ขึ้นค่าไฟฟ้า สะท้อนการบริหารแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าห่วย

จากกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด

ขึ้นค่าไฟฟ้า สะท้อนการบริหารแผนพีดีพี.ห่วย

29 เมษายน 2555 จากกรณีกระทรวงพลังงานเตรียมขึ้นราคาค่าไฟฟ้าและนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเร่งนำแผนพีดีพี2010ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 เข้าที่ประชุมคณะกรรมการพลังงานชาติ(กพช.)ในต้นพฤษภาคมนี้นั้น        นางจินตนา  แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูดเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวในประเด็นดังกล่าวว่า การขึ้นค่าไฟฟ้าโดยอ้างว่าประชาชนใช้ไฟฟ้าในปีนี้เยอะไม่ใช่เหตุผลหลักในการขึ้นค่าไฟฟ้าเพราะมีไฟฟ้าสำรองสูงถึง20-40%ตลอด20ปี        แต่กระทรวงพลังงานร่วมกับกฟผ.กลับไปอนุญาตให้มีการปิดซ่อมโรงไฟฟ้าในฤดูร้อนถึง2,000-3,000เมกะวัตต์ ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นฤดูที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ นักบริหารที่ดีไม่มีใครเค้าทำกัน บวกกับให้ปตท.ปิดซ่อมท่อก๊าซในช่วงเดียวกัน นำไปสู่การสต๊อกน้ำมันเพื่อสำรองไฟฟ้าเพิ่มและไม่สนับสนุนแผนบริหารพีกอย่างเป็นระบบ ถือเป็นตัวอย่างผลงานการบริหารแผนไฟฟ้าที่ห่วยจริงๆเพราะไร้ประสิทธิภาพ           การที่รัฐมนตรีพยายามเร่งทำแผนพีดีพี2010ครั้งที่3เข้าที่ประชุมกพช.เร็วๆ เป็นเรื่องของการเลี่ยงการมีส่วนร่วมจากประชาชน หลบหลีกกระบวนการตรวจสอบ แผนพีดีพีอายุ 20ปีทำมาได้ 3ปีปรับปรุงไป 3ครั้งเฉลี่ยก็ทำใหม่ทุกปี เพราะทั้งผิดทั้งพลาดก็ยังพยายามมั่วกันต่ออีก         ตอนนี้มีนักวิชาการอิสระด้านพลังงานทำแผนพีดีพีออกมาเปรียบเทียบ ก็เห็นชัดว่าประเทศไทยมีทางเลือกที่ดีกว่าแผนของรัฐบาลในการบริหารระบบไฟฟ้าที่นำไปสู่การลดค่าไฟฟ้าได้  มลพิษน้อยลง มีประสิทธิภาพกว่า ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  แต่รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานปิดหูปิดตาตัวเองที่จะรับฟัง        เราอยากเห็นเวทีดีเบต ระหว่างแผนพลังงานของรัฐบาลกับแผนพลังงานจากนักวิชาการอิสระ ในสื่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนได้เห็นข้อเปรียบเทียบและแสวงหาทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในการวางแผนพลังงานและถ้ากระทรวงพลังงานมั่นใจว่าทำแผนโปร่งใสก็ควรสนับสนุนการดีเบตครั้งนี้

เมื่อชาวประจวบฯ ขอกำหนดอนาคตของตัวเอง

ผมได้หนังสือเล่มนี้เป็นอภินันทนาการจากคุณสุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล ผู้เขียน ซึ่งนอกจากแถมลายเซ็นตัวเองมาให้แล้ว ยังมีลายเซ็นของคุณจินตนา แก้วขาว นักสู้หญิงเหล็กแห่งบ้านกรูดแถมมาด้วย ซึ่งถือเป็นเกียรติอย่างสูง และหยิบขึ้นมาก็อ่านรวดเดียวจบแบบวางไม่ลง (Unputdownable)

หนังสือเล่ม “ชาวประจวบขอกำหนดอนาคตตนเอง” พิมพ์ครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2553 จำนวน 5,000 เล่ม อาจเรียกได้ว่าใช้เวลาเขียนกว่า 10 ปี ก็ว่าได้ เรื่องเวลาในการเขียนนี้ผมยกอุปมาขึ้นมาเอง เพราะถ้าเราอ่านจนจบ จะพบว่านี่คือผลงานทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของ “ชาวบ้านเสื้อเขียว” ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นับตั้งแต่มีโครงการพลังงานถ่านหินสกปรกเกิดขึ้นในบ้านกรูดและบ่อนอกเมื่อ 13 ปีก่อน

