ว่าด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก

โลกร้อนขึ้น อุณหภูมิที่อ่านจากเทอร์โมมิเตอร์ทั่วโลกมีระดับเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม สาเหตุมาจากทั้งกิจกรรมของมนุษย์และการแปรเปลี่ยนทางธรรมชาติผสมกัน ด้วยหลักฐานที่มีความสำคัญมากขึ้น ระบุว่าสาเหตุของการเพิ่มเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นหลัก

จากการวิเคราะห์อุณหภูมิอย่างต่อเนื่องโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ NASA’s Goddard Institute for Space Studies (GISS) อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 องศาเซลเซียส(หรือ 2 องศาฟาเรนไฮต์)เล็กน้อยนับตั้งแต่คริสตทศวรรษ 1880 สองในสามของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่เพิ่มขึ้นนั้นเกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1975(พ.ศ.2518) โดยมีอัตราการเพิ่มราวๆ 0.15-0.20 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ

แต่เราทำไมต้องแคร์การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่ 1 องศา? จะว่าไปแล้ว การขึ้นลงของอุณหภูมิในแต่ละวันของพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ก็มากกว่านั้นอยู่แล้ว

การบันทึกอุณหภูมิผิวโลกนั้นแทนค่าเฉลี่ยของพื้นผิวโลกทั้งหมด อุณหภูมิที่เราเจอในพื้นที่และในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นผันผวนขึ้นลงอย่างมากเนื่องจากเหตุการณ์ที่เป็นวัฐจักรซึ่งสามารถคาดการณ์ได้ (กลางคืนและกลางวัน ฤดูร้อนและฤดูหนาว) แบบแผนของกระแสลมและการตกของน้ำฟ้าที่คาดการณ์ยาก แต่อุณหภูมิโลกขึ้นอยู่กับว่ามีพลังงานเท่าใดที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์และพลังงานดังกล่าวนั้นแผ่กลับออกไปนอกโลกเท่าไร-ปริมาณพลังงานเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ส่วนปริมาณพลังงานที่แผ่ออกจากพื้นผิวโลกขึ้นอยู่องค์ประกอบของสารเคมีในชั้นบรรยากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อน

การเปลี่ยนแปลงระดับโลกที่ 1 องศาจึงมีนัยสำคัญยิ่งเนื่องจากมันต้องใช้ปริมาณมหาศาลของความร้อนในการทำให้มหาสมุทร ชั้นบรรยากาศและแผ่นดินอุ่นขึ้น(ที่ 1 องศาเซลเซียส) ในอดีต การลดลงของอุณหภูมิผิวโลกเพียง 1 หรือ 2 องศา สามารถทำให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง(Little Ice Age) การลดลงของอุณหภูมิโลกลง 5 องศา เพียงพอที่ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนืออยู่ใต้มวลน้ำแข็งหนาเมื่อ 20,000 ปีก่อน

การบันทึกอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเริ่มขึ้นในราวปี ค.ศ.1880 เนื่องจากการเก็บรวบรวมข้อมูลยังไม่ครอบคลุมไปทั่วโลกก่อนหน้านั้น กรมอุตุนิยมวิทยาสหรัฐอเมริกาใช้ช่วง ค.ศ. 1951-1980 เป็นปีฐานของอุณหภูมิเฉลี่ย การวิเคราะห์อุณหภูมิของ GISS เริ่มในราวปี ค.ศ.1980 ดังนั้น คาบสามทศวรรษที่ใช้อ้างอิงมากที่สุดคือ ระหว่าง ค.ศ.1951-1980 ช่วงเวลาดังกล่าวนี้เป็นช่วงของรุ่นคนที่เป็นผู้ใหญ่ในปัจจุบันได้เติบโตขึ้น จึงเป็นช่วงเวลาที่มีการอ้างอิงที่อยู่ในความทรงจำของคนจำนวนมาก

กราฟด้านล่างแสดงความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจากปี ค.ศ.1880(พ.ศ.2423) ถึงปี ค.ศ.2019(พ.ศ.2562) จากการบันทึกข้อมูลขององค์การนาซา NOAA กลุ่มวิจัย Berkeley Earth และ Met Office Hadley Centre แห่งสหราชอาราจักร และการวิเคราะห์ของ Cowtan and Way แม้ว่าการวัดของสำนักต่างๆ เหล่านี้จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อยปีต่อปี แต่ทั้งห้าสำนักแสดงให้เห็นความสอดคล้องกันของแบบแผนการขึ้นลงของอุณหภูมิ การบันทึกอุณหภูมิของทั้ง 5 สำนักแสดงถึงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในช่วงทศววรษที่ผ่านมา

