ความไม่ยั่งยืนของความยั่งยืน (Sustainabable)

photoปัจจุบันคำว่า “ความยั่งยืน (Sustainable)” ใช้กันแพร่หลายทั่วไปเพื่ออธิบายพฤติกรรมของบริษัท (Corporate Behavior) หรือที่เราเรียกว่า การฟอกเขียว(Greenwashing) ดังเช่นวลี การออกแบบที่ยั่งยืน(Sustainable Design) รถยนต์ที่ยั่งยืน(Sustainable Cars) หรือแม้กระทั่งชุดชั้นในที่ยั่งยืน (Sustainable Underwear)

แนวโน้มการใช้คำนี้ – ความยั่งยืน- เพิ่มมากขึ้นจนทำให้นักเขียนการ์ตูนคนหนึ่งเสนอว่า ในอีกร้อยปีข้างหน้า คำว่า  sustainable จะเป็นคำคำเดียวที่พูดกันโดยใครก็ได้ที่ใช้ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน(American English) ดังกราฟที่แสดงด้านบน

อนาคตที่เราต้องการ : พินิจพิจารณาการเจรจาความตกลงโลกร้อน และการประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน Rio+20

ธารา บัวคำศรี
ผู้อำนวยการรณรงค์ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การประชุมเจรจาความตกลงโลกร้อนครั้งที่ 17 หรือชื่อเต็มๆ ว่าการประชุมเจรจาประเทศสมาชิกอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 17 (COP17) (และพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 7) ที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ได้สิ้นสุดลงไปเมื่อเดือนธันวาคมปี 2554 เหมือนกับทุกครั้งของเวทีเจรจาสิ่งแวดล้อมระดับโลก การหาจุดร่วมที่เห็นพ้องต้องกันนั้นประสบความยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เวลาที่เราจะกับกอบกู้วิกฤตการณ์ทางนิเวศวิทยาของโลกทั้งเกี่ยวข้องกับผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมนั้นได้เหลือน้อยลงทุกทีเช่นกัน

ผลจากการประชุมที่เดอร์บัน เราจะได้เห็นปฏิกริยาที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่า เราพิจารณาถึงการรวมกลุ่มทางการเมืองกลุ่มไหน สื่อมวลชนในยุโรปตีพิมพ์ว่า นักการเมืองประกาศว่าการเจรจาที่เดอร์บันเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญและชัยชนะของการเจรจาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศของยุโรป ในขณะนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้าร่วมการเจรจามองว่าผลที่ออกมาจากเดอร์บันนั้นน่าตระหนกและน่าผิดหวัง พอๆ กับการเจรจาโลกร้อนเมื่อ 2 ปีก่อนที่โคเปนเฮเกน

สำหรับกรีนพีซ สิ่งที่เกิดขึ้นที่เดอร์บันเป็นเรื่องที่พอคาดเดาได้ ไม่ต่างกับในอดีต กล่าวคือ ไม่มีการบรรลุผลใดๆ ที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ ไม่มีความบันดาลใจทางการเมืองที่แรงกล้าใดๆ และไม่มีอะไรให้น่าประหลาดใจ ซ้ำร้ายมีบางอย่างที่ดูถอยหลังกลับ เช่น การเสนอให้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ Carbon Capture and Storage-CCS) ซึ่งถ้ากล่าวให้ตรงไปตรงมาก็คือการสนับสนุนให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสกปรกต่อไปโดยอ้างว่ามีเทคโนโลยีถ่านหินที่สะอาด กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการพัฒนาที่สะอาดหรือ Clean Development Mechanism-CDM

แม้ดูว่ามีบางอย่างที่พอคืบหน้าเช่น กลไกในเรื่องของเทคโนโลยี (technology mechanism) คณะกรรมการว่าด้วยการปรับตัวจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (adaptation committee) กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการช่วยเหลือทางการเงินระยะยาว

ถึงกระนั้น ผลของการเจรจาที่เดอร์บันเป็นภาพสะท้อนปัญหาความไม่สมดุลระหว่างเรื่องประสิทธิภาพ (Effective) กับความเป็นธรรม (Equity) ในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เส้นทางการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนยังคงยืดเยื้อ และอนาคตสิ่งแวดล้อมโลกยังคงอยู่ในความเสี่ยงต่อไป

