ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต: เครื่องมือเพื่อการออกแบบการผลิตที่สะอาดขึ้น

ความรับผิดชอบของผู้ผลิตครอบคลุมไปถึงการจัดการกับของเสียที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ด้วย เครื่องมือที่ใช้ผลักดันเรื่องนี้คือ ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility – EPR) ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบทางการเงินและทางกายภาพในการรับคืนผลิตภัณฑ์ของตนเมื่อผลิตภัณฑ์นั้นหมดอายุการใช้งานแล้ว กิจกรรมที่ดำเนินไปภายใต้แนวความคิดนี้ก็เช่น การที่ผู้ผลิตรับผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุใช้งานของตนกลับคืนจากผู้บริโภค (นั่นคือเมื่อทิ้งแล้ว) ซึ่งอาจดำเนินการโดยผู้ผลิตเองหรือบุคคลอื่นก็ได้ ศัพท์อื่นที่ใช้ในกิจกรรมนี้ได้แก่  “รับคืน (take-back)” “พันธะผลิตภัณฑ์ (product liability” หรือ “การรับผิดชอบผลิตภัณฑ์ (product responsibility)”

ขอบเขตความรับผิดชอบ

โดยหลักการแล้ว  วิธีที่ดีที่สุดในการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตคือการเช่าซื้อ  ด้วยวิธีนี้ ผู้ผลิตยังคงเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์นั้นอยู่ ดังนั้นความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์จึงยังไม่หมดไป บริษัทหลายแห่ง เช่น ซีร็อกซ์  ใช้การเช่าซื้อกับผลิตภัณฑ์ของตน เพราะการเช่าซื้อทำให้บริษัทสามารถควบคุมวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ได้ทั้งหมด สามารถซ่อมแซมและใช้ซ้ำชิ้นส่วนต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตามการกระทำเช่นนี้ ไม่สามารถใช้ได้กับผลิตภัณฑ์อีกหลายประเภท  จึงต้องใช้วิธีการอื่นแทน  เช่น

  • ความรับผิดชอบทางกายภาพ โดยผู้ผลิตมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้ว หรือผลกระทบจากผลิตภัณฑ์โดยการพัฒนาทางเทคโนโลยีหรือปรับปรุงการบริการ
  • ความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ คือผู้ผลิตรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการของเสียเมื่อหมดอายุการใช้งาน (อันได้แก่การจัดเก็บ ผ่านกระบวนการ บำบัดหรือกำจัด)
  • ความรับผิดชอบต่อความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ ทั้งในระหว่างการผลิต การใช้งานและการกำจัดทำลาย เป็นของผู้ผลิต

ความรับผิดชอบเรื่องข้อมูล โดยผู้ผลิตต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และผลที่เกิดจากผลิตภัณฑ์  ในทุกขั้นตอนตลอดวงจรชีวิตของมัน

ทุนทางนิเวศ(Ecological Rucksack)

มีวิธีการที่ใช้วัดการใช้ทรัพยากรและวัตถุดิบแบบต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการรณรงค์เพื่อการผลิตที่สะอาด  วิธีการเหล่านั้นทำให้เราเห็นภาพหรือตัวเลขโดยประมาณของวิธีการผลิตที่ไม่ยั่งยืน และช่วยสนับสนุนให้เกิดการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

เครื่องมือชิ้นหนึ่งคือ ทุนทางนิเวศ (Ecological Rucksack) คำนี้ใช้กันในยุโรปเพื่ออธิบายถึงปริมาณของทรัพยากรที่ใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ มักรู้จักกันในนาม วัตถุดิบที่ใช้ต่อหน่วยบริการที่ได้ (Material Input per Unit Service – MIPS) ดัชนีนี้ใช้วัดปริมาณพลังงานและของเสีย (ซึ่งไม่ใช่ของเสียเป็นพิษ) ที่ใช้และเกิดขึ้นในการบริการ

ตัวอย่าง: สถาบันวัปเปอร์ทัลในประเทศเยอรมนีคำนวณผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการผลิตน้ำส้ม 1 แก้ว โดยพิจารณาผลกระทบทางด้านปริมาณดิน พลังงาน น้ำ และวัตถุดิบอื่นๆ ที่ใช้  ผลการศึกษาพบว่าการผลิตน้ำส้ม 1 กิโลกรัม ต้องใช้วัตถุดิบและพลังงานสูงถึง 25 กิโลกรัม

