (Ferrara) เป็นประจำ ซึ่งต้องผ่านย่านชุมชนและอุตสาหกรรมหนาแน่น นี่แค่เพียงหนึ่งตัวอย่างเท่านั้น

ในปี 2532 นักพิษวิทยาชาวเยอรมันได้ให้ความเห็นต่อการขนส่งไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ไว้อย่างน่าฟังว่า “เราได้สรุปแล้วว่าการขนส่งสารเคมีอันตรายทางรถไฟและทางถนน เป็นสิ่งไม่สมควรเนื่องจากจะทำให้ประชากรสองข้างทางมีความเสี่ยงสูงหากเกิดอุบัติเหตุไฟใหม้หรือระเบิด ไม่รวมความเสียหายทางวัตถุอีกมหาศาล”

ขณะที่การขนส่งไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ทางเรือก็มีความเสี่ยงโดยตรงกับทะเล

บริษัท ไฮโดรโพลิเมอร์ (Hydro Polymers Ltd) เป็นผู้ผลิตพีวีซีรายใหญ่ของยุโรปและเป็นแขนขวาให้บริษัทปิโตรเคมี Norsk Hydro แห่งสแกนดิเนเวียซึ่งมีฐานการผลิตพีวีซีในนอร์เวย์ สวีเดนและสิงคโปร์ มีกำลังการผลิตพีวีซีเรซินราว 125,000 ตันต่อปี และสารประกอบพีวีซีอีก 60,000 ตันต่อปี ซึ่งต้องบรรทุกวัตถุดิบไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์จากทะเลเหนือไป Rafnes ในนอร์เวย์ ไปยัง Teesides ในสหราชอาณาจักรทุกสัปดาห์

ตามแผนแล้วไฮโดรโพลิเมอร์จะขยายกำลังการผลิต ทำให้ต้องขนส่งไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์มากขึ้นอีกในเส้นทางการขนส่งทางเรือที่ต้องเจอพายุมากที่สุดในโลก

ยักษ์ใหญ่ อย่างบริษัทไอซีไอเองก็มีการขนไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ข้ามทะเลไม่ต่ำกว่า 100,000 ตันต่อปี จากสหราชอาณาจักรไปยังโรงงานใน Willemshaven ทางตอนเหนือของเยอรมัน นอกจากนี้ไอซีไอก็ยังขนไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ราว80,000 ตัน ทุกสัปดาห์จากWillemshaven ไปโปรตุเกส

ในปี 2527  เรือบรรทุกสินค้า Brigitta Montari บรรทุกไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ 1,300 ตัน ไปจมที่ชายฝั่งยูโกสลาเวียและไม่สามารถกู้ได้ ซึ่งต่อมาในปี 2530 พบว่าไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์รั่วออกมา กระทั่งมีการกู้เรือในปี 2531 ก็ยังคงไม่สามารถทราบได้ว่ามีไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์รั่วออกไปสู่ทะเลเป็นปริมาณเท่าใด

มีการทำนายว่าภูมิภาคตะวันออกไกลและละตินอเมริกาจะเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับการขนส่งสารไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ที่ยังคงเหลือในทศวรรษนี้ นั่นย่อมชัดเจนว่าการขนส่งสารเคมีอันตรายหลายล้านตันเช่นนี้น่าจะได้รับการจับตามองเป็นพิเศษอย่างยิ่ง