เมื่อขึ้นต้นปี 2555 กระแสข่าวและความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมในทุกระดับอาจมุ่งไปที่ความเชื่อและคำทำนายที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติที่เป็นหายนะ แต่ปี 2555 มีความหมายในทางสัญลักษณ์มากไปว่านั้นหากเราช่วยเจริญสติของตนเองให้มั่น ปี 2555 ถือเป็นหลักไมล์สำคัญของคำที่ใช้อย่างแพร่หลายในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นั่นคือ “การพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development)” และในเดือนมิถุนายน 2555 นี้จะเป็นการประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Rio+20 United Nations Conference on Sustainable Development) ที่เมืิองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ซึ่งเมื่อย้อนหลังไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เมืองริโอได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญของโลกที่เป็นที่มาของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอนุสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอื่นๆ

ล่าสุด ได้มีร่างเอกสารฉบับสำคัญออกมาจากการเตรียมความพร้อมของการประชุม Rio+20 ครั้งนี้ เอกสารชื่อว่า “The Future We Want” เป็นผลจากกระบวนการเตรียมงานอันยาวนานที่ทำมห้เราได้เห็นรัฐบาลต่าง ๆ ภาคธุรกิจและประชาสังคม รวมถึงองค์กรสิ่งแวดล้อมอย่างกรีนพีซ ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ของตนในเอกสารที่นำเสนอต่อสหประชาชาติรวมกันหนาประมาณ 6,000 หน้า

เมื่อพิจาณราในรายละเอียด the Future We Want นี้ เป็นเอกสารที่น่าผิดหวังอย่างมาก เหตุผลคือมันถูกเขียนด้วยภาษาที่แห้งแล้งและทางการที่แข็งกระด้างเป็นอย่างยิ่ง หากผู้คนต้องการจะพูดถึงวิกฤตที่เรากำลังเผชิญอยู่ คนนับพันล้านทั่วโลกขาดแคลนน้ำดื่มที่สะอาด ไม่มีไฟฟ้าใช้ ตกอยู่ในความหิวโหย ป่าไม้และมหาสมุทรของโลกถูกทำลาย โดยไร้ซึ่ง “ความรู้สึกถึงความเร่งด่วนของปัญหา” แล้วล่ะก็ เราคงไม่สามารถโน้มน้าวใจใครได้

เมื่อสิปปีที่แล้ว มีการประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development – WSSD) ที่นครโยฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ เป็นการประชุมสุดยอดที่มีประมุขแห่งรัฐ หัวหน้าคณะรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั่วโลก เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ขององค์การสหประชาติ รัฐบาลท้องถิ่น นักธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ องค์กรพัฒนาเอกชนและสื่อมวลชนจากมากกว่า 65,000 คน มารวมกันมากที่สุดเป็นประวัติการณ์นับจากการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่นครริโอ เดอ จาเนโร บราซิล

การประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development – WSSD) ที่นครโยฮันเนสเบิร์กเมื่อ 10 ปีท่ีแล้ว แทนที่จะเป็นความทรงจำของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในการประชุมที่ริโอ เดอ จาเนโร เมื่อ 20 ปีที่แล้ว กลับเป็นเพียงการกลับมาทบทวนข้อตกลงต่างที่ยังไม่มีอะไรคืบหน้าและส่วนใหญ่ล้มเหลวจากการประชุมที่ริโอ คือการเฉลิมฉลองแล้วก็เลิกรากันไป

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทวิลักษณ์ของสิ่งที่เรียกว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เผยโฉมหน้าอย่างชัดเจน แม้ว่าเราจะประสบผลในแง่การเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันขึ้นจำนวนหนึ่ง แต่ที่สำคัญ เศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ได้ก่อผลสะเทือนอย่างมากในทุกส่วนย่อยของสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจแบบขูดรีดยังคงแพร่กระจายไปทั่วโลก

โลกยังไปไม่พ้นจากการลอกเลียนแบบการพัฒนากระแสหลัก ประเทศร่ำรวย ยังคงดำเนินกแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยต่อไป แต่การรับประกันต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของผู้ด้อยโอกาสในประเทศยากจน นั้นยังเหมือนเดิม และการพัฒนาที่ยั่งยืนยังดำเนินไปอย่างอิหลักอิเหลื่อและอึมครึม

