แถลงการณ์ ข้อเสนอต่อมาตรการห้าม/ควบคุมการนำเข้าเศษพลาสติกและการพัฒนาระบบคัดแยกขยะในประเทศให้ได้คุณภาพดีขึ้น

สืบเนื่องจากที่สาธารณรัฐประชาชนจีนประสบปัญหาการลักลอบนำเข้าสารอันตรายที่ปะปนมากับขยะพลาสติกและขยะอื่นหลายชนิดที่นำมาเป็นวัตถุดิบเพื่อรีไซเคิลและผลิตสิ่งของในประเทศ จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐบาลจีนจึงออกประกาศห้ามนำเข้าขยะจากต่างประเทศเป็นการเร่งด่วน 24 รายการ (ต่อมาประกาศเพิ่มเติมรวมทั้งสิ้น 32 รายการ) มาตรการนี้ส่งผลให้ขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาลไหลทะลักไปสู่ประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย (Interpol, 2020) จากข้อมูลการนำเข้าเศษพลาสติกของประเทศไทย พบว่า ในปี 2561 มีการนำเข้าเศษพลาสติกสูงถึง 552,912 ตัน เทียบกับปี 2559 ก่อนประเทศจีนประกาศห้าม มีการนำเข้ามาเพียง 69,500 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า นอกจากนี้ ยังพบกรณีการลักลอบนำเข้าขยะพลาสติกปนเปื้อนและขยะอิเล็กทรอนิกส์สูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย ดังจะเห็นได้จากข่าวการตรวจจับการนำเข้าอย่างผิดกฎหมายที่ท่าเรือและโรงงานรีไซเคิลหลายแห่ง ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านจากประชาชน และนำมาสู่การเร่งผลักดันให้มีมาตรการควบคุมการนำเข้าขยะอย่างจริงจังในเวลาต่อมา

คณะอนุกรรมการเพื่อบูรณาการการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติกที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งรัฐบาลแต่งตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว มีการประชุมเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561 และได้มีมติให้ยกเลิกการนำเข้าเศษพลาสติกภายใน 2 ปี โดยช่วงผ่อนผันนี้ มีการกำหนดโควตาการนำเข้าคือ ปีที่ 1 นำเข้าได้ไม่เกิน 70,000 ตัน แบ่งเป็นพลาสติก PET 50,000 ตัน และพลาสติกชนิดอื่นรวม 20,000 ตัน และมีเงื่อนไขให้ใช้เศษพลาสติกภายในประเทศร่วมด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ในปีที่ 2 ให้นำเข้าได้ไม่เกิน 40,000 ตัน และให้นำเศษพลาสติกภายในประเทศมาใช้ร่วมด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 และปีที่ 3 ห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศ โดยใบอนุญาตนำเข้าตามโควตาดังกล่าวจะสิ้นสุดทั้งหมดในวันที่ 30 กันยายน 2563

แต่ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้พยายามขอนำเข้าเศษพลาสติกต่อไปโดยให้เหตุผลว่า วัตถุดิบที่มีภายในประเทศไม่เพียงพอ คุณภาพต่ำ และมีการปนเปื้อนสูง ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ก็สนับสนุนข้อนี้โดยแสดงเจตจำนงในที่ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2563 ว่า ผู้นำเข้าต้องการโควตานำเข้าพลาสติกอีก 6.5 แสนตันในปี 2564  อย่างไรก็ดี ที่ประชุมได้ให้ กรอ. ไปสำรวจความต้องการของโรงงานและนำเสนอข้อมูลว่าผู้ประกอบการต้องการใช้จริงเท่าไหร่ ประเภทใดบ้าง และจำเป็นต้องนำเข้าเท่าไหร่ เพื่อประกอบการพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 กันยายนนี้

เครือข่ายภาคประชาสังคมมีความห่วงใยต่อประเด็นดังกล่าวที่อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อการแก้ปัญหาขยะภายในประเทศ จึงได้ออกแถลงการณ์เพื่อนำเสนอข้อคิดเห็นและข้อเรียกร้องต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ ให้ “ยืนยันมติเดิม” ของคณะอนุกรรมการฯ เมื่อปี 2561 ที่ “กำหนดให้ประเทศไทยยกเลิกการนำเข้าขยะหรือเศษพลาสติกและซากอิเล็กทรอนิกส์ 100% ภายในปี 2563” ด้วยเหตุผลและข้อเสนอต่อไปนี้