ผลการศึกษานี้ทำให้กลุ่มผู้บริโภคในประเทศเยอรมนีหันมาโฆษณาถึงประโยชน์ของการดื่มน้ำแครนเบอร์รี่อันป็นผลไม้ในท้องถิ่นซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินซี แต่ใช้ทุนทางนิเวศต่ำกว่า  พูดอีกนัยหนึ่งคือ ผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ ซึ่งในที่นี้คือวิตามินซีในน้ำผลไม้ สามารถทดแทนได้ด้วยผลิตภัณฑ์อื่นที่สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศน้อยกว่า

รอยพิมพ์ทางนิเวศ Ecological footprint

วิธีการหลายอย่างที่ใช้วัดการใช้ทรัพยากรและวัตถุดิบสามารถนำมาใช้ในการรณรงค์เพื่อการผลิตที่สะอาด  วิธีการเหล่านั้นทำให้เราเห็นภาพหรือตัวเลขโดยประมาณของวิธีการผลิตที่ไม่ยั่งยืน และช่วยสนับสนุนให้เกิดการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

รอยพิมพ์ทางนิเวศ (Ecological footprint) เป็นการวัดพื้นที่ที่สนองตอบความต้องการทางด้านวัตถุดิบทั้งหมดในรอบหนึ่งปีของเรา รวมถึงพื้นที่ที่ใช้เพื่อรองรับของเสียที่เกิดขึ้นในรอบหนึ่งปีของเราด้วย  ผลที่ได้ถูกนำเสนอในรูปของ “รอยพิมพ์” บนแผนที่  จากการประมาณการในระดับโลกพบว่า มนุษย์บริโภคมากกว่า 1 ใน 3 ของที่ธรรมชาติสามารถผลิตได้ทัน และตัวเลขจะสูงกว่านี้ในประเทศอุตสาหกรรม  ดังที่กล่าวไปตอนต้นแล้วว่า ถ้าคนในส่วนอื่นของโลกบริโภคและปล่อยของเสียแบบเดียวกับประชากรในทวีปอเมริกาเหนือ เราต้องมีดาวเคราะห์โลกมากกว่าสองดวง จึงจะรับมือกับสถานการณ์นี้ได้

การผลิตที่สะอาดสนับสนุนการผลิตระดับท้องถิ่นและภูมิภาค

หลักสำคัญของการผลิตที่สะอาดคือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและใช้วงจรหมุนเวียนวัสดุแบบปิดซึ่งมักจะทำได้สำเร็จในระดับท้องถิ่น  การผลิตที่สะอาดยังสนับสนุนความหลากหลายทางสังคมและวิธีการต่างๆ ที่จะนำชุมชนไปสู่การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน การผลิตที่สะอาดมักนำแนวคิดพื้นบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยวิธีการเชิงนิเวศ

ตัวอย่างเช่น อาหารจากเกษตรอินทรีย์เป็นผลิตภัณฑ์ที่สะอาดเพราะไม่ใช้สารพิษ และของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตสามารถนำไปทำปุ๋ยได้  นับเป็นการหมุนเวียนวัสดุที่สะอาดและอยู่ในระบบปิด แต่ชนิดของอาหารจากเกษตรอินทรีย์และวิธีการผลิตอาหารประเภทนี้แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค  เช่นเดียวกับความแตกต่างของวิธีการในการขนส่ง การออกแบบโรงเรือน และวัสดุที่ใช้บรรจุหีบห่อ

“ประชาธิปไตย” ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง : การผลิตที่สะอาด(4)

หลัก 4 ประการของการผลิตที่สะอาด

หลักการระวังไว้ก่อน (The Precautionary Principle)

เมื่อปี พ.ศ. 2541 แถลงการณ์วิงสเปรด (Wingspread Statement) ในเรื่องหลักการระวังไว้ก่อนได้ให้นิยามหลักการนี้ว่า “ในการทำกิจกรรมใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพนั้น ควรนำมาตรการระวังไว้ก่อนมาใช้ แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุและผลกระทบอาจยังพิสูจน์ไม่ได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์”  ภายใต้หลักการนี้ความรับผิดชอบจึงตกอยู่กับผู้ประกอบการที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า วิธีประกอบการของตนปลอดภัยที่สุด แทนที่ผู้ได้รับผลกระทบหรืออาจได้รับผลกระทบจะต้องเป็นผู้พิสูจน์ว่าการประกอบกิจกรรมนั้นๆ ก่อให้เกิดอันตรายแก่ตน