เมื่อพิจารณาถึงร่างเอกสาร The Future We Want ที่ออกมาจากการบวนการเตรียมประชุม Rio+20 โยงกับวิกฤตนิเวศวิทยาที่เราเผชิญในปัจจุบัน เราไม่อาจนึกถึงอนาคตของโลกได้เลย หากเราไม่นึกถึงพลังงานที่เราใช้และแหล่งที่มาของพลังงานเหล่านั้น

หลายพันปีก่อน แหล่งพลังงานของเราแหล่งเดียวนอกเหนือจากดวงอาทิตย์คือไม้ฟืน เมื่อไม้ฟืนเริ่มหมด เรานำวัตถุสีดำแปลกๆ ที่เราพบใต้ดินซึ่งเรียกว่าถ่านหินมาใช้ ซึ่งต่อมามันได้กลายเป็นพลังในการปฏิวัติอุตสาหกรรม

การขุดเจาะน้ำมันครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1848 แต่ยุคน้ำมันยังไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งปี 1901 อันเป็นช่วงที่มีการขุดเจาะน้ำมันในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เรายังไม่ได้นำก๊าซธรรมชาติมาใช้จนกระทั่งทศวรรษ 1980 และในที่สุดยุคเชื้อเพลิงฟอสซิลจะยุติลง

ถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นผลประโยชน์ที่เราได้เพียงครั้งเดียวจากอดีตกาล และเมื่อมันหมดลง มันจะหมดลงตลอดไป

เรามาถึงจุดสูงสุดของแหล่งน้ำมันของโลก และที่เหลือจากนั้น ก็หายากขึ้น ราคาแพงมากขึ้น ทำให้เราต้องแสวงหาแหล่งพลังงานอื่นๆ

เรามีแหล่งสำรองถ่านหินอยู่มาก ถ่านหินจึงหมดช้ากว่า แต่ตราบเท่าที่เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดที่ปลอดคาร์บอนไดออกไซด์ยังไม่เป็นจริง แรงกดดันของประชาชนเพื่อยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินจะดำเนินต่อไป

เรามีแหล่งสำรองยูเรเนียมที่จำกัด ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ไม่ได้เป็นทางออกที่แท้จริงของภาวะโลกร้อน ยังไม่ต้องกล่าวถึงอันตรายที่แฝงเร้นและภัยคุกคามอื่นๆ

ร่างเอกสาร The Future We Want ของ Rio+20 นั้น ไม่ได้เขียนโดยนักประวัติศาสตร์อนาคต หากเราให้นักประวัติศาสตร์อนาคตเขียนถึงอนาคตของยุคสมัยนี้ พวกเขาจะเขียนถึงยุคเชื้อเพลิงฟอสซิลและจุดจบว่าจะเป็นอย่างไร

ถ้าเรายังโง่งมอยู่ ประวัติศาสตร์ของพวกเขาจะเล่าเรื่องความขัดแย้ง สงคราม ความโกลาหล คล้ายกับจุดจบของจักรวรรดิโรมัน ถ้าเราเฉลียวฉลาด ประวัติศาสตร์จะเขียนว่า เราบรรลุถึงการเปลี่ยนแปลงอันเหลือเชื่อไปสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืนได้อย่างไร โลกนั้นมีแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และพลังงานที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ อยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ที่เอื้อให้การแสวงหาทางอารยะธรรมของเราได้ดำเนินต่อไปหากเราปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้อยู่ในแนวทางที่ยั่งยืน

ถ้าเราเฉลียวฉลาด นักประวัติศาสตร์ยังจะเขียนถึงการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ไปสู่การเกษตรอินทรีย์ซึ่งนำไปสู่ การเพิ่มผลผลิต และการเปลี่ยนแปลงไปสู่การผลิตที่สะอาดเพื่อยุติการปนเปื้อนของสารเคมีเป็นพิษในร่างกาย และในธรรมชาติ พวกเขายังจะเขียนถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่ การจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืนเพื่อยุติการทำลายป่าไม้ของโลก

