ว่าด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก

โลกร้อนขึ้น อุณหภูมิที่อ่านจากเทอร์โมมิเตอร์ทั่วโลกมีระดับเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม สาเหตุมาจากทั้งกิจกรรมของมนุษย์และการแปรเปลี่ยนทางธรรมชาติผสมกัน ด้วยหลักฐานที่มีความสำคัญมากขึ้น ระบุว่าสาเหตุของการเพิ่มเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นหลัก

จากการวิเคราะห์อุณหภูมิอย่างต่อเนื่องโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ NASA’s Goddard Institute for Space Studies (GISS) อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 องศาเซลเซียส(หรือ 2 องศาฟาเรนไฮต์)เล็กน้อยนับตั้งแต่คริสตทศวรรษ 1880 สองในสามของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่เพิ่มขึ้นนั้นเกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1975(พ.ศ.2518) โดยมีอัตราการเพิ่มราวๆ 0.15-0.20 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ

แต่เราทำไมต้องแคร์การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่ 1 องศา? จะว่าไปแล้ว การขึ้นลงของอุณหภูมิในแต่ละวันของพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ก็มากกว่านั้นอยู่แล้ว

การบันทึกอุณหภูมิผิวโลกนั้นแทนค่าเฉลี่ยของพื้นผิวโลกทั้งหมด อุณหภูมิที่เราเจอในพื้นที่และในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นผันผวนขึ้นลงอย่างมากเนื่องจากเหตุการณ์ที่เป็นวัฐจักรซึ่งสามารถคาดการณ์ได้ (กลางคืนและกลางวัน ฤดูร้อนและฤดูหนาว) แบบแผนของกระแสลมและการตกของน้ำฟ้าที่คาดการณ์ยาก แต่อุณหภูมิโลกขึ้นอยู่กับว่ามีพลังงานเท่าใดที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์และพลังงานดังกล่าวนั้นแผ่กลับออกไปนอกโลกเท่าไร-ปริมาณพลังงานเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ส่วนปริมาณพลังงานที่แผ่ออกจากพื้นผิวโลกขึ้นอยู่องค์ประกอบของสารเคมีในชั้นบรรยากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อน

การเปลี่ยนแปลงระดับโลกที่ 1 องศาจึงมีนัยสำคัญยิ่งเนื่องจากมันต้องใช้ปริมาณมหาศาลของความร้อนในการทำให้มหาสมุทร ชั้นบรรยากาศและแผ่นดินอุ่นขึ้น(ที่ 1 องศาเซลเซียส) ในอดีต การลดลงของอุณหภูมิผิวโลกเพียง 1 หรือ 2 องศา สามารถทำให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง(Little Ice Age) การลดลงของอุณหภูมิโลกลง 5 องศา เพียงพอที่ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนืออยู่ใต้มวลน้ำแข็งหนาเมื่อ 20,000 ปีก่อน

การบันทึกอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเริ่มขึ้นในราวปี ค.ศ.1880 เนื่องจากการเก็บรวบรวมข้อมูลยังไม่ครอบคลุมไปทั่วโลกก่อนหน้านั้น กรมอุตุนิยมวิทยาสหรัฐอเมริกาใช้ช่วง ค.ศ. 1951-1980 เป็นปีฐานของอุณหภูมิเฉลี่ย การวิเคราะห์อุณหภูมิของ GISS เริ่มในราวปี ค.ศ.1980 ดังนั้น คาบสามทศวรรษที่ใช้อ้างอิงมากที่สุดคือ ระหว่าง ค.ศ.1951-1980 ช่วงเวลาดังกล่าวนี้เป็นช่วงของรุ่นคนที่เป็นผู้ใหญ่ในปัจจุบันได้เติบโตขึ้น จึงเป็นช่วงเวลาที่มีการอ้างอิงที่อยู่ในความทรงจำของคนจำนวนมาก

