แสงเหนือ แสงใต้ จรวดและมนุษย์

ภาพถ่ายแสงออโรรา ออสตราลีส หรือแสงใต้ จากสถานียานอวกาศที่โคจรรอบโลก

แสงเหนือและแสงใต้ (The aurora borealis and aurora australis) คือประจักษ์พยานความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก การระเบิดของพลังงานและอนุภาคที่มีประจุแม่เหล็กจากดวงอาทิตย์ได้เคลื่อนตัวอย่างต่อเนื่องออกสู่ห้วงอวกาศและเข้าปะทะกับแรงสนามแม่เหล็กของโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ

บนโลก พลังงานที่กระตุ้นอนุภาคต่างๆ และพลังงานถูกกักเก็บอยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก (magnetosphere) ก่อให้เกิดแสงออโรรา (auroras) และเข้ารบกวนบรรยากาศชั้นบนสุดที่ห่อหุ้มโลก

ช่างภาพถ่ายภาพจรวด Black Brant ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการของนาซาศึกษาแสงออโรราในวันที่ 12 ธันวาคม 2553 จรวดถูกปล่อยจาก Andøya Rocket Range ในนอร์เวย์ ขึ้นไปสูง 320 กิโลเมตร  เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการไหลของความร้อน อนุภาคและคลื่นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า

จรวด Black Brant

ความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ พาเราออกไปสู่พรมแดนอันกว้างไกลโพ้นเหนือจินตนาการ (อุปกรณ์ที่ใช้ศึกษาแต่ละชิ้นก็เหลือเกินจริงๆ)

แต่ก็มนุษย์ที่อาศัยอยู่บนพื้นผิวโลกเดียวกันนี้แหละ ที่ยังคงทะเลาะและขัดแย้งกันไม่เลิก

มีเวลาว่าง ให้มองขึ้นไปบนท้องฟ้าบ้าง เผื่อจิตใจจะได้ดีขึ้น

เรื่องของพีวีซี(PVC) : โฆษณาเกินจริง

กลุ่มผู้สนับสนุนการใช้พีวีซีอย่าง Norsk Hydro บริษัทยักษ์ใหญ่พีวีซีเชื้อสายสวีเดน พยายามโฆษณาพีวีซีว่าเป็น “พลาสติกที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ใช้พลังงานต่ำสุด เนื่องจากร้อยละ 60 มาจากเกลือใต้โลกซึ่งมีปริมาณไม่จำกัด”

ในประเทศไทย ก็พยายามโฆษณาผ่าน CSR ของบริษัท ประมาณว่า “รักษาป่าไม้ ใช้พีวีซี” !!!???

สิ่งที่พวกเขาจงใจไม่บอกคือ ในกระบวนการผลิตพีวีซีนั้น เกลือเหล่านั้นถูกแปรเป็นก๊าซคลอรีนและสารประกอบอินทรีย์คลอรีนซึ่งเป็นสารเคมีสังเคราะห์ที่อันตรายมากที่สุดชนิดหนึ่ง และคลอรีนนั่นเองที่ทำให้พีวีซีต่างออกไปจากพลาสติกชนิดอื่นๆ เท่า ๆ กับอันตรายของมัน

คำโฆษณายังทำให้เกิดความเข้าใจผิดเรื่องการใช้พลังงานเช่นกัน พีวีซีจริงแล้วก็ผลิตจากฟอสซิล แหล่งพลังงานที่ใช้แล้วหมดไปเช่นเดียวกับพลาสติกชนิดอื่น เช่นเดียวกับเอธิลีน

การผลิตพีวีซีและเอธิลีนล้วนใช้พลังงานมหาศาล ในเยอรมนีซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตคลอรีนมากที่สุดในยุโรป ระดับการใช้พลังงานของอุตสาหกรรมคลอรีนใช้พลังงานมากถึงร้อยละ 25 ของการใช้พลังงานภาคอุตสาหกรรมของประเทศ คิดเป็นร้อยละ 2 ของการบริโภคพลังงานทั่วเยอรมนี