การวิเคราะห์อุณหภูมิผิวโลกเฉลี่ยของนาซามาจากสถานีตรวจวัดอากาศ 20,000 สถานี ทั้งภาคพื้นดิน เรือ และทุ่นลอย รวมถึงสถานีวิจัยต่างๆ ในทวีปแอนตาร์กติก การวัดจะนำเอาอัลกอริธึมมาใช้พิจารณาถึงอิทธิพลของความแตกต่างระหว่างสถานตรวจวัดอากาศ ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง โดยคำนวณการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกโดยใช้ปีฐาน ค.ศ.1951-1980

ทีมนักวิทยาศาสตร์ของ GISS ระบุจุดประสงค์การวิเคราะห์เพื่อประมาณการการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิด้วยการคาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่เชื่อมโยงกับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ละอองลอยและการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมของดวงอาทิตย์

โลกร้อนมิได้หมายถึงอุณหภูมิทุกจุดบนพื้นผิวโลกเพิ่มขึ้น 1 องศา ทุกครั้งไป อุณหภูมิในปีหนึ่งๆ หรือในทศวรรษหนึ่งๆ อาจเพิ่มขึ้น 5 องศาในที่หนึ่ง และลดลง 2 องศาในอีกที่หนึ่ง ฤดูหนาวที่เย็นผิดปกติในภูมิภาคหนึ่งอาจตามมาด้วยฤดูร้อนรุนแรงในเวลาต่อมา หรือฤดูหนาวที่เย็นยะเยือกในที่หนึ่งอาจถ่วงดุลด้วยฤดูหนาวที่อุ่นขึ้นอย่างผิดปกติในอีกฟากฝั่งหนึ่งของโลก โดยรวม ภาคพื้นดินจะร้อนขึ้นมากกว่าผิวมหาสมุทร เนื่องจากมวลน้ำจะค่อยๆ ดูดซับความร้อนและค่อยๆ คายความร้อนออก (มหาสมุทรโลกมีความเฉี่อยทางความร้อนมากกว่าพื้นผิวดิน) การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภาคพื้นทวีปและแอ่งมหาสมุทร

อ้างอิง

Hansen, J., et al. (2010). Global surface temperature change. Reviews of Geophysics, 48.

NASA Earth Observatory (2015, January 21) Why So Many Global Temperature Records?

NASA Earth Observatory (2010, June 3) Global Warming.

NASA Goddard Institute for Space Studies (2020) GISS Surface Temperature Analysis (GISTEMP).

NOAA National Centers for Environmental Information (2020, January 15) Assessing the Global Climate in 2019.

จับตาถ่านหินโลก

ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกถูกซ้ำเติมโดยการตกต่ำทางการเงินหลังจากรัสเซียและซาอุดิอาราเบียสัญญาว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน โดยที่ผลกระทบต่อตลาดพลังงานในวงกว้างนั้นยังไม่ชัดเจน ในขณะที่ความไม่แน่นอนเหล่านี้ส่งผลให้ภาคการลงทุนเอกชนหยุดโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ลง แต่แนวโน้มที่เห็นคือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคสาธารณะในจีนอาจฟื้นฟูโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่หลายแห่งที่เดิมถูกพับเก็บไว้

รายงานใหม่เปิดเผยให้เห็นว่าในปี พ.ศ.2562 การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั่วโลกลดลงร้อยละ 3 ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานลดลงร้อยละ 2 นี่เป็นข่าวดี ข่าวที่ไม่ดีนักเป็นเรื่องที่ว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ความตกลงปารีส the Paris Agreement target)เพื่อควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ไห้เพิ่มมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินต้องลดลงร้อยละ 11 ต่อปี  เอกสารใหม่พบว่าการลงทุนของญี่ปุ่นในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและเหมืองถ่านหินแห่งใหม่ช้าลง ในขณะที่ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของเกาหลีใต้หยิบยกว่าเขามีเป้าหมายผลักดันให้มีข้อจำกัดที่เข้มงวดขึ้นในการให้เงินกู้ระหว่างประเทศในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่