  1. รัฐบาลให้ระยะเวลาผู้ประกอบการนำเข้าเศษพลาสติกมาแล้ว 2 ปี และได้แจ้งเป้าหมายที่จะยกเลิกการนำเข้าในปีที่ 3 ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้น ผู้นำเข้าควรมีการปรับตัวหรือปรับแผนธุรกิจเพื่อลดการนำเข้าและเพิ่มสัดส่วนการใช้เศษพลาสติกในประเทศให้มากขึ้น หากรัฐบาลเปลี่ยนเป้าหมายที่เคยประกาศไว้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและจะกระทบกับเป้าหมายตาม Roadmap การจัดการขยะพลาสติกที่ต้องการส่งเสริมให้ประชาชนคัดแยกขยะและนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ภายในปี 2570
  2. คณะอนุกรรมการฯ ไม่ควรให้มีการสำรวจโดยอ้างอิงความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมและความจำเป็นที่จะต้องนำเข้าพลาสติกชนิดใดก็ตาม เพราะผู้ประกอบการสามารถแจ้งความต้องการในปริมาณสูงไว้ก่อนเพื่อจะนำเข้าได้มากและเพื่อลดต้นทุนของตัวเอง การสำรวจควรจะอิงปริมาณที่เคยนำเข้าในอดีต เช่น ข้อมูลสถิติการนำเข้าเศษพลาสติกรวมก่อนปี 2561 ย้อนหลัง 5 ปี คือระหว่าง 2556-2560 อยู่ที่ 74,421 ตันเท่านั้น และควรให้กรมศุลกากรกำหนดรหัสโดยเฉพาะสำหรับเศษพลาสติก PET ในกลุ่มพิกัด 391590 เพื่อการควบคุมอย่างเข้มงวดในการห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาดเพราะวัตถุในประเทศไทยมีจำนวนมากจนล้นตลาด
  3. แม้ในช่วงปีพ.ศ. 2561-2562 จะเป็นช่วงผ่อนผันที่กำหนดโควตาการนำเข้าไม่เกิน 70,000 ตันในปีที่ 1 (2561/2562) และให้นำเข้าได้ไม่เกิน 40,000 ตันในปีที่ 2 (2562/2563) แต่ข้อมูลสถิติการนำเข้าเศษพลาสติก พิกัด 3915 พบว่า ในปี 2562 มีการนำเข้าถึง 323,167 ตัน และในปี 2563 (มกราคม-กรกฎาคม) นำเข้า 96,724 ตัน แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนของมาตรการกำกับการนำเข้าเศษพลาสติกด้วยการกำหนดโควตาของภาครัฐ
  4. หากมีการอนุญาตนำเข้า ให้อนุญาตเฉพาะการนำเข้า “เม็ดพลาสติกใหม่หรือเม็ดพลาสติกรีไซเคิล” เท่านั้น ซึ่งสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตได้เลย โดยห้ามการนำเข้าเศษพลาสติกชนิดอัดก้อนโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตนำเข้าจะต้องมีใบรับรองคุณภาพมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และจะต้องใช้พลาสติกคัดแยกภายในประเทศเป็นวัตถุดิบร่วมในกระบวนการรีไซเคิลด้วย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของกำลังการผลิตที่แท้จริง โดยผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตนำเข้าจะต้องมีหลักฐานในการแสดงเพื่อพิสูจน์ว่าข้อมูลเหล่านี้มีความสอดคล้องกันตามความเป็นจริง ดังนี้ (1) แสดงงบดุลการซื้อ, งบดุลการขาย, งบดุลการเสียภาษีสรรพากร ย้อนหลัง 3 ปีจากปี 2562 และ (2) แสดงตัวเลขการส่งออกและตัวเลขกำลังการผลิตที่แท้จริง ย้อนหลัง 3 ปีจากปี 2562
  5. กรอ. และผู้นำเข้าไม่ควรอ้างว่า พลาสติกรีไซเคิลในประเทศมีราคาแพงกว่า เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การจัดการขยะให้ได้มาตรฐานมากขึ้น การรวบรวมขยะพลาสติกในประเทศจึงยังขาดระบบที่ดี ทำให้มีต้นทุนการรวบรวมสูง นอกจากนี้ ก็ไม่ควรนำคุณภาพของขยะคัดแยกไทยไปเปรียบเทียบกับเศษพลาสติกจากต่างประเทศ ซึ่งประเทศเหล่านั้นมีกฎหมายที่ใช้หลักการ Extended Producer Responsibility หรือ EPR ที่กำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบจัดระบบเรียกคืนขยะบรรจุภัณฑ์ร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งมีการดำเนินการมานานกว่า 20 ปีแล้ว ยิ่งกว่านั้นประเทศผู้ส่งออกไม่ยอมลงทุนการรีไซเคิลพลาสติกในประเทศตัวเองเพราะค่าแรงงานและต้นทุนการดูแลสิ่งแวดล้อมสูง ปัจจุบันเมื่อจีนห้ามนำเข้าขยะพลาสติก ประเทศผู้ส่งออกจึงต้องหาแหล่งรองรับขยะแห่งใหม่ จึงมีการลดราคาขยะพลาสติกหรือแม้แต่ลักลอบนำเข้าไปกำจัดยังประเทศกำลังพัฒนา ทำให้ราคานำเข้าถูกกว่าราคาขยะในประเทศอย่างมาก ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่าพลาสติกรีไซเคิลในประเทศมีราคาแพงกว่า จึงเป็นข้ออ้างเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศผู้ส่งและผู้นำเข้าไม่กี่ราย โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย
  6. เนื่องจากขยะพลาสติกที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาถูกมากจนส่งผลกระทบต่อราคาพลาสติกรีไซเคิลในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีราคาที่ต่ำอย่างมากแล้ว (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2563 ราคารับซื้อ PET แบบไม่แกะฉลากอัดก้อน อยู่ที่ 8.48 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับเดือนเดียวกัน ปี 2561 อยู่ที่ 13.05 บาทต่อกิโลกรัม เป็นต้น) ปัญหาดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและกำลังใจในการทำงานของกลุ่ม “ซาเล้ง” ประมาณ 1.5 ล้านคน และร้านรับซื้อของเก่าทั้งประเทศที่จดทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทยอีก 30,000 ร้านค้า ทั้งนี้ ปัญหาราคารับซื้อขยะคัดแยกในประเทศที่ตกต่ำอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบกิจการซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าจำนวนมากต้องเลิกประกอบอาชีพนี้ ดังนั้นการเปิดให้นำเข้าเศษพลาสติกอีกหลายแสนตันในปีหน้าจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก  
  7. จากข้อมูลของสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า พบว่า ปริมาณพลาสติกเพื่อรีไซเคิลที่เก็บรวบรวมได้ในประเทศ รวมทั้งสิ้นประมาณ 1.6 ล้านตันต่อปี ปริมาณนี้จึงเพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ในส่วนข้ออ้างเรื่องการปนเปื้อนหรือความไม่สะอาดนั้น ภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมกันเร่งหามาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวมากกว่าการเลี่ยงปัญหาโดยการนำเข้าจากต่างประเทศ การแก้ปัญหาด้วยการนำเข้ายังสวนทางกับนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืนของประเทศไทยเอง   
  8. ที่ประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาบาเซลฯ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2562 ได้มีมติกำหนดให้ขยะพลาสติกเป็นของเสียอันตรายที่ต้องมีการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนตามอนุสัญญาฉบับนี้  ดังนั้น รัฐบาลไทยควรเร่งเตรียมความพร้อมในการเพิ่มเติมรายการที่ต้องดำเนินการตามข้อกำหนดของอนุสัญญาบาเซลฯ และควรเร่งการให้สัตยาบันข้อแก้ไขอนุสัญญาบาเซลฯ (Ban Amendment) เพื่อเพิ่มมาตรการป้องกันการนำเข้าส่งออกของเสียอันตราย ซึ่งรวมถึงขยะพลาสติกอย่างเข้มงวดมากขึ้น 
  9. รัฐบาลควรมีมาตรการตรวจสอบ กำกับ ติดตาม และดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ  ตัวอย่างเช่น (1)  เมื่อวัตถุดิบเข้ามาในประเทศไทย จะต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบทำการตรวจสอบทุกครั้งโดยทันทีที่วัตถุดิบมาถึงโรงงาน คือ อุตสาหกรรมจังหวัด, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด, สาธารณสุขจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในการอนุมัติรับทราบ, (2) กรณีวัตถุดิบนำเข้าสำแดงเท็จ และถูกจับได้ชิพปิ้งและผู้นำเข้า ถูกเพิกถอนใบอนุญาตทันที, (3) กรณีวัตถุดิบนำเข้าสำแดงเท็จและถูกจับได้ และสินค้าอยู่ภายในโรงงาน โรงงานอุตสาหกรรมนั้น ต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตเป็นเวลา 10 ปี, (4) กรณีประชาชนเกิดผลกระทบและเข้าร้องเรียนความเดือดร้อนกับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถสั่งระงับการดำเนินการหรือระงับการต่อใบอนุญาตโรงงานได้