ที่เรียกว่าเป็นผลงานทางประวัติศาสตร์มิใช่เพียงเพราะว่าเป็นเรื่องเล่าในอดีต หากแต่บรรจุวิสัยทัศน์แห่งอนาคตเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมและมุ่งมั่น ตามชื่อของหนังสือ และไม่มีใครสามารถทำได้เช่นนี้ นอกจาก “ชาวบ้านเสื้อเขียว”

หนังสือเล่าว่าประจวบคีรีขันธ์มีอะไรอยู่บ้าง แล้วขยายความว่าแล้วสิ่งที่ประจวบคีรีขันธ์มีอยู่กลายเป็นประเด็นขัดแย้งได้อย่างไร  เมื่อพิจารณาถึงกระบวนทัศน์การพัฒนากระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผนพัฒนาภาคใต้ การขยายอุตสาหกรรมเหล็กและแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า และนำเสนอตบท้ายด้วยว่า ทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนที่พูดกันมาเป็นเวลา 30-40 ปี นั้นทำได้อย่างไร จะปรับแผนพัฒนาภาคใต้อย่างไร ที่นำไปสู่สังคมปรองดองและเป็นธรรม

เป็นการสังเคราะห์ประสบการณ์การต่อสู้และยั่วแย้งข้อมูลของหน่วยงานรัฐ อย่างเช่น สภาพัฒน์ฯ เบบกินขาดและโดนใจขาโจ๋เป็นอย่างยิ่ง !

หนังสือเล่มนี้ยังบรรจุประสบการณ์ตรงของชุมชนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและชี้ให้เห็นด้วยว่าจะแก้ไขมันได้อย่างไร

“โลกร้อนแก้ได้ด้วยมือและตีนของพวกเราทุกคน” เออ…ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ตามสไตล์ของชาวเสื้อเขียวแห่งประจวบฯ

ที่เด็ดที่สุดน่าจะเป็น การเล่าเรื่องเส้นทางสาย “สโลว์ฟู้ด” ของชาวเสื้อเขียว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของเรื่องที่ต้องก้มหัวคารวะ เท่านั้นยังไม่พอยังแถมสูตรการทำอาหารเด็ด ๆ มาให้ด้วย

หนังสือตบท้ายเรื่องสโลว์ฟู้ดด้วยการแถม “เมนูยัดเยียด (ไม่อยากกินก็ต้องกิน)” คือ ผัดฉ่าโรงไฟฟ้าบ่อนอก และส้มตำโรงไฟฟ้านรกครกแตก อันนี้ตกยกนิ้วให้ในความคิดสร้างสรรค์สุด ๆ

หนังสือปิดท้ายด้วยการหยิบยกวาทะของผู้นำชุมชนชาวเสื้อเขียว ซึ่งจะขอขกตัวอย่างวาทะของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย ที่กล่าวว่า

“ชาวบ้านตื่นรู้…รัฐบอกว่า…ต้องสร้างความเข้าใจ

ชาวบ้านเท่าทัน…รัฐบอกว่าไม่มีเหตุผล

ชาวบ้านไม่ยอม…รัฐบอกว่าดื้อแพ่ง

ชาวบ้านลุกขึ้นสู้…รัฐบอกว่าเป็นกบฎ ต้องการเป็นรัฐอิสระ

คนทั่วไปมักพูดถึงของดีของแต่ละจังหวัดว่ามีทรัพยากรหรือผลผลิตอะไรบ้าง สำหรับประจวบฯ ของดีที่คนทั่วไปพูดถึงอย่างโดเด่นคือคำว่า “ชุมชนเข้มแข็ง” และชาวบ้านที่อื่นไม่เหมือนชาวบ้านประจวบฯ

แต่เราคิดว่าถ้าชาวบ้านที่อื่นได้เรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมของรัฐ ก็สามารถเป็นเหมือนชาวบ้านประจวบฯ ได้เช่นกัน”

ใครที่ยังไม่มี กรุณาซื้อหามาอ่าน แล้วจะพบว่า ท่ามกลางความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของชาวบ้านประจวบฯ เราจะพบความหวัง