เหตุผลที่ราคาแผงโซลาร์ลดลงร้อยละ 40 ในช่วงเวลาเพียง 2 ปี

มันกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่การประชุมอนาคตพลังงานโลกที่อาบูดาบี เซลแสงอาทิตย์และเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น กังหันลม ไม่ได้แพงมากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลในหลายๆ ส่วนของโลก และแท้ที่จริง มันถูกกว่าด้วยซ้ำ

ยักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรับรู้เรื่องนี้ ดร. Adaba Sultan Ahmed al Jabber รัฐมนตรีแห่งสหรัฐอาหรับอิมิเรต ได้กล่าวในพิธิเปิดการประชุมว่า ราคาของพลังงานแสงอาทิตย์แข่งขันกับแหล่งพลังงานแบบเดิม และจะไม่มีผลกระทบจากการลดลงของราคาน้ำมัน

เขายังเห็นด้วยว่า นี่ถือเป็นโอกาสในการเรียกร้องให้มีการยกเลิกอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลในด้านราคา ซึ่งเขาเห็นว่ามันคิดเป็น 5 ต่อ 1 เมื่อเทียบกับการอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนในปี 2513 ถ้าเรามีความกล้าหาญและโอกาสที่จะพูดว่า ใช่เราต้องคิดต่าง ก็สามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้ นี่คือสิ่งที่มาจากประเทศที่ผลิตน้ำมันเป็นอันดับแปดและมีแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับเจ็ดของโลก

หนึ่งวันก่อนหน้านี้ องค์การพลังงานหมุนเวียนนานาชาติ(IRENA)คาดการว่าต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์จะลดลงอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เน้นให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันกับพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล หากรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายไม่เข้าใจเรื่องนี้แล้วล่ะก็พวกเขาจะเสี่ยงต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดในเรื่องอนาคตด้านพลังงานของประเทศ

สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทพลังงานของซาอุดิอาระเบีย ACWE ซึ่งมีทรัพย์สินราว 24 พันล้านเหรียญสหรัฐ ได้สร้างสถิติโลกโดยได้ราคาเซลแสงอาทิตย์ที่ต่ำในการประมูลครั้งใหญ่ที่สุดของโลก นาย Paddy Padmanathan ผู้อำนวยการบริหารของ ACWE บอกว่าราคาของเซลแสงอาทิตย์จะลดลงอีกราวหนึ่งในสามในปีที่จะมาถึง เขาคาดว่ากำลังการผลิตติดตั้งกว่า 140,000 กิกะวัตต์ที่จะเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือและใต้ อย่างน้อยที่สุดจะมีครึ่งหนึ่งเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ในทศวรรษที่จะมาถึง

การคาดการณ์นี้สอดคล้องกับการคาดการณ์โดย Deutsche Bank ที่ระบุว่า ไฟฟ้าจากเซลแสงอาทิตย์จะไปถึงจุดที่ต้นทุนเท่ากับหรือน้อยกว่าพลังงานแบบดั้งเดิม โดยครองตลาดพลังงานร้อยละ 80 ภายในอีก 2 ข้างหน้า และประมาณว่าตุ้นทุนจะลดลงร้อยละ 40 ภายในสิ้นปี

รายละเอียดที่อธิบายถึงการคาดการณ์ของการวิเคระห์ของ Deutsche Bank analysts มีดังนี้

นาย Vishal Shah แห่ง Deutsche Bank’s กล่าวถึงต้นทุนอนาคตของระบบเซลแสงอาทิตย์ว่า ส่วนใหญ่เน้นไปที่ตลาดเซลแสงอาทิตย์บนหลังคา แต่บทเรียนต่างๆ ก็เช่นเดียวกันกับระดับของหน่วยงานด้านไฟฟ้า จะเห็นว่าระบบเซลแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับสายส่งจะเป็นระบบเซลแสงอาทิตย์แบบกระจายศูนย์ และถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในตลาดพลังงานที่มีการจัดตั้งเป็นอย่างดีในการมาถึงของการติดตั้งระบบเซลแสงอาทิตย์บนหลังคานั้นอยู่จุดที่คุ้มทุน

