ช่วงขาลงของโรงไฟฟ้าถ่านหิน : ผลจากการติดตามจนถึงกลางปี 2559

เขียนวิเคราะห์โดย Christine Shearer, Aiqun Yu, และ Ted Nace

จากการสำรวจโดย CoalSwarm’s Global Coal Plant Tracker กำลังการผลิตไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาทั่วโลกลดลงอย่างมากในช่วงครึ่งแรกของปี 2016 สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในเอเชีย

โดยรวม โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในแผน หรืออีกนัยหนึ่ง กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ระหว่างกระบวนการวางแผน ลดลงจาก 1,090 กิกะวัตต์ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2559 เป็น 932 กิกะวัตต์ในเดือนกรกฎาคมของปีเดียวกัน กล่าวคือลดลง 158 กิกะวัตต์ หรือร้อยละ 14 ของกำลังการผลิตรวมทั้งหมด ซึ่งเกือบจะเท่ากับกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดในสหภาพยุโรป (162 กิกะวัตต์)screen-shot-2560-02-08-at-9-44-01-pm

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในแผนที่ลดลงมากที่สุดคือในจีน (114 กิกะวัตต์) ตามมาด้วยอินเดีย(40 กิกะวัตต์) ทั้งสองประเทศได้มีนโยบายสำคัญที่จะไปให้พ้นจากยุคถ่านหิน

ในเดือนเมษายน 2559 จีนประกาศ จำกัดการขยายตัว ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีแผนการจะสร้างใน 13 มณฑล ในเดือนมิถุนายน 2559 กระทรวงพลังงานของอินเดียเปิด การประเมินที่เน้นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ในอีก 3 ปีข้างหน้า และ ”โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใดที่ยังไม่เริ่มการก่อสร้างควรจะยุติลง”

หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าลดหรือเลื่อนการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ ในเดือนมีนาคม 2559 เวียดนาม ทบทวน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับที่ 7 โดยการยกเลิกหรือเลื่อนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังการผลิตรวมกัน 23 กิกะวัตต์ออกไป แผนงาน RUPTL 2016-2025  ของอินโดนีเซียซึ่งครอบคลุมแผนพัฒนาพลังงานทั้งหมดในทศวรรษหน้าได้ทำการปรับแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ที่มีกำลังการผลิตรวมกัน 7 กิกะวัตต์ ในเดือนกรกฎาคม 2559 Gina Lopez รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของฟิลิปปินส์ ประกาศ แผนการใหม่เพื่อให้ความสำคัญกับกระบวนการออกใบอนุญาตโครงการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดมากกว่าจากถ่านหิน

แม้ว่าในระดับโลกจะมีการลดลงของกำลังผลิตไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในแผน แต่ระดับของการกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งที่เป็นโครงการที่กำลังวางแผนและกำลังก่อสร้างนั้นก็มากเกินกว่างบดุลคาร์บอนของโลกเพื่อที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ รายงานใหม่ ของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ(IEA) ระบุว่ามีคน 6.5 คนที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะจากการปล่อยออกจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ภาพรวมระดับภูมิภาค

เอเชียตะวันออกมีกำลังการผลิตไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาในทุกขั้นตอนรวมกันมากที่สุด ยกเว้น โครงการที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว ตามมาด้วยเอเชียใต้

screen-shot-2560-02-09-at-9-36-52-pm

รวมกันทั้งหมด มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในขั้นตอนก่อนการก่อสร้าง (การประกาศโครงการ การยื่นขอใบอนุญาต และการได้รับอนุญาต) รวมกันทั้งหมด 932 กิกะวัตต์ และอีก 350 กิกะวัตต์เป็นกำลังผลิตของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง

ในขณะที่กำลังผลิตไฟฟ้าลดลงในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก แผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นในแอฟริกาและยูเรเชีย โดยเฉพาะอียิปต์ผลักดันอย่างมากให้มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่เพื่อเป็นทางเลือกต่อก๊าซธรรมชาติ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินยังเพิ่มขึ้นในมองโกเลียโดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นเพื่อส่งออกไฟฟ้าไปให้จีน

จีนและอินเดียยังคงเป็นหัวหอกในการผลักดันถ่านหิน แต่…

จีนยังเดินหน้าแผนการที่จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินมากที่สุดโดยมีกำลังการผลิตรวม 406 กิกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม นี่ยังเป็นการลดลงที่มีนัยสำคัญจากเดือนมกราคม 2559 โดยช่วงนั้นมีแผนที่จะสร้างซึ่งมีกำลังการผลิตรวมกัน 519 เมกะวัตต์

การลดลงส่วนใหญ่เป็นผลมาจาก แนวทางเชิงนโยบายที่ออกมาในเดือนเมษายน 2559 โดยรัฐบาลกลาง ประมาณถึงการยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมกัน 77.5 กิกะวัตต์ รัฐบาลจีนยังอาจจะเสนอให้ยุติ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ทั้งหมด ไปจนถึงปี 2561 นโยบายดังกล่าวเป็นการตอบรับต่อรายงานที่ระบุถึงเรื่องของ กำลังผลิตไฟฟ้าที่ล้นเกิน การปลดล็อกพลังงานหมุนเวียน และ อัตราการใช้งานของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ลดลง ในจีน

จีนมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างรวมกำลังผลิต 205 กิกะวัตต์ และกำลังทำสัญญาว่าจ้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่รวมกำลังผลิต 11,580 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ เนื่องมาจากกระบวนการอนุมัติโครงการในระดับมณฑลที่เพิ่มสูงขึ้น ยังต้องจับตาดูว่ารัฐบาลกลางของจีนจะมีการควบคุมการตัดสินใจของรัฐบาลท้องถิ่นในระดับมณฑลในการออกใบอนุญาตโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินได้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

screen-shot-2560-02-09-at-9-37-37-pm

อินเดียมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในแผนรวมกำลังผลิต 178 กิกะวัตต์ และกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีก 65 กิกะวัตต์ มีรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ร้อยละ 35 ของกำลังผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินของอินเดีย นั้นเดินเครื่องเปล่า ก่อให้เกิดคำถามต่อความเป็นไปได้ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีแบบ supercritical

มีข้อถกเถียงว่าการทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินมีประสิทธิภาพมากขึ้นจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากข้อมูลว่าด้วยเทคโนโลยีการเผาไหม้ถ่านหิน การเผาไหม้แบบ supercritical นั้นคิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 246 กิกะวัตต์ ส่วนการเผาไหม้แบบ ultra-supercritical คิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 233 กิกะวัตต์ และมีอยู่ไม่กี่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยี subcritical กำลังผลิตไฟฟ้ารวม 88 กิกะวัตต์ ในจำนวนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ส่วนใหญ่จะเป็นเทคโนโลยีการเผาไหม้แบบ supercritical และ ultra-supercritical

screen-shot-2560-02-09-at-9-39-53-pm

การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงไฟฟ้าถ่านหินจะใช้งบดุลคาร์บอน(carbon budget) ทั้งหมดที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้มากไปกว่า 1.5 องศา

แม้ว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินส่วนใหญ่จะใช้เทคโนโลยีการเผาไหม้แบบ supercritical และ ultra-supercritical ระดับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะเกิดขึ้นจากแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดนั้นไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการกู้วิกฤตโลกร้อน

หากมีการดำเนินการ โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาโครงการจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 220,241 ล้านตัน ในช่วงเวลา 40 ของอายุการทำงาน ซึ่งเกินขีดจำกัดการระดับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมด  204,620 ล้านตัน โดยเป็นค่าความเป็นไปได้สูง (ร้อยละ 66) ในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้มากไปกว่า 1.5 องศา

ร้อยละ 51 ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาจะมาจากเอเชียตะวันออก

screen-shot-2560-02-09-at-9-40-35-pm

 

ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก – ข้อตกลงสกปรก


หลังจากการเจรจาลับกว่าห้าปี ประเทศต่างๆภายใต้ ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ก็ได้เผยแพร่ text ออกมา https://ustr.gov/trade-agreements/free-trade-agreements/trans-pacific-partnership/tpp-full-text

TPP เป็นข้อตกลงทางการค้า การลงทุนและกฎข้อบังคับอย่างกว้างๆ ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอีก 11 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก (ยังไม่รวมประเทศไทย) เอกสารข้อตกลงหนากว่า 6,000 หน้านั้นไม่พูดถึง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งเป็นสัญญานที่ชัดเจนว่ามันไม่ได้เป็นข้อตกลงทางการค้าแห่งศตวรรษที่ 21 ดังที่หลายคนกล่าวอ้าง นอกเหนือไปจาก การที่ข้อตกลง TPP นี้ไม่ได้มีความพยายามเน้นการต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศแล้ว ข้อตกลง TPP นี่แหละที่เป็นตัวเร่งวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หากข้อตกลงนี้ได้รับการรับรอง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศจะเพิ่มขึ้นอีก(จากกิจกรรมการค้าและการลงทุนของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล) และบั่นทอนความก้าวหน้าของการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีรากฐานอยู่บนระบบพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืน

ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ถือเป็นภัยคุกคามอันใหญ่หลวงต่อสภาพภูมิอากาศ อ่านรายงานเพิ่มเติมได้ที่ https://www.sierraclub.org/sites/www.sierraclub.org/files/uploads-wysiwig/dirty-deal.pdf

เมืองใหญ่ริมฝั่งทะเลจะจมอยู่ใต้น้ำหรือไม่?

เป็นเรื่องของช่วงเวลา ในปี 2001 IPCC คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นจาก 90 มิลลิเมตรไปจนถึง 880 มิลลิเมตรภายในปี 2100 ช่วงเวลากว้างนับ 100 ปีนี้แสดงถึงความไม่แน่นอนว่าจะมีการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไร ธารน้ำแข็งและพืดน้ำแข็งจะละลายมากน้อยเพียงไหน การคาดการณ์สูงสุดนั้นคาดว่า พื้นที่ลุ่มต่ำของเมืองบางเมืองจะจมอยู่ใต้น้ำ และถึงแม้ว่าการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลจะอยู่ในระดับปานกลาง แต่พายุและคลื่นสูงก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาได้

คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากปี 2100 หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเพิ่มขึ้นในช่วงศตวรรษนี้ พืดน้ำแข็งกรีนแลนด์อาจจะตกอยู่ในวัฏจักรของการละลายที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นมากกว่า 7 เมตร กระบวนการดังกล่าวนี้ต้องใช้เวลา ซึ่งอาจเป็น 2-3 ศตวรรษ ไม่มีใครสรุปได้ชัดเจนในขั้นนี้ แต่หากเวลานั้นมาถึง เมืองต่างๆ อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราก็ยากที่จะอยู่รอด

 

หยุดตอแหล แก้โลกร้อน

หัวข้อบทความนี้ยืมมาจากเครือข่ายประชาชนภาคใต้ ที่รวมพลังล้มแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งมีการจัดรับฟังความคิดเห็นขึ้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีในช่วงปีที่ผ่านมา

หากดูเผิน ๆ เราจะเห็นว่า หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องพยายามจะหาทางออกว่าจะมีนโยบายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไร จึงมีการจัดทำแผนแม่บทออกมา ล่าสุดก็เป็นอย่างที่เห็นคือเป็นแผนระยะยาว 10 ปี

ปัญหาของมันก็คือว่า ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นเรื่องที่ใช้วิธีการแบบเดิมมาใช้จัดการไม่ได้อีกแล้ว มากไปกว่านั้น มิติที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ “ความเป็นธรรม” ซึ่งมีความละเอียดอ่อนและสำคัญกว่า “วิทยาศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

เป็นเรื่องที่ต้องเปิดหัวใจรับฟังคนที่อยู่ติดกับผืนแผ่นดิน ไร่นา ป่าเขาและท้องทะเล

นักวิทยาศาสตร์ที่อยู่แวดวงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกก็ลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันแล้วว่า คนที่ยากจนที่สุดที่เจอกับผลกระทบอันร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะขีดความสามารถในการรับมือและปรับตัวน้อยกว่า

แต่พอมาถึงเรื่องแผนแม่บทเพื่อที่จะแก้ปัญหา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดย สผ. กลับจัดทำแผนเหมือนกับแผนกระจายงบประมาณไปให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ไม่มีอะไรว่าด้วยเรื่องของ “ความเป็นธรรม” แม้แต่น้อย มีการระบุถึงเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ” ซึ่งก็เน้นไปที่โครงการพื้นฐานขนาดใหญ่และการใช้เทคโนโลยี ซึ่งหลายเรื่องก็เป็นทิศทางการแก้ปัญหาแบบมิจฉาทิฐิ มองแยกส่วน เช่น เห็นว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์น่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานของประเทศไทย

ส่วนหนึ่งของเรื่องเหล่านี้ ก็กลายมาเป็นการรวมพลังของเครือข่ายภาคใต้เพื่อล้มแผนแม่บทโลกร้อนที่พวกเขาเห็นว่า “มันตอแหล”

ผมอ่านแผนแม่บทที่ส่งมาทางอีเมล์เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน อ่านแล้ว ผมก็เห็นด้วยว่าต้องใช้คำว่า “ตอแหล” นั้นแหละ เห็นภาพดี

แผนแม่บทดังกล่าว อ่านแล้วน่าสงสารสังคมไทย เพราะแต่แผนยุทธศาสตร์ต่าง ๆ นั้นมองไม่ออกว่า ตกลงจะแก้โลกร้อนได้อย่างไร บนพื้นฐานที่ประเทศไทยดำรงอยู่ในฐานะรัฐชาติ และในฐานะประชาคมโลก

เป็นแผนแม่บทที่แยกส่วน ไร้ทิศทาง ขาดการบูรณาการอย่างยิ่ง

แยกส่วนเพราะตอบคำถามไม่ได้ว่า โครงการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ที่จะมีปิโตรเคมี โรงถลุงเหล็ก โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เขื่อน ฯลฯ มันเกี่ยวกับแผนโลกร้อนอย่างไร เพราะรองเลขาธิการ สผ. ชี้แจงกับเครือข่ายภาคใต้ว่า สผ. ไม่ได้เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ สภาพัฒน์ซึ่งเป็นผู้วางแผนการพัฒนาภาคใต้ เป็นต้น

สรุปแล้ว ไม่มีความหวังกับหน่วยงานที่เรียกตัวเองว่า “สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ที่ยังมองเห็นเป็นตัวเองเป็น “ชนชั้นนำ” ในการวางนโยบายสิ่งแวดล้อมของประเทศ ในสถานการณ์ที่ชุมชนท้องถิ่นหลายต่อหลายแห่งได้รวมตัวกันมองไปข้างหน้าและพยายามวางอนาคตอันยั่งยืนที่แท้จริงให้กับชุมชนและสังคมไทยโดยรวม

จนกว่าจะพบกันอีก

ธารา