หลักการป้องกัน (The Preventive Principle)

การป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวิธีที่ถูกกว่าและมีประสิทธิภาพกว่าความพยายามจัดการหรือ “ฟื้นฟู” ความเสียหายนั้น  การป้องกันทำได้ก็โดยการตรวจสอบทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาของวัตถุดิบไปจนถึงการกำจัดเมื่อเลิกใช้  หลักการป้องกันกระตุ้นให้เกิดการหาทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดขึ้น ตัวอย่างเช่น การป้องกันต้องประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงทั้งตัวผลิตภัณฑ์และกระบวนการการผลิต – โดยการออกแบบผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษจากวัสดุที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้อย่างปลอดภัย หรือย่อยสลายได้ – เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างขยะซึ่งจะถูกทำลายโดยการเผา

หลักการประชาธิปไตย (The Democratic Principle)

การผลิตที่สะอาดเกี่ยวข้องกับทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมทางอุตสาหกรรมซึ่งได้แก่ คนงาน ผู้บริโภค และชุมชน การเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทั้งในส่วนพลังงานและทรัพยากร  แสดงให้เห็นถึงกระบวนควบคุมที่เป็นประชาธิปไตย การผลิตที่สะอาดจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคนงานและผู้บริโภคมีส่วนร่วมในสายการผลิตอย่างแท้จริง

หลักการแบบองค์รวม (The Holistic Principle)

สังคมต้องยอมรับแนวทางแบบบูรณาการในการใช้ทรัพยากรและการบริโภค เราต้องการการคิดอย่างเป็นระบบ เราต้องเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุ พลังงาน และผู้คนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าทุกชิ้นที่เราซื้อ การเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้จะเอื้อให้เกิดการสร้างพันธมิตรเพื่อการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนขึ้นได้ เราต้องใช้แนวคิดแบบองค์รวม ดังนั้นเราจะไม่สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาจากการแก้ปัญหาเก่า (เช่น ลดการใช้ยาฆ่าแมลงด้วยการปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรม) หรือนำความเสี่ยงจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง

การผลิตที่สะอาด VS การป้องกันมลพิษ (3)

ตอนนี้เป็นเรื่องว่าด้วยความแตกต่างเชิงแนวทางของ “การผลิตที่สะอาด” กับ “การป้องกันมลพิษ” ครับ

การผลิตที่สะอาดก้าวไปไกลกว่า “การป้องกันมลพิษ” ซึ่งส่งเสริมให้ลดการใช้วัสดุมีพิษในกระบวนการผลิต การป้องกันมลพิษจะมุ่งไปที่การควบคุมมลภาวะที่ปลายท่อและเทคโนโลยีการกำจัดของเสียต่างๆ  เช่น เตาเผาขยะ  มาตรการควบคุมที่ปลายท่อเหล่านี้ไม่ได้แก้ปัญหาการเกิดของเสีย แต่เป็นเพียงการส่งผ่านอันตรายจากสิ่งแวดล้อมหนึ่งไปยังอีกสิ่งแวดล้อมหนึ่งเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ในกรณีของการเผากากของเสียอันตรายและขยะจะถูกรวบรวมจากโรงงานและที่พักอาศัย ของเสียทั้งหมดจะถูกเผาทำลายทำให้เกิดมลภาวะในอากาศและน้ำ สารพิษจะสะสมเข้มข้นมากขึ้นในขี้เถ้าซึ่งจะถูกนำไปฝังในหลุมฝังกลบ หรือในบางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ นำขี้เถ้าจากการเผาขยะไปใช้สร้างถนน แต่นี่ไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริงเพราะในที่สุดหลุมฝังกลบก็จะรั่วซึมและพื้นผิวถนนก็จะแตกออก

