ส่องมาตรการของภาครัฐในวันที่ฝุ่น PM2.5 ถล่มเมือง (อีกครั้ง)

หลังจากฤดูกาลฝุ่นช่วงต้นปี 2562 ในหลายพื้นที่ของประเทศได้ผ่านพ้นไปท่ามกลางคำถามของสาธารณะชนต่อมาตรการรับมือของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ช่วงเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมามลพิษทางอากาศจากหมอกควันข้ามพรมแดนในสุมาตราและกาลิมันตันของอินโดนีเซียส่งผลให้คุณภาพอากาศรวมถึง PM2.5 อยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพต่อประชาชนหลายจังหวัดทางภาคใต้ ลมตะวันออกได้พัดพามวลอากาศสะอาดจากอ่าวไทยเข้าสู่พื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้ความเข้มข้น PM2.5 ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่อิทธิพลความกดอากาศสูงจากจีนก็ได้ส่งผลให้ความเข้มข้น PM2.5 ในหลายพื้นที่ของภาคกลางโดยเฉพาะกรุงเทพมหานครเพิ่มสูงขึ้นในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

เราอาจจะได้รับคำอธิบายแบบเดิมๆ จากหน่วยงานรัฐว่า ปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา(อุณหภูมิ ความเร็ว/ทิศทางลม ความกดอากาศ ความชื้นสัมพัทธ์ ฯลฯ) มีอิทธิพลต่อคุณภาพอากาศและในที่สุดก็อาจใช้เป็นข้ออ้างว่า “เดี๋ยวคุณภาพอากาศก็น่าจะดีขึ้น” และความเป็นจริงที่ใช้เป็นข้ออ้างนี้เองที่ทำให้มาตรการต่างๆ และการควบคุมมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 จากแหล่งกำเนิด อยู่แต่บนกระดาษและในห้องประชุม

ในการส่องมาตรการของรัฐในวันที่ฝุ่น PM2.5 มาเยือนอีกครั้งหนึ่ง เราจะพิจารณาจาก “รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลและผลการดําเนินงานของกรมควบคุมมลพิษในปี พ.ศ.2562

การติดตามตรวจสอบปริมาณฝุ่น PM2.5 และการดำเนินงานของกรมควบคุมมลพิษ

กรมควบคุมมลพิษได้เฝ้าระวัง ติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มักพบเกินมาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรระหว่างเดือนธันวาคม – เมษายน ของทุกปี โดยมีสถานีตรวจวัด PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลทั้งหมด 19 สถานี ดังรูป

จุดตรวจวัด PM2.5 ของกรมควบคุมมลพิษในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

กรมควบคุมมลพิษระบุว่า ทำการรายงานข้อมูลสถานการณ์ PM2.5 ในช่วงเดือนธันวาคม–เมษายน) จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษและสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรุงเทพมหานคร เพื่อเฝ้าระวังและแจ้งเตือนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนรับทราบข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย สะดวกและทันต่อสถานการณ์ผ่านช่องทางเว็บไซต Air4Thai และเฟซบุคแฟนเพจกรมควบคุมมลพิษเป็นประจําทุกวัน นอกจากนี้ยังใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อแจงเตือนหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินมาตรการในการลดฝุ่น PM2.5 และการเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั่วไปและประชาชนกลุ่มเสี่ยงตามสถานการณ์ PM2.5 อย่างต่อเนื่อง

กรมควบคุมมลพิษยังได้ใช้แบบจําลองทางคณิตศาสตร์พยากรณ์สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ล่วงหน้า 1 วัน ใน 11 พื้นที่ ซึ่งผลการพยากรณ์รายงานอยู่ในรายงานสถานการณ์ประจําวัน ในปี พ.ศ.2563 กรมควบคุมมลพิษจะพยากรณสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2561-เดือนพฤษภาคม 2562 มีการประชุมของกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลทั้งหมด 16 ครั้ง โดยมุ่งขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” อย่างเป็นรูปธรรมภายในเดือนตุลาคม จากนั้นจะมีการประชุมมอบนโยบาย/แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเดือนพฤศจิกายน 2562

ข้อคิดเห็นของกรีนพีซ

ขยายเครือข่ายสถานีตรวจวัด PM2.5 รายงานคุณภาพอากาศตามเวลาจริงรายชั่วโมงและใช้ฐานข้อมูลคาดการณ์คุณภาพอากาศในอีก 5-7 วันล่วงหน้า

ขอบเขตของอันตรายด้านสุขภาพจากมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะ PM2.5 ในประเทศไทย ส่งผลให้มีความต้องการเร่งด่วนในการเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศแบบทันท่วงทีมากขึ้นเพื่อที่ประชาชนและชุมชนจะสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลดังกล่าวและมีมาตรการระยะสั้นในการปกป้องสุขภาพของตนได้

เราเห็นได้ชัดเจนว่า การรายงานข้อมูลสถานการณ์ PM2.5 จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล(ซึ่งครอบคลุมเนื้อที่ราว 7,761 ตารางกิโลเมตร) จำนวน 19 จุดนั้นไม่เพียงพออย่างยิ่ง แม้ว่าจะมีการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อพยากรณ์สถานการณ์ PM2.5 ล่วงหน้า 1 วัน เพื่ออุดช่องว่าง แต่ข้อมูลในรายงานสถานการณ์ประจำวันที่รวมการพยากรณ์ก็ยากที่จะเข้าถึงอยู่ดี

ส่วนสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรุงเทพมหานครที่มีกระจายอยู่ทุกเขตนั้นจะรายงานผ่านเว็บไซต์ http://bangkokairquality.com/bma/ ที่แยกต่างหากจากแพลทฟอร์มของกรมควบคุมมลพิษ แม้ว่ากรมควบคุมมลพิษจะนำข้อมูลมารายงานรวมกัน แต่ก็ไม่ได้ผนวกอยู่บนแอพพลิเคชั่น Air4Thai สร้างความลักลั่นในการสื่อสารมากขึ้นไปอีก

นอกเหนือจากความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศราคาสูงของหน่วยงานภาครัฐ การสร้างข้อมูลสาธารณะโดยเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศราคาต่ำเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเมืองและชุมชนเพื่อเร่งการเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศตามเวลาจริงและเป็นข้อมูลของพื้นที่นั้นๆ จนถึงปัจจุบัน ยังไม่เห็นการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากภาครัฐในเรื่องนี้ เราจึงได้เห็นเครือข่ายนักวิชาการริเริ่มนวัตกรรม เช่น Dust Boy ขึ้นเอง ส่วนประชาชนก็ต้องซื้อหาเครื่องมือมาติดตั้งโดยไม่รอภาครัฐ

เครือข่ายการตรวจวัด PM2.5 โดยใช้เครื่องมือขนาดเล็กที่ริเริ่มโดยประชาชนและกลุ่มต่างๆ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

กรีนพีซยืนยันว่าการเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศตามเวลาจริง(รายชั่วโมง)เป็นแนวทางหน่ึงท่ีมี ประสิทธิภาพในการปรับปรุงคุณภาพอากาศ การรายงานคุณภาพอากาศที่ทันท่วงทีจะขยายการรับรู้ในทางสาธารณะเพื่อขับเคลื่อนการลงมือปกป้องสุขภาพ

ความก้าวหน้าในการควบคุมและลดมลพิษทางอากาศของจีนหลังจากดําเนินการตรวจวัดคุณภาพอากาศของประเทศคือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการเข้าถึงข้อมูลคุณภาพภาพอากาศตามเวลาจริงก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อการกำหนดนโยบายและการจัดการคุณภาพอากาศของประเทศ

ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศหนึ่งที่มีโครงการตรวจวัดคุณภาพอากาศท่ีเข้มข้นที่สุดและเป็นผู้นำในการยกระดับการจัดการคุณภาพอากาศในเมืองหลักต่างๆ อ่านเพิ่มเติมจากรายงานสถานะคุณภาพอากาศกรุงปักกิ่ง ปี พ.ศ.2553-สิงหาคม 2563

วาระแห่งชาติ-มาตรฐานคุณภาพอากาศ PM2.5 ต้องเข้มงวดขึ้น

องค์การอนามัยโลก (WHO, 2011) ระบุว่าไม่มีหลักฐานท่ีชี้ว่ามีระดับฝุ่นละอองท่ีปลอดภัยหรือระดับฝุ่นละอองท่ีไม่แสดงผลเสียต่อสุขภาพอนามัย (There is no evidence of a safe level of exposure or a threshold below which no adverse health effects occur) ดังน้ัน จึงเป็นภาระกิจชองหน่วยงานรัฐทั้งในด้านสุขภาพอนามัยและหน่วยงานด้านควบคุมแหล่งกำเนิดจะต้องพยายามปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศให้เข้มงวดข้ึนในระยะยาว

มาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศของประเทศไทยมีรูปแบบเดิมตามท่ีใช้ในปี พ.ศ. 2524 ซึ่งแตกต่างจากมาตรฐานนานาประเทศท่ีได้มีการพัฒนามาโดยตลอด และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มาตรฐานแตกต่างกันออกไป

มาตรฐานฝุ่นละอองในบรรยากาศประกอบด้วยมาตรฐานระยะสั้น (24 ชั่วโมง) และระยะยาว (1 ปี) ความแตกต่างของรูปแบบมาตรฐานอยู่ที่มาตรฐานระยะสั้นสำหรับประเทศไทยจะกำหนดค่าสูงสุดท่ีระดับฝุ่นละอองต้องไม่เกินแม้แต่วันเดียวในรอบปี มีข้อเสนอให้ปรับมาตรฐานฝุ่น PM10 และ PM2.5 ของประเทศไทยให้เป็นรูปแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์ท่ี 95 กล่าวคือ ยอมให้มีจำนวนวันท่ีเกินมาตรฐานได้ร้อยละ 5 ใน 365 วัน (หรือเท่ากับ 18 วันในรอบปี)

การใช้รูปแบบมาตรฐานแบบเปอร์เซ็นต์ ไทล์มีความเหมาะสมกับพลวัตรของคุณภาพอากาศ การที่ความเข้มข้นสูงสุดของ PM2.5 มีความแปรปรวนสูงอาจได้รับอิทธิพลจากสภาพอุตุนิยมวิทยาท่ีเลวร้ายในเวลาสั้นๆ หรือมีแหล่งกำเนิดมลพิษที่มากผิดปกติในพื้นท่ีหรือพัดพาจากพื้นที่อื่นในวันน้ัน เมื่อพบว่าค่าเกินมาตรฐานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์ จะเป็นส่ิงบอกเตือนหน่วยงานว่าต้องมีมาตรการระยะสั้นในการควบคุมมลพิษอากาศจากแหล่งกำเนิดไม่ให้เกินจำนวนวันที่เกินค่ามาตรฐานที่ยอมได้

ด้วยเหตุนี้เอง จะต้องปรับตัวเลขความเข้มข้นของ PM2.5 ให้เป็น 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเพื่อนำไปสู่มาตรการที่เข้มงวดในการลดการปล่อย PM2.5 จากแหล่งกำเนิด ค่าเฉลี่ย PM2.5 รายปีจะต้องปรับให้เป็น 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร นี่คือการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมประการหนึ่ง หากรัฐบาลจะต้องขับเคลื่อนวาระแห่งชาติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม พ.ศ.2562 นี้

คุณสามารถเป็นส่วนหนึ่งของ #RightToCleanAir #ขออากาศดีคืนมา โดยร่วมผลักดันคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติให้กำหนดมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไป(ambient air standard)ขึ้นใหม่โดยมีค่าเฉลี่ยรายปี 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเป็น 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภายในปี พ.ศ.2562

วาระสิ่งแวดล้อมผ่านงานรณรงค์ของกรีนพีซปี 2556

พ.ศ. 2556 เป็นปีที่ 13 ของกรีนพีซในการปฏิบัติการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคที่ทวีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในทางเศรษฐกิจและการเมืองภายใต้ระบบโลกาภิวัฒน์โดยมีกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมเป็นกลจักรใหญ่บ่อนทำลายทำลายฐานทรัพยากรและระบบนิเวศ

งานรณรงค์ของกรีนพีซเพื่อยุติการทำลายป่าฝนเขตร้อนและปฏิวัติพลังงานหมุนเวียนคือกุญแจสำคัญในการลดอัตราเร่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วและเป็นหายนะ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ล่อแหลมที่สุดและมีความสามารถในการเตรียมการรับมือน้อยที่สุดจากหายนะที่เกิดขึ้น

ในสถานการณ์ที่ข้าวยากหมากแพงอันเป็นผลมาจากความไม่เท่าเทียมของการกระจายความมั่งคั่งและวิกฤตสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ยากที่เพิ่มมากขึ้นของผู้ยากไร้ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นจึงมิได้เป็นแต่เพียงศูนย์กลางแห่งความหลากหลายทางชีวภาพและแหล่งกำเนิดพืชพรรณโดยเฉพาะข้าว เป็นต้น หากยังเป็นสมรภูมิที่กำหนดชะตากรรมความมั่นคงทางอาหารของโลก กรีนพีซทำงานรณรงค์ปกป้องพืชอาหารจากการครอบงำของบรรษัทข้ามชาติด้านสารเคมีเกษตรและพันธุวิศวกรรม กรีนพีซเห็นว่าระบบเกษตรกรรมของโลกต้องทำหน้าที่ผลิตอาหารที่ปลอดภัยเพื่อป้อนประชากรอย่างเท่าเทียมกัน หาใช่การเพิ่มผลกำไรให้กับอุตสาหกรรมที่กำลังครอบงำอาหารโลกด้วยสารเคมีและยาปราบศัตรูพืช

ความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งไม่เป็นที่สองรองใครในโลก ยังคงเผชิญกับวิกฤตรอบด้านอย่างต่อเนื่องทวีคูณ นอกเหนือจากการทำประมงเกินขนาดและไม่ยั่งยืนที่เบียดขับเศรษฐกิจประมงพื้นบ้านและอาจนำไปสู่การล่มสลายของแหล่งทำการประมงที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจมหภาค โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ตามแนวชายฝั่งคือภัยคุกคามหลักภายใต้ข้ออ้างของความเจริญทางเศรษฐกิจโดยอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเข้าไปในระบบ ยังไม่นับถึงภัยคุกคามที่มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ทะเลและมหาสมุทรเป็นกรด

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงสถานะความเป็น “สรวงสวรรค์แห่งมลพิษ” ของการลงทุนอุตสาหกรรมสกปรกของบรรษัทข้ามชาติทั้งในและนอกภูมิภาค และเป็น “ที่ทิ้งขยะกากสารพิษ” รวมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ อีกต่อไป ตามระดับการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) มีการยกระดับกฎหมายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อควบคุมดูแลปัญหา แต่ถึงกระนั้น ความท้าทายของปัญหามลพิษนั้นก็คือ กฎหมายและการบังคับใช้นั้นตามไม่ทันกับเล่ห์กลของการค้าเสรีที่ถือเอากำไรสูงสุดเป็นสรณะ

ไม่เกินเลยไปที่จะกล่าวว่า “เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือปัจจัยชี้ขาดว่าเราจะชนะหรือแพ้ในการปกป้องสิ่งแวดล้อมของโลก”

เรามาดูกันว่าปี พ.ศ.2556 งานรณรงค์ที่กรีนพีซดำเนินการในประเทศไทยและภูมิภาคได้ไปถึงหลักไมล์ใดแล้วบ้าง

ระหว่างการปกป้องและการทำลาย

การทำงานรณรงค์ด้านป่าไม้ของกรีนพีซอย่างเข้มข้นกว่าทศวรรษเพื่อระดมพลังมวลชนและผู้บริโภคทั่วโลกกดดันให้บริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ออกนโยบายและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนเพื่อยุติการทำลายป่าเขตร้อนในอินโดนีเซีย เราได้ผลสำเร็จบางประการที่ตั้งเอาไว้ตลอดช่วงปี 2556 ดังเช่น

กุมภาพันธ์ 2556 บริษัทเอเชียพัลพ์และเพเพอร์ (APP) ประกาศนโยบายยุติการทำลายป่า

มีนาคม 2556 รัฐมนตรีกระทรวงป่าไม้ของอินโดนีเซียส่งมอบใบอนุญาตการจัดการป่าไม้ให้กับชุมชนในจังหวัดเรียว(Riau) บนเกาะสุมาตรา และในเดือนเดียวกันนี้เองที่บริษัทโกลเดน อะกริ รีซอร์ส(GAR)ได้ประกาศความก้าวหน้าของโครงการนำร่องเพื่อทดสอบว่าจะจัดการกับพื้นที่ที่แหล่งกักเก็บคาร์บอนระดับสูงในป่าพรุซึ่งเป็นเขตสัมปทานของตนเองอย่างไร