ราคาการผลิตในปัจจุบัน

ธนาคาร Deutsche ระบุว่า ต้นทุนรวมของระบบเซลแสงอาทิตย์ของบริษัทชั้นนำของจีนลดลงจาก 1.31 เหรียญสหรัฐต่อวัตต์ในปี 2554 เป็น 0.50 เหรียญสหรัฐต่อวัตต์ในปี 2557 อันเนื่องมาจากการลดลงของต้นทุนในกระบวนการผลิต การลดลงของราคาแผงเซลโพลีซิลิกอนและการปรับปรุงประสิทธิภาพในการแปลงให้เป็นกระแสไฟฟ้า

นั่นแสดงถึงการลดลงราวร้อยละ 60 ในช่วงระยะเวลาเพียง 3 ปี ธนาคาร Deutsche Bank ระบุว่าต้นทุนรวมจะลดลงอีกร้อยละ 30-40 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยการลดลงมากที่สุดจะมาจากภาคครัวเรือนอันเนื่องมาจากการปรับปรุงด้านขนาดและประสิทธิภาพในการทำงาน

จะเห็นจุดเด่นในเรื่องนี้ในตลาดเซลแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก – เยอรมนี “ปัจจุบัน ต้นทุนในเยอรมนีต่ำกว่าในสหรัฐอเมริกามาก และต้นทุนการติดตั้งในเยอรมนีลดลงร้อยละ 40 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สาเหตุการลดลงนั้นแตกต่างกันไปแต่ละประเทศ แต่เราเชื่อว่า ตัวอย่างของเยอรมนีจะยังคงเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าต้นทุนระบบโดยรวมยังไม่ไปถึงจุดที่มีต้นทุนต่ำสุดแม้กระทั่งในตลาดพลังงานที่อิ่มตัวแล้วก็ตาม”

การลดต้นทุนโดยรวมไม่ได้มาจากโพลีซิลิกอน เมื่อเทียบกับช่วง 5-10 ปีก่อนหน้านี้ ต้นทุนที่ลดลงในอนาคตจะมาจากส่วนที่ไม่เกี่ยวแผงเซลแสงอาทิตย์

ราคาแผงเซลแสงอาทิตย์ลดลงเป็น 0.5 เหรียญต่อวัตต์

ธนาคาร Deutsche Bank ระบุว่า ในขณะที่การค้าและตลาด หรือการตกลงราคาต่ำสุดของแผงเซลแสงอาทิตย์ยังอาจไม่ชัดเจนในระยะอันใกล้นี้ ความไม่สมบูรณ์จองตลาดจะทำงานของมันในระยะยาวและราคาที่ชัดเจนจะไปถึง 0.5 เหรียญ หรือต่ำกว่านั้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ตัวอย่างเช่น บริษัท SunEdison ได้ตั้งเป้าให้ราคาอยู่ที่ 0.40 เหรียญต่อวัตต์ภายในปี 2559 และผู้ผลิตอันดับต้นๆ ของจีนนั้นบรรลุเป้าหมายที่ราคา 0.50เหรียญสหรัฐต่อวัตต์ไปแล้วในปี 2557 เมื่อพิจารณาว่าผู้ผลิตส่วนใหญ่ปรับปรุงราคาในราว 1-2 เซนต์ต่อไตรมาส การปรับราคาน้อยกว่า 10 เซนต์ (เพื่อให้ถึง 0.40 เหรียญต่อวัตต์) ในช่วง 12 ไตรมาสนั้นแทบเรียกได้ว่าเป็นเรื่องพื้นๆ

ราคาอินเวอร์เตอร์และโครงก็ลดลงด้วย

โดยทั่วไปแล้วราคาอินเวอร์เตอร์จะลดลงราวร้อยละ 10-15 ต่อปี และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต ผู้ติตตั้งระบบเซลแสงอาทิตย์รายใหญ่นั้นทำราคาได้แล้วที่ 0.25 เหรียญสหรัฐต่อวัตต์หรือต่ำกว่านั้นในการทำข้อตกลงขนาดใหญ่ การลดลงของราคาส่วนประกอบระบบแผงเซลแสงอาทิตย์ การปรับปรุงอุปกรณ์รุ่นใหม่ และประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดกาประหยัดในด้านการผลิต

แม้การนำเข้าถ่านหินของจีนเพิ่มขึ้นในเดือนธันวาคม แต่ภาพรวมทั้งปี 2557 นั้นลดลงในรอบทศวรรษ