ข้อเสนอต่อการเพิ่มอัตราการเก็บรวบรวมพลาสติกรีไซเคิลในประเทศ

  1. กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร และ อปท.ในเมืองใหญ่ที่มีประชากรอยู่อย่างหนาแน่นและเป็นแหล่งกำเนิดขยะขนาดใหญ่ต้องร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดระบบเก็บขยะแบบแยกประเภท โดยเริ่มจากพื้นที่ที่มีแหล่งกำเนิดเริ่มแยกขยะอยู่แล้ว จัดระบบทั้ง drop-off และ pick-up หรือ curbside collection รวมทั้งการจัดกิจกรรมตลาดนัดขยะรีไซเคิลอย่างสม่ำเสมอ 
  2. กำหนดให้ อปท. ร่วมกับภาคเอกชนสนับสนุนให้ร้านรับซื้อของเก่ามีการจัดการสภาพร้านหรือแหล่งรับซื้อที่ดี ส่งเสริมให้เข้าระบบ application ที่เชื่อมต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับร้านรับซื้อของเก่าในพื้นที่ (pick-up service)  อปท. มีมาตรการส่งเสริมให้ร้านรับซื้อของเก่าให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมจัดกิจกรรมตลาดนัดขยะรีไซเคิลและธนาคารขยะในพื้นที่ร่วมกับ อปท. โดยมีการจัดสรรรายได้ที่เหมาะสม    
  3. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกกฎหมายพื้นฐานเพื่อสร้างสังคมรีไซเคิลและระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน กำหนดบทบาทหน้าที่ของกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น และนำหลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) มาใช้เพื่อกำหนดความรับผิดชอบของผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย อปท. และผู้บริโภคต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบเก็บรวบรวมขยะบรรจุภัณฑ์ กำหนดเป้าหมายการเก็บรวบรวมที่ชัดเจนในแต่ละปี เพื่อลดความจำเป็นที่ต้องนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ดังแนวทางที่แสดงอยู่ภาพประกอบต่อไปนี้
Figure 1: Value chain of plastic waste processing Source: Field Actions Science Reports, The Journal of field action [3] ที่มา: INTERPOL (2020) Strategic Analysis Report: Emerging criminal trends in the global plastic waste market since January 2018

รายชื่อเครือข่ายภาคประชาสังคมที่สนับสนุนความเห็นและข้อเรียกร้องในแถลงการณ์

  1. มูลนิธิบูรณะนิเวศ
  2. มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม
  3. กรีนพีซ ประเทศไทย
  4. สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า
  5. แผนงานขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการจัดการขยะเพื่อสุขภาวะและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
  6. สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  7. ดร.เพชร มโนปวิตร เจ้าของเพจ “Rereef”
  8. นายเปรม พฤกษ์ทยานนท์ เจ้าของเพจ “ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป”
  9. กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch)
  10. กลุ่มคนรักษ์ต้นน้ำจังหวัดราชบุรี ต.น้ำพุ อ.เมือง จ.ราชบุรี
  11. กลุ่มคนคลองบางป่า ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี
  12. กลุ่มเรารักษ์ท่าถ่าน-บ้านซ่อง ต.ท่าถ่าน และ ต.บ้านซ่อง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
  13. กลุ่มเรารักษ์พนม อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
  14. กลุ่มเรารักพุม่วง ตำบลหนองชุมพล อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี
  15. เครือข่ายเพื่อนตะวันออก วาระเปลี่ยนตะวันออก
  16. เครือข่ายปกป้องผืนป่าตะวันออก
  17. เครือข่ายประชาชนศึกษาและติดตามปัญหาขยะ
  18. เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) จังหวัดฉะเชิงเทรา /ชลบุรี / ระยอง / ปราจีนบุรี / สระแก้ว / นครนายก / ราชบุรี / เพชรบุรี
  19. สมัชชาแปดริ้วเมืองยั่งยืน
  20. องค์กรชุมชนตําบลหนองชุมพลเหนือ ต.หนองชุมพลเหนือ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี
  21. มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ (Foundation for AIDS Right)
  22. เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
  23. มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน
  24. สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
  25. มูลนิธิเครือข่ายอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก
  26. มูลนิธิสถาบันปฏิปัน
  27. มูลนิธิสืบศักดิ์สิน แผ่นดินสี่แคว
  28. สมาคมพัฒนาชุมชนยั่งยืน นครสวรรค์
  29. ศ. (เกียรติคุณ) สุริชัย หวันแก้ว
  30. กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์)
  31. มูลนิธิสุขภาพไทย
  32. คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบข้ามการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition)
  33. มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
  34. มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร
  35. มูลนิธิโลกสีเขียว
  36. มูลนิธิชีววิถี
  37. แนวร่วมปฏิวัติขยะสุพรรณบุรี
  38. Less Plastic Thailand
  39. มูลนิธิเพื่อนหญิง
  40. มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
  41. มูลนิธิสระแก้วสีเขียว
  42. สำนักข่าวธรรมรัฐจังหวัดสระแก้ว
  43. บงกช ภูษาธร ประชาชนกรุงเทพมหานคร
  44. วริศรา เมฆานนท์ชัย ประชาชนกรุงเทพมหานคร
  45. กลุ่มรวมพลังคนรักบ้านเกิดบางโทรัด
  46. Bye Bye Plastic Bags (Thailand)
  47. เถื่อน channel
  48. เครือข่ายวงษ์พาณิชย์
  49. บริษัท ธาอีส อีโคเลทเธอร์ จำกัด
  50. กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก
  51. สภาองค์การลูกจ้างแรงงานสัมพัน์แห่งประเทศไทย
  52. เครือข่ายอากาศสะอาด
  53. วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ social activist artist จาก เพจ WISHULADA
  54. กลุ่มรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต.คลองกระแชง อ.เมือง จ.เพชรบุรี
  55. กลุ่มคนรักบ้านเกิด ต.ท่าเสน อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี
  56. กลุ่มสิ่งแวดล้อมภาคประชาชน ต.เกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
  57. กลุ่มคนสองแคว ต.เกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
  58. กลุ่มเพื่อนรักจักรยานบ้านพี่โสเพ็ชร์บุรี ต.บ้านหม้อ อ.เมือง จ.เพชรบุรี
  59. ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาทเขาพระวิหาร (องค์กรเพื่อผู้บริโภค)
  60. SOS Earth
  61. Refill Station
  62. Little Big Green
  63. ศูนย์เรียนรู้เฝ้าระวังและปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ อ.เมือง จ.ระยอง
  64. ดร. อาภา หวังเกียรติ มหาวิทยาลัยรังสิต
  65. Greenery

ถ้าเราไม่พูดถึงการผลิตพลาสติก ต่อให้มีระบบเศรษฐิจหมุนเวียนนับร้อย ก็แก้มลพิษพลาสติกไม่ได้

ถ้าเราจะยุติมลพิษพลาสติกในทะเลไทย เรายังขาดอะไร?

…โศกนาฏกรรมของมาเรียม ไม่ควรจะทำให้เราหยุดอยู่แค่เพียง การไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำ/ทะเล เราทำได้มากกว่านั้น…

การประเมินของของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เรามีขยะพลาสติกลงทะเลราว 33,900-51,000 ตันต่อปี ในจำนวนนี้มาจากแม่น้ำที่ไหลลงทะเลราวๆ 2,000-5,000 ตัน/ปี ตามแบบจำลอง the global rivers input plastic model https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5467230/ ที่เหลือก็มาจากกิจกรรมมนุษย์บนแผ่นดิน

เรามีแผนแม่บท มี roadmap framework มีการรณรงค์ทั้งของภาครัฐ เอกชน มี event ต่างๆ มากมาย…เราสามารถลดขยะพลาสติกลง แต่น้อยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เมื่อเทียบกับขยะพลาสติกใช้แล้วทิ้งราว 2 ล้านตันต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

แต่เราไม่สามารถหยุด flow ของขยะพลาสติกใช้แล้วทิ้งลงได้เลย ถ้าเราไม่เน้นรากเหง้าของปัญหานั่นคือ “การผลิตพลาสติก(80%เป็น single use plastic packaging)” นอกเหนือจากการสร้างเงื่อนไขให้เราทุกคนเปลี่ยน mindset ลด ละ เลิกการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้งอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