มาร์กาเร็ต มีดด์(Margaret Mead) นักมานุษยวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ชาวอเมริกันเคยกล่าวว่า “…ไม่ต้องสงสัยเลย พลเมืองกลุ่มเล็กๆ ผู้เอาการเอางานและมีความคิด สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ และแท้ที่จริงก็เป็นเช่นนั้นเสมอมา” ในฐานะมนุษย์ เราสามารถเลือกเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ต้องจับตาดูว่า The Future We Want จาก Rio+20 จะนำไปสู่ความหวังในการร่วมปกป้องโลกอันเปราะบางใบนี้หรือไม่

โลก 5 ใบให้นายคนเดียว

เราอาศัยอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและสลับซับซ้อน แนวโน้มในด้านต่างๆ ทั้งศิลปะวัฒนธรรม แฟชั่น วิถีชีวิต และความคิดเกิดขึ้นและดับไปเพียงชั่วขณะหายใจ ยังมีความท้าทายอีกประการหนึ่งที่มนุษย์เรามิได้เผชิญมาก่อน ประชากรโลกกว่า 6 พันล้านคนพร้อมกับศักยภาพทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดได้ก่อให้เกิดผลกระทบมหาศาลต่อระบบธรรมชาติของโลก นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลอย่าง พอล ครุสเซน (Paul Crutzen) นำเสนอผ่านบทความในวารสาร ‘เนเจอร์’ (Nature) ว่า เราอาศัยอยู่ในยุคทางธรณีวิทยาใหม่ -ยุคแอนโทรโปซีน (Anthropocene)- กล่าวคือ มนุษย์กลายมาเป็นแรงกระทำที่มีผลต่อธรรมชาติ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอย่างมหาศาล และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ย้อนกลับมาคุกคามวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของเราและคนรุ่นอนาคต

ตัวอย่างที่ชัดเจนของกระบวนการนี้คือการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าไปสะสมเพิ่มพูนในชั้นบรรยากาศซึ่งไร้เขตแดนได้ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ คือ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากการผลิตพลังงานและการคมนาคมขนส่งซึ่งก่อตัวเป็นรากฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมในช่วงกว่า 200 ปีที่ผ่านมา กระบวนการอุตสาหกรรมบนฐานพลังงานราคาถูกเอื้ออำนวยให้คนรุ่นปัจจุบันเกิดความสะดวกสบายในชีวิตอย่างไม่เคยมีมาก่อน รถยนต์ส่วนตัวกลายเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพและโอกาสใหม่ ท่ามกลางการท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นโดยความยากจนแบบเรื้อรังและความร่ำรวยแบบกระหายทรัพยากร

ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์แนวหายนะภัยเรื่อง The Day After Tomorrow ที่ออกฉายราวกลางปี พ.ศ.2547 ฉายภาพของโลกเมื่อต้องประสบกับการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อนในอัตราเร่ง ผลคือภัยพิบัติระดับโลกเกิดขึ้นเป็นระลอกติดต่อกัน เช่น พายุเฮอริเคนและทอร์นาโด คลื่นยักษ์กระแทกฝั่ง มหาอุทกภัย แผ่นดินไหว และจุดเริ่มต้นของยุคน้ำแข็งครั้งใหม่…

ภาพยนตร์ The Day After Tomorrow เป็นเรื่องแต่ง แต่ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องจริง แม้ว่าการทำงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) อาจดูไม่เหมือนบทภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด แต่การคาดการณ์ของ IPCC น่าตระหนกมากกว่าสิ่งที่ฮอลลีวู้ดนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นผู้ลี้ภัยด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนนับล้าน การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยและการสูญพันธ์ของสิ่งมีชีวิต การขาดแคลนน้ำและอาหาร

นิตยสารฟอร์จูน (Fortune) ปี 2537 ลงบทความซึ่งสรุปรายงานของเพนตากอน (Pentagon) กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เรื่องความมั่นคงสำหรับอนาคตที่คาดการณ์ไว้จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ว่า “…ลองจินตนาการดู ประเทศยุโรปตะวันออกต้องดิ้นรนเลี้ยงดูประชากรของตนเอง และเข้าบุกรัสเซียซึ่งเริ่มอ่อนแอเนื่องจากจำนวนประชากรลดลง ทั้งนี้เพื่อยึดคุมสินแร่และแหล่งพลังงาน หรือ ญี่ปุ่นจับตาแหล่งน้ำมันและก๊าซในรัสเซียเพื่อนำมาใช้ในโรงงานผลิตน้ำจืดจากทะเลและการทำอุตสาหกรรมเกษตร…”