แปลเรียบเรียงจาก Shoaib-ur-Rehman Siddiqui Posted on Tuesday, 13 January 2015

image

การนำเข้าถ่านหินมายังจีน ผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของโลก เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าตัวในเดือนธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา อันเนื่องราคาถ่านหินในประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ใช้ถ่านหินในจีนสั่งซื้อถ่านหินราคาถูกว่าที่นำเข้าจากต่างประเทศ

ทว่า การนำเข้าถ่านหินมายังจีนโดยรวมในปี 2557 นั้นลดลงร้อยละ 10.9 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2556 เป็นการลดลงรายปีครั้งแรก อย่างน้อยในรอบทศวรรษ

การลดลงการนำเข้าถ่านหินของจีนอย่างเห็นได้ชัดนี้ เกิดขึ้นหลังจากการขยายตัวของการนำเข้าถ่านหินที่เกิดขึ้นเป็นตัวเลขสองหลักนั้น มีที่มาจากแหล่งถ่านหินที่เหลือเฟืออย่างมากในประเทศซึ่งทำให้รัฐบาลปักกิ่งต้องออกมาตราการจำกัดการนำเข้า

ข้อมูลจากกรมศุลกากรของจีนระบุว่า จีนนำเข้าถ่านหิน 27.22 ล้านตันในเดือนธันวาคม 2557 เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.4 เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายนในปีเดียวกัน โดยมีการนำเข้าถ่านหินรวมทั้งปีอยู่ที่ 291.22 ล้านตัน เปรียบเทียบกับ 327.1 ล้านตันในปี 2556

Zhang Xiaojin นักวิเคราะห์ถ่านหินจาก Everbright Futures กล่าวว่า สถานการณ์การนำเข้าถ่านหินในปี 2558 นี้ไม่แน่นอน จากการที่รัฐบาลปักกิ่งเริ่มมีมาตราการที่เข้มงวดมากขึ้นในเรื่องการนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศ ความต้องการใช้ถ่านหินลดลงในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนอันเนื่องจากปัจจัยของฤดูกาล

จีนจะมีมาตรการเพิ่มเติมในปี 2558 เพื่อควบคุมอุปทานของถ่านหินและการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิง การคาดการณ์ของสมาคมอุตสาหกรรมถ่านหินดูเหมือนว่าจะยังคงไม่ดีขึ้นเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แผ่วลงและการผลิตถ่านหินที่มากเกินไป

สมาคมอุตสาหกรรมถ่านหินของจีน(The China Coal Industry Association) กล่าวในรายงานบนเว็บไซต์ว่า สมาคมมองไม่เห็นอนาคตอันสดใสเรื่องความต้องการใช้ถ่านหินในปี2558 จากการที่เศรษฐกิจชะลอตัวจากตลาดส่งออกที่อ่อนแรงและการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง

Copyright Reuters, 2015

Smog Shrouds Eastern China

Chinahaze_tmo_2013341

China suffered another severe bout of air pollution in December 2013. When the Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) on NASA’s Terra satellite acquired this image on December 7, 2013, thick haze stretched from Beijing to Shanghai, a distance of about 1,200 kilometers (750 miles). For comparison, that is about the distance between Boston, Massachusetts, and Raleigh, North Carolina. The brightest areas are clouds or fog. Polluted air appears gray. While northeastern China often faces outbreaks of extreme smog, it is less common for pollution to spread so far south.

“The fog has a smooth surface on the top, which distinguishes it from mid- and high-level clouds that are more textured and have distinct shadows on their edge,” explained Rudolf Husar, director of the Center for Air Pollution Impact and Trend Analysis at Washington University. “If there is a significant haze layer on top of the fog, it appears brownish. In this case, most of the fog over eastern China is free of elevated haze, and most of the pollution is trapped in the shallow winter boundary layer of a few hundred meters.”

On the day this natural-color image was acquired by Terra, ground-based sensors at U.S. embassies in Beijing and Shanghai reported PM2.5 measurements as high as 480 and 355 micrograms per cubic meter of air respectively. The World Health Organization considers PM2.5 levels to be safe when they are below 25.

Fine, airborne particulate matter (PM) smaller than 2.5 microns (about one thirtieth the width of a human hair) is considered dangerous because it is small enough to enter the passages of the human lungs. Most PM2.5 aerosol particles come from the burning of fossil fuels and of biomass (wood fires and agricultural burning).

