ต้นทุนจริงของถ่านหิน : เชื้อเพลิงสกปรกที่ทำลายสภาพภูมิอากาศ

การเผาไหม้ถ่านหินเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ ในแต่ละปีโรงไฟฟ้าถ่านหินปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมากสู่ชั้นบรรยากาศถึง 11,000 ล้านตันต่อปี คิดเป็นร้อยละ 72 ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตไฟฟ้า และร้อยละ 41 ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ที่สุด และถือเป็นความท้าทายทางด้านของมนุษยชาติและทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญที่โลกเคยเผชิญมา ทั้งนี้มีผู้คนจำนวนหลายล้านคนที่ขณะนี้ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น การกัดเซาะชายฝั่งและภัยธรรมชาติที่รุงแรงมากขึ้น อาทิ น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุระดับรุนแรงและไฟป่า ซึ่งผลกระทบดังกล่าวนับวันจะยิ่งสร้างความเสียหายมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้สภาพอากาศที่รุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นยังส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร และบั่นทอนความมั่นคงทางด้านอาหารอีกด้วย โลกที่ร้อนขึ้นยังทำให้เกิดปัญหาโรคภัยต่างๆ ตามมาเช่น การแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกและมาลาเรีย หากยังไม่มีการดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซหลักที่ทำให้โลกร้อนขึ้นแล้ว กว่าหนึ่งในสี่ของสัตว์ป่าและพรรณพืชจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ไปในที่สุด

เฉพาะในบังคลาเทศและอินเดีย ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและภัยแล้งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนกว่า 125 ล้านคนต้องละทิ้งถิ่นที่อยู่อาศัยของตนเอง จากรายงานของไอพีซีซีภายในปี 2563 ประชากรในภูมิภาคเอเชียสูงสุดถึง 12,000 ล้านคนอาจต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ นอกจากนี้ทวีปแอฟริกาก็จะไม่สามารถผลิตข้าวสาลีได้อีกต่อไป

และอย่างที่เราทราบกันดีก็คือ สังคมโลกจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงหากไม่มีการเร่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยรากเหง้าของปัญหาดังกล่าวอยู่ที่การใช้ถ่านหินซึ่งเป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มากที่สุดออกสู่ชั้นบรรยากาศ ดังนั้น วิธีการในการจัดการกับถ่านหินในอีกไม่กี่ปีต่อไปนี้ จะตัดสินว่าเราจะสามารถตอบสนองต่อวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีแค่ไหน ความเร่งด่วนในการดำเนินเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่สามารถมองข้ามได้ นายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐเคยกล่าวว่า “ถึงเวลาแล้วที่เราต้องใช้อารยะขัดขืน เพื่อเป็นป้องกันไม่ให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ๆ ขึ้นอีก” โรงไฟฟ้าถ่านหินที่สร้างขึ้นในปัจจุบันจะปลดปล่อยมลภาวะทางอากาศไปอีกอย่างน้อย 40 ปีข้างหน้า

ในส่วนของภาคพลังงาน ในอีกสองทศวรรษข้างหน้า อัตราการสับเปลี่ยนหมุนเวียนของเทคโนโลยีการผลิตกระแสไฟฟ้าจะเกิดขึ้นมากที่สุด และทำให้โรงไฟฟ้าที่มีอยู่หลายแห่งต้องปลดระวางลง ทั้งนี้การตัดสินใจของประเทศต่างๆ และหน่วยงานด้านพลังงานในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดทิศทางพลังงานในยุคต่อไป ในทางกลับกัน แนวทางที่เรายังดำเนินการทุกอย่างเหมือนกับสถานการณ์ปกติ จะทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหินเพิ่มขึ้นร้อยละ 60 ภายในปี 2573

ทางออกในด้านเทคโนโลยีอาทิเช่น เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน(carbon capture and storage:CCS) ที่อ้างว่าสามารถทำให้ถ่านหินเป็นพลังงานสะอาดและปลอดภัยต่อสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นการหมกเม็ดและเบี่ยงเบนประเด็นอย่างร้ายแรง เนื่องจากปัจจุบัน โลกของเรากำลังแสวงหาทางออกที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงเพื่อนำมาใช้ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปกป้องภูมิอากาศของโลก การยุติการใช้ถ่านหิน พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการผลิตพลังงานหมุนเวียนเท่านั้นที่จะเป็นคำตอบที่จะช่วยป้องกันความเสียหายร้ายแรงที่เกิดกับภูมิอากาศโลก