การกล่าวอ้างของกลุ่มสนับสนุนพีวีซีจึงเลื่อนลอยและไม่เป็นจริง

ยิ่งไปกว่านั้น ราคาพลังงานที่น้อยกว่าของอุตสาหกรรมพีวีซีในหลายประเทศเกิดขึ้นได้ เพราะค่าใช้จ่ายที่เหลือถูกโอนไปยังผู้บริโภครายย่อยและประชาชนที่จ่ายภาษีอากร ในกรณีของออสเตรีย เนื่องจากมีผู้บริโภคผลิตภัณฑ์พีวีซีจำนวนมาก ทำให้อุตสาหกรรมพีวีซีจ่ายค่าพลังงานในอัตราต่อหน่วยที่น้อยกว่าอุตสาหกรรมเคมีอื่นๆ ถึงร้อยละ 30

การผลิตที่สะอาด VS การป้องกันมลพิษ (3)

ตอนนี้เป็นเรื่องว่าด้วยความแตกต่างเชิงแนวทางของ “การผลิตที่สะอาด” กับ “การป้องกันมลพิษ” ครับ

การผลิตที่สะอาดก้าวไปไกลกว่า “การป้องกันมลพิษ” ซึ่งส่งเสริมให้ลดการใช้วัสดุมีพิษในกระบวนการผลิต การป้องกันมลพิษจะมุ่งไปที่การควบคุมมลภาวะที่ปลายท่อและเทคโนโลยีการกำจัดของเสียต่างๆ  เช่น เตาเผาขยะ  มาตรการควบคุมที่ปลายท่อเหล่านี้ไม่ได้แก้ปัญหาการเกิดของเสีย แต่เป็นเพียงการส่งผ่านอันตรายจากสิ่งแวดล้อมหนึ่งไปยังอีกสิ่งแวดล้อมหนึ่งเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ในกรณีของการเผากากของเสียอันตรายและขยะจะถูกรวบรวมจากโรงงานและที่พักอาศัย ของเสียทั้งหมดจะถูกเผาทำลายทำให้เกิดมลภาวะในอากาศและน้ำ สารพิษจะสะสมเข้มข้นมากขึ้นในขี้เถ้าซึ่งจะถูกนำไปฝังในหลุมฝังกลบ หรือในบางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ นำขี้เถ้าจากการเผาขยะไปใช้สร้างถนน แต่นี่ไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริงเพราะในที่สุดหลุมฝังกลบก็จะรั่วซึมและพื้นผิวถนนก็จะแตกออก

การป้องกันมลพิษมุ่งไปสู่กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากและทำให้เกิดสารพิษน้อย การผลิตที่สะอาดมองการผลิตอย่างเป็นระบบและเป็นองค์รวม ปัจจุบันการผลิตที่สะอาดได้รับการพูดถึงในเวทีนานาชาติหลายแห่งด้วยกัน อย่างเช่น สนธิสัญญาออสโล-ปารีส (Oslo-Paris – OSPAR) สนธิสัญญาเพื่อแอตแลนติกตะวันออกเฉียงเหนือ (Convention for the Northeast Atlantic) ปฏิญญาทะเลเหนือ (The North Sea Declaration) และสนธิสัญญาบาร์เซโลนาเพื่อภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน (The Barcelona Convention for the Mediterranean Region)

หมายเหตุ : Series “การผลิตที่สะอาด” นี้ย่อยมาจากคู่มือประชาชนว่าด้วยการผลิตที่สะอาดซึ่งจะวิเคราะห์แนวคิดและยุทธศาสตร์ที่สำคัญ พร้อมกับเสนอแนวทางให้บุคคลและกลุ่มบุคคลร่วมกันทำให้การผลิตและบริโภคมีความปลอดภัยและยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ไม่ได้ประสงค์ที่จะให้เป็นคู่มือที่ให้รายละเอียดในการนำไปปฏิบัติ  หากแต่สิ่งที่นำเสนอจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชน และให้สามารถลงมือกระทำได้ คู่มือดังกล่าวนี้เขียนขึ้นเพื่อผู้บริโภค ผู้เสียภาษี ผู้ค้าปลีก เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น องค์กรแรงงาน ผู้ผลิต และนักวางแผน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือทุกๆ คนที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ความรู้พื้นฐาน เป็นเครื่องมือและเครื่องสนับสนุนนักสิ่งแวดล้อมและนักกิจกรรมที่ต้องการหาวิธีการรณรงค์เชิงบวกแบบใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