At the time of the satellite image, the air quality index (AQI) reached 487 in Beijing and 404 in Shanghai. An AQI above 300 is considered hazardous to all humans, not just those with heart or lung ailments. AQI below 50 is considered good.

In some cities, authorities ordered school children to stay indoors, pulled government vehicles off the road, and halted construction in an attempt to reduce the smog, according to news reports.

  1. References

  2. Associated Press, via The Washington Post (2013, December 6) Smog at Extremely Hazardous levels in Shanghai.Accessed December 9, 2013.
  3. Bloomberg News (2013, December 9) Shanghai Tells Children to Stay Inside for Seventh Day on Smog. Accessed December 9, 2013.
  4. The New York Times (2013, December 5) Air Pollution Shrouds Eastern China. Accessed Accessed December 9, 2013.
  5. U.S. Department of State (2013, December 9) U.S. Consulate Shanghai Air Quality Monitor. Accessed December 9, 2013.
  6. U.S. Department of State (2013, December 9) U.S Embassy Beijing Air Quality Monitor. Accessed December 9, 2013.
  7. Voice of America (2013, December 6) Flights Delayed as Air Pollution Hits Record in Shanghai. Accessed December 9, 2013.
  8. Xinhua (2013, December 9) Cities hit hard by smog. Accessed December 9, 2013.

NASA image courtesy Jeff Schmaltz, LANCE MODIS Rapid Response. Caption by Adam Voiland.

ปัจจุบันมี 100 ประเทศทั่วโลกผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม

ที่กรุงบอนน์ เยอรมนี สมาคมพลังงานลมระดับโลกนำเสนอข้อมูลล่าสุดในรายงาน World Wind Energy Report 2012 ว่าขณะนี้มี 100  ประเทศผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ประเทศไอซ์แลนด์เป็นประเทศอันดับ 100 ที่เข้าร่วมการปฏิวัติพลังงานโลก

รายงานภาษาอังกฤษฉบับเต็มดาวน์โหลดได้จาก http://wwindea.org/home/index.php?option=com_content&task=view&id=387&Itemid=43

เราสามารถสรุปประเด็นใหญ่ ๆ จากรายงานได้ดังต่อไปนี้ :

  • กำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมทั่วโลกมีถึง 282,275 เมกะวัตต์ โดยในปี 2555 มีจำนวน 44,609 เมกะวัตต์ ที่เพิ่มเข้ามา มากกว่าครั้งใด ๆ
  • พลังงานลมมีอัตราการเติบโตร้อยละ 19.2 ต่อปี เป็นเวลามากกว่าทศวรรษแล้ว
  • กังหันลมทั้งหมดทั่วโลกที่ติดตั้งจนถึงปลายปี  2555 ผลิตไฟฟ้าได้ 580 เทระวัตต์ต่อปี มากกว่าร้อยละ 3 ของความต้องการไฟฟ้าทั่วโลก
  • ภาคอุตสาหกรรมพลังงานลมในปี 2555 มีผลประกอบการราว 6 หมื่นล้านยูโร หรือ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
  • จีนและสหรัฐอเมริกามีกำลังผลิตติดตั้งราว 13 กิกะวัตต์ จากกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่ สหรัฐอเมริกามีกำลังผลิตติดตั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกำหนดด้านภาษีที่เป็นแรงจูงใจหลัก (Production Tax Credit) ที่กำลังจะหมดอายุลง

หากพิจารณาแบ่งเป็นภาคพื้นทวีป เราจะเห็นว่า :

  • ทวีปเอเชียมีกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งใหม่จากพลังงานลมมากที่สุด (ร้อยละ 36.3) ตามมาด้วยอเมริกาเหนือ (ร้อยละ 31.3) และยุโรป(27.5 ) ส่วนละตินอเมริกา ออสเตรเลีย/โอเชียเนีย และแอฟริกายังมีส่วนแบ่งตลาดน้อยโดยอยู่ที่ร้อยละ 3.9 ร้อยละ 0.8 และร้อยละ 0.2 ตามลำดับ
  • ละตินอเมริกาและยุโรปตะวันออกยังเป็นภูมิภาคที่ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเรื่องพลังงานมากที่สุดในขณะที่ทวีปแอฟริกายังคงอยู่นิ่ง ทีเพียงประเทศตูนีเชียและเอธิโอเปียที่มีการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าแห่งใหม่