การผลักดันให้มีการนำเอาพลังงานไฮโดรเจนมาแทนเชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตเหล็กยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กของจีนเช่น Baowu ซึ่งต้องการเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยี ใน แคนาดา การลดลงของประชากรปลาเทร้าท์ในลุ่มน้ำตอนล่างจากเหมืองถ่านหินที่มีมลพิษสูงชี้ให้เห็นว่าผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากเหมืองถ่านหินนั้นเหมือนกันไม่ว่าจะขุดถ่านหินไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าหรือเป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมเหล็ก

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : บัลลังก์ที่เปรอะเปื้อนของราชันย์ถ่านหิน

หากเปรียบถ่านหินเป็นเหมือนราชาในประเทศออสเตรเลีย เขตฮันเตอร์ วัลเลย์ (Hunter Valley) ในรัฐนิวเซาธ์เวลส์ (NSW) ก็เป็นเหมือนบัลลังก์

การทำเหมืองถ่านหินส่วนใหญ่ในออสเตรเลียจะเป็นเหมืองแบบเปิด ดังนั้นการเดินทางผ่านเขตฮันเตอร์วัลเลย์อาจมีคนเข้าใจผิดว่าเป็นการเดินทางไปเยือนดวงจันทร์เสียมากกว่าเพราะทัศนียภาพของเหมืองจำนวนมหึมาที่กระจัดกระจายอยู่สุดลูกหูลูกตาตรงหน้านั่นเอง

เกือบหนึ่งในสามของการส่งออกถ่านหินทั่วโลกมาจากออสเตรเลีย เมืองนิวแคสเซิล ในรัฐนิวเซาธ์ เวลส์ เป็นท่าการขนส่งถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ท่านี้ขนส่งถ่านหินรวมแล้วมากกว่าสองเท่าของที่สหรัฐส่งออกในแต่ละปี

ถ่านหินเหล่านี้ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลออกมาเมื่อเกิดการเผาไหม้ แต่จากการที่การปล่อยก๊าซนี้เกิดขึ้นนอกประเทศออสเตรเลีย ปริมาณการปล่อยจึงไม่ได้นับรวมเข้าไปในโควตาการปล่อยคาร์บอนของออสเตรเลีย ดังนั้นออสเตรเลียจึงสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตถ่านหินขึ้นมาได้ นอกเหนือจากการเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของวิธีการสร้างความหายนะของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแล้ว การทำเหมืองของออสเตรเลียก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายมากมายของสภาพแวดล้อมในพื้นที่ซึ่งตอนนี้หลายแห่งเริ่มควบคุมสถานการณ์ไม่ได้แล้ว

ประสบการณ์ตรงของผลกระทบจากถ่านหิน: ฮันเตอร์ วัลเลย์

ฮันเตอร์ วัลเลย์เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านการผลิตไวน์และฟาร์มพ่อพันธ์ุม้าแข่งพันธ์ดี แต่กระนั้นสภาพแวดล้อมที่ธุรกิจดังกล่าวต้องพึ่งพาอาศัยกลับตกอยู่ในความเสี่ยงจากการทำเหมือง มันมีอันตรายอยู่จริงว่าอุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านเหล่านี้ อาจถูกทำลายลงได้จากการขยายตัวของเหมืองถ่านหินในฮันเตอร์ วัลเลย์ ซึ่งหลายคนในพื้นที่ก็เห็นด้วย

“แม้ว่าอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินจะอยากเชื่อว่าการทำเหมืองและธุรกิจท่องเที่ยวด้านไวน์จะสามารถอยู่ร่วมกันได้มากแค่ไหนก็ตามแต่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไวน์ไม่มีทางคิดเช่นนั้นแน่นอน”

ปัญหาการขาดแคลนน้ำ

การแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่งแหล่งทรัพยากรที่มีจำกัดนั้นเป็นแค่ตัวบ่งชี้ตัวหนึ่งของผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการทำเกษตรกรรมจากการทำเหมืองถ่านหิน ในฮันเตอร์ วัลเลย์นั้นขาดแคลนน้ำอย่างหนักและสถานการณ์ก็แย่ลงไปอีกด้วยภัยแล้งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

เหมืองถ่านหินแบบเปิดในพื้นที่จะต้องใช้น้ำในการทำงานจำนวนมหาศาลซึ่งส่วนใหญ่เสียไปกับการชะล้างกลุ่มฝุ่นละอองอันตรายที่เกิดจากการขุดเจาะขนาดใหญ่ การต่อสู้เพื่อแย่งชิงน้ำที่มีจำนวนจำกัดนั้นผลเท่าที่ออกมาชาวไร่ชาวนานั้นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป ส่วนเหมืองถ่านหินและโรงงานไฟฟ้าซึ่งเป็นตัวซดน้ำดีๆ นี่เองได้สิทธิ์ในการเข้าถึงและใช้น้ำ