พฤษภาคม 2556 ประธานาธิบดีสุซิโล บัมบัง ยูโดโยโน่ แห่งอินโดนีเซียประกาศขยายเวลาการห้ามใช้พื้นที่ป่าไม้สมบูรณ์(Forest Moratorium) ออกไปอีก 2 ปี และอีก 1 เดือนถัดมา ประธานาธิบดีพร้อมครอบครัวตอบรับคำเชิญของกรีนพีซโดยให้เกียรติเยือนเรือเรนโบว์วออริเออร์ลำใหม่ที่จอดเทียบท่าเรือ ณ กรุงจาการ์ตาหลังจากเดินทางรณรงค์เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพโดยเริ่มที่ปาปัวตะวันตก

เดือนมิถุนายน 2556 กรีนพีซทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกน้ำมันปาล์มและองค์กรพัฒนาเอกชนหลักๆ ในการเปิดตัว “กลุ่มนวัตกรรมน้ำมันปาล์ม” (Palm Oil Innovation Group หรือ POIG) ซึ่งให้คำมั่นสัญญาต่อนโยบายยุติการทำลายป่า

และในเดือนธันวาคม 2556 นี้เอง วิลมาร์(Wilmar) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีฐานอยู่ในสิงคโปร์ได้ออกมาประกาศนโยบายยุติการทำลายป่า

ถ่านหินคือมายา ข้าวปลาสิของจริง

ตลอดช่วงระยะเวลากว่าทศวรรษของการปฏิบัติการรณรงค์ในประเทศไทย กรีนพีซมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อยกระดับวิวาทะเรื่องความมั่นคงทางพลังงานซึ่งนำไปสู่กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงทิศทางของนโยบายพลังงานแห่งชาติ หายนะภัยครั้งใหญ่ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมาในญี่ปุ่นส่งผลให้การผลักดันโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยหมดความชอบธรรมลง แต่แทนที่ผู้กำหนดนโยบายพลังงานจะมีวิสัยทัศน์ก้าวไกลเรื่องระบบพลังงานที่ยั่งยืน กลับยัดเยียด “ถ่านหิน” ให้เป็นทางเลือกที่ไม่ได้เลือกของระบบการผลิตไฟฟ้าไทย

เหตุการณ์ไฟฟ้าดับในเดือนพฤษภาคม 2556 ซึ่งส่งผลให้ประชาชนมากกว่าแปดล้านคนใน  14 จังหวัดภาคใต้ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เช่น เกาะสมุย และภูเก็ต ตกอยู่ในความมืด หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่าเหตุเกิดจากการขัดข้องของระบบสายส่งไฟฟ้า ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ใช้เหตุการณ์นี้บอกว่าไม่มีทางเลือกอื่น ต้องเดินหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้

กรีนพีซแย้งว่าเหตุการณ์นี้ไฟฟ้าดับนี้ไม่เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชนตามที่ กฟผ. กล่าวอ้าง หากเป็นเรื่องความเสี่ยงของระบบพลังงานแบบรวมศูนย์ที่ขาดการรองรับ เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องพิจารณาเชื่อมโยงถึงระบบการผลิตไฟฟ้าที่ยั่งยืนที่ไม่ก่อมลพิษและผลกระทบต่อสุขภาพ วิถีชีวิตของผู้คน รวมถึงสภาพภูมิอากาศ

ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ล่าสุด (PDP2013) จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่รวมกำลังการผลิตราว 10,000 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ที่จะมีการดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 800 เมกะวัตต์ที่จังหวัดกระบี่

ตลอดระยะเวลากว่าปีที่ผ่านมา กรีนพีซ ชุมชนท้องถิ่นและเครือข่ายประชาสังคมรวมถึงกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวร่วมกันทำงานรณรงค์อย่างเข้มแข็งเพื่อคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กรีนพีซชี้ให้เห็นว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงต่อชุมชน ระบบนิเวศป่าชายเลน หญ้าทะเล และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติอย่างไร กรีนพีซส่งสาร “ถ่านหิน ไม่ใช่คำตอบ” จากหน้าผาสูงของหาดไร่เลย์ว่า การแลก “กระบี่” ด้วยถ่านหินคือการตัดสินใจทางนโยบายที่ผิดพลาด และกระบี่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้อย่างสอดคล้องเกื้อกูลโดยไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แท้ที่จริงแล้ว จังหวัดกระบี่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ได้ร้อยละ 100 ในอีก 4 ปีข้างหน้า

แม้ว่าบริษัทที่ปรึกษาได้จัดทำร่างรายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 ยังไม่สามารถทำได้เพราะขาดการยอมรับ

แม้ว่าจะมีการปรับปรุงกระบวนจัดทำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA)ของประเทศไทย แต่การตัดสินใจอนุมัติรายงานยังเป็นกระบวนการที่ขาดความชอบธรรมและโปร่งใสตรวจสอบได้ ด้วยเหตุนี้เอง ในกรณีของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งผลักดันโดยบริษัทแนชันแนลเพาว์เวอร์ซับพลาย (NPS) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือแอดวานซ์อะโกร หรือ ดับเบิลเอ (AA) อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษรายใหญ่ในประเทศไทย แม้ว่ารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการจะผ่านการพิจารณาโดยคณะผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อมในรอบแรก แต่เมื่อชุมชนในพื้นที่หยิบยกถึงความสำคัญของพื้นที่เขาหินซ้อนในฐานะเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารสำคัญของประเทศและจะถูกทำลายอย่างถาวรด้วยโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในที่สุดคณะผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อม สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็มีมติไม่อนุมัติรายงาน EHIA ในการประชุมพิจารณาครั้งที่สอง

ตอบโจทย์พลังงานด้วยการปฏิวัติพลังงานหมุนเวียน

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยอยู่แถวหน้าในเรื่องการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดโดยเฉพาะการขยายตัวของธุรกิจและการลงทุนพลังงานหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีกลไกสนับสนุนอย่างเช่น ระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็ก(SPP) และผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กมาก(VSPP) รวมถึงโครงการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเซลแสงอาทิตย์บนหลังคาที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่สถานะของพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดในสังคมไทยจำต้องถูกยกระดับให้เท่าเทียม มิใช่เพียงแต่ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนในตลาดพลังงาน แต่รวมถึงการกลการสนับสนุนเชิงสถาบันและทางกฎหมาย

งานรณรงค์ของกรีนพีซเพื่อผลักดันให้เกิดกลไกทางกฎหมายที่สร้างความสมดุลและความมั่งคงทางพลังงานบนพื้นฐานของระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดมีผลคืบหน้าเมื่อกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงานได้จัดทำ(ร่าง)พระราชบัญญัติพลังงานทดแทนขึ้น อย่างไรก็ตาม กรีนพีซมีความเห็นว่า ในภาพรวม ร่าง พรบ. ฉบับนี้ยังมีหลักการและเหตุผลที่ไม่ชัดเจน หากปราศจากการออกแบบบนพื้นฐานการปฏิรูประบบพลังงานหมุนเวียนเพื่อเป็นหลักประกันแห่งสิทธิ การเข้าถึงและความเป็นธรรมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง คงเป็นการยากที่กฏหมายฉบับนี้จะเป็นคำตอบสำหรับอนาคตพลังงานหมุนเวียนของประเทศ และในขณะเดียวกันได้เสนอว่า ร่าง พรบ. ต้องเน้นไปที่การลดและขจัดอุปสรรคในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศ ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการของนโยบายพลังงานหมุนเวียนทั้งระบบโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ (ก) การเคารพในสิทธิร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (ข) การสร้างสมดุลและพลังสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างการพัฒนาทางเทคโนโลยี การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน และ (ค) การกระจายศูนย์อำนาจการตัดสินใจและการเสริมพลังอานาจของท้องถิ่นชุมชนและภาคประชาสังคม

หากนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมีความชัดเจน เราจะพบว่า อีก 15 ปีนับจากนี้ พลังงานหมุนเวียนจะกลายเป็นกระแสหลัก และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 4,500,000 ตันต่อปี ลดการปล่อยไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์มากกว่า 320,000 ตัน ลดต้นทุนผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพกว่า 18,000 ล้านบาท ทำให้เกิดการลงทุนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเกือบ 35,000 ล้านบาท ลดต้นทุนทั้งการดำเนินการและการบำรุงรักษาซึ่งถูกกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน และประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงได้ 2,500 ล้านบาทและทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก 60,000 ตำแหน่งและทำให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 20,000 ล้านบาทและลดการนำเข้าพลังงานได้มากกว่า 4,000 ล้านบาท  และหากนำมาตรการที่มีต้นทุนถูกที่สุดนั่นคือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมาใช้ให้เต็มที่ จะสามารถลดการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้ถึง 20,091 เมกะวัตต์(ประมาณ 25 โรง)