กราฟด้านล่างแสดงความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจากปี ค.ศ.1880(พ.ศ.2423) ถึงปี ค.ศ.2019(พ.ศ.2562) จากการบันทึกข้อมูลขององค์การนาซา NOAA กลุ่มวิจัย Berkeley Earth และ Met Office Hadley Centre แห่งสหราชอาราจักร และการวิเคราะห์ของ Cowtan and Way แม้ว่าการวัดของสำนักต่างๆ เหล่านี้จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อยปีต่อปี แต่ทั้งห้าสำนักแสดงให้เห็นความสอดคล้องกันของแบบแผนการขึ้นลงของอุณหภูมิ การบันทึกอุณหภูมิของทั้ง 5 สำนักแสดงถึงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในช่วงทศววรษที่ผ่านมา

การวิเคราะห์อุณหภูมิผิวโลกเฉลี่ยของนาซามาจากสถานีตรวจวัดอากาศ 20,000 สถานี ทั้งภาคพื้นดิน เรือ และทุ่นลอย รวมถึงสถานีวิจัยต่างๆ ในทวีปแอนตาร์กติก การวัดจะนำเอาอัลกอริธึมมาใช้พิจารณาถึงอิทธิพลของความแตกต่างระหว่างสถานตรวจวัดอากาศ ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง โดยคำนวณการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกโดยใช้ปีฐาน ค.ศ.1951-1980

ทีมนักวิทยาศาสตร์ของ GISS ระบุจุดประสงค์การวิเคราะห์เพื่อประมาณการการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิด้วยการคาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่เชื่อมโยงกับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ละอองลอยและการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมของดวงอาทิตย์

โลกร้อนมิได้หมายถึงอุณหภูมิทุกจุดบนพื้นผิวโลกเพิ่มขึ้น 1 องศา ทุกครั้งไป อุณหภูมิในปีหนึ่งๆ หรือในทศวรรษหนึ่งๆ อาจเพิ่มขึ้น 5 องศาในที่หนึ่ง และลดลง 2 องศาในอีกที่หนึ่ง ฤดูหนาวที่เย็นผิดปกติในภูมิภาคหนึ่งอาจตามมาด้วยฤดูร้อนรุนแรงในเวลาต่อมา หรือฤดูหนาวที่เย็นยะเยือกในที่หนึ่งอาจถ่วงดุลด้วยฤดูหนาวที่อุ่นขึ้นอย่างผิดปกติในอีกฟากฝั่งหนึ่งของโลก โดยรวม ภาคพื้นดินจะร้อนขึ้นมากกว่าผิวมหาสมุทร เนื่องจากมวลน้ำจะค่อยๆ ดูดซับความร้อนและค่อยๆ คายความร้อนออก (มหาสมุทรโลกมีความเฉี่อยทางความร้อนมากกว่าพื้นผิวดิน) การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภาคพื้นทวีปและแอ่งมหาสมุทร

อ้างอิง

Hansen, J., et al. (2010). Global surface temperature change. Reviews of Geophysics, 48.

NASA Earth Observatory (2015, January 21) Why So Many Global Temperature Records?

NASA Earth Observatory (2010, June 3) Global Warming.

NASA Goddard Institute for Space Studies (2020) GISS Surface Temperature Analysis (GISTEMP).

NOAA National Centers for Environmental Information (2020, January 15) Assessing the Global Climate in 2019.

จับตาถ่านหินโลก

ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกถูกซ้ำเติมโดยการตกต่ำทางการเงินหลังจากรัสเซียและซาอุดิอาราเบียสัญญาว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน โดยที่ผลกระทบต่อตลาดพลังงานในวงกว้างนั้นยังไม่ชัดเจน ในขณะที่ความไม่แน่นอนเหล่านี้ส่งผลให้ภาคการลงทุนเอกชนหยุดโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ลง แต่แนวโน้มที่เห็นคือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคสาธารณะในจีนอาจฟื้นฟูโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่หลายแห่งที่เดิมถูกพับเก็บไว้