————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ภัยอันตรายที่ใหญ่หลวงที่สุดต่อสภาพภูมิอากาศโลก

ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานที่ก่อให้เกิดมลภาวะมากที่สุด ทั้งยังเป็นแหล่งสำคัญที่ก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) อีกด้วย โดยในแต่ละปีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 11,000 ล้านตันทั่วโลก มีที่มาจากการผลิตไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหิน ในปี 2548 การผลิตไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหินมีส่วนก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลประมาณร้อยละ 41 และหากยังมีการเดินหน้าก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ๆ ขึ้นต่อไป ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหินจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 ภายในปี 2573

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อมและเป็นความท้าทายด้านมนุษยธรรมและทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดที่โลกเราเผชิญมา ผู้คนนับล้านทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศแล้ว ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากผลกระทบดังกล่าวถึง 150,000 คน ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรวมไปถึงภัยแล้งที่กระจายตัวอย่างกว้างขวาง อุทกภัย และการอพยพย้ายถิ่นของประชากรจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เราจำต้องทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นไม่มากไปกว่า 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับระดับอุณหภูมิสมัยก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม)เท่าที่จะทำได้ เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Intergovernmental Panel on Climate Change:IPCC) จึงได้ระบุในรายงานการประเมินฉบับที่ 4 ว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศจะเพิ่มขึ้นสูงสุดภายในปี 2558 และจะต้องลดลงหลังจากนั้น

ทั้งนี้วิธีการรับมือกับการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินมีความสำคัญต่อการตั้งเป้าหมายดังกล่าวมาก เจมส์ แฮนเซ็น(James Hansen) นักวิทยาศาสตร์ระดับสูงแห่งองค์การนาซ่าได้ระบุว่า การดำเนินการอย่างหนึ่งที่สำคัญที่สุดและจำเป็นเพื่อรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก คือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหิน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเห็นพ้องกับความคิดเห็นดังกล่าว

———-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

โลกร้อนไม่ได้มีสาเหตุจากธรรมชาติหรอกหรือ?

การเปลี่ยนแปลงอย่างมากของสภาพภูมิอากาศที่เราเห็นในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ไม่อาจพิสูจน์ด้วยตัวมันเองว่ามนุษย์มีส่วนเกี่ยวข้อง กลุ่มผู้สงสัยได้ใช้เรื่องนี้เพื่อจุดประเด็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโลกร้อนขึ้น บรรยากาศของโลกได้ประสบกับการขึ้นลงของอุณหภูมินับครั้งไม่ถ้วนในช่วง 4,500 ล้านปีที่ผ่านมา การแกว่งขึ้นลงของอุณหภูมิอาจเป็นผลมาจากอะไรก็ได้ ตั้งแต่การระเบิดของภูเขาไฟ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของรังสีดวงอาทิตย์ และการเปลี่ยนแปลงวงโคจรของโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอดีตนี่เองเป็นคำถามที่หลายๆ คนตั้งข้อสงสัยว่า ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีสาเหตุมาจากธรรมชาติ หรือเกิดจากสาเหตุอื่นกันแน่

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีงานวิจัยที่ตอบประเด็นปัญหาต่างๆ เหล่านี้มากขึ้น ส่วนใหญ่ผ่านการดำเนินการของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า “หลักฐานที่สมดุลบ่งชี้ว่า มนุษย์มีอิทธิพลชัดเจนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” รายงานการประเมินผลฉบับที่ 3 ในปี 2001 ชี้ชัดมากขึ้นว่า “มีหลักฐานใหม่ที่หนักแน่นมากขึ้นแสดงว่า ภาวะโลกร้อนที่สังเกตได้ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมานั้นเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์” ในรายงานการประเมินผลครั้งที่ 4 ในปี 2007 ระบุว่า“ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากกิจกรรมของมนุษย์นับตั้งแต่ทศวรรษ 1750 และเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าระดับที่เป็นอยู่ในช่วงยุคก่อนอุตสาหกรรม ซึ่งนี่เป็นข้อมูลที่ได้มาจากแกนน้ำแข็งซึ่งระบุได้ย้อนไปหลายพันปี