-ธารา บัวคำศรี –

 

อุตสาหกรรมพลาสติกภูมิใจกับคุณสมบัติที่ไม่ย่อยสลายของพีวีซี(PVC) !!!

พีวีซี(PVC) ได้รับการจดทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์สังเคราะห์ในปี 2473 ต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 1930 คลอรีนปริมาณมหาศาลถูกใช้ในกองทัพนาซี ภายใต้โครงการทำให้เยอรมันปลดแอกตัวเองจากการนำเข้าฝ้ายในภาวะสงครามโดยหันไปผลิตเส้นใยเรยอนเพื่อนำมาทำผ้าสังเคราะห์แทน ซึ่งต้องใช้โซดาไฟจำนวนมาก จึงต้องพึ่งอุตสาหกรรมคลออัลคาไล หลังจากการทดลองหลายปีเพื่อหาสารทำให้คงตัว (Stabilisers) สารหล่อลื่น และสารทำให้อ่อนตัว (Softeners) นักวิจัยก็พบว่าพีวีซีสามารถทำมาทำเส้นใยได้ นับเป็นโบนัสก้อนโตของการวิจัยที่สามารถเปลี่ยนคลอรีน ซึ่งเป็นของเหลือจากกระบวนการผลิตโซดาไฟให้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าทำกำไรได้

เพียงแค่ไม่กี่ปีจากนั้น นอกจากโพลีเอธิลีน(Polyethylene หรือ PE) พีวีซีได้กลายเป็นวัสดุสังเคราะห์ตัวสำคัญที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในเยอรมนี ทศวรรษ 1950 เป็นยุคเริ่มต้นของพลาสติกพีวีซี ทศวรรษต่อมา การผลิตพีวีซีเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จากนั้นก็เป็นยุคที่ผลิตภัณฑ์คลอรีนรวมทั้งพีซีบีและซีเอฟซีถูกห้ามใช้ รวมทั้งการลดลงของการใช้คลอรีนในน้ำยาฆ่าเชื้อ ทำให้คลอรีนที่ผลิตได้ต้องหาที่ใช้งานใหม่ พีวีซีกลายเป็นทางออกของการใช้คลอรีนดังกล่าว ท่ามกลางการลดลงของผลิตภัณฑ์คลอรีนอื่นๆ ปัจจุบัน ร้อยละ 30 ของคลอรีนที่ผลิตได้ทั่วโลกนำมาผลิตพีวีซี

ตลอดช่วงชีวิตของพีวีซีได้ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมมากมาย นับตั้งแต่การผลิตผงพีวีซีที่ต้องมีการขนส่งสารเคมีที่ระเบิดง่าย ก่ออันตราย อีกทั้งยังปล่อยกากพิษออกมาด้วย ต่อมาการผลิตพลาสติกพีวีซีจำต้องเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสารพิษอันตราย เนื่องจากพีวีซีนั้นไร้ประโยชน์หากไม่มีการเติมสารเติมแต่ง (Additives) เพื่อทำให้พลาสติกที่ผลิตออกมามีคุณสมบัติตามต้องการเช่น ความนุ่มและความหยุ่นตัว ความแข็งแรง การมีสี หรือคุณสมบัติด้านความสามารถในการต้านทานแบคทีเรีย