สิงหาคม 2556 ชาวอำเภอหัวไทรและอาสาสมัครกรีนพีซร่วมนำว่าวนับร้อยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า ณ บริเวณทุ่งกังหันลม กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน เพื่อแสดงถึงศักยภาพพลังงานลมที่มีอยู่อย่างล้นเหลือในจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งจังหวัด แทนการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน นครศรีธรรมราชนั้นเป็นพื้นที่สำคัญในการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมทั้งบนฝั่งและนอกชายฝั่งของอ่าวไทย โดยสามารถผลิตไฟฟ้าได้ที่ 1,294 และ 18,444 เมกะวัตต์ ตามลำดับ ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าในจังหวัดภาคใต้

กันยายน 2556 กรีนพีซออกรายงานแผนปฎิวัติพลังงานแห่งอาเซียนความร่วมมือระหว่างกรีนพีซและองค์การอวกาศของเยอรมนี(DLR) และผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาค ระบุว่า อาเซียนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะจากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานความร้อนใต้พิภพ เข้าสู่ระบบสายส่งได้ถึงร้อยละ 70 ภายใน พ.ศ. 2593 รายงานชี้ให้เห็นว่า การผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ในอดีตนั้นเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น แต่ปัจจุบันประชาชนนับแสนนับล้านคนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่หลากหลายได้ด้วยตนเองทั้งการเชื่อมต่อและไม่เชื่อมต่อกับระบบสายส่ง

ตัวเลขการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของอาเซียนในอนาคตจะมีมูลค่าถึง 2,752,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงคิดเป็น 2,698,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และก่อให้เกิดการจ้างงานอย่างน้อยที่สุด 1.1 ล้านตำแหน่งภายในปี พ.ศ.2573 หากเริ่มต้นปฏิวัติพลังงานหมุนเวียนในตอนนี้

ปกป้องอธิปไตยทางอาหาร

มีนาคม 2556 กรีนพีซเรียกร้องรัฐบาลไทยยับยั้งการอนุมัติการทดลองปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรม(จีเอ็มโอ)ในพื้นที่เปิด หลังจากมหาวิทยาลัยนเรศวรได้ร่วมมือกับบริษัทมอนซานโต้(ไทยแลนด์)จำกัด ดำเนินโครงการวิจัย “ทดสอบข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมสายพันธุ์ NK603 ในแปลงทดลองแบบเปิด” โดยยื่นเอกสารเพื่อขออนุญาตผ่านกรมวิชาการเกษตรและผลักดันเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี กรีนพีซได้ยื่นหนังสือคัดค้านไปยังมหาวิทยาลัยนเรศวรและส่งสำเนาถึงบริษัท มอนซานโต้

หากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการก็เท่ากับเปิดโอกาสให้มีการปนเปื้อนของพืชจีเอ็มโอขึ้นอีกครั้งในประเทศไทย และยังเป็นการเปิดช่องให้พืชจีเอ็มโอชนิดอื่นๆ รุกเข้ามา กรีนพีซเสนอให้รัฐบาลใช้งบประมาณและบุคคลากรของรัฐเพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ทางการเกษตรที่สนับสนุนให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง และปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรณีนี้เห็นได้ชัดว่า บริษัทมอนซานโต้ยืมมือหน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจของตนเอง หากโครงการนี้สำเร็จก็จะขยายไปสู่การปลูกเชิงพาณิชย์ การผูกขาดเมล็ดพันธุ์ ซึ่งบริษัทมอนซานโต้จะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรง สุดท้ายประเทศไทยจะสูญเสียอธิปไตยทางอาหารให้กับบรรษัทข้ามชาติ

ด้วยแรงกดดันอย่างกว้างขวางจากประชาชนและนักวิชาการ และการที่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2544 ซึ่งห้ามมิให้มีการทดสอบพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นาถือเป็นด้านหน้าสำคัญของการตัดสินใจเชิงนโยบาย ดังนั้นการผลักดันโครงการ “ทดสอบข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมสายพันธุ์ NK603 ในแปลงทดลองแบบเปิด” จึงยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

ทะเลคือชีวิต

ปี 2556 ถือเป็นหลักไมล์สำคัญของการเริ่มงานรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทรในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรือ“เอสเพอรันซา”(หมายถึง “ความหวัง” ในภาษาสเปน) ออกเดินทางรณรงค์ในอ่าวไทยเริ่มต้นจากจังหวัดสงลาเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและนำเสนอทางออกจากวิกฤตการทำประมงเกินขนาด

เรือเอสเพอรันซาเดินทางรณรงค์ในทะเลไทยตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน และทำงานร่วมกับเครือข่ายอนุรักษ์ และเครือข่ายประมงพื้นบ้านในจังหวัดสงขลาและประจวบคีรีขันธ์ ลูกเรือเอสเพอรันซาและนักกิจกรรมของกรีนพีซออกลาดตระเวนโดยใช้เรือยาง และเรดาร์ระบุตำแหน่งของเรือประมงแบบทำลายล้างและประมงผิดกฎหมาย เช่น เรืออวนลาก และเรือคราดหอย ในน่านน้ำอ่าวไทย จากการลาดตระเวณทางทะเลพบการทำประมงแบบทำลายล้างรุกล้ำเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลหมู่เกาะอ่างทอง เขตอนุรักษ์หรือเขตประมงพื้นบ้าน 3 ไมล์ทะเล (ประมาณ 5.5 กิโลเมตร) ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เขตอนุรักษ์ทางทะเลในจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเลส่วนใหญ่ถูกกำหนดไว้ที่ 3 กิโลเมตรจากชายฝั่ง ซึ่งถือเป็นพื้นที่น้อยนิดสำหรับการทำประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก และประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดแรกของไทยที่สามารถเรียกร้องการขยายเขตอนุรักษ์จาก 3,000 เมตร เป็น 3 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 5,500 เมตร (5.4 กิโลเมตร) ได้เป็นผลสำเร็จ และประกาศเป็นกฏหมายของจังหวัด

เมื่อเรือเอสเพอรันซาเข้าเทียบท่า ณ ท่าเรือคลองเตย ปลายเดือนมิถุนายน กรีนพีซเปิดเผยรายงาน “เจาะวิกฤตทะเลไทย” นำเสนอภาพปัญหาของทะเลในภาวะวิกฤตอย่างหนัก รายงานระบุว่า ระบบนิเวศทางทะเลของไทย เช่น แนวปะการัง หญ้าทะเล ป่าชายเลน ถูกทำลายอย่างมาก เราจับปลาจากทะเลขึ้นมามากเกินกว่าที่ศักยภาพของทะเลจะรับได้ รายงานยังระบุถึงปัญหาจากการประมงแบบทำลายล้างที่ดำเนินการอย่างแพร่หลาย และส่งผลให้ทะเลไทยเสื่อมโทรมถึงขั้นวิกฤต การทำประมงของไทยในปัจจุบันอยู่ในขั้นที่ประชากรปลาอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้ จากสถิติพบว่าทะเลไทยมีผลผลิตลดลงตั้งแต่ พ.ศ. 2547 อัตราการจับสัตว์ทะเลลดลงจาก 300 กิโลกรัมต่อชั่วโมงใน พ.ศ. 2504 มาเป็น 25 กิโลกรัมต่อชั่วโมงใน พ.ศ. 2554

ในการรณรงค์ปกป้องทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซเรียกร้องรัฐบาลให้คำมั่นที่จะฟื้นฟูคืนความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งทะเลภายใน 5 ปี โดยเริ่มจากการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการประมงและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่คำนึงผลประโยชน์ของประชาชน วิถีชีวิตและวัฒนธรรม และสิทธิชุมชนในการมีส่วนร่วมและดูแลทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งต้องครอบคลุมถึง 1) ยุติการทำประมงแบบทำลายล้าง ซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร ทรัพยากรหน้าดินและในดิน เช่น การใช้อวนลาก อวนรุน คราดหอย เรือดำหอยจอบ และการปั่นไฟล้อมจับในการจับสัตว์น้ำ 2) ขยายเขตอนุรักษ์ทางทะเลทั่วประเทศจากชายฝั่ง 3 กิโลเมตรเป็นอย่างน้อย 5 ไมล์ทะเล (9.275 กิโลเมตร) และขยายเขตอนุรักษ์ทางทะเลจากชายฝั่ง 5 ไมล์ทะเล เป็น 12 ไมล์ทะเล (22.224 กิโลเมตร) ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบรูณ์มาก เพื่อลดการถูกทำลายของแหล่งเพาะตัวและอนุบาลของสัตว์น้ำบริเวณพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเล 3) ขยายขนาดตาอวนและปรับปรุงอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำประมงเพื่อให้สามารถจับได้เพียงสัตว์น้ำที่โตเต็มวัยแล้วเท่านั้น และ 4) หยุดการขยายตัวและพัฒนาโครงการอุตสาหกรรมสกปรกบริเวณแนวชายฝั่งทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์ บริเวณพื้นที่ผลิตอาหาร และบริเวณมีความอ่อนไหวต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมรวมถึงยุติสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างบริเวณชายหาด