เพื่อสนับสนุนข้ออ้างเหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการหาผลสรุปจากงานที่สำคัญ 2 ประเภท คือ การตรวจวัด (detection) และการเชื่อมโยงเหตุผล (attribution) การวิจัยเพื่อตรวจวัดเป็นวิธีการในการพิจารณาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศที่ผิดปกติเกิดขึ้น ส่วนการเชื่อมโยงหาเหตุผลนั้นพยายามที่จะหาความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีส่วนเกี่ยวข้อง

แนวทางหนึ่งในการหาความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและก๊าซเรือนกระจก คือ การหาลายเซ็นของการเปลี่ยนแปลง และเปรียบเทียบลายเซ็นนั้นกับสิ่งที่เราคาดว่าจะได้จากสาเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับก๊าซเรือนกระจก ตัวอย่างเช่น ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุณหภูมิอากาศพื้นผิวโลกร้อนขึ้นอย่างมากในขั้วโลกและในเวลากลางคืน แบบแผนนี้สอดคล้องกับการคาดการณ์ของแบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่มีการรวมเอาการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกเข้าไปด้วย อย่างไรก็ตาม แบบแผนนี้มีผู้เห็นสอดคล้องไม่มากนักกับความคิดที่ว่า ภาวะโลกร้อนอาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของอุณหภูมิผิวโลก

การที่แบบจำลองคอมพิวเตอร์มีความซับซ้อนมากขึ้น มีการนำเอาองค์ประกอบของสภาพภูมิอากาศผนวกเพิ่มเติมเข้าไป ทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจมากขึ้นถึงแนวทางของกระบวนการที่มีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา การศึกษาซึ่งดำเนินการโดยศูนย์วิจัยด้านบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ ได้ทำการตรวจสอบปัจจัยต่างๆ 5 ประการที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน คือ การระเบิดของภูเขาไฟ มลพิษจากละอองของหมอกควัน (aerosol pollution) กิจกรรมของดวงอาทิตย์ ก๊าซเรือนกระจก และการร่อยหรอของชั้นโอโซน ซึ่งแต่ละปัจจัยมีอิทธิพลที่ชัดเจน การระเบิดของภูเขาไฟพินาตูโบ (Pinatubo) ในปี 1991 ทำให้สภาพภูมิอากาศของโลกเย็นลงเป็นเวลาหลายปี มลพิษจากซัลเฟตที่สูงสุดในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองและการเกิดขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมอาจมีส่วนทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกลดลงในช่วงกลางศตวรรษ

ผลลัพธ์ของรังสีดวงอาทิตย์ที่เปลี่ยนแปลงขึ้น-ลงเล็กน้อยอาจส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นในช่วงต้นศตวรรษ และลดลงในช่วงกลางศตวรรษ อย่างไรก็ตาม ดวงอาทิตย์ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับหลักฐานของการที่โลกร้อนขึ้นนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 บนฐานที่ว่า แบบจำลองคอมพิวเตอร์ไม่สามารถหาแนวโน้มของการเกิดภาวะโลกร้อน หากไม่รวมเอาปัจจัยจากก๊าซเรือนกระจกเข้าไปด้วย

 

การเมืองเรื่องโลกร้อน (6) : นักวิทยาศาสตร์กับผลประโยชน์ทางธุรกิจ

จนถึงกลางทศวรรษ 1990 สื่อมวลชนก็ยังไม่ค่อยสนใจเรื่องภาวะโลกร้อน จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell University) จำนวนบทความเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ (The New York Times) เดอะ วอชิงตัน โพสต์ (The Washington Post) ลดลงจาก 70 บทความในปี 1989 เหลือเป็น 20 บทความในปี 1994 แม้กระทั่งการเปิดตัวรายงานการประเมินของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(IPCC) ในปี 1995 มีสื่อมวลชนให้ความสนใจทำข่าวน้อยมาก

ไม่เพียงแต่กลุ่มเจราจาหว่านล้อมและหน่วยงานระดับมันสมองที่มีบทบาทในการโต้แย้งเรื่องภาวะโลกร้อน รัฐบาลหลายประเทศพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะยุติหรือชะลองานวิจัยและข้อคิดเห็นของนักวิทยาศาสตร์ของตนที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณชน ในเดือนมิถุนายน 2005 เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ (The New York Times) รายงานว่า ผู้ได้รับการแต่งตั้งทางการเมืองของประธานาธิบดีจอร์จ บุช (George W. Bush) ได้ทบทวนรายงานด้านสภาพภูมิอากาศหลายฉบับอย่างเข้มงวด รวมถึงรายงานประจำปีเรื่อง ‘ภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงไปของเรา (Our Changing Climate)’ ตัวอย่างเช่นในคำประกาศที่ระบุว่า “โลกกำลังอยู่ภายใต้ช่วงของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (The Earth is undergoing a period of rapid change)” มีการเปลี่ยนคำว่า “is” ไปเป็นคำว่า “may be” หลังจากนั้นเขาได้ลาออกจากทำเนียบขาวและทำงานให้กับบริษัทเอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil) นายริค พิลท์ (Rick Piltz) บรรณาธิการของรายงานประจำปี ผู้ทำงานมายาวนานก็ได้ลาออกจากโครงการวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯ ในปี 2005

เช่นเดียวกับนักวิจัยหลายคนที่องค์การนาซา (NASA) และองค์การว่าด้วยมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ(NOAA) พวกเขาอ้างว่าถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงขึ้นไปในกรณีการให้ข่าวกับสื่อมวลชนถึงการค้นพบล่าสุดในประเด็นที่มีความขัดแย้งอย่างสูง เช่น ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อพายุเฮอร์ริเคน เป็นต้น เจมส์ ฮันเสน (James Hansen) แห่งองค์การนาซา บอกกับ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ (The New York Times) และบีบีซี (BBC) ในปี 2006 ว่าเขาได้รับคำเตือนถึงผลที่จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง หากเขาไม่ยอมปฏิเสธคำขอสัมภาษณ์ของสื่อมวลชนกับสำนักงานใหญ่ของนาซา คำเตือนนั้นมาจากผู้แต่งตั้งทางการเมืองอายุ 24 ปี ผู้ซึ่งในที่สุดต้องลาออกไปหลังจากพบว่ามีข้อมูลเท็จในประวัติการทำงานของเขาที่ว่าเขาจบปริญญาด้านสื่อสารมวลชน  หลังจากเกิดเรื่องขึ้น ทั้งองค์การนาซา (NASA) และโนอา (NOAA) ต่างยืนยันถึงพันธะที่มีต่อประชาชนอย่างเปิดเผยและตรวจสอบได้

โดยธรรมเนียมแล้ว หน่วยงานของรัฐในสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้นักวิทยาศาสตร์ของตนมีสิทธิ์พูดได้ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ในกรณีที่เป็นทางการ พวกเขาได้รับอนุญาตให้อภิปรายงานวิจัยกับสื่อมวลชนได้ แต่ห้ามเสนอความคิดเห็นที่มีต่อนโยบายของรัฐบาลกลาง ในปี 2004 กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ได้รับรางวัลโนเบลออกแถลงการณ์ระบุว่า “วิทยาศาสตร์กำลังถูกละเลยโดยนักการเมืองของสหรัฐ…ระบบของโลกนั้นเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายต่างศึกษาเพื่อทำความเข้าใจ ประชาชนสมควรได้รับการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลบนพื้นฐานของคำแนะนำทางวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น มิใช่เพราะการเมืองบอกว่าอยากให้เกิดอะไรขึ้น”

อีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก รายงานเชิงสืบสวนของสำนักข่าวเอบีซี (The Australian Broadcasting Corporation :ABC) ของออสเตรเลียในปี 2006 ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์อย่างน้อย 3 คนซึ่งทำงานที่องค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมในเครือจักรภพแห่งออสเตรเลีย (Australia’s Commonwealth Scientific and Industrial Organisation:CSIRO) ถูกห้ามออกอากาศในการแสดงความเห็นของพวกเขาต่อนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่งที่ CSIRO กล่าวว่า ความเห็นของเขาต่อนโยบายเช่น การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล จะส่งผลต่อประเด็นการอพยพของประชากรจากหมู่เกาะแปซิฟิกใต้มายังออสเตรเลีย แต่สิ่งที่เป็นความเสียหายใหญ่คือ การที่ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของ CSIRO นั้นเคยทำหน้าที่เป็นโฆษกของอุตสาหกรรมบุหรี่ของออสเตรเลีย