รายงานใหม่เปิดเผยให้เห็นว่าในปี พ.ศ.2562 การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั่วโลกลดลงร้อยละ 3 ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานลดลงร้อยละ 2 นี่เป็นข่าวดี ข่าวที่ไม่ดีนักเป็นเรื่องที่ว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ความตกลงปารีส the Paris Agreement target)เพื่อควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ไห้เพิ่มมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินต้องลดลงร้อยละ 11 ต่อปี  เอกสารใหม่พบว่าการลงทุนของญี่ปุ่นในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและเหมืองถ่านหินแห่งใหม่ช้าลง ในขณะที่ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของเกาหลีใต้หยิบยกว่าเขามีเป้าหมายผลักดันให้มีข้อจำกัดที่เข้มงวดขึ้นในการให้เงินกู้ระหว่างประเทศในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่

การผลักดันให้มีการนำเอาพลังงานไฮโดรเจนมาแทนเชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตเหล็กยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กของจีนเช่น Baowu ซึ่งต้องการเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยี ใน แคนาดา การลดลงของประชากรปลาเทร้าท์ในลุ่มน้ำตอนล่างจากเหมืองถ่านหินที่มีมลพิษสูงชี้ให้เห็นว่าผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากเหมืองถ่านหินนั้นเหมือนกันไม่ว่าจะขุดถ่านหินไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าหรือเป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมเหล็ก

คาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มความเข้มข้นสูงสุดครั้งประวัติศาสตร์และเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจก

6 things to know about carbon dioxide

ดาวเทียม IDLandsat 8 จับภาพ Mauna Loa ในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557 หอสังเกตุการณ์คาร์บอนไดออกไซด์(CO2 observatory) แห่งนี้ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของยอดเขา caldera Credit ภาพ : NASA Earth Observatory/Landsat 8 เรียนรู้ภาพดาวเทียมนี้เพิ่มเติมได้ที่นี่

หากคุณตามข่าวสารด้านวิทยาศาสตร์ คุณอาจจะคุ้นเคยกับมัน

ในเดือนพฤษภาคม 2561 เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศมาถึงจุดสูงสุดของปี และกลายเป็นสถิติ ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในเดือนพฤษภาคมคือ 414.7 ส่วนในล้านส่วน(ppm) จากการบันทึกที่หอสังเกตการณ์พื้นฐานด้านบรรยากาศ Mauna Loa ขององค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา(NOAA)ที่ฮาวาย ซึ่งเป็นค่าสูงสุดรายฤดูกาลในช่วง 61 ปี และเป็นปีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่องกันเป็นปีที่เจ็ดจากข้อมูลของ NOAA และ the Scripps Institution of Oceanography

หอสังเกตการณ์ Mauna Loa

หอสังเกตการณ์ Mauna Loa ทำการตรวจวัดคาร์บอนไดออกไซด์มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2501 ทำเลที่ตั้งอันห่างไกล(สูงอยู่บนภูเขาไฟ) และไม่ค่อยมีพืชพรรณ ทำให้เป็นสถานที่ที่ดีต่อการติดตามตรวจสอบคาร์บอนไดออกไซด์เนื่องจากไม่ถูกรบกวนมากจากแหล่งกำเนิดของก๊าซในพื้นที่(มีการปล่อยออกมาจากภูเขาไฟในบางครั้ง แต่นักวิยาศาสตร์สามารถแยกแยะการวัดได้โดยง่าย) Mauna Loa เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสถานีเก็บตัวอย่างอากาศที่กระจายอยู่ทั่วโลกโดยจะทำการวัดว่ามีความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศอยู่เท่าไร

ความเข้มข้นทั่วโลกของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศพุ่งขึ้นสูงในทุกๆเดือนเมษายนหรือพฤษภาคมของทุกปี แต่ในปี พ.ศ.2562 มีการพุ่งขึ้นสูงกว่าที่เคยเป็นมา เส้นแดงประแสดงค่าเฉลี่ยรายเดือน เส้นดำแสดงข้อมูลชุดเดียวกันหลังจากมีการเฉลี่ยค่าความแปรปรวนตามฤดูกาล Credit : NOAA ข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่

ความเห็นร่วมกันอย่างกว้างขวางในหมู่นักวิทยาศาสตรืด้านสภาพภูมิอากาศคือว่าความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นในบรรยากาศทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น มหาสมุทรเป็นกรดมากขึ้น พายุฝน ความแห้งแล้ง น้ำท่วมและการเกิดไฟมีความสุดขั้วมากขึ้น

1) การเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในอัตราเร่ง

ในแต่ละทศวรรษ ความเข้มของคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ในคริสตทศวรรษ 1960 ที่ Mauna Loa สังเกตเห็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 0.8 ส่วนล้านส่วนต่อปี จนถึงคริสทศวรรษ 1980s และ 1990s อัตราการเพิ่มกลายเป็น 1.5 ส่วนในล้านส่วนต่อปี และปัจจุบันมากกว่า 2 ส่วนในล้านส่วนต่อปี นาย Pieter Tans นักวิทยาศาสตร์อาวุโสที่ NOAA’s Global Monitoring Division กล่าวว่า มีหลักฐานที่มีอย่างแพร่หลายและสรุปได้ว่า การเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งนั้นมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น

เครดิตภาพ : NOAA/Scripps Institute of Oceanography เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกราฟ ได้ที่นี่

2) นักวิทยาศาสตร์มีข้อมูลรายละเอียดของความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศย้อนหลังกลับ 800,000 ปี

เพื่อเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงคาร์บอนไดออกไซด์ก่อนปี พ.ศ.2501 นักวิทยาศาสตร์จะใช้ แกนน้ำแข็ง นักวิจัยทำการเจาะแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกและกรีนแลนด์และนำตังอย่างน้ำแข็งอายุนับพันปีขึ้นมา แกนน้ำแข็งเก่าแก่เหล่านี้มีฟองอากาศอยู่ภายในซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถรู้ถึงระดับของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศในอดีต วิดีโอด้านล่างผลิตโดย NOAA แสดงให้เห็นถึงชุดข้อมูลในรายละเอียด

3) CO2 ไม่ได้กระจายตัวเท่าๆ กัน

การสังเกตการณ์โดยดาวเทียมแสดงให้ถึงคาร์บอนไดออกไซด์อยู่อย่างกระจัดกระจาย มีความเข้มข้นสูงในบางพื้นที่และความเข้มข้นต่ำในบางพื้นที่ ตัวอย่างเช่น แผนที่ด้านล่างแสดงระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในเดือนพฤษภาคม 2556 ในระดับกลางของของชั้นบรรยากาศโทรโปรสเฟียร์ที่ซึ่งมีสภาพอากาศเกิดขึ้นมากที่สุด ในช่วงเวลานั้น คาร์บอนไดออกไซด์มีมากทางซีกโลกเหนือเนื่องจากพืชพรรณ หญ้าและต้นไม้ ยังไม่ได้เขียวชอุ่มพอและดูดซับก๊าซบางชนิด การเคลื่อนย้ายและกระจายตัวของ CO2 ทั่วทั้งบรรยากาศถูกควบคุมโดยกระแสลมกรด(the jet stream) ระบบสภาพอากาศขนาดใหญ่ และการไหลเวียนของบรรยากาศในขนาดใหญ่อื่นๆ แบบแผนของคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่อย่างกระจัดกระจายดังกล่าวนี้นำไปสู่คำถามที่น่าสนใจที่ว่า คาร์บอนไดออกไซด์เคลื่อนย้ายทั้งในแนวราบและแนวดิ่งในบรรยากาศจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งได้อย่างไร

Atmospheric Infrared Sounder (AIRS) บนดาวเทียม Aqua ของนาซาเป็นเครื่องมืออวกาศอันแรกที่ทำการวัดระดับคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งโลกในกลางวันกลางคืน และภายใต้สภาพท้องฟ้าโปร่งและมีเมฆปกคลุม ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่  world CO2 map. ดาวเทียม OCO-2 ปล่อยขึ้นไปทำงานในปี พ.ศ. 2557 และทำการวัดคาร์บอนไดออกไซด์ระดับโลก รวมถึงในชั้นบรรยากาศระดับต่ำ