ผลิตภัณฑ์พลาสติกพีวีซีเองก็มีปัญหาไม่น้อยแม้กระทั่งเมื่อถึงมือผู้บริโภคแล้ว อย่างเช่นพื้นบ้านพีวีซี ผู้ใช้อาจจะมีอันตรายได้เนื่องจากพลาสติกชนิดนี้ต้องใช้สารเติมแต่งซึ่งเป็นสารเคมีระเหยสู่อากาศและคาดกันว่าอาจเป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogen)

การกำจัดพลาสติกพีวีซีก็ยิ่งก่อปัญหาหนักขึ้นไปอีก หากนำไปเผาคลอรีนจากพลาสติกก็จะปล่อยออกมาในรูปของ กรดอะซีติกและสารพิษไดออกซิน รวมทั้งสารประกอบอินทรีย์คลอรีนอีกหลายชนิด หากนำไปฝังกลบ สารพิษจากส่วนผสมของสารเติมแต่งจะหลุดออกมาปนเปื้อนแหล่งน้ำใต้ดินได้ ที่สำคัญ คุณสมบัติของการที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ซึ่งอุตสาหกรรมพีวีซีภูมิใจมาก กลับก่อปัญหาหากพลาสติกนั้นกลายเป็นขยะ เพราะต้องจะใช้เวลานานนับหลายศตวรรษกว่าจะย่อยสลายได้ในธรรมชาติ

เนื่องจากปัจจุบัน พื้นที่ฝังกลบพลาสติกพีวีซีก็หายากขึ้นตามลำดับ ทำให้มีแนวคิดที่จะรีไซเคิลพลาสติกพีวีซี แต่เนื่องจากการใช้งานที่หลากหลาย ทำให้การรีไซเคิลพีวีซีทำได้ยากมาก พลาสติกพีวีซีแต่ละชนิดเติมสารเติมแต่งเข้าไปแตกต่างกัน กระทั่งอุตสาหกรรมพีวีซีเองก็ยอมรับว่าการรีไซเคิลนั้นแพงกว่า และพลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิลมีคุณภาพน้อยกว่า

แต่การใช้พีวีซีก็ไม่ได้หยุดยั้ง กลับเพิ่มมากขึ้นทุกวัน อุตสาหกรรมพีวีซีขยายสู่เอเชียและละตินอเมริกาอย่างหนักหน่วงเนื่องจากมีราคาถูก หลังจากที่มีแนวคิดที่จะกำจัดขยะพิษชนิดนี้ด้วยการส่งออกไปประเทศอื่น และราคาที่ต่ำกว่า เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การใช้พีวีซีแพร่หลายอย่างมากขณะนี้

วัสดุท้องถิ่นในประเทศต่าง ๆ ที่เคยใช้กันมาและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า และโดยทั่วไปดีกว่าถูกแทนด้วยการใช้พีวีซีซึ่งมีราคาถูก ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยแทบจะไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ตนใช้นั้นทำมาจากพีวีซีด้วยซ้ำ และผู้ผลิตเองออกมาต่อต้านอย่างรุนแรงที่จะให้มีการติดฉลากผลิตภัณฑ์ว่าทำมาจากพีวีซี แต่ในความเป็นจริงผู้บริโภคเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นเพราะการเข้ามาครองและคุมตลาดของวัสดุเสมือนจริงชนิดนี้เป็นไปด้วยความดุเดือด

หลายประเทศในโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีการใช้ภาษาเยอรมัน และประเทศแถบแสกนดิเนเวีย ซึ่งตระหนักดีถึงพิษภัยของพีวีซี ได้มีการควบคุมการใช้ผลิตภัณฑ์พีวีซีอย่างเข้มงวด หน่วยงานท้องถิ่นมีการริเริ่มสร้างสิ่งก่อสร้างที่ปลอดพีวีซี ขณะที่ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และร้านขายเฟอร์นิเจอร์ประกาศไม่ใช้วัสดุที่ทำจากพีวีซีอย่างสิ้นเชิง