ทวีปเอเชีย

  • จีนมาเป็นอันดับหนึ่งในเอเชียโดยมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้น 13 กิกะวัตต์ แต่โดยเปรียบเทียบก็ลดลงกว่าหลายปีที่ผ่านมา
  • อินเดียเป็นอันดับสองในเอเชีย (และมีขนาดตลาดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมใหญ่เป็นอันดับสามของโลก) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่ โดยเพิ่มขึ้น 2.5 กิกะวัตต์ ญี่ปุ่นเป็นอันดับที่สามโดยค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ และกำลังผลิตติดตั้งใหม่น้อยกว่าปากีสถานซึ่งเป็นเป็นน้องใหม่ด้านไฟฟ้าจากกังหันลม

ทวีปอเมริกาเหนือ:

  • สหรัฐอเมริกาทำสถิติใหม่โดยเป็นตลาดกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพิ่มขึ้น  13 กิกะวัตต์ ในปี 2555
  • ส่วนแคนาดามีการเพิ่มขึ้นของกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่จากกังหันลมน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

ทวีปยุโรป :

  • เยอรมนียังครองบทบาทเป็นผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดและมั่นคงที่สุดในยุโรปด้วยกำลังการผลิตใหม่ 31 กิกะวัตต์ ตามมาด้วยสเปนซึ่งอยู่ที่ 22.8 กิกะวัตต์
  • สหราชอาณาจักรแย่งตำแหน่งที่สองสำหรับตลาดกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่แทนสเปน
  • อิตาลี ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรยังคงมีบทบาทเป็นตลาดขนาดกลางโดยมีกำลังผลิตติดตั้งรวมทั้งหมดระหว่าง  7.5 และ 8.5 กิกะวัตต์ ส่วนโปแลนด์ โรมาเนีย และสวีเดน กลายมาเป็นตลาดหลักของกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่

กำลังการผลิตติดตั้งของกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 ในปี 255 เมื่อเทียบกับปี 2554 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5

ความไม่แน่นอนของนโยบายเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาและการลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมแห่งใหม่

สมาคมพลังงานลมระดับโลกคาดว่าภายในปี 2559 กำลังผลิตติดตั้งของไฟฟ้าจากกังหันลมจะมากกว่า 500,000 เมกะวัตต์ และเป็นไปได้ว่าจะมี 1 ล้านเมกะวัตต์ ภายในปี 2563

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : การเดินทางผ่านมณฑลซานซี

มณฑลซานซีตั้งอยู่ตรงใจกลางของจีน เป็นจังหวัดที่ผลิตถ่านหินมากที่สุดในประเทศ ที่ซึ่งมีถ่านหินจำนวนหนึ่งในสามของปริมาณทั้งหมด ทุกวัน รถบรรทุกจำนวนนับไม่ถ้วนขนส่ง “ทองคำดำ” ที่ช่วยหล่อเลี้ยงโรงงานในจีนซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจให้ทำงานต่อไปได้ออกไปสู่ภูมิภาคต่างๆ กล่าวคือถ่านหินได้สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศจีนเป็นอย่างมาก แต่การพึ่งพิงถ่านหินนี้ย่อมมีผลลัพธ์ตามมา อย่างไรก็ตามการเดินทางสู่มณฑลซานซีได้เปิดเผยถึงร่องรอยการทำลายล้างที่ถ่านหินเหล่านั้นทิ้งเอาไว้

ต้าถง–“เมืองหลวงแห่งถ่านหิน”

ประวัติศาสตร์ ณ หุบเหวแห่งความหายนะ

เมืองต้าถงทางตอนเหนือของมณฑลซานซี  เป็นเมืองที่ได้รับทั้งผลประโยชน์และความทุกข์ทรมานจากถ่านหิน ถ่านหินคุณภาพสูงจำนวนมากที่เก็บไว้ได้นำเอาความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจมาสู่พื้นที่ แต่ในขณะเดียวกัน เป็นสิ่งที่นำความตกต่ำมาด้วยเช่นกัน การตักตวงผลประโยชน์ขนาดใหญ่อย่างหนักหน่วง หมายความว่าถ่านหินที่เคยมีอยู่มากมายนั้นจวนเจียนจะหมดลง ดังนั้นสิ่งที่ตามมาคือจำนวนของผู้ว่างงานที่เพิ่มมากขึ้น ถ่านหินยังเป็นอันตรายต่อความอยู่รอดของมรดกทางวัฒนธรรมในพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น มลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้ถ่านหินก่อให้เกิดความเสียหายต่อโบราณสถานและพื้นที่มรดกโลกของยูเนสโกอย่างถ้ำผาหยุนกัง (Yungang Grottoes) อีกด้วย