จริงๆ แล้วเมื่อรัฐบาลของนิว เซาธ์ เวลส์ประกาศในปี 2550 ว่าหลายพื้นที่ของประเทศจะไม่ได้น้ำประปาใช้แต่เหมืองถ่านหินยังทำงานตามปกติยังคงสูบน้ำของประเทศไปใช้ต่อไป การตัดน้ำประปาเช่นนี้เป็นปัญหาอย่างร้ายแรงต่อการเงินของฟาร์มที่เปิดมานานหลายแห่งในพื้นที่

การทำลายล้างที่ยังดำเนินต่อไป: แอนวิล ฮิลล์

แม้จะมีความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนและรุนแรงอย่างยิ่งจากถ่านหินในฮันเตอร์ วัลเลย์ก็ตาม แต่แผนการที่จะเพิ่มศักยภาพการส่งออกของนิวแคสเซิลเป็นสองเท่าและมีการเสนอขอให้เหมืองถ่านหินเปิดใหม่อีกหลายแห่งผลิตถ่านหินเพิ่มขึ้นเพื่อการณ์นี้ด้วย

หนึ่งในเหมืองที่เปิดใหม่นี้เสนอให้เปิด ‘มังโกลา(Mangoola)’ เหมืองแบบเปิดขึ้นที่แอนวิล ฮิลล์(Anvil Hill) แผนการสำหรับเหมืองถ่านหินนี้ใหญ่มาก ทั้งพื้นที่โครงการที่มีมากกว่า 3,500 เฮกตาร์ และมีเป้าหมายที่จะขุดเอาถ่านหินจำนวนมากกว่า 220 ล้านตันภายในเวลายี่สิบปี แค่ถ่านหินที่ผลิตได้ในปีเดียวจากเหมืองแห่งนี้ก็จะสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากพอๆ กับที่ภาคการขนส่งทั้งหมดของนิวเซาธ์เวลส์ทำได้ เหมืองจะเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ โดยมีผลกระทบด้านเสียงที่ “แย่กว่าโครงการเหมืองไหนๆ ที่ได้รับการอนุมัติในนิวเซาธ์เวลส์ถึงเกือบห้าเท่าเลยทีเดียว

ป่าละเมาะในพื้นที่กำลังจะหมดไป

แอนวิล ฮิลล์เป็นที่ตั้งของป่าละเมาะบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่ในเขตฮันเตอร์ วัลเลย์ ซึ่งป่าดังกล่าวเป็นบ้านของไม้ดอกไม้ประดับถึง 440 สายพันธ์ุ และมี 25 สายพันธ์ุในนั้นติดอันดับพันธ์ไม้ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธ์ุ พื้นที่ดังกล่าวมีความไวต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและมีระบบนิเวศที่ไม่เหมือนใครซึ่งรายงานของปี 2548 ได้เสนอแนะไว้ว่าควรมีการรักษาแอนวิล ฮิลล์เอาไว้โดยการอนุรักษ์ธรรมชาติ ถ้าหากเหมืองถ่านหินมังโกลาและเหมืองอื่นยังคงยืนยันจะดำเนินการขยับขยายการทำเหมืองต่อไปก็จะเป็นการคุกคามพื้นที่ป่าคุณภาพสูงกว่า 1,300 เฮกตาร์ ยิ่งไปกว่านั้นมาตรการลดผลกระทบที่ร่างไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Assessment) ที่จัดทำขึ้นสำหรับเหมืองนั้นก็ไม่สามารถชดเชยความเสียหายนี้ได้อย่างเหมาะสม

ภัยคุกคามต่อภาคอุตสาหกรรมและชุมชน

มีเหตุผลหลายประการที่จะหยุดยั้งการเปิดเหมืองถ่านหินมังโกลา ไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าการขยายเหมืองจะทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำแย่ลงเพียงอย่างเดียว แต่มันยังรวมไปถึงการบีบบังคับให้ผู้อยู่อาศัยกว่า 200 ย้ายถิ่นฐาน

อุตสาหกรรมการเพาะพันธ์ุม้าและการผลิตไวน์ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นของตนเรื่องเหมืองถ่านหินไปแล้วในแง่ของปัญหาการย้ายถิ่นซึ่งเป็นการยากสำหรับสวนไวน์ที่ใช้เวลาเพาะปลูกกันนานนักปีจึงจะสำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น สมาคมผู้ผลิตไวน์ในตอนเหนือของฮันเตอร์ (Upper Hunters Winemakers Association) ยังแสดงออกถึงจุดยืนที่ตรงกันข้ามกับเหมืองถ่านหินมังโกลาไว้ว่า