การป้องกันมลพิษมุ่งไปสู่กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากและทำให้เกิดสารพิษน้อย การผลิตที่สะอาดมองการผลิตอย่างเป็นระบบและเป็นองค์รวม ปัจจุบันการผลิตที่สะอาดได้รับการพูดถึงในเวทีนานาชาติหลายแห่งด้วยกัน อย่างเช่น สนธิสัญญาออสโล-ปารีส (Oslo-Paris – OSPAR) สนธิสัญญาเพื่อแอตแลนติกตะวันออกเฉียงเหนือ (Convention for the Northeast Atlantic) ปฏิญญาทะเลเหนือ (The North Sea Declaration) และสนธิสัญญาบาร์เซโลนาเพื่อภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน (The Barcelona Convention for the Mediterranean Region)

หมายเหตุ : Series “การผลิตที่สะอาด” นี้ย่อยมาจากคู่มือประชาชนว่าด้วยการผลิตที่สะอาดซึ่งจะวิเคราะห์แนวคิดและยุทธศาสตร์ที่สำคัญ พร้อมกับเสนอแนวทางให้บุคคลและกลุ่มบุคคลร่วมกันทำให้การผลิตและบริโภคมีความปลอดภัยและยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ไม่ได้ประสงค์ที่จะให้เป็นคู่มือที่ให้รายละเอียดในการนำไปปฏิบัติ  หากแต่สิ่งที่นำเสนอจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชน และให้สามารถลงมือกระทำได้ คู่มือดังกล่าวนี้เขียนขึ้นเพื่อผู้บริโภค ผู้เสียภาษี ผู้ค้าปลีก เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น องค์กรแรงงาน ผู้ผลิต และนักวางแผน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือทุกๆ คนที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ความรู้พื้นฐาน เป็นเครื่องมือและเครื่องสนับสนุนนักสิ่งแวดล้อมและนักกิจกรรมที่ต้องการหาวิธีการรณรงค์เชิงบวกแบบใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

-ธารา บัวคำศรี –

 

การผลิตที่สะอาด (1)

การผลิตที่สะอาดคืออะไร ใครรู้บ้าง

มีการตีความหมาย “การผลิตที่สะอาด” ซึ่งมาจากคำว่า clean production กันไปตามแนวทางของใครของมัน

จะว่าไปแล้ว “การผลิตที่สะอาด” มิได้มีความหมายแค่เพียงการผลิตโดยใช้วิธีการที่สะอาดขึ้นเท่านั้น  แต่คือการพิจารณาอย่างเป็นองค์รวมว่า การออกแบบและการบริโภคสินค้าแบบใดที่ก่อให้เกิดปัญหาทางนิเวศอย่างรุนแรง

การผลิตที่สะอาดเสนอแนวทางปรับเปลี่ยนวิธีการใช้วัตถุดิบและพลังงานอย่างไม่ยั่งยืนเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  การผลิตที่สะอาดส่งเสริมการใช้พลังงานและวัตถุดิบที่สามารถเกิดทดแทนใหม่ได้ รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืนซึ่งหมายถึงกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารพิษ

ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การผลิตที่สะอาดจะช่วยปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมวิถีทางอันนำไปสู่การผลิตและการบริโภคอย่างระมัดระวัง มีมาตรการป้องกัน และเป็นประชาธิปไตย

เดี๋ยวเราค่อย ๆ มาดูกันทีละขั้นทีละตอนในเรื่องนี้กัน…

หมายเหตุ : Series “การผลิตที่สะอาด” นี้ย่อยมาจากคู่มือประชาชนว่าด้วยการผลิตที่สะอาดซึ่งจะวิเคราะห์แนวคิดและยุทธศาสตร์ที่สำคัญ พร้อมกับเสนอแนวทางให้บุคคลและกลุ่มบุคคลร่วมกันทำให้การผลิตและบริโภคมีความปลอดภัยและยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ไม่ได้ประสงค์ที่จะให้เป็นคู่มือที่ให้รายละเอียดในการนำไปปฏิบัติ  หากแต่สิ่งที่นำเสนอจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชน และให้สามารถลงมือกระทำได้ คู่มือดังกล่าวนี้เขียนขึ้นเพื่อผู้บริโภค ผู้เสียภาษี ผู้ค้าปลีก เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น องค์กรแรงงาน ผู้ผลิต และนักวางแผน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือทุกๆ คนที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ความรู้พื้นฐาน เป็นเครื่องมือและเครื่องสนับสนุนนักสิ่งแวดล้อมและนักกิจกรรมที่ต้องการหาวิธีการรณรงค์เชิงบวกแบบใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

-ธารา บัวคำศรี –