เพราะการตั้งคำถามต่อการผลิตพลาสติกมันไปแตะโครงสร้างเชิงอำนาจและความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างรัฐและบรรษัทซึ่งเอื้อต่อกันและกันในการแสวงหากำไร และโยนเศษเงินมาสร้างภาพผ่าน CSR

โศกนาฏกรรมของมาเรียม ไม่ควรจะทำให้เราหยุดอยู่แค่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองเท่านั้นเราต้องกล้าหาญพอที่จะพูดความจริงต่อโครงสร้างอำนาจด้วย

ข้อตกลงโลกว่าด้วยขยะพลาสติก – พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่ : ประเทศไทยจะรอดพ้นจากการเป็นถังขยะพิษของโลกหรือไม่?

ธารา บัวคำศรี

นับตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีนห้ามนำเข้าพลาสติกรีไซเคิลผสมในเดือนมกราคมปี พ.ศ.2561 นอกจากส่งผลสะเทือนต่อระบบรีไซเคิลพลาสติกทั่วทั้งโลกและเผยให้เห็นถึงลักษณะที่เป็นอันตรายและสิ้นเปลืองของระบบการค้าขยะรีไซเคิลแล้ว ผลที่ตามมาคือ การค้าขยะพลาสติกส่วนใหญ่เปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศที่ไม่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งขาดมาตรการที่รัดกุมเพื่อยุติการนำเข้าหรือไม่มีขีดความสามารถอย่างแท้จริงในการจัดการของเสีย

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง(พ.ศ.2559-2561) การส่งออกพลาสติกทั้งหมดทั่วโลกลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง ผู้ส่งออกรายเดิมต้องจัดการกับขยะตกค้างทั้งส่วนที่ไม่แปรรูปและกึ่งแปรรูปในประเทศของตน แรงกดดันยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น หากการผลิตพลาสติกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามท่ีคาดการณ์ไว้ร้อยละ 40ในอีกทศวรรษหน้า

มาเลเซียเวียดนามและไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางแรกๆของการค้าขยะพลาสติกหลังจากสาธารณรัฐประชาชนจีนห้ามนำเข้าขยะพลาสติก ช่วงกลางปี พ.ศ.2561 รัฐบาลทั้งสามประเทศออกมาตรการควบคุมทำให้การส่งออกขยะพลาสติกทั่วโลก(ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น) เปลี่ยนเส้นทางไปยังอินโดนีเซียและตุรกี

กราฟแสดงการนำเข้าเศษพลาสติกระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ.2559-พฤศจิกายน พ.ศ.2561 มายังประเทศไทยจากประเทศผู้ส่งออก 10 อันดับแรก (ที่มา : ข้อมูลการค้าขยะพลาสติกโลกปี พ.ศ. 2559-2561 และผลกระทบจากนโยบายห้ามนำเข้าของเสียของสาธารณรัฐประชาชนจีน, กรีนพีซ เอเชียตะวันออก)

เมื่อวันที่  11 พฤษภาคม 2562 รัฐบาลกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐอเมริกา เห็นชอบให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน หรือรู้จักกันในชื่อว่า “อนุสัญญาบาเซล(Basel Convention) เพื่อทำให้การค้าขยะพลาสติก(plastic waste)” มีความโปร่งใสและยกระดับการควบคุมการนำเข้าส่งออกและนำผ่านขยะพลาสติกระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน รับประกันว่าจะมีการจัดการขยะพลาสติกที่ปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์

การแก้ไขเพิ่มเติม(Amendment)ที่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญโดยมุ่งหมายที่จะลดมลพิษพลาสติก ภายใต้กลไกของอนุสัญญาบาเซลนี้บรรลุข้อตกลง ณ การประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาทั้งสามในเวลาพร้อมๆ กัน ได้แก่ อนุสัญญาบาเซล อนุสัญญาร็อตเตอร์ดัมและอนุสัญญาสต็อกโฮล์มที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 29 เมษายน-10 พฤษภาคม 2562 ในหัวข้อร่วม “Clean Planet, Healthy People : Sound Management of Chemicals and Waste

นี่คือโอกาสของประเทศไทยในฐานะภาคีสมาชิกอนุสัญญาบาเซล (ไทยให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 24 พฤศิจกายน 2540 อนุสัญญาบาเซลมีผลบังคับใช้สำหรับไทยตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2541) สามารถใช้สิทธิตามกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศนี้ในการปฏิเสธนำเข้าขยะพลาสติก