“การเกษตรกรรมที่ยั่งยืนและอยู่มานานจะถูกแทนที่ด้วยเหมืองถ่านหินนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชุมชนและครอบครัวบางครอบครัวที่ทำธุรกิจดังกล่าวมานานหลายชั่วอายุคน”

ผู้คนกลุ่มอื่นรวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างก็มีความกังวลใจเกี่ยวกับเหมืองที่ได้รับข้อเสนอให้เปิดทำการในแอนวิล ฮิลล์ ดังนั้นในปี 2548 สมาพันธ์แอนวิล ฮิลล์ก็ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยในการต่อต้านการเปิดเหมือง

คณะทำงานในพื้นที่ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากองค์กรเอกชนอิสระ(NGOs) หลายแห่งและยังผลักดันการรณรงค์ต่อสู้ให้ข้อเสนอในการเปิดเหมืองนั้นตกไปตั้งแต่แรกเริ่ม ในเดือนมิถุนายน ปี 2550 มีผู้คนมากกว่า 400 คนใช้เวลาสุดสัปดาห์ในการตั้งแค้มป์ในบริเวณที่มีการเสนอให้สร้างเหมืองถ่านหินขึ้น ซึ่งเป็นการสื่อข้อความที่ชัดแจ้งถึงรัฐบาลว่าให้ “อนุรักษ์แอนวิล ฮิลล์” เอาไว้นั่นเอง

กระทั่งผู้คนที่ทำงานในอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินเองก็เห็นว่าการเปิดเหมืองขึ้นใหม่นั้นจะเป็นการกระทำที่เกินไป ยกตัวอย่างเช่นนาย Graham Brown คนงานเหมืองที่เกษียณแล้ว ก็สนับสนุนให้มีการเปลี่ยนความคิดเรื่องถ่านหินในฮันเตอร์ วัลเลย์ เขาอยากเห็นงานและเศรษฐกิจท้องถิ่นได้รับการคุ้มครองและเปลี่ยนไปในแนวทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ(Low-carbon economy) เขายังกล่าวอีกว่า “เราอยากเห็นกลไกการปรับเปลี่ยนเกิดขึ้นโดยมีบริษัททำเหมืองถ่านหินให้ความสนับสนุนด้านเงินทุนอย่างเต็มที่”

อนาคต

มีหนทางแก้ไขที่ยั่งยืนและเป็นไปได้อยู่จริงและยังเป็นหนทางที่คนในพื้นที่และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่อสู้ให้เกิดขึ้นมาตลอดอีกด้วย จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่าฮันเตอร์ วัลเลย์สามารถให้พลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนถึงร้อยละ 40 แก่รัฐนิวเซาธ์เวลส์ ภายในปี 2563 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดงานมากกว่า 10,700 ตำแหน่งตามมา

ในความเป็นจริง ด้วยความช่วยเหลือของระบบพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว ฮันเตอร์ วัลเลย์จะสามารถกลายมาเป็นพื้นที่ส่งออกพลังงานหมุนเวียน โดยจัดส่งไฟฟ้าที่ปราศจากการรั่วไหลของรังสีไปทั่วประเทศ และยังสามารถพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด (Clean energy technology)ให้แก่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ในความเป็นจริงนั้นไม่สวยหรูเหมือนที่คิด หลังจากวันสิ่งแวดล้อมโลกเดือนมิถุนายน ปี 2550 เพียงไม่นาน รัฐบาลนิวเซาธ์เวลส์ก็อนุมัติให้เปลี่ยนแอนวิล ฮิลล์เป็นเหมืองถ่านหินทั้งที่มีเหตุผลข้อโต้แย้งกับแผนการดังกล่าว ตอนนี้เหมืองได้ถูกขายให้แก่บริษัทข้ามชาติของสวิสชื่อว่า Xtrata ในช่วงท้ายปี 2550 เพราะมันได้ก่อหนี้สินให้แก่เจ้าของเก่าอย่าง Centennial Coal มากเกินไป ข่าวดีก็คือเหมืองยังคงไม่ได้รับการพัฒนาต่อ แต่มันจะยังคงเป็นอยู่เช่นนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหนนั้นก็ไม่อาจรู้ได้

——————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี