การพยากรณ์ย้อนหลังเพื่อยุโรปที่ยั่งยืน

สถาบันวัปเปอร์ทัลในเยอรมนีมอบหมายให้ Friend of the Earth(FoE) ในยุโรปศึกษาขนาดของผลกระทบที่เกิดจากการบริโภคของชาวยุโรปที่มีต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศของตน รวมถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมต่อประเทศกำลังพัฒนา

จากการทำรอยพิมพ์ทางนิเวศ  FoE หาขนาดของการบริโภคต่อหัวของคนในยุโรปแล้วนำไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานสำหรับการบริโภคทั่วโลกอย่างเท่าเทียม  จากผลการศึกษา มีการกำหนดให้ลดระดับของการบริโภคภายในปี พ.ศ.2553 และปี พ.ศ.2583  มีการเสนอแนะแนวทางเพื่อไปสู่การลดการบริโภคลง  วิธีพยากรณ์ย้อนหลังช่วยเสริมให้เกิดการอภิปรายว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร  และควรลงมือเร็วเพียงใด  การวิจัยนี้ทำขึ้นเพื่อริเริ่มการแสดงความคิดเห็นทั้งในระดับชาติและทั่วทวีปยุโรป และเพื่อเชื่อมโยงปัญหาเรื่องการบริโภคเข้ากับการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม

ต่อไปนี้คือบทคัดย่อว่าด้วยข้อเสนอแนะเรื่องการลดการบริโภคทรัพยากร จากรายงาน ยุโรปที่ยั่งยืน ของกลุ่ม Friend of  The Earth

พลังงาน ภายในปี พ.ศ.2548 ควรลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงร้อยละ 20-30 ของปริมาณก๊าซที่ปล่อยออกมาในปี พ.ศ.2530  และลดลงเป็นร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ.2563  และลดให้ได้ถึงร้อยละ 80 ภายในปี พ.ศ.2593

ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้โดยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน  ใช้แหล่งพลังงานทดแทนใหม่ได้ให้มากขึ้น  เปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงที่มีคาร์บอนต่ำลง  และควบคุมความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นของภาคบริการที่ใช้พลังงานมหาศาล

วัตถุดิบที่ทดแทนใหม่ไม่ได้ ในปัจจุบัน ประชากรโลกร้อยละ 20 บริโภคทรัพยากรมากถึงร้อยละ 80  เมื่อคำนวณการใช้ทรัพยากรโดยยึดหลักความเท่าเทียมกันพบว่า ยุโรปต้องลดปริมาณการใช้ทรัพยากรลงในสัดส่วนที่สูงกว่าทวีปอื่น วัสดุที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายว่าควรลดการใช้ลงภายในปี พ.ศ. 2583  ได้แก่ ซีเมนต์ ควรลดลงร้อยละ 85  เหล็กลดลงร้อยละ 87  ลดการใช้อลูมิเนียมร้อยละ 90  และคลอรีนลดลงร้อยละ 100

ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้โดย 1.ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ซ่อมแซมได้ มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น  ใช้ซ้ำได้ และรีไซเคิลได้ทั้งหมด  2.เพิ่มการนำวัสดุมาใช้ซ้ำ  3.ใช้วัสดุปลอดสารพิษแทนวัสดุที่มีสารประกอบคลอรีน และ 4.เช่าหรือใช้ผลิตภัณฑ์ร่วมกันให้มากขึ้น

การใช้ที่ดิน การนำเข้าผลิตภัณฑ์การเกษตรจากประเทศกำลังพัฒนาของยุโรปเป็นการจำกัดพื้นที่ทำกินเพื่อเลี้ยงปากท้องประชากรในประเทศกำลังพัฒนาเหล่านั้น  การลดการใช้ที่ดินของยุโรปต้องรวมถึงการลดการใช้ที่ดินในประเทศที่ส่งออกผลิตผลการเกษตรให้กับยุโรปด้วย  ยุโรปควรพึ่งตนเองในการผลิตอาหารให้ได้มากกว่านี้

การลดปริมาณการบริโภคนั้นเป็นสิ่งจำเป็น การใช้ดินเพื่อปลูกธัญพืชต้องลดลงถึงร้อยละ 58  พื้นที่เลี้ยงสัตว์ต้องลดลงร้อยละ 47 การนำเข้าผลผลิตทางเกษตรกรรมต้องลดลงถึงร้อยละ 100  พื้นที่ป่าที่ไม่ได้รับการคุ้มครองต้องลดลงร้อยละ 16  และพื้นที่เมืองควรลดลงร้อยละ 3

ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้โดย วิธีการทำฟาร์มเชิงนิเวศ หยุดนำเข้าหญ้าแห้งสำหรับเลี้ยงสัตว์ภายในปี พ.ศ.2553 และใช้พืชที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้มากขึ้น

ไม้ ควรลดการใช้ไม้ลงร้อยละ 15 ของปริมาณที่ใช้ในปัจจุบันภายในปี 2553

ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้โดย การบำรุงป่าให้มีการใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย การทำไม้แบบเลือกตัดและเปิดโอกาสให้มีการทดแทนตามธรรมชาติ   การทำป่าไม้ที่ยั่งยืนเกี่ยวข้องกับการเลิกใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และไม้ต่างถิ่นที่โตเร็ว การกระทำเช่นนี้ไม่ได้ลดการผลิตไม้โดยรวมแต่เป็นการเปลี่ยนวิธีการใช้ไม้เช่น ใช้ไม้ในการผลิตพลังงานและกระดาษให้น้อยลง ดังนั้นเราจึงต้องใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น และหันมาใช้เส้นใยทางเลือกในการผลิตกระดาษให้มากขึ้น

น้ำ การนำน้ำมาใช้อย่างยั่งยืนขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่เกิดขึ้นทดแทนตามธรรมชาติ ซึ่งอัตราการทดแทนต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค  ปริมาณการใช้น้ำที่ควรลดลงของประเทศในยุโรปไม่สามารถคำนวณออกมาเป็นตัวเลขได้  แต่ก็สามารถวางแผนการใช้น้ำได้ เช่น ความเป็นไปได้ในการลดการใช้น้ำที่สะอาดดื่มได้ร้อยละ 50 ในหน่วยงานสาธารณะ เช่น โรงเรียน  สระว่ายน้ำ และสถานอำนวยความสะดวกอื่นๆ  ความเป็นไปได้ที่จะลดการใช้น้ำลงร้อยละ 40 ในภาคอุตสาหกรรม

ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้โดย ใช้น้ำที่ดื่มไม่ได้ทุกครั้งที่เป็นไปได้ (เช่น น้ำใช้ในห้องน้ำ น้ำที่ใช้ล้างรถ  เป็นต้น)  ควรนำน้ำผิวดินควรมาใช้โดยตรง เช่น เพื่อการชลประทานในอุทยานโดยตรง  ควรนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ในอาคารต่างๆ   ควรแยกติดตั้งท่อน้ำดื่มน้ำกับท่อน้ำที่ดื่มไม่ได้ในเขตที่เมืองที่ประชากรหนาแน่นเพื่อกักเก็บน้ำฝนซึ่งเป็นสิ่งที่เคยปฏิบัติมาก่อนเมื่อ 40 ปีที่แล้ว

ผลิตภัณฑ์กระดาษที่ควรหลีกเลี่ยง

กระดาษกรองเครื่องต้มกาแฟ

เครื่องต้มกาแฟของคุณควรใช้กรวยกรองทองเหลืองหรือใช้กรวยกรองชนิดที่ไม่ต้องทิ้งแทนที่จะใช้กระดาษกรอง  ถุงกรองที่ทำด้วยผ้าฝ้ายที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ก็มีเช่นกัน  ทางเลือกอีกประการหนึ่งคือ ใช้เครื่องทำกาแฟแบบ Plunger

กระดาษม้วนใช้ในครัว

ไม่ควรใช้กระดาษม้วนในครัวแม้ว่าจะผลิตด้วยเยื่อกระดาษไม่ฟอกขาว  ควรเลือกใช้ผ้าแทน

ถ้วยและจานกระดาษ

ผลิตภัณฑ์กระดาษเหล่านี้เคลือบด้วยไขหรือพลาสติกเพื่อป้องกันการซึมน้ำและไม่อาจย่อยสลายได้ด้วยชีววิธี  ทั้งยังสร้างปัญหาขยะเช่นเดียวกับถ้วยและจานโฟมชนิดปลอดซีเอฟซี (Chlorofluorocarbon – CFC)   ทางแก้ปัญหาคือใช้ภาชนะกระเบื้อง โลหะเคลือบ สังกะสี หรือภาชนะพลาสติกชนิดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้

กระดาษรองจาน

อย่าใช้กระดาษรองจาน และต่อว่าร้านอาหารเมื่อเห็นมันบนโต๊ะอาหาร  ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้เป็นขยะที่ไม่จำเป็นและไม่อาจนำไปรีไซเคิลได้

ถุงกระดาษแก้ว

ผลิตภัณฑ์จำพวกนี้ผลิตขึ้นจากเส้นใยเซลลูโลส  แต่ไม่มีกระบวนผลิตเซลลูโลสบริสุทธิ์ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตกระดาษแก้วใดๆ ในปัจจุบันที่ไม่ต้องใช้คลอรีนจำนวนมหาศาล   ถุงกระดาษแก้วฉีกขาดง่ายและนำมาใช้ใหม่ได้ไม่กี่ครั้ง

ซองจดหมาย/เอกสาร

ไม่ใช้ซองจดหมายแบบเจาะช่องหน้าต่างติดพลาสติก  นอกจากคุณมั่นใจว่าช่องหน้าต่างใสนั้นผลิตจากแป้งข้าวโพดหรือวัสดุธรรมชาติอื่นๆ ที่ย่อยสลายได้ด้วยชีววิธี และไม่ใช้ซองจดหมายที่มีส่วนประกอบของกาวสังเคราะห์  เช่น ซองจดหมายแบบมีกาวในตัว  พลาสติกและกาวสงเคราะห์รบกวนกระบวนการรีไซเคิล

กางเกงในและถุงน่องชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

เป็นผลิตภัณฑ์กระดาษที่ใช้แล้วทิ้งชนิดที่แย่มาก  อย่าซื้อเด็ดขาด!

กระดาษรองโถห้องน้ำ

ผลิตภัณฑ์ไร้สาระที่ไม่จำเป็นอีกชนิดหนึ่งของสังคมที่ถูกครอบงำด้วยสุขอนามัยเกินขนาด

กระดาษชำระ

ผ้าเช็ดหน้าเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

กระดาษห่อของขวัญ

กระดาษที่มีสีสันแพรวพราวมากเท่าใดก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากเท่านั้น  ซื้อกระดาษห่อของขวัญที่เรียบง่าย ไม่ฟอกขาว และไม่เคลือบสารพิเศษ  และนำกระดาษของขวัญมาใช้ใหม่มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  หรือหลีกเลี่ยงการใช้กระดาษห่อของขวัญไปเลย

การรีไซเคิลกระดาษ

สิ่งที่ดีที่สุดในสำนักงานคือ ควรแยกกระดาษถ่ายเอกสารและกระดาษติดต่อภายในสำนักงานออกจากกระดาษชนิดอื่นๆ เพราะสามารถนำไปใช้ผลิตกระดาษรีไซเคิลคุณภาพสูงได้ เช่น กระดาษถ่ายเอกสาร  การทิ้งกระดาษชนิดอื่น ปะปนกับกระดาษาถ่ายเอกสารและกระดาษติดต่อภายในสำนักงานจะเป็นอุปสรรคต่อการรีไซเคิลกระดาษอย่างยิ่ง

ควรแยกเก็บกระดาษแข็งและกระดาษพิมพ์ไว้ต่างหาก เพราะนำไปรีไซเคิลได้ง่ายกว่า

ถ้าคุณมีข้อสงสัยว่ากระดาษที่คุณส่งไปรีไซเคิลเคลือบด้วยไขหรือพลาสติกหรือไม่  อย่าเก็บรวมกับกล่องกระดาษหมุนเวียน และหลีกเลี่ยงการซื้อในครั้งต่อไป และควรเก็บกระดาษหนังสือพิมพ์แยกจากกระดาษชนิดอื่นๆ ด้วย

ประหยัดกระดาษในสำนักงาน

วิธีประหยัดกระดาษทำได้หลายทาง ตัวอย่างเช่น ใช้กระดาษทั้งสองหน้าบันทึกแทนการใช้กระดาษเพียงด้านเดียว  พยายามถ่ายเอกสารแบบสองหน้า และอย่าถ่ายเอกสารเกินกว่าความจำเป็นใช้จดหมายเวียนเพื่อแจ้งบันทึกที่ไม่เร่งด่วน หรือติดประกาศที่ป้ายประกาศแทนการถ่ายเอกสารให้ทุกคนที่เกี่ยวข้อง

เป็นความคิดที่ดีที่จะซื้อถาดเฉพาะไว้ใส่กระดาษที่ใช้ด้านหนึ่งแล้วจากเครื่องพิมพ์และเครื่องถ่ายเอกสาร (ปกติแล้วกระดาษดังกล่าวจะถูกทิ้ง)  กระดาษอีกด้านหนึ่งอาจใช้ถ่ายเอกสารหรือบันทึกภายใน

…และที่บ้าน

หลีกเลี่ยงการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ใช้บรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น  และหลีกเลี่ยงการซื้อเครื่องดื่มบรรจุกล่อง  จำไว้ว่าครึ่งหนึ่งของกระดาษทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาใช้เพื่อการบรรจุหีบห่อและตกแต่งผลิตภัณฑ์

ความคิดที่เข้าทีประการหนึ่งคือ ตรวจสอบสิ่งของที่จะทิ้ง โดยการแยกกระดาษทั้งหมดออกจากถังขยะในครัวเรือนหรือสำนักงานเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งเดือนแล้วเก็บรวมรวมต่างหาก (เช่นเดียวกับแก้ว กระป๋อง และพลาสติก) หลังจากหนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งเดือนผ่านไป คุณจะมีจิตสำนึกมากขึ้นเกี่ยวกับขยะที่คุณสร้างขึ้น  ประเมินปริมาณขยะที่คุณทำให้เกิดได้  และคุณจะหลีกเลี่ยงการสร้างขยะได้โดยเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการบริโภค


สารเติมแต่ง(Additives) การพึ่งพาสารพิษของพีวีซี

นอกจากประกอบด้วยคลอรีนแล้ว พีวีซีต่างจากพลาสติกชนิดอื่นตรงที่จะใช้งานไม่ได้เลยหากไม่มีการเติมสารเคมีบางอย่างเข้าไปในกระบวนการผลิต เรียกว่าสารเติมแต่ง เพราะตัวมันเองไม่คงตัว โดยธรรมชาติแล้วพีวีซีจะแข็งและเปราะ จึงต้องพึ่งสารเติมแต่ง เพื่อให้มันมีคุณสมบัติที่จะใช้งานได้เช่น นุ่ม ยืดหยุ่น มีสี ทนไฟ กันราและแบคทีเรีย บางครั้งก็มีการเติมสารต้านไฟฟ้าสถิต สารเพิ่มความสว่าง สารลดผลกระทบ หรือสารต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (antioxidants)

ในบรรดาสารเติมแต่งหลายพันชนิด มีประมาณ 150 ชนิดที่สำคัญและมีการใช้งานมาก

สารเติมแต่ง เหล่านี้ใส่ไปเพื่อเป้าหมายด้านการใช้งานและการตลาดเป็นสำคัญ ทำให้พีวีซีที่เคยเป็นของแถมจากของเหลือจากกระบวนการผลิตมาเป็นวัสดุที่ใช้ผลิตสินค้ามากกว่า 60 เปอร์เซ็นในท้องตลาด

ในทางปฏิบัติ มีโอกาสสูงที่สารเติมแต่ง เหล่านี้จะหลุดออกไปปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมทั่วโลก อาจเกิดจากการชะล้าง การระเหยออกสู่อากาศ ผ่านการถูกจุลชีพกิน(พีวีซีบางชนิดมีการเติมสารอินทรีย์ Biostabiliser) หรือถูกขนย้ายออกไปโดยตรง

ในยุโรปตะวันตกมีการใช้สาร Plasticisers มากถึง 1 ล้านตันในแต่ละปี ซึ่งราวร้อยละ 77 ใช้ผลิตพีวีซี และสาร Plasticisers ที่สำคัญคือ De-2-ethylhexylphthalate (DEHP) เรียกย่อ ๆ ว่า “พทาเลท”

ในปี 2530 มีการผลิต “พทาเลท” ราว 3-4 ล้านตันทั่วโลก ส่วนใหญ่ถูกนำไปผลิตพีวีซี ส่งผลให้พบการปนเปื้อนทั่วไปหมด ไม่ว่าจะในปลาจากทะเลแอตแลนติก ไข่นก สัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนม หรือต้นข้าวโพด นักวิจัยในสหรัฐตั้งข้อสงสัยว่า”พทาเลท”เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์อีกด้วย สารนี้ถูกปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมตลอดช่วงอายุขัยของมัน เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตซึ่งพบว่าสัดส่วนการปนเปื้อนราวร้อยละ 1 ซึ่งส่วนใหญ่ผ่านทางน้ำเสียที่ปล่อยออกมา อีกร้อยละ 0.05 ออกมาระหว่างการขนส่ง ร้อยละ 1 ออกมาช่วงการผสมทำพลาสติก และอีกจำนวนหนึ่งออกมาระหว่างการใช้และกำจัดพลาสติกที่ใช้”พทาเลท” เป็นสารเติมแต่ง

“พทาเลท”จากพลาสติกหุ้มอาหารยังสามารถซึมเข้าไปในอาหารได้โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นม ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากประกาศไม่ใช้พลาสติกพีวีซีห่อหุ้มอาหาร ในออสเตรียห้ามใช้พลาสติกที่มี “พทาเลท”ผสมบรรจุอาหาร สวิสเซอร์แลนด์ห้ามใช้ ”พทาเลท” ทำตุ๊กตาสำหรับเด็กอายุน้อยกว่าสามขวบตั้งแต่ปี 2529 และในเยอรมัน”ไม่แนะนะ”ให้ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ทันตกรรม ในเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีการตื่นตัวค่อนข้างสูงในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ประกาศให้”พทาเลท”เป็นสารอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนในสหรัฐประกาศให้เป็นสารมลพิษลำดับต้นๆ

เนื่องจาก”พทาเลท”มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ไม่ดีทำให้มันถูกขับออกมากับน้ำเสียสะสมในกากของเสียในระบบบำบัดน้ำเสีย และปนเปื้อนในกากที่ปกติเหมาะแก่การนำไปทำปุ๋ยหรือปรับดิน แต่สารนี้จะละลายได้ดีในไขมัน ดังนั้นหากนำพลาสติกชนิดนี้ไปทำถุงบรรจุเลือดก็จะทำให้”พทาเลท”ละลายออกมาในเลือดและส่งต่อให้คนไข้ที่รับเลือดนั้นไป การละลายเช่นนี้ก็เกิดขึ้นได้หากนำพลาสติกชนิดนี้ไปบรรจุอาหารที่มีไขมัน

นอกจาก ”พทาเลท” สาร plasticisers อื่นๆ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสารพิษ รวมถึงสารทำโฟม (Foaming Agents) ซึ่งใช้เพื่อลดต้นทุนและช่วยในการปรับรูปร่างผลิตภัณฑ์ เช่นทำแผงหน้าปัดรถยนต์ และอุตสาหกรรมหุ้มเบาะ ราวร้อยละ 85 ของสารทำโฟมถูกใช้ผลิตพลาสติกพีวีซีในปัจจุบัน

สารเพิ่มความคงตัว (Stabilisers) เป็นสารเติมแต่ง อีกประเภทที่มีการใช้มาก เนื่องจากพีวีซีเป็นสารที่ไม่คงตัวโดยธรรมชาติจึงต้องเติม Stabilisers เข้าไป ซึ่งพลาสติกชนิดอื่นไม่มีปัญหาเรื่องนี้ ที่แย่คือสาร Stabilisers ส่วนใหญ่ล้วนเป็นโลหะหนัก ที่มีการใช้มาก ๆ ก็มีตั้งแต่ตะกั่ว แคดเมียม ดีบุก แบเรียม จนถึงสังกะสี

สารโลหะหนักเหล่านี้ไม่เพียงสะสมในเนื้อเยื่อคนและส่งผลกระทบต่อร่างกายคน แต่ยังมีผลร้ายต่อระบบนิเวศน์อีกด้วย

ปัญหาหลัก ๆ ของพีวีซีจึงอยู่ที่การผสมโลหะหนักเข้าไป ไมว่าจะผสมเพื่อเพิ่มความคงตัว (Stabilisers) ยังมีการเติมสารประกอบโบรไมด์และฟอสฟอรัสเพื่อต้านทานเปลวไฟ ที่สำคัญสาร Plasticisers เป็นสารประกอบอินทรีย์คลอรีน

ปกติ พีวีซีที่อุณหภูมิห้องจะแข็งและเปราะ สาร Plasticisers จะเติมเข้าไปเพื่อสร้างคุณสมบัติพิเศษให้เหมาะแก่การใช้งานเช่นให้มีความนุ่ม ความยืดหยุ่น ดังนั้นจะมีการเติมสารนี้ในปริมาณที่เหมาะสมกับคุณสมบัติการใช้งานที่ต้องการ สำหรับพลาสติกพีวีซีที่มีการเติม Plasticisers น้อยกว่าร้อยละ 10-12 เรียกว่าเป็น Unplasticised PVC หรือ UPVC ขณะที่พีวีซีปกติจะผสมสาร Stabiliser ให้ผลิตภัณฑ์นุ่มมากถึงร้อยละ 60 โดยน้ำหนัก

สารพิษเหล่านี้ถูกส่งผ่านสู่สิ่งแวดล้อมผ่านตัวกลางพีวีซีเป็นปริมาณมากในปัจจุบัน กว่าครึ่งของพีวีซีมีส่วนผสมของตะกั่ว สำหรับพีวีซีบรรจุอาหารซึ่งต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีความโปร่งใส ต้องใช้สารอินทรีย์ของดีบุกเป็นสาร Stabilisers พีวีซีสำหรับการก่อสร้างต้องมีการเติมสารที่มีส่วนผสมของแบเรียมและแคดเมียม

โลหะหนักอย่างแคดเมียมสามารถหลุดออกมาสู่สิ่งแวดล้อมหากนำพลาสติกพีวีซีไปเผา หากโรงงานเผาขยะมีอุปกรณ์กรองสารพิษ ขี้เถ้าที่กรองได้ก็จะปนเปื้อนสารพิษซึ่งต้องนำไปบำบัดด้วยกระบวนการที่แพงมาก ในเยอรมนี ราวร้อยละ 50 ของแคดเมียมที่ผลิตได้นำไปใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติก

ในปี 2534 สภาผู้ชำนัญการด้านสิ่งแวดล้อมเยอรมนีเสนอว่า “..ควรต้องหาสารที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เพื่อทดแทนการใช้แคดเมียมในอุตสาหกรรมพีวีซีอย่างเร่งด่วนและทดแทนทั้งหมด แน่นอนว่าสารทดแทนก็ไม่ควรเป็นสารที่มีปัญหาพอ ๆ กันอย่าง ตะกั่ว สำหรับการใช้อุตสาหกรรมก่อสร้างซึ่งต้องใช้พลาสติกพีวีซีที่หาสารทดแทนได้ยาก ก็ไม่ควรจะใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกนี้”

ในปี 2530 เดนมาร์กได้ประกาศห้ามใช้แคดเมียมในอุตสาหกรรมพีวีซี และประชาคมยุโรปได้เสนอให้มีการลดการใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็เป็นเรื่องโชคไม่ดีที่สารทดแทนแคดเมียมมักเป็นตะกั่วซึ่งก็มีปัญหาพอกันไม่ว่าจะเป็นปัญหาการปนเปื้อนจากการเผาขยะหรือหลุมฝังกลบ