4. แม้ว่าจะกระจายตัวไม่เท่ากัน คาร์บอนไดออกไซด์ยังผสมปนเปกันอย่างมากอีกด้วย

ใน animation จาก Scientific Visualization Studio ของนาซา มวลคาร์บอนไดอออกไซด์ขนาดใหญ่กระจายจากเมืองในอเมริกาเหนือ เอเชียและยุโรป กลุ่มมวลคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านี้ยังมาจากพื้นที่ที่มีการเผาไหม้พืชผลทางการเกษตรหรือการเกิดไฟป่า มวลของคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านี้จะรวมตัวกันเมื่อลอยขึ้นสู่ละติดจูดสูงขึ้นไปโดยกระแสลม ในภาพวิดีโอ สีแดงและสีเหลืองแสดงพื้นที่ที่ค่าเแลี่ยของคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่า ส่วนสีฟ้าแสดงพื้นที่ที่มีค่าเฉลี่ยของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำกว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากวัฐจักรการสังเคราะห์แสงของพืชระหว่างกลางวันและกลางคืน ภาพนี้แสดงการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาเศษพืชในแถบอเมริกาใต้และแอฟริกา คาร์บอนไดออกไซด์สามารถเคลื่อนตัวกระจายในระยะทางไกล แต่ก็สามารถสังเกตได้ว่าเทือกเขาสูงได้ช่วยกั้นการไหลของก๊าซได้อย่างไร

5. คาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มสูงขึ้นบริเวณซีกโลกเหนือในฤดูใบไม้ผลิ

คุณจะสังเกตเห็นว่ามีแบบแผนฟันเลื่อยที่แตกต่างกันในแผนภูมิที่แสดงให้เห็นว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีระดับมากขึ้นและลดลงซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลของพืชพรรณ พืชต้นไม้และพืชผลจะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังนั้นฤดูกาลที่มีพืชมากจะมีระดับก๊าซต่ำกว่า โดยทั่วไปความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะสูงสุดในเดือนเมษายนและพฤษภาคมเนื่องจากการย่อยสลายใบไม้ในป่าทางซีกโลกเหนือ (โดยเฉพาะแคนาดาและรัสเซีย) ได้เพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศตลอดฤดูหนาวในขณะที่ใบไม้ใหม่ยังไม่แตกหน่อและดูดซับก๊าซได้มากนัก ในแผนภูมิและแผนที่ด้านล่างการลดลงและการไหลของวัฏจักรคาร์บอนสามารถมองเห็นได้โดยการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงรายเดือนของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับผลผลิตหลักสุทธิในระดับโลก(net primary productivity) ซึ่งเป็นการวัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่พืชใช้ในระหว่างการสังเคราะห์แสงลบด้วยปริมาณที่ปล่อยออกมาระหว่างการหายใจ สังเกตว่าคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงในฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ

Image via NASA Earth Observatory. Read more about this image.

6. มันไม่ได้แค่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศ

คาร์บอนส่วนใหญ่ของโลกประมาณ 65,500 พันล้านเมตริกตันถูกเก็บไว้ในหิน ส่วนที่เหลืออยู่ในมหาสมุทรบรรยากาศ พืชพรรณ ผืนดิน และเชื้อเพลิงฟอสซิล คาร์บอนจะเคลื่อนย้ายระหว่างแหล่งกักเก็บแต่ละแห่งในวัฏจักรคาร์บอนซึ่งมีส่วนประกอบที่ช้าและเร็ว การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในวัฏจักรที่เปลี่ยนคาร์บอนออกจากแหล่งกักเก็บหนึ่งจะทำให้คาร์บอนเข้าไปในแหล่งอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่ทำให้ก๊าซคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้นส่งผลให้อุณหภูมิของอากาศอุ่นขึ้น นั่นเป็นเหตุผลที่การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลหรือไฟป่าไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่กำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ สิ่งต่างๆ เช่น กิจกรรมของแพลงก์ตอนพืช สุขภาพของป่าไม้ของโลก และวิธีที่เราเปลี่ยนภูมิทัศน์ผ่านการทำฟาร์มหรือสิ่งปลูกสร้างก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัฏจักรคาร์บอน(carbon cycle)

The carbon cycle. Image via NASA.

ที่มา : https://earthsky.org/earth/6-things-to-know-carbon-dioxide-co2-greenhouse-gas