อุตสาหกรรมพลาสติกพีวีซีพยายามอย่างมากที่จะทำให้ผู้บริโภคเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์พีวีซีจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้มากมาย แต่นักวิทยาศาสตร์ และนักสิ่งแวดล้อมทั่วโลกยืนยันว่าผลิตภัณฑ์พีวีซีเป็นตัวอันตราย ตั้งแต่การผลิต การใช้และการกำจัด มีการเรียกร้องให้มีการใช้วัสดุอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า ทดแทนการใช้พีวีซีเพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา ดังนั้นเราจึงควรจะคำนึงและตระหนักถึงผลพวงของมันทั้งต่อตัวเราและสิ่งแวดล้อม

เรื่องของพีวีซี (PVC) – การตัดสินใจที่ผิดพลาดของอุตสาหกรรมเคมี

ถามว่าทำไมเราต้องสนใจผลกระทบของพีวีซีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าพลาสติกชนิดอื่น ?

คำตอบ คือ ชิ้นส่วนของท่อพีวีซีหรือตุ๊กตาพลาสติกที่ดูจะไร้พิษสงเหล่านั้นเป็นผลิตผลของอุตสาหกรรมที่มีอันตรายอย่างมาก การผลิตพีวีซีอยู่คู่กันอย่างแนบแน่นกับการผลิตคลอรีน

แต่เดิม คลอรีนเป็นผลิตภัณฑ์ส่วนเกินจากกระบวนการผลิตโซดาไฟ (Caustics Soda) เป็นสารที่ไวต่อปฏิกิริยาสูง ดังนั้นคลอรีนจะต้องรวมตัวกับสารเคมีอื่นเพื่อให้สามารถอยู่ได้ในสภาวะธรรมชาติ เช่นไปรวมตัวกับโซเดียม เกิดเป็นเกลือแกง แต่การผลิตคลอรีนโดยกระบวนการคลออัลคาไล (Chlor-alkali) นั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ก๊าซคลอรีนที่ออกมาจะไปทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ภายนอก (สารที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ) เกิดเป็นสารประกอบอินทรีย์คลอรีน (Organochlorine) ซึ่งโดยปกติไม่พบในธรรมชาติ เป็นสิ่งแปลกปลอมที่ก่อปัญหาต่อสิ่งมีชีวิตหากหลุดเข้าไปในระบบนิเวศน์

ความเป็นจริง อุตสาหกรรมเคมีสมัยใหม่ปล่อยสารอินทรีย์ที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบออกสู่ระบบนิเวศน์มากถึงหลายล้านตันในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา ก่อหายนะต่อสิ่งแวดล้อมมหาศาล สารอินทรีย์ที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพและเป็นที่รู้จักกันดีรวมถึง พีซีบี(PCBs) ซึ่งยกเลิกการใช้ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 เพราะมีการค้นพบว่าเป็นสาเหตุของการทำลายขีดความสามารถในการสืบพันธุ์ของสัตว์ แต่ก็พบว่ายังมีการผลิตพีซีบีและปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมนับหลายล้านตันในปัจจุบัน ซีเอฟซี และฮาลอน เป็นสารทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ แม้จะถูกห้ามผลิตไปแล้ว แต่ปริมาณที่มีอยู่ยังคงสามารถทำลายโอโซนไปอีกนับศตวรรษด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวของมัน สารเคมีกำจัดแมลงอย่างดีดีทีและลินเดน ก็ยังคงมีการผลิตอยู่ หายนะภัยครั้งร้ายแรงที่สุดของอุตสาหกรรมเคมี เช่น Seveso และ Love Canal ล้วนเกี่ยวข้องกับสารอินทรีย์ที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ

เป็นที่รู้กันดีว่า ทั่วโลกกำลังลด ละ เลิกการผลิตและการใช้สารเคมีเหล่านี้

ในปี 2533 สภาผู้ชำนัญการ รัฐบาลเยอรมัน แถลงว่า “ นักเคมีและวิศวกรเคมีทั้งในวงการอุตสาหกรรมและวงการการศึกษาลงความเห็นร่วมกันว่า การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมคลอรีนช่วงทศวรรษที่ 1850 ถึง 1860 เป็นผลพวงจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ของการพัฒนาอุตสาหกรรมเคมีในทศวรรษที่ 1820 การตัดสินเช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นหากองค์ความรู้เรื่องผลกระทบของคลอรีนต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในยุคนั้นมากเท่าปัจจุบัน”