ด้านพลาสติกที่เติมสารเติมแต่งเพื่อต้านทานเปลวไฟ ซึ่งมีการใช้งานราวหนึ่งในสามของการใช้งานวัสดุต้านเปลวไฟปัจจุบัน พีวีซีโดยธรรมชาติมีคุณสมบัติต้านไฟเนื่องจากองค์ประกอบคลอรีนที่มีอยู่สูงในตัวเอง มันอาจสามารถดับไฟได้ด้วยตัวเอง แต่สารเติมแต่งอย่างสารเพิ่มความนุ่ม อาจทำให้พลาสติกต้องเพิ่มระดับคุณสมบัติความต้านทานไฟให้มากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นสารต้านไฟที่เติมเข้าไปปกติจะทำให้เกิดควันมาก ทำให้ต้องเติมสารลดควันเข้าไปอีก

สารอื่น ๆ อย่างชอล์กและควัน (สำหรับผลิตภัณฑ์แผ่นเสียงไวนิลแอลพี) จะถูกเติมเข้าไปเพื่อขยายขนาดวัสดุและลดต้นทุนค่าใช้จ่าย

สารทำลายสิ่งมีชีวิตหรือ Biocides จะถูกใช้สำหรับพลาสติกที่ใช้งานเฉพาะที่ต้องเกี่ยวข้องกับราและแบคทีเรีย อย่างเสาเคเบิล ใต้พรม หรือหลังผลิตภัณฑ์ปิดผนังห้อง ที่สำคัญการเติมสารเหล่านี้ก่อปัญหาเวลาที่พลาสติกหมดอายุการใช้งานและต้องนำไปบำบัด

การเติมสารเคมีสังเคราะห์ต่าง ๆ เข้าไปในพีวีซีเช่นนี้เป็นเหตุผลหลักทำให้การนำพลาสติกพีวีซีกลับมาใช้อีกเป็นไปได้ยากมากในทางปฏิบัติ

เรื่องของพีวีซี(PVC) : คู่หูอันตราย

เมื่อคลอรีนรวมตัวกับเอธิลีน จะเกิดเป็นสารอันตรายชื่อ เอธิลีนไดคลอไรด์ (Ethylene Dichloride หรือ EDC) ซึ่งมีความเป็นพิษสูงและสามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ง่าย

เอธิลีนไดคลอไรด์เป็นสารก่อมะเร็ง และมีผลต่อทารก สามารถทำลายตับ ไตและอวัยวะภายในอื่นๆ อีกทั้งทำให้เกิดเลือดตกภายในและเลือดอุดตัน เป็นสารติดไฟง่าย เมื่อระเหยเป็นก๊าซสามารถระเบิดให้สารไฮโดรเจนคลอไรด์และฟอสจีน (Hydrogen Chloride and Phosgene) ซึ่งทั้งคู่เป็นก๊าซที่มีความเป็นพิษสูง เป็นก๊าซชนิดเดียวกับที่ก่อให้เกิดอุบัติภัยเคมีรุนแรงที่เมืองโภปาลในอินเดียรวมถึงอุบัติภัยหลายครั้งที่มาบตาพุด ระยอง และเป็นสารตั้งต้นที่ใช้ผลิตไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ (Vinyl Chloride Monomer หรือ VCM)

ในกระบวนการผลิตพีวีซีมีการปล่อยกากและของเสียออกมา เช่นเดียวกับการผลิตสารประกอบอินทรีย์คลอรีนอื่น ๆ ในกรณีพีวีซี กากที่ออกมาเรียกว่า ทาร์ (Tars) ปกติจะถูกนำไปกำจัดในทะเล

อุตสาหกรรมพลาสติกภูมิใจกับคุณสมบัติที่ไม่ย่อยสลายของพีวีซี(PVC) !!!

พีวีซี(PVC) ได้รับการจดทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์สังเคราะห์ในปี 2473 ต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 1930 คลอรีนปริมาณมหาศาลถูกใช้ในกองทัพนาซี ภายใต้โครงการทำให้เยอรมันปลดแอกตัวเองจากการนำเข้าฝ้ายในภาวะสงครามโดยหันไปผลิตเส้นใยเรยอนเพื่อนำมาทำผ้าสังเคราะห์แทน ซึ่งต้องใช้โซดาไฟจำนวนมาก จึงต้องพึ่งอุตสาหกรรมคลออัลคาไล หลังจากการทดลองหลายปีเพื่อหาสารทำให้คงตัว (Stabilisers) สารหล่อลื่น และสารทำให้อ่อนตัว (Softeners) นักวิจัยก็พบว่าพีวีซีสามารถทำมาทำเส้นใยได้ นับเป็นโบนัสก้อนโตของการวิจัยที่สามารถเปลี่ยนคลอรีน ซึ่งเป็นของเหลือจากกระบวนการผลิตโซดาไฟให้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าทำกำไรได้