ข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติม(Amendment)ว่าด้วยขยะพลาสติกภายใต้อนุสัญญาบาเซลนี้ส่งสัญญานทางการเมืองที่ชัดเจนต่อประชาคมโลก ต่อภาคธุรกิจ และต่อตลาดผู้บริโภคว่าถึงเวลาต้องจัดการกับปัญหาการค้าขยะพลาสติกอย่างจริงจัง ข้อตกลงครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์นี้เป็นเครื่องมือสำคัญของประเทศในซีกโลกใต้ในการยุติการทิ้งขยะพลาสติกระหว่างประเทศ และปกป้องประเทศของตนมิให้กลายเป็นถังขยะและกากของเสียเป็นพิษของโลก

ประเทศที่ริเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดข้อตกลงว่าด้วยขยะพลาสติกคือ นอร์เวย์ ซึ่งเดินหน้าไปเร็วกว่ากระบวนการเจรจาตามมาตรฐานของสหประชาชาติ ส่วนสหรัฐอเมริกาเองก็ไม่ได้ลงนามในข้อตกลงนี้ แต่ยังรับรู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้นในฐานะเป็นประเทศผู้ส่งออกขยะพลาสติกที่ต้องดำเนินตามพันธกรณีของอนุสัญญาบาเซล สภาอุตสาหกรรมเคมีแห่งสหรัฐอเมริกาและสถาบันอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษวัสดุถือเป็นกลุ่มผู้เล่นหลักในเวทีเจรจาของอนุสัญญาบาเซลโดยมีจุดยืนคัดค้านข้อตกลงเพื่อควบคุมการส่งออกและนำเข้าขยะพลาสติก

ข้อตกลงควบคุมขยะพลาสติกนี้ยังนำไปสู่การที่หน่วยงานศุลกากรจะต้องทำการตรวจตราขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายให้ละเอียดรอบคอบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยจะมีระบบที่มีความโปร่งใสและมีการตรวจสอบย้อนกลับของการนำเข้าและส่งออกขยะพลาสติก นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นจังหวะที่ก้าวหน้าในการผลักดันให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้จัดการกับขยะที่เกิดขึ้นในประเทศ ตลอดจนปรับปรุงระบบการกำจัดของเสียที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

แต่การจัดการขยะพลาสติกในสังคมไทยกลับต้องเผชิญกับความท้าทายเพิ่มมากขึ้น เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติโรงงานในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา เนื้อหาสำคัญของกฎหมายคือ การให้เอกชนไม่ต้องขออนุญาตต่ออายุใบประกอบกิจการโรงงาน (รง. 4) จากเดิมที่ต้องต่ออายุใหม่ทุก 5 ปี เป็นผลให้ 60,000 โรงงานทั่วประเทศได้ประโยชน์จากกฎหมายดังกล่าว ขณะที่เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แย้งว่าเนื้อหาสาระสำคัญดังกล่าว จะนำไปสู่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงเป็นแหล่งกำเนิดของมลพิษในสิ่งแวดล้อมกระจายออกไปโดยขาดการควบคุมที่รัดกุม  ซึ่งจะนำไปสู่การลดทอนมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง

ที่สำคัญ โรงงานขนาดเล็กกว่า 50 แรงม้าส่วนใหญ่ประกอบกิจการเป็นประเภทโรงงานหล่อหลอมโลหะ รีไซเคิล คัดแยกขยะ ฝังกลบขยะ ถือเป็นกลุ่มโรงงานที่อันตรายต่อชุมชนหากไม่มีมาตรฐานการดำเนินกิจการ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ ฉะเชิงเทรา สมุทรสาคร สมุทรปราการ และเขตลาดกระบัง ในขณะที่ การยกเลิกระบบต่ออายุใบอนุญาตยิ่งเปิดช่องให้การกำกับดูแลจากรัฐอ่อนแอลงหรือแทบไม่มีเลย

ในขณะที่เรามีสิทธิทางกฎหมาย(ระหว่างประเทศ)ที่จะปฏิเสธการนำเข้าขยะพลาสติกที่เป็นปัญหา พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่กลับเปิดประตูกว้างเพื่อให้ประเทศไทยเป็นถังขยะพิษของโลกต่อไป!