นอกจากการประมงแบบทำลายล้างและผิดกฎหมาย ภัยคุกคามที่ทะเลไทยเผชิญอยู่ยังมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลและการตักตวงทรัพยากรปิโตรเลียมในทะเล ในระหว่างการเดินทางของเรือเอสเพอรันซาจากสงขลา เรือประมงพื้นบ้านจังหวัดสงขลากว่า 200 ลำ เคลื่อนขบวนวนรอบแท่นขุดเจาะน้ำมันและวางทุ่นข้อความ”หยุดทำร้ายทะเลไทย” พร้อมประกาศแถลงการณ์ที่บริเวณแท่นขุดเจาะน้ำมันของบริษัท นิวคอสตอล จำกัด (CEC International Limited) ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลอ่าวไทยในเขตอำเภอสทิงพระของจังหวัดสงขลาเพียง 12 กิโลเมตร แท่นขุดเจาะน้ำมันนี้เป็นหนึ่งในหลายร้อยแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย มีเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลลงทะเลอ่าวไทยไม่น้อยกว่า 200 ครั้งจากการเดินเรือ การขนส่งน้ำมัน และการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในทะเล

หายนะภัยด้านสิ่งแวดล้อมจากน้ำมันดิบรั่วลงทะเลครั้งใหญ่ในประเทศไทย

กรกฎาคม 2556 หลังจากท่อส่งน้ำมันดิบกลางทะเลรั่วทำให้น้ำมันดิบปริมาณกว่า 50,000 ลิตร ไหลลงสู่ทะเลห่างจากฝั่งท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดประมาณ 20 กิโลเมตร ท่อส่งน้ำมันดิบนี้เป็นของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กรีนพีซได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องโดยระบุว่า ทะเลอ่าวไทยซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของไทยถูกคุกคามมาตลอดจากการรั่วไหลของน้ำมันตามเส้นทางขนส่งน้ำมันกลางทะเล ในบริเวณที่มีการขนถ่ายของเรือบรรทุกน้ำมัน หรือจากการดำเนินการขุดเจาะน้ำมัน การรั่วไหลของน้ำมันในครั้งนี้เป็นเพียงเหตุการณ์ล่าสุดในเหตุน้ำมันรั่วไหลกว่า 200 ครั้ง ที่เกิดขึ้นในทะเลไทยในช่วง 30 ปีนี้ ปตท. และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ต้องรับผิดชอบต่อหายนะครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ดำเนินการขจัดคราบน้ำมันรั่วไหล แต่ควรจะเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างโดยทันทีเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้กับระบบนิเวศทางทะเล ชุมชนชายฝั่งทะเล และการท่องเที่ยวของไทย

กรีนพีซเห็นว่าบริษัทพีทีทีโกลบอลเคมิคอลจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรการที่กำหนดไว้ในแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติซึ่งระบุว่า การแก้ปัญหาและขจัดคราบน้ำมันนั้นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน ถ้าการขจัดคราบน้ำมันนั้นอยู่นอกเหนือความสามารถของประเทศไทยที่จะจัดการได้ ก็สามารถขอความช่วยเหลือจากองค์กรสากลได้ และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่ตามมาในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และควรต้องมีการดำเนินการตรวจสอบโดยคณะอนุกรรมการว่าด้วยการฟื้นฟูและการประเมินความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดจากมลพิษจากน้ำมัน

กรีนพีซยังได้ร่วมมือกับกลุ่มประชาสังคมกดดันให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่การตอบสนองเป็นอย่างเชื่องช้าและผู้ก่อมลพิษจากน้ำมันคือ ปตท. และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ก็ยังลอยนวลอยู่

การขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผนพลังงานแห่งชาติ มีอุตสาหกรรมปิโตรเลียมอย่างน้อย 39 บริษัท ดำเนินการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หายนะภัยน้ำมันรั่วครั้งใหญ่ที่สุดนี้ ถือเป็นการเตือนให้รัฐบาลพิจารณาถึงนโยบายพลังงานแห่งชาติที่ต้องพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล การอนุญาตให้มีการสัมปทานเพื่อขุดเจาะน้ำมันทำให้ระบบนิเวศทางทะเลที่เกื้อกูลสรรพชีวิตตกอยู่ในความเสี่ยง รัฐบาลควรเน้นมาตรการพัฒนาพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน การริเริ่มใช้ยานพาหนะที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยที่มาตรฐานที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับยานพาหนะทุกประเภทต้องไม่ใช่เพียงเพื่อประหยัดน้ำมันนับล้านๆ บาร์เรล แต่ลดความต้องการใช้น้ำมัน และลดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลที่เป็นหายนะลง”

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

ในยุคที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ของทุกรัฐบาลทั่วโลกเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทางเศรษฐกิจ การปกป้องสิ่งแวดล้อมในทุกระดับจึงเป็นเงาสะท้อนถึงกันและกัน การทำงานของกรีนพีซในประเทศไทยมิอาจคืบหน้าหรือประสบผลสำเร็จได้เลยหากปราศจากความร่วมมือของพลเมืองที่มีจิตสำนึกซึ่งเป็นทั้งผู้บริจาคและหรืออาสาสมัครนับหมื่นคนตามวาระต่างๆ รวมถึงเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนและประชาสังคมที่เจ้าหน้าที่ของกรีนพีซทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่

ชัยชนะของชุมชนคลิตี้ล่างกรณีคดีสารตะกั่วปนเปื้อนลำห้วยถือเป็นกรณีตัวอย่างของการลงมือปฏิบัติการตามปัญหาที่เกิดขึ้นจริง (pragmatic environmentalism) ที่นำโดยมูลนิธินิติธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม งานเก็บตัวอย่างน้ำและดินตะกอนจากลำห้วยคลิตี้โดยกรีนพีซเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันทางวิทยาศาสตร์ช่วยเสริมกระบวนการต่อสู้ของชุมชนซึ่งไม่ได้รับความเป็นธรรมมาอย่างยาวนานจากกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานรัฐเกี่ยวข้องนั้นเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมของไทย ล่าสุด กรมควบคุมมลพิษที่ให้คำมั่นในการฟื้นฟูห้วยคลิตี้อย่างจริงจังหลังจากหลายทศวรรษแห่งยืนหยัดต่อสู้ของชุมชน

นักกิจกรรมออนไลน์ที่ปฏิบัติการผ่านสื่อสังคม(social media) เองก็มีบทบาทสำคัญมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากงานรณรงค์ปกป้องอาร์กติกซึ่งเป็นผลให้นักรณรงค์ของกรีนพีซถูกจับกุมและกักขังเป็นเวลาหลายเดือน รวมถึงการยึดเรือรณรงค์อาร์กติกซันไรส์ในสหพันธรัฐรัสเซีย โดยการใช้สื่อสังคมและการรณรงค์แนวดิจิตอล มีผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกรวมถึงนักกิจกรรมออนไลน์และอาสาสมัครในประเทศไทยเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมหลากหลายในตลอดปี 2556 ช่วยสร้างแรงกดดันให้นักรณรงค์ปกป้องอาร์ติกของกรีนพีซเป็นอิสระและพ้นจากข้อกล่าวหาต่ออาชญากรรมที่พวกเขามิได้ก่อขึ้น

เทคโนโลยีดิจิตอลและอินเทอร์เนตได้นำเสนอเครื่องมือเพื่อการยืนหยัดต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อมและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยให้กรีนพีซประสบความสำเร็จในยุคออนไลน์สมัยใหม่ สิ่งที่อยู่บนโลกออนไลน์เหล่านี้เป็นเครื่องมือนำไปสู่เป้าหมาย หาใช่เป็นเป้าหมายในตัวเองไม่ ลำพังอินเทอร์เนตและสื่อสังคมออนไลน์นั้นมิอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ ผู้คนต่างหากที่เป็นพลังหลักของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไม่ว่าในประเทศไทยหรือที่ใดบนโลก เทคโนโลยีดิจิตอลช่วยกรีนพีซสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้น แต่ถึงที่สุดแล้ว คือ ผู้คนในทุกย่าวก้าวของชีวิต พลเมืองผู้ตื่นรู้ ผู้บริจาค อาสาสมัคร นักรณรงค์ นักกิจกรรมและผู้ปิดทองหลังพระที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ในปี 2556 ดังที่กล่าวมาแล้ว