เพียงแค่ไม่กี่ปีจากนั้น นอกจากโพลีเอธิลีน(Polyethylene หรือ PE) พีวีซีได้กลายเป็นวัสดุสังเคราะห์ตัวสำคัญที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในเยอรมนี ทศวรรษ 1950 เป็นยุคเริ่มต้นของพลาสติกพีวีซี ทศวรรษต่อมา การผลิตพีวีซีเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จากนั้นก็เป็นยุคที่ผลิตภัณฑ์คลอรีนรวมทั้งพีซีบีและซีเอฟซีถูกห้ามใช้ รวมทั้งการลดลงของการใช้คลอรีนในน้ำยาฆ่าเชื้อ ทำให้คลอรีนที่ผลิตได้ต้องหาที่ใช้งานใหม่ พีวีซีกลายเป็นทางออกของการใช้คลอรีนดังกล่าว ท่ามกลางการลดลงของผลิตภัณฑ์คลอรีนอื่นๆ ปัจจุบัน ร้อยละ 30 ของคลอรีนที่ผลิตได้ทั่วโลกนำมาผลิตพีวีซี

ตลอดช่วงชีวิตของพีวีซีได้ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมมากมาย นับตั้งแต่การผลิตผงพีวีซีที่ต้องมีการขนส่งสารเคมีที่ระเบิดง่าย ก่ออันตราย อีกทั้งยังปล่อยกากพิษออกมาด้วย ต่อมาการผลิตพลาสติกพีวีซีจำต้องเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสารพิษอันตราย เนื่องจากพีวีซีนั้นไร้ประโยชน์หากไม่มีการเติมสารเติมแต่ง (Additives) เพื่อทำให้พลาสติกที่ผลิตออกมามีคุณสมบัติตามต้องการเช่น ความนุ่มและความหยุ่นตัว ความแข็งแรง การมีสี หรือคุณสมบัติด้านความสามารถในการต้านทานแบคทีเรีย

ผลิตภัณฑ์พลาสติกพีวีซีเองก็มีปัญหาไม่น้อยแม้กระทั่งเมื่อถึงมือผู้บริโภคแล้ว อย่างเช่นพื้นบ้านพีวีซี ผู้ใช้อาจจะมีอันตรายได้เนื่องจากพลาสติกชนิดนี้ต้องใช้สารเติมแต่งซึ่งเป็นสารเคมีระเหยสู่อากาศและคาดกันว่าอาจเป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogen)

การกำจัดพลาสติกพีวีซีก็ยิ่งก่อปัญหาหนักขึ้นไปอีก หากนำไปเผาคลอรีนจากพลาสติกก็จะปล่อยออกมาในรูปของ กรดอะซีติกและสารพิษไดออกซิน รวมทั้งสารประกอบอินทรีย์คลอรีนอีกหลายชนิด หากนำไปฝังกลบ สารพิษจากส่วนผสมของสารเติมแต่งจะหลุดออกมาปนเปื้อนแหล่งน้ำใต้ดินได้ ที่สำคัญ คุณสมบัติของการที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ซึ่งอุตสาหกรรมพีวีซีภูมิใจมาก กลับก่อปัญหาหากพลาสติกนั้นกลายเป็นขยะ เพราะต้องจะใช้เวลานานนับหลายศตวรรษกว่าจะย่อยสลายได้ในธรรมชาติ

เนื่องจากปัจจุบัน พื้นที่ฝังกลบพลาสติกพีวีซีก็หายากขึ้นตามลำดับ ทำให้มีแนวคิดที่จะรีไซเคิลพลาสติกพีวีซี แต่เนื่องจากการใช้งานที่หลากหลาย ทำให้การรีไซเคิลพีวีซีทำได้ยากมาก พลาสติกพีวีซีแต่ละชนิดเติมสารเติมแต่งเข้าไปแตกต่างกัน กระทั่งอุตสาหกรรมพีวีซีเองก็ยอมรับว่าการรีไซเคิลนั้นแพงกว่า และพลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิลมีคุณภาพน้อยกว่า

แต่การใช้พีวีซีก็ไม่ได้หยุดยั้ง กลับเพิ่มมากขึ้นทุกวัน อุตสาหกรรมพีวีซีขยายสู่เอเชียและละตินอเมริกาอย่างหนักหน่วงเนื่องจากมีราคาถูก หลังจากที่มีแนวคิดที่จะกำจัดขยะพิษชนิดนี้ด้วยการส่งออกไปประเทศอื่น และราคาที่ต่ำกว่า เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การใช้พีวีซีแพร่หลายอย่างมากขณะนี้

วัสดุท้องถิ่นในประเทศต่าง ๆ ที่เคยใช้กันมาและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า และโดยทั่วไปดีกว่าถูกแทนด้วยการใช้พีวีซีซึ่งมีราคาถูก ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยแทบจะไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ตนใช้นั้นทำมาจากพีวีซีด้วยซ้ำ และผู้ผลิตเองออกมาต่อต้านอย่างรุนแรงที่จะให้มีการติดฉลากผลิตภัณฑ์ว่าทำมาจากพีวีซี แต่ในความเป็นจริงผู้บริโภคเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นเพราะการเข้ามาครองและคุมตลาดของวัสดุเสมือนจริงชนิดนี้เป็นไปด้วยความดุเดือด

หลายประเทศในโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีการใช้ภาษาเยอรมัน และประเทศแถบแสกนดิเนเวีย ซึ่งตระหนักดีถึงพิษภัยของพีวีซี ได้มีการควบคุมการใช้ผลิตภัณฑ์พีวีซีอย่างเข้มงวด หน่วยงานท้องถิ่นมีการริเริ่มสร้างสิ่งก่อสร้างที่ปลอดพีวีซี ขณะที่ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และร้านขายเฟอร์นิเจอร์ประกาศไม่ใช้วัสดุที่ทำจากพีวีซีอย่างสิ้นเชิง

อุตสาหกรรมพลาสติกพีวีซีพยายามอย่างมากที่จะทำให้ผู้บริโภคเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์พีวีซีจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้มากมาย แต่นักวิทยาศาสตร์ และนักสิ่งแวดล้อมทั่วโลกยืนยันว่าผลิตภัณฑ์พีวีซีเป็นตัวอันตราย ตั้งแต่การผลิต การใช้และการกำจัด มีการเรียกร้องให้มีการใช้วัสดุอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า ทดแทนการใช้พีวีซีเพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา ดังนั้นเราจึงควรจะคำนึงและตระหนักถึงผลพวงของมันทั้งต่อตัวเราและสิ่งแวดล้อม

เรื่องของพีวีซี (PVC) – การตัดสินใจที่ผิดพลาดของอุตสาหกรรมเคมี

ถามว่าทำไมเราต้องสนใจผลกระทบของพีวีซีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าพลาสติกชนิดอื่น ?

คำตอบ คือ ชิ้นส่วนของท่อพีวีซีหรือตุ๊กตาพลาสติกที่ดูจะไร้พิษสงเหล่านั้นเป็นผลิตผลของอุตสาหกรรมที่มีอันตรายอย่างมาก การผลิตพีวีซีอยู่คู่กันอย่างแนบแน่นกับการผลิตคลอรีน

แต่เดิม คลอรีนเป็นผลิตภัณฑ์ส่วนเกินจากกระบวนการผลิตโซดาไฟ (Caustics Soda) เป็นสารที่ไวต่อปฏิกิริยาสูง ดังนั้นคลอรีนจะต้องรวมตัวกับสารเคมีอื่นเพื่อให้สามารถอยู่ได้ในสภาวะธรรมชาติ เช่นไปรวมตัวกับโซเดียม เกิดเป็นเกลือแกง แต่การผลิตคลอรีนโดยกระบวนการคลออัลคาไล (Chlor-alkali) นั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ก๊าซคลอรีนที่ออกมาจะไปทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ภายนอก (สารที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ) เกิดเป็นสารประกอบอินทรีย์คลอรีน (Organochlorine) ซึ่งโดยปกติไม่พบในธรรมชาติ เป็นสิ่งแปลกปลอมที่ก่อปัญหาต่อสิ่งมีชีวิตหากหลุดเข้าไปในระบบนิเวศน์

ความเป็นจริง อุตสาหกรรมเคมีสมัยใหม่ปล่อยสารอินทรีย์ที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบออกสู่ระบบนิเวศน์มากถึงหลายล้านตันในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา ก่อหายนะต่อสิ่งแวดล้อมมหาศาล สารอินทรีย์ที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพและเป็นที่รู้จักกันดีรวมถึง พีซีบี(PCBs) ซึ่งยกเลิกการใช้ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 เพราะมีการค้นพบว่าเป็นสาเหตุของการทำลายขีดความสามารถในการสืบพันธุ์ของสัตว์ แต่ก็พบว่ายังมีการผลิตพีซีบีและปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมนับหลายล้านตันในปัจจุบัน ซีเอฟซี และฮาลอน เป็นสารทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ แม้จะถูกห้ามผลิตไปแล้ว แต่ปริมาณที่มีอยู่ยังคงสามารถทำลายโอโซนไปอีกนับศตวรรษด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวของมัน สารเคมีกำจัดแมลงอย่างดีดีทีและลินเดน ก็ยังคงมีการผลิตอยู่ หายนะภัยครั้งร้ายแรงที่สุดของอุตสาหกรรมเคมี เช่น Seveso และ Love Canal ล้วนเกี่ยวข้องกับสารอินทรีย์ที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ

เป็นที่รู้กันดีว่า ทั่วโลกกำลังลด ละ เลิกการผลิตและการใช้สารเคมีเหล่านี้

ในปี 2533 สภาผู้ชำนัญการ รัฐบาลเยอรมัน แถลงว่า “ นักเคมีและวิศวกรเคมีทั้งในวงการอุตสาหกรรมและวงการการศึกษาลงความเห็นร่วมกันว่า การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมคลอรีนช่วงทศวรรษที่ 1850 ถึง 1860 เป็นผลพวงจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ของการพัฒนาอุตสาหกรรมเคมีในทศวรรษที่ 1820 การตัดสินเช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นหากองค์ความรู้เรื่องผลกระทบของคลอรีนต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในยุคนั้นมากเท่าปัจจุบัน”