ข้อสรุปของเพนตากอนนั้นชัดเจน กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในขั้นอันตรายนั้นมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและมีแผนสำรองสำหรับยุคอุณหภูมิอันหนาวเย็นในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ พายุที่เกรี้ยวกราดรุนแรงขึ้น ภัยแล้งครั้งใหญ่ ซึ่งคนนับพันล้านต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด

เพนตากอนระบุว่า “…ประวัติศาสตร์สอนให้รู้ว่าเมื่อใดก็ตามที่มนุษย์เผชิญกับทางเลือกระหว่าง ‘อดตาย’ กับ ‘การปล้นชิง’ มนุษย์เลือกอย่างหลัง ดังนั้น หากโลกต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่ในช่วง 20-30 ปีข้างหน้า ความโหดร้ายยุคโบราณจะกลับมาอีกครั้ง ความสิ้นหวัง การแย่งชิงอาหาร น้ำ และแหล่งพลังงาน สงครามจะกำหนดชะตาของมนุษย์…”

สหรัฐอเมริกาอาจดูเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งหมด คือ มีทั้งเงิน เทคโนโลยี และทรัพยากรมากมายที่จะรับมือ แต่ในด้านกลับกัน สหรัฐอเมริกาจะตกเป็นเป้าหมายจากการที่ช่องว่างระหว่าง ‘มี’ กับ ‘ไม่มี’ จะขยายตัวอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้ เพนตากอนจึงเสนอว่า “สหรัฐอเมริกาต้องสร้างป้อมปราการป้องกันตัวเองเพื่อปกป้องทรัพยากร แนวพรมแดนต้องเข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันผู้อพยพจากเม็กซิโก อเมริกาใต้ และหมู่เกาะคาริเบียน” พวกเขาเรียกยุทธศาสตร์นี้ว่า ‘นโยบายที่ไม่มีผลเสียต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม’ (No Regrets Strategy) ซึ่งจะทำให้สหรัฐอเมริการอดจากหายนะภัยนี้

ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนมากที่สุด คือ ผู้ไร้ซึ่งโภคทรัพย์ที่จะรับมือและปรับตัว ผู้ไร้ซึ่งทางเลือกในแหล่งอาหาร รวมถึงผู้ที่ไม่อาจเข้าถึงการบริการขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข คนจนในประเทศร่ำรวยเองก็หนีไม่พ้น พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกที่ต้องเสียชีวิตหรือประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เมื่อพายุเฮอร์ริเคนแคทรีนาถล่มนิวออร์ลีน รัฐหลุยส์เซียนา ผู้เสียชีวิตและประสบภัยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนจนสีผิวที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ และไม่มีรถยนต์หรือพาหนะที่จะหลบความรุนแรงของพายุร้าย

ภาวะโลกร้อนมีความเกี่ยวข้องอย่างแยกไม่ออกจากวาระอื่นๆ ที่โลกกำลังเผชิญหน้าอยู่ ทั้งการร่อยหรอของทรัพยากร การเพิ่มประชากรโลก การลดลงของอัตราการผลิตอาหารต่อคน รวมถึงความไร้เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและการเมืองของโลก มันมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อนและหนุนเสริมเข้าด้วยกัน

หลายต่อหลายคนมองว่า การทำให้คนหันมาสนใจเรื่องภาวะโลกร้อนนั้นเป็นเรื่องยากมาก มิใช่เพียงเพราะความเข้าใจที่ว่ามันคือปัญหาของวันพรุ่งนี้ หากแต่เป็นเพราะมีปัญหาอีกมากมายที่รุมเร้าผู้คนอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น มีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องรับรู้ว่าภาวะโลกร้อนไม่ใช่ ‘เรื่องอื่น’ ในประเด็นที่หลากหลายและสลับซับซ้อนของโลก ถ้าเราไม่ใส่ใจ ภาวะโลกร้อนจะแผ่ขยายครอบงำประเด็นอื่นๆ ทั้งหมด และในทางกลับกัน หากเราสามารถกู้วิกฤตโลกร้อนได้ ก็จะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่คุกคามโลกอยู่ในขณะนี้

การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร (Rio de Janeiro) ประเทศบราซิล หรือรู้จักกันว่า ‘เอิร์ธซัมมิต’ (Earth Summit) เมื่อปี 2535 ได้เป็นตัวเร่งให้เกิดการจัดระบบการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งกลายเป็นหน้าที่ของรัฐบาลทั่วโลก รวมถึงการจัดทำกรอบอนุสัญญาสหประชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) คำว่า ‘การพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development)’ กลายเป็นชื่อของความก้าวหน้า เป็นแนวคิดที่ยอมรับกันทั่วโลก เป็นตัวประสานสารพัดประโยชน์ที่สามารถเชื่อมทุกฝ่ายเข้าหากันได้

แม้การประชุมที่ริโอจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกลายเป็นกระแสหลักและเป็นแรงส่งเสริมให้เกิดการรณรงค์ทางการเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อมในทุกหนทุกแห่ง แต่ท้ายที่สุดก็ล้มเหลวที่จะบอกลาแนวคิดการพัฒนาแบบเดิม เอิร์ธซัมมิตประสบความล้มเหลวที่จะฝ่าข้ามทางสองแพร่ง ระหว่างการปล่อยให้เกิดวิกฤตธรรมชาติมากขึ้นจากการพัฒนาอย่างไร้ขีดจำกัด และการปล่อยให้เกิดวิกฤตความเป็นธรรมมากขึ้นโดยยืนหยัดปกป้องคุ้มครองธรรมชาติไว้อย่างเดียว ความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนกลายเป็นวาทกรรมการพัฒนาที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย

เอิร์ธซัมมิตก่อให้เกิดคำถามใหญ่ของศตวรรษที่ 21 นั่นคือ จะรับมือกับการเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมอย่างไรโดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อนิเวศวิทยา

อีก 10 ปีต่อมาหลังจากเอิร์ธซัมมิต มีการจัดการประชุมที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก (Johannesberg) แอฟริกาใต้ ในปี 2545 ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายต้องการทำให้เป็น ‘การประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development : WSSD)’ ด้วยเหตุผลที่ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะให้ความสำคัญกับความไม่เท่าเทียมในเชิงโครงสร้างที่ทำให้คนส่วนใหญ่ในโลกตกอยู่ในกับดักของความทุกข์ยากและอยู่ในสภาวะที่ลดทอนคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์

บางคนกล่าวว่า มนุษยชาติต้องเลือกเอาระหว่างการเผชิญกับความทุกข์ยากหรือการเผชิญกับหายนะภัยทางธรรมชาติ

เมื่อพิจารณาแนวโน้มด้านสิ่งแวดล้อมในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนนั้นเกินขีดความสามารถที่ระบบนิเวศของโลกจะรองรับได้ การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมโหฬารและการปล่อยของเสียในรูปคาร์บอนซึ่งต้องการแหล่งดูดซับทางชีวภาพขนาดมหึมา กลายเป็นปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของการพัฒนาในแบบที่เป็นอยู่

กล่าวให้ชัดเจนลงไปคือ ถ้าเรานำเอาอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหัวประชากรในประเทศอุตสาหกรรมมาเป็นค่าเฉลี่ยของทุกประเทศในโลก เราจะต้องมีโลกอีก 5 ใบเพื่อที่จะให้ชั้นบรรยากาศรองรับและดูดซับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านั้นไว้ได้

เรามิอาจแยกความเป็นธรรมออกจากนิเวศวิทยาได้อีกต่อไป เช่นเดียวกับประเด็นภาวะโลกร้อนที่ท้าทายมนุษยชาติทั้งมวลในขณะนี้ ความทุกข์ยากของมนุษย์ควรจะหมดไปโดยไม่ต้องทำให้เกิดหายนะภัยทางธรรมชาติ และในทางกลับกัน เราสามารถหลีกเลี่ยงการเกิดหายนะภัยทางธรรมชาติโดยไม่ต้องทำให้ชีวิตมนุษย์ทุกข์ยาก ทั้งนี้ เราจำเป็นต้องทบทวนเรื่องเทคโนโลยี สถาบันและโลกทัศน์ที่ครอบงำโลกปัจจุบันอย่างจริงจัง