จนกว่าจะพบกันอีก

ธารา บัวคำศรี

สงขลาส่องแสง

“ถ่านหิน” และ “พลังงานสกปรกอื่นๆ” : ว่าด้วยเมืองเชอริบอน

เป็น Note ที่ผมเขียนสั้น ๆ จากกรณีนักกิจกรรมจากไทย ฟิลิปปินส์ จีนและอินเดียโดนกักกันตัวจากการจัดกิจกรรมการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องผลกระทบจากอุตสาหกรรมถ่านหิน ณ เมืองเชอริบอน อินโดนีเซียในปี 2553

—————————————

ว่าด้วยเมืองเชอริบอน (Ceribon)

by Tara Buakamsri (Notes) on Tuesday, 6 July 2010 at 19:06

เมืองเชอริบอนเป็นเมืองขนาดกลางของบนเกาะชวา มีประชากร 3 แสนคน เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งทางชายฝั่งเกาะชวาทางตอนเหนือ อยู่ทางตะวันออกของเมืองบันดุง เมืองหลวงของชวาตะวันตก 138 กิโลเมตร และห่างจากกรุงจาการ์ตาประมาณ 250 กิโลเมตร เมืองนี้เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างเมืองบันดุงกับจาการ์ตา กับเมืองอื่น ๆ ในชวาตอนกลางและชวาตะวันออก

ชื่อของเมืองมาจากคำพื้นเมืองในแถบซุนดา(Sundanese) หมายถึง แม่น้ำกุ้ง ‘Shrimp River’ คงเป็นเพราะมีแม่น้ำและทะเลที่อุดมสมบูรณ์ เมืองเชอริบอนยังรุ่มรวยไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผสมผสานกันทั้งยุโรป(น่าจะเป็นชาวดัชท์ที่มาครองแผ่นดินนี้หลายร้อยปี) อาราบิก, จีน, ชวาและซุนดา

เค้ามีคำขวัญของเมืองว่า Unity in Diversity

เมืองเชอริบอนเป็นพื้นที่แห่งเดียวในเขตชวาตะวันตกมีท่าเรือน้ำลึกที่เชื่อมต่อเส้นทางการค้าทางทะเลทั้งในและต่างประเทศ และนี่เองก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่มาตั้งอยู่ เพราะสามารถขนถ่ายถ่านหินจากเหมืองถ่านหินบนเกาะกาลิมันตันมาที่นี่ได้โดยง่าย

เชอริบอนยังเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่อง “ผ้าบาติก” ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของศิลปะแขนงนี้ในอินโดนีเซีย

ชุมชนท้องถิ่นที่นี่เป็นมิตร มีอัธยาศัยงดงาม พวกเขาดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติสุข

เหมือนกับชุมชนหลาย ๆ แห่งในไทยและในเอเชีย พวกเขารวมตัวกันต่อสู้กับสิ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับวิถีชีวิตนั่นคือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

คำประกาศชุมชนต่อต้านถ่านหินและสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดได้เกิดขึ้นที่นี่ เพื่อเป็นหลักหมายของการต่อสู้รณรงค์ของประชาชนในเอเชียเพื่อยุติถ่านหิน

ความคืบหน้าของการกักตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่เมืองเชอริบอน อินโดนีเซีย(1)

by Tara Buakamsri (Notes) on Tuesday, 6 July 2010 at 14:31

ขณะนี้ นักกิจกรรมทั้งหมดที่ถูกกักตัว ณ สถานีตำรวจเมืองเชอริบอน ได้ถูกส่งตัวไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่นั่น

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองต้องการจะประทับตราลงในพาสปอร์ตของนักกิจกรรมทั้ง 12 คน ว่า ห้ามเข้าประเทศ แต่ทนายของเราแย้งว่า ไม่มีการกระทำความผิดอะไร ดังนั้น จึงไม่ควรประทับตรา

เนอร์ ฮิดายาติ ผู้แทนกรีนพีซในอินโดนีเซีย กำลังประสานงานกับ Human Rights Watch ในจาการ์ตา รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนให้ลงมาดูกรณีดังกล่าว

ทุกคนกำลังถูกส่งตัวจากเมืองเชอริบอนมาที่จาการ์ตาเพื่อผ่านให้กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกลางอีกครั้ง ก่อนจะส่งกลับประเทศ

ความคืบหน้าของการกักตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่เมืองเชอริบอน อินโดนีเซีย(2)

by Tara Buakamsri (Notes) on Tuesday, 6 July 2010 at 14:51

มีอยู่ 2 แห่ง ในอินโดนีเซียที่การแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะยังพอทำได้นั่นคือ ในกรุงจาการ์ตา และบาหลี

พ้นไปจากนั้น เมื่อไรก็ตามที่มีการเคลื่อนไหวทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ผู้เข้าร่วมไม่ว่าจะเป็นชาวอินโดนีเซียเอง หรือ ชาวต่างชาติ จะได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ

เมื่อไรก็ตามที่มีการลงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของภาคประชาชนในเรื่องโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงาน หรือการตัดไม้ทำลายป่า เงินจะพูดได้ทันที

ปัญหาคอรับชั่นในอินโดนีเซียเป็นปัญหาเรื้อรังยาวนาน และคอยกัดกร่อนการพัฒนาประชาธิปไตยในทิศทางที่ควรจะเป็น รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งในอินโดนีเซียต่างผูกติดอยู่ผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ — อุตสาหกรรมป่าไม้ อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน และอุตสาหกรรมพลังงานโดยเฉพาะถ่านหิน

เรื่องที่เกิดขึ้นที่เมืองเชอริบอน การที่นักกิจกรรมด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมถูกกักตัวอย่างไร้เหตุผล เกิดจากรากฐานของความกลัวของผู้มีอำนาจและอิทธิพลล้นฟ้าของอุตสาหกรรม แม้แต่ประธานาธิบดียูโดโยโนก็ยังต้องปวดหัว เพราะรัฐบาลกลางมิอาจทำอะไรกับรัฐบาลท้องถิ่นได้อย่างถนัดนัก

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ชุมชนที่เมืองเชอริบอนต้องปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจากการชุมนุมประท้วงต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ดูเหมือนพวกผู้มีอำนาจทั้งหลายเกรงว่าจะทำให้เกิดความไม่มั่นคงในพื้นที่ขึ้นอีก จึงได้กักตัวนักกิจกรรมทั้งหมดไว้

รัฐบาล ตำรวจและอุตสาหกรรมถ่านหินกำลังสร้างอาณาจักรของความกลัวให้เกิดขึ้น มีเพียงพลังของประชาชนผู้มุ่งมั่น ตื่นรู้ รวมตัวกันเท่านั้น จึงจะไปพ้นจากความกลัวนี้ได้

ความคืบหน้าของการกักตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่เมืองเชอริบอน อินโดนีเซีย (3)

by Tara Buakamsri (Notes) on Tuesday, 6 July 2010 at 15:24

ข่าวล่าสุดคือ นักกิจกรรมทั้ง 12 คน ยังอยู่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเชอริบอน ทนายกำลังเจรจาเรื่องการประทับตราลงในพาสปอร์ตว่า ห้ามเข้าประเทศว่าไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด

เป็นเกมยื้ออีกเกมหนึ่งของรัฐบาลท้องถิ่นที่นั่นซึ่งมีเงินของอุตสาหกรรมถ่านหินหนุนหลังอยู่

ขณะนี้มีชาวบ้านทั้งหญิงชายและลูกเล็กเด็กแดงจำนวนมากที่อาศัยอยู่รอบ ๆ พื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมารวมตัวกันที่หน้าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อให้กำลังใจ

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้ชุมนุมประท้วงอย่างสงบและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าปราบปราม

ทั้งหมดยังคงถูกกักตัวอยู่ที่เมืองเชอริบอน

ความคืบหน้าของการกักตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่เมืองเชอริบอน อินโดนีเซีย (4)

by Tara Buakamsri (Notes) on Tuesday, 6 July 2010 at 16:06

ทนายกำลังเจรจาอย่างเคร่งเครียดกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเรื่องการประทับตราพาสปอร์ตว่าห้ามเดินทางเข้าอินโดนีเซียอีก นักกิจกรรมทั้ง 12 ประเทศพร้อมใจกันเซย์โน เพราะไม่เป็นธรรมและถือเป็นการละเมิด และใช้สิทธิที่ตนเองมีอยู่ในการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม

พวกเขายังคงอยู่ที่ตรวจคนเข้าเมือง เมืองเชอริบอน

หากสามารถเจรจากันได้ ทั้งหมดจะเดินทางกลับเข้าจาการ์ตาคืนนี้

การเลือกปฏิบัติในกฎหมายเข้าเมืองของอินโดนีเซีย

by Tara Buakamsri (Notes) on Wednesday, 7 July 2010 at 00:12

ข่าวในประเทศไทยที่รายงานการกักตัวนักกิจกรรมของไทยนั้น อาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีการสื่อสารที่ไม่ครบถ้วน

การที่กรมสารนิเทศชี้แจงว่า “เจ้าหน้าที่ตำรวจของอินโดนีเซีย แจ้งข้อหาละเมิดกฎหมายเข้าเมืองของอินโดนีเซียต่อกลุ่มคนไทยทั้ง 4 คน เนื่องจากกลุ่มคนไทยดังกล่าว เดินทางเข้าอินโดนีเซีย ในฐานะนักท่องเที่ยว ดังนั้น จึงไม่สามารถดำเนินกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้ และตามกฎหมายภายในของอินโดนีเซีย การดำเนินกิจกรรมใดๆ อาทิ การจัด หรือเข้าร่วมการประชุม และการประท้วง ไม่ว่าจะเป็นคนอินโดนีเซีย หรือต่างชาติ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของอินโดนีเซียก่อน”

การให้ข่าวเช่นนี้ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า นักกิจกรรมมาทำเรื่องที่ผิดกฎหมายของที่นี่ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่เพราะว่าเรามาประชุม และถ้าบอกว่า เราเข้ามาโดยประทับตราวีซ่านักท่องเที่ยว แล้วทำอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น คนที่มาทำธุรกิจช่วงสั้น ๆ ก็ต้องโดนจับหมดสิ เพราะดำเนินกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว

เท่าที่เราทราบ สนง. ตรวจคนเข้าเมืองใช้มาตรา 42 ของ กม.เข้าเมือง กับนักกิจกรรมทั้ง 12 คน รวมถึงคนไทย แต่ไม่มีการประทับตราสีแดงเพื่อห้าม เดินทางกลับเข้ามาอีก มาตรา 42 ที่ว่านี้คือ

Article 42
(1) Immigration actions shall be taken against foreign nationals in the Territory of Indonesia who foster dangerous activities, or who are deemed to be probable cause of danger to public order or security, or who break or neglect existing laws or regulations.
(2) The Immigration actions as cited in Paragraph (1) include:
a. restriction, changing or cancellation of stay permits;
b. prohibitions to stay at one or several determined areas in the Territory of Indonesia;
c. the compulsory stay at a certain determined area in the Territory of Indonesia;
d. expulsion or deportation from the Territory of Indonesia or the rejection of the request to enter the Territory of Indonesia.

กำลังสงสัยว่า ไอ้ที่เรามาประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และจัดงานแถลงข่าว ถือว่าเป็ dangerous activities หรือ probable cause of danger to public order or security ด้วยหรือ

แล้วทำไมต้องลงเฉพาะ activists หรือ NGO แล้วพวกนักธุรกิจที่เข้ามาโดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยว(ส่วนใหญ่ก็ทั้งนั้น) ทำไมไม่โดนบ้าง

ผมเข้าใจดีถึงสภาพความเป็นจริง และต้องขอบคุณกระทรวงต่างประเทศที่ช่วยเดินเรื่อง ท่านอธิบดีกรมสารนิเทศอธิบายไปตามข้อมูล แต่ในขณะเดียวกัน นี่คือการเลือกปฏิบัติของคนที่บังคับใช้กฎหมาย

ภาพข่าว “หยุดถ่านหิน” | Greenpeace Thailand

ภาพข่าว “หยุดถ่านหิน” | Greenpeace Thailand.

Green Backlash : ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม VS อำนาจของบรรษัท

ธารา บัวคำศรี
บทนำเสนอในการเสวนาเรื่อง “องค์กรประชาชนกับการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมลำน้ำพอง”
ณ โรงเรียนกัลยาณวัตร จังหวัดขอนแก่น วันที่ 4 ตุลาคม 2546 

กราบคารวะดวงวิญญาณของพี่สำเนา ศรีสงคราม ประธานชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมลำน้ำพอง สวัสดี ผู้เข้าร่วมเสวนาทุกท่าน และขอขอบคุณทางผู้จัดงานที่ให้เกียรติผมมาร่วมงานในวันนี้ โดยเฉพาะคุณยอร์ช ที่ประสานและอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี

ผมได้รับมอบหมายให้มาพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการสิ่งแวดล้อม ผมคิดอยู่เสมอว่า “การมีส่วนร่วม หรือ participation” เป็นคำที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกดี มีความหวัง คล้าย ๆ กับเราได้ยินคำว่า “ประชาธิปไตย” แต่ในระยะหลัง ๆ ผมกลับมีความรู้สึกค่อนข้างจะไปในทางตรงกันข้าม ผมคิดว่าหลายครั้งคำเหล่านี้ได้ถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมเชิงสถาบันและสถานะที่ดำรงอยู่ของโครงสร้างอำนาจ เช่นว่า ประชาธิปไตยคือเลือกตั้งกันไปแล้วก็จบ ดูง่าย ๆ จากคนกรุงเทพเลือกผู้ว่า ปรากฏว่า ไปๆ มาๆ ผู้ว่าคนนี้ไม่ค่อยได้ทำอะไรสักเท่าไร วัน ๆ แกก็ “ชิมไปบ่นไป” วันดีคืนดีก็พาเทศกิจพา ตำรวจมาช่วยรัฐบาลทักษิณรื้อเต็นท์สมัชชาคนจนหน้าทำเนียบ เร็วๆ นี้ก็บอกว่าจะเก็บสนามหลวงไว้รับ APEC ไม่ใช่พื้นที่สำหรับรำลึก 14 ตุลา ประชาธิปไตย

เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนก็เหมือนกัน ผมคิดว่าความหมายจริง ๆ ของมันถูกช่วงชิงไปอาจจะตั้งแต่เราแปลมันมาจากคำว่า people participation แล้วก็ได้…คือในที่สุดแล้วก็กลายเป็นว่าการเรียกร้องให้มีส่วนร่วมเพื่อปกป้องระบบนิเวศลำน้ำพองขององค์กรชุมชนกลายมาเป็นการสูญเสียผู้นำกลุ่ม

การมีส่วนร่วมที่ว่ามันมีหลายระดับมันก็เลยอยู่โทนเดียวคือไปเป็นตราประทับให้กับคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่มีการจัดตั้งขึ้นมาเต็มไปหมดโดยหน่วยงานต่าง ๆ ระดับสูงขึ้นมาหน่อยก็เป็นประชาพิจารณ์ซึ่งที่ผ่านมาเป็นกระบวนการที่มีแต่บทเรียนแห่งความเจ็บปวดอย่างที่รู้ๆ กันอยู่

คุณยอร์ชบอกว่า ให้ผมช่วยเล่ากรณีศึกษาในต่างประเทศที่พอจะสะท้อนให้เห็นประเด็นในทางสากลของกรณีการสังหารพี่สำเนา ผมกลับคิดว่า จริง ๆ แล้ว เราอาจไม่จำเป็นต้องไปถึงต่างประเทศเพราะในบ้านเราเองก็มีหลายกรณีที่เกิดขึ้นแบบเดียวกัน ทั้งในภาคอิสานเอง และอีกหลายๆ พื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ผมจะลองนำเสนอดูเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนความเห็นที่กว้างขึ้นในเวทีนี้

ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นสำคัญว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่สำเนามันมีนัยสำคัญในเชิงเปรียบเทียบและเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทั่วโลกที่มีลักษณะเดียวกันอย่างไร

ผมขออนุญาตเล่าประสบการณ์ตรงที่ไปเจอมาสักนิด หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่อง แก็สพิษรั่วจากโรงงานผลิตยาฆ่าแมลงที่ชื่อบริษัทยูเนียนคาร์ไบด์ในเมืองโภปาล อินเดีย เมื่อสักประมาณ 17-18 ปีที่ผ่านมาซึ่งก่อให้เกิดการเสียชีวิตและล้มป่วยของผู้คนนับเรือนหมื่นเรือนแสนมาจนถึงปัจจุบันนี้ เมื่อเดือนธันวาคมปี 2545 ผมได้ไปอยู่ที่นั่นเพื่อร่วมกิจกรรมฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนสารพิษ โดยเราจัดทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจเข้าไปในโรงงาน โรงงานนี้ถูกทิ้งร้างหลังจากเกิดหายนภัยและมีกากสารพิษทิ้งแพร่กระจายทั่วพื้นที่ น้ำใต้ดินบริเวณนั้นก็มีสารก่อมะเร็งหลายชนิดปนเปื้อน ยังไม่ทันที่ทีมปฏิบัติการจะนำเอากากสารพิษเข้าบรรจุลงในถัง ก็ปรากฏว่า กำลังตำรวจมาถึงและหยุดปฏิบัติการของเรา จับตัวนักกิจกรรมกว่า 50 คน ไปรอลงบันทึกอยู่หน้าเรือนจำกลาง นักกิจกรรมชาวอินเดียถูกจับแยกไว้อีกที่ ไอ้พวกเราโดนจับยังไม่เท่าไร ที่แย่มาก ๆ คือ เราได้ทราบข่าวว่า ชาวบ้านที่อยู่รอบโรงงานซึ่งเข้ามาร่วมกิจกรรมกับเราได้ทำการปิดถนนประท้วงที่ตำรวจจับตัวนักกิจกรรมไปนั้น ในที่สุดแล้ว ก็ถูกกำลังตำรวจสลายไปด้วยวิธีการที่รุนแรงและโหดร้ายมาก