ในสหราชอาณาจักรก็เช่นกัน ถึงแม้ประเทศจะเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกพิธีสารเกียวโต ก็มีกรณีที่คล้ายคลึงกัน เซอร์ เดวิด คิง (Sir David King) หัวหน้าที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลได้แถลงในเดือนมกราคม 2004 ว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่รุนแรงที่สุดที่เราเผชิญในปัจจุบัน รุนแรงมากกว่าการคุกคามของการก่อการร้าย” หลังจากนั้นอีก 2-3 สัปดาห์ต่อมา นักข่าวอเมริกันคนหนึ่งค้นพบแผ่นดิสก์ถูกทิ้งไว้ในห้องแถลงข่าวในที่ประชุมวิทยาศาสตร์เมืองซีแอตเติล (Seattle) สหรัฐอเมริกา ซึ่งเซอร์ เดวิด คิง เข้าร่วมงาน ในแผ่นดิสก์เป็นบันทึกของอีวาน โรเจอร์ส (Ivan Rogers) หัวหน้าเลขานุการส่วนตัวของโทนี่ แบลร์ (Tony Blair) ซึ่งขอร้องให้เซอร์ เดวิดหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน การค้นพบนี้นำไปสู่การเขียนบทความลงในวารสารไซเอนซ์ (Science) ตามมาด้วยพาดหัวข่าวลง ดิ อินดีเพนเดนท์ (The Independent) ในลอนดอน

»»อ่านเพิ่มเติม
การเมืองเรื่องโลกร้อน (1) : จุดเริ่ม
การเมืองเรื่องโลกร้อน (2) : จุดเปลี่ยน
การเมืองเรื่องโลกร้อน (3) : โศกนาฏกรรมของส่วนรวม
การเมืองเรื่องโลกร้อน(4) : กลุ่มผู้มีความสงสัย
การเมืองเรื่องโลกร้อน(5) : ชั้นเชิงผู้มีความสงสัย

การเมืองเรื่องโลกร้อน(2) : จุดเปลี่ยน

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ คือ การค้นพบรูโหว่ในชั้นโอโซนเหนือทวีปแอนตาร์กติกา (Antarctica) ในปี1985 ซึ่งถึงแม้จะนำไปสู่ความเข้าใจที่สับสนระหว่างชั้นโอโซนที่บางลงและภาวะโลกร้อนมาจนถึงปัจจุบัน แต่นั่นเป็นสัญญานบอกว่า ชั้นบรรยากาศของโลกนั้นเปราะบางและอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ วิบัติภัยแล้งในช่วงฤดูร้อนของปี 1988 ในสหรัฐอเมริกา เกิดไฟป่ารุนแรงในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน (Yellowstone National Park) หลายส่วนของแม่น้ำมิสซิสซิบปี (Mississippi) แห้งเหือด ขณะที่ในกรุงวอชิงตันดีซี (Washington D.C.) ร้อนเป็นประวัติการณ์ ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์อเมริกันชั้นนำเริ่มออกมาเตือนภัยจากโลกร้อน ความสนใจของสื่อมวลชนเพิ่มมากขึ้น นิตยสารไทม์ (Time) ยกให้ ‘โลกที่ถูกคุกคาม (Endangered Earth)’ เป็นโลกแห่งปี (Planet of the Year) แทนบุคคลแห่งปี แม้กระทั่งนักการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมในช่วงนั้นอย่างจอร์จ บุช ผู้พ่อ (Gorge Bush) ผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และมาร์กาเรต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher) นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรก็ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ เหตุการณ์ธรรมชาติวิบัติปี 1988 ยังทำให้นักวิชาการอย่างเจอเรมี เล็กเกต (Jeremy Leggett) ซึ่งสอนอยู่ที่สำนักบัณฑิตยสภาด้านเหมืองแร่แห่งสหราชอาณาจักรได้ลาออกมาทำงานเป็นที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ในงานรณรงค์ด้านภาวะโลกร้อนของกลุ่มกรีนพีซ (Greenpeace) เจอเรมีมีผลงานหนังสือหลายเล่มรวมถึง ‘สงครามคาร์บอน (Carbon War)’ และ ‘ครึ่งหนึ่งหายไปแล้ว (Half Gone)’ ซึ่งว่าด้วยการเจรจาเรื่องโลกร้อนของกลุ่มประเทศต่างๆ วิกฤตน้ำมัน ผลกระทบจากโลกร้อนและทางออก

การจัดตั้งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ในปี 1989 เพื่อเป็นเวทีของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกในการประเมินและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบ การปรับตัวและความอ่อนไหว และการลดผลกระทบของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้กำหนดนโยบายของประเทศต่างๆ  รายงานฉบับแรกของ IPCC ในปี 1990 เป็นพื้นฐานของการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหานี้ให้กับสาธารณชน

»»อ่านเพิ่มเติม

การเมืองเรื่องโลกร้อน(1) : จุดเริ่ม