 

เรื่องของพีวีซี(PVC) ตอน สารพิษแปลงโฉม

ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) เป็นประเด็นสาธารณะที่รับรู้กันทั่วไป มีการถกเถียงอภิปรายหาทางออกโดยกระบวนการต่างๆ มาอย่างยาวนานโดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในบทความชุดนี้ ผมจะขอกล่าวถึงอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่ตั้งฐานการผลิตอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและพื้นใกล้เคียง -การผลิตโพลีไวนิลคลอไรด์หรือ “พีวีซี”

โพลีไวนิลคลอไรด์ (Polyvinyl Chloride) หรือ พีวีซี (PVC) บ่อยครั้งเรียกกันว่า ไวนิล (Vinyl) เป็นชื่อของพลาสติกที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุดชนิดหนึ่งในสังคมปัจจุบัน มากเท่าๆ กับอันตรายของมัน

มีการนำพีวีซีมาใช้งานหลากหลายมากจนน่าตกใจ ไม่น่าเชื่อว่าวัสดุสิ่งของเหล่านั้นสร้างขึ้นมาจากวัตถุดิบเพียงตัวเดียว นับแต่ขวดน้ำแร่ ถัง กล่อง พลาสติกห่ออาหาร สินค้าบริโภคทั่วไปเช่น บัตรเครดิต แผ่นเสียง หรือของเล่นเด็ก

วงการก่อสร้างนำเอาพีวีซีไปใช้ทำกรอบหน้าต่าง ประตู ผนังห้อง กรุประตูหน้าต่าง ท่อและรางน้ำในบ้าน ใช้ทำพื้นบ้าน วัสดุติดผนัง ม่านปิดหน้าต่าง และม่านห้องน้ำ ในที่ทำงานก็มีเฟอร์นิเจอร์ แฟ้มเอกสาร เครื่องพับกระดาษ ปากกา ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ก็นำไปใช้หุ้มชิ้นส่วน นอกจากนี้ยังมีถุงขยะในโรงพยาบาล สายเคเบิล ฉนวนหุ้มสายไฟ หนังเทียม เก้าอี้ในสวน

พลาสติกพีวีชีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราทุกคนโดยไม่รู้ตัว

และเราไม่ค่อยรับรู้ถึงอันตรายของมัน

การผลิตที่สะอาด-วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (2)

ตอนแรกเรารู้นิยามกว้าง ๆ ของการผลิตที่สะอาดไปแล้ว

ถ้าพูดถึงแนวคิด การผลิตที่สะอาด นั้นมีรากฐานอยู่บนแนวคิดเรื่อง วงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ นั่นคือ

  • ตั้งคำถามกันตั้งแต่ต้นว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นของจำเป็นหรือไม่
  • เลือกวัสดุ ระบบการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยยึดหลักระวังไว้ก่อน
  • ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ทนทานและนำกลับมาใช้ซ้ำได้
  • ใช้พลังงานทดแทน น้ำ และวัตถุดิบให้น้อยที่สุด
  • ใช้วัตถุดิบที่ปลอดภัยกว่าหรือไม่มีพิษในกระบวนการผลิต
  • นำวัสดุที่ปลอดภัยทางนิเวศกลับมาหมุนเวียนใช้อีก
  • ลดการบริโภคในระบบเศรษฐกิจที่มีการใช้วัตถุดิบอย่างเข้มข้นดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยยังคงรักษาระดับคุณภาพชีวิตและวัตถุดิบเอาไว้
  • รับประกันการงานที่ยั่งยืน
  • ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและสังคม

แท้จริงแล้ว การผลิตที่สะอาดหมายถึงการใช้พลังงานและวัสดุทดแทน การใช้ทรัพยากรในปริมาณน้อย  การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน การผลิตอาหารด้วยวิธีการที่ยั่งยืน และการผลิตของเสียที่ไม่เป็นพิษและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในกระบวนการผลิต

การผลิตที่สะอาดเริ่มจากการมองภาพรวมการไหลเวียนของวัสดุในสังคม โดยเฉพาะการมองที่ห่วงโซ่ผลิตภัณฑ์ (product chain) ซึ่งคือ ได้วัตถุดิบมาจากไหน ใช้วิธีการผลิตอย่างไรและผลิตที่ไหน เกิดของเสียอะไรบ้างในห่วงโซ่ผลิตภัณฑ์ มีผลิตภัณฑ์อะไรบ้างที่ทำมาจากวัตถุดิบนี้ และเกิดอะไรขึ้นบ้างกับผลิตภัณฑ์เหล่านั้นในระหว่างใช้งานและเมื่อสิ้นอายุการใช้งานแล้ว

นอกจากนี้ การผลิตที่สะอาดยังตั้งคำถามถึงความจำเป็นของผลิตภัณฑ์นั้น  บ่อยครั้งที่เราสามารถทดแทนผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เกิดจากผลิตภัณฑ์นั้นๆ ด้วยสิ่งอื่นหรือวิธีการอื่นที่สะอาดกว่า ปลอดภัยกว่า กับทั้งใช้วัตถุดิบและพลังงานน้อยกว่า

ตัวอย่างเช่น  กระป๋องเครื่องดื่มอลูมิเนียมแบบใช้ครั้งเดียว ซึ่งแม้จะนำกลับมารีไซเคิลได้ แต่ก็ใช้พลังงานมหาศาลและใช้แร่ธาตุจำนวนมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับขวดแก้วชนิดเติมได้ ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยอาศัยการจัดการเพียงแค่ระดับชุมชนหรือท้องถิ่น  ในทำนองเดียวกันระบบขนส่งมวลชนที่ดีและเชื่อถือได้จะมีประสิทธิภาพกว่ารถยนต์ส่วนบุคคล เพราะสามารถขนส่งคนได้มากกว่าเมื่อใช้พลังงานและทรัพยากรเท่าๆ กัน เราสามารถออกแบบรูปแบบการอยู่อาศัยให้มีประสิทธิภาพ  เราสามารถออกแบบเมืองและชุมชนที่มีทั้งย่านพักอาศัย ย่านธุรกิจ และร้านค้าปลีก เพื่อลดความจำเป็นในการเดินทางระหว่างชานเมืองกับตัวเมือง

ตอนต่อไปเราจะมาดูว่า การผลิตที่สะอาด และ การป้องกันมลภาวะ นั้นเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

หมายเหตุ : Series “การผลิตที่สะอาด” นี้ย่อยมาจากคู่มือประชาชนว่าด้วยการผลิตที่สะอาดซึ่งจะวิเคราะห์แนวคิดและยุทธศาสตร์ที่สำคัญ พร้อมกับเสนอแนวทางให้บุคคลและกลุ่มบุคคลร่วมกันทำให้การผลิตและบริโภคมีความปลอดภัยและยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ไม่ได้ประสงค์ที่จะให้เป็นคู่มือที่ให้รายละเอียดในการนำไปปฏิบัติ  หากแต่สิ่งที่นำเสนอจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชน และให้สามารถลงมือกระทำได้ คู่มือดังกล่าวนี้เขียนขึ้นเพื่อผู้บริโภค ผู้เสียภาษี ผู้ค้าปลีก เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น องค์กรแรงงาน ผู้ผลิต และนักวางแผน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือทุกๆ คนที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ความรู้พื้นฐาน เป็นเครื่องมือและเครื่องสนับสนุนนักสิ่งแวดล้อมและนักกิจกรรมที่ต้องการหาวิธีการรณรงค์เชิงบวกแบบใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

-ธารา บัวคำศรี –