ผมมีประเด็นสำคัญสองสามประเด็น

ประเด็นแรก – กรณีของน้าสำเนาเป็นส่วนหนึ่งในปรากฏการณ์ของการโต้กลับเพื่อที่จะสลาย/ทำลายหรือทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมและตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมเองอ่อนกำลังลง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งโลก ทั้ง 5 ทวีป – อเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา ยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์-แปซิฟิค คล้ายกันหมด

ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าโอโกนีในประเทศไนจีเรียที่โดนรัฐบาลเผด็จการจับไปฆ่า ไปทรมาน และนำเอาผู้นำกลุ่มคนสำคัญไปแขวนคอประจานโทษฐานที่ไปต่อต้านบริษัทน้ำมันข้ามชาติที่เข้ามาทำลายพื้นที่เพื่อขุดเจาะน้ำมัน เป็นการต่อสู้ที่ถึงชีวิตกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

ไม่ว่าจะเป็น การที่สายลับของรัฐบาลฝรั่งเศสเข้าขัดขวางกลุ่มกรีนพีซในการรณรงค์ต่อต้านการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ในมหาสมุทรแปซิฟิคใต้โดยการระเบิดจมเรือเรนโบว์ วอริเออร์ และทำให้ลูกเรือที่เป็นช่างภาพเสียชีวิต

ไม่ว่าจะเป็น ความรุนแรงที่กระทำต่อชุมชนและชนเผ่าในบราซิลที่พยายามปกป้องระบบนิเวศของป่าอะเมซอน และอีกหมายต่อหลายกรณี เช่น เรื่องการต่อต้านการสร้างเขื่อนหรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ต่าง ๆ

อีกประเด็นหนึ่ง เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันคือ แบบแผนของการโต้กลับที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมทั่วโลกซึ่งมีคนได้พยายามศึกษาเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน โดยการวิเคราะห์ถึงพลวัตรหรือความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงผ่านแว่นตาของเหตุการณ์ แล้วมีข้อเสนอที่น่าสนใจมากออกมาซึ่งผมจะกล่าวสรุปในตอนท้าย

การโต้กลับที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมซึ่งมีศัพท์ว่า Green Backlash เป็นเรื่องที่น่าศึกษาและติดตาม บางคนแปลคำนี้ให้ชัดเจนขึ้นเป็น “เขียว(จริง)ปะทะเขียว(ปลอม)”…

ความยากของการมองแบบแผนของปรากฎการณ์นี้ก็คือว่า หนึ่ง – ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมมันมีหลากหลายเป็นแถบซ้อนกันอยู่ สรุปโดยพื้นฐานแล้วก็คือ ขบวนการที่ใครสักคนหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม – จากนักวิชาการในมหาวิทยาลัยจนถึงคนชายขอบระดับรากหญ้า สอง – การนิยามคำว่า การต่อต้านนักสิ่งแวดล้อมหรือขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมยิ่งเป็นเรื่องยากและอันตราย คนที่ศึกษาเรื่องนี้ก็ใช้สามัญสำนึกง่าย ๆ ว่า เป็นขบวนการที่ใครสักคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทำงานอย่างแข็งขันเพื่อต่อต้านกลุ่มที่ทำงานปกป้องสิ่งแวดล้อม คำคมที่ผมจำไว้และนำเอาไปเล่าต่อมาจาก วันทนา ศิวะ นักวิชาการชาวอินเดีย โดยแกบอกว่า “เราอาจจะต้องรู้ว่า เมื่อการทำงานของเรามีประสิทธิภาพ การโต้กลับก็จะเกิดขึ้น” แกบอกอีกว่า “การโต้กลับเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เพราะมันแสดงให้เห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น”

แบบแผนของการโต้กลับที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมมีลักษณะเด่นชัดมากในสหรัฐอเมริกา

1)    เชื่อมโยงเข้ากับกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาจัด มีการทำให้วิวาทะด้านสิ่งแวดล้อมกระจัดกระจายไป ห่างไกลจากการอภิปรายหาทางออก และมีการเผชิญหน้ากันโดยตรงมากขึ้น ใช้ความรุนแรงมากขึ้น

2)    มีกลุ่มบรรษัทให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มต่อต้านนักสิ่งแวดล้อมและนักคิดฝ่ายขวาที่สนับสนุนให้มีการลดข้อบังคับของกฎหมายสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็ใช้เงินจำนวนมหาศาลในการทุ่มการประชาสัมพันธ์เพื่อพยายามลดทอนพละกำลังของขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมพร้อมกันนั้นก็เข้าร่วมวิวาทะด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

กลยุทธที่มีการใช้ไปทั่วโลก เช่น

1)    กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมมีการนำเอาคำต่าง ๆ มาใช้เพื่อสนับสนุน business as usual ของตน ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาที่ยั่งยืน วิทยาศาสตร์ที่เข้าท่า สามัญสำนึก เศรษฐกิจที่สมเหตุสมผล ความสมดุลทางสิ่งแวดล้อม

2)    การทำให้ฝ่ายตรงข้ามดูเหมือนว่าเป็นพวกนิยมความรุนแรง สุดขั้ว และสร้างเรื่องขึ้น ซึ่งมีประสิทธิผลทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมอย่างสันติวิธีขาดการสนับสนุน

3)    ตั้งชื่อให้ตัวเองเป็นมิตรกัยระบบนิเวศ (Alliance for Environmental Resources, American Environmental Foundation, Coalition of Responsible Environmentalist, Forest Forever, Our Land Society

4)    เรียกตัวเองว่าเป็นนักสิ่งแวดล้อมตัวจริง ขณะที่เรียก activist ว่าเป็นนักอนุรักษ์

5)    เรียกนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมว่าเป็นพวกคลั่งศาสนา เช่น มีคำพูดว่า เราอยู่ในสงครามทางจิตวิญญาณของสัดส่วนที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน สงครามระหว่างผุ้ที่เชื่อว่าพระเจ้าส่งเรามาบนโลกนี้กับผู้ที่เชื่อว่าพระเจ้าคือธรรมชาติ”

6)    ป้ายสีว่า นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมเป็นคอมมิวนิสต์ เช่น คำพูดว่า นักสิ่งแวดล้อมก็เหมือนกับแตงโม ข้างในสีแดง ข้างนอกสีเขียว. เปรียบเทียบขบวนการสิ่งแวดล้อมว่าเป็นเหมือนพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นต้น

7)    เรียกนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมว่าเป็นพวกนาซี

8)    นักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมเป็นพวกชนชั้นนำ

9)    สร้างภาพให้เห็นว่าขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมมีประเด็นแอบแฝง

10) ลดทอนให้เห็นว่านักสิ่งแวดล้อมเป็นพวกสุดขั้ว

11) นักสิ่งแวดล้อมออกมาเพื่อทำลายเศรษฐกิจ การจ้างงาน ทำลายอารยธรรมและระบบทุนนิยม

12) นักสิ่งแวดล้อมเป็นพวกต่อต้านวิทยาศาสตร์

13) นักสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรง

โดยสรุป ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมถูกระบุว่าเป็นภัยคุกคามต่อ 1) ทุนนิยมของบรรษัทที่ไร้การควบคุม 2) อุดมการณ์ทางการเมืองของฝ่ายขวา และ 3) สถานะที่เป็นอยู่ของรัฐชาติ

ข้อเสนอที่จะรับมือกับการโต้กลับคือ 1) กลับไปค้นหารากเหง้าของตนเองอีกครั้ง 2) ขยายการทำงานกับกลุ่มอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด 3) ผลักดันให้เกิดทางออกและทางเลือกเชิงบวกที่ประสานสอดคล้องกับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต

ขอบคุณครับ