ถ้ำผาหยุนกังเป็นโบราณสถานที่มีอายุเก่าแก่นับย้อนไปได้มากกว่า 1,500 ปี หินสลักและศิลปะถ้ำทางพุทธศาสนาที่ถูกเก็บรักษาไว้นี้ก็ยังหาค่ามิได้อีกด้วย แต่นับตั้งแต่ปี 2541 มีการสร้างทางหลวงของรัฐหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งถ่านหินซึ่งห่างจากพื้นที่ด้านหน้าของผาหยุนกังไปแค่ไม่เกิน 350 เมตรเท่านั้น

รถขนถ่านหินจำนวนมากจะแล่นผ่านถนนสายนี้ มีรถบรรทุกจำนวนมากถึง 16,000 คันต่อวัน ฝุ่นผงที่ฝุ้งกระจายจากรถบรรทุกจะค่อยๆ ตกไปสะสมอยู่บนพื้นผิวของหินสลักเหล่านั้นและก่อให้เกิดฝุ่นเคลือบผิวหินที่มีคุณสมบัติเป็นกรด สิ่งนี้สร้างความเสียหายร้ายแรงอย่างมากแก่ถ้ำผาหยุนกังเนื่องจากหินสลักเหล่านั้นเชื่อมต่อกับแนวหินทรายของถ้ำที่เป็นแคลเซียมซึ่งจะเกิดการกัดกร่อนได้ง่ายหากอยู่ในสภาวะที่เป็นกรด ปัจจุบันพื้นผิวของหินสลักส่วนมากนั้นพังทลายลงมาอย่างง่ายดายเพียงแค่ถูกสัมผัสเบาๆ

ดร.หวง จีหง (Huang Jizhong) เลขาธิการประจำสถาบันวิจัยถ้ำผาหยุนกัง (Yungang Grottoes Research Institute) ผู้ทำงานในพื้นที่มามากกว่ายี่สิบปี พยายามต่อสู้เพื่อปกป้องผาหินแห่งนี้ เขารู้สึกเสียใจมากที่งานศิลปะที่ล้ำค่ากำลังจะถูกสังเวยให้กับมลพิษจากอุตสาหกรรม ด้วยฝุ่นผงที่เกาะเป็นชั้นหนาบนผิวหินสลักทำให้ผู้คนมักถามอยู่เสมอว่าทำไมทางสถาบันถึงไม่ทำการฟื้นฟูโบราณสถานแห่งนี้เสีย

ดร. หวง ตอบว่า “เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงบนพื้นผิวที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบมาอย่างยาวนาน ในขณะที่ฝุ่นผงที่ปกคลุมอยู่นั้นบางส่วนเป็นฝุ่นผงที่มาจากถ่านหิน อีกส่วนเป็นผลผลิตมาจากสภาพถูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อหินทราย ถึงแม้ว่าเราจะใช้เครื่องมือในการทำความสะอาดที่ละเอียดอ่อนแค่ไหนมันก็ยังจะส่งผลต่อหินสลักอยู่ดี สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือการคิดหาวิธีที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งและยืดอายุของมรดกทางวัฒนธรรมแห่งนี้โดยไม่ให้เกิดผลกระทบด้านลบ”

เสี่ยวยี่–เมืองแห่ง“ภูเขาสีเทา น้ำสีดำและควันสีเหลือง”

น้ำเสีย

เมืองเสี่ยวยี่ถูกจัดลำดับให้เป็นเมืองติดอันดับหนึ่งในสิบของพื้นที่การผลิตถ่านหินมากที่สุดเมืองหนึ่งในมณฑลซานซี  ทว่าการทำเหมืองถ่านหิน กระบวนการและการเผาไหม้ก่อให้เกิดความสูญเสียด้านสุขภาพและความเป็นอยู่อันดีของผู้อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมโดยรอบ   เมื่อขับรถเข้าไปในเมืองก็สามารถมองเห็นปล่องควันไฟของโรงไฟฟ้าถ่านหินได้อย่างชัดเจน ปล่องเหล่านั้นพุ่งสูงขึ้นไปบนอากาศและปล่อยควันพิษออกมา  พื้นที่รอบข้างถนนต้องกลายเป็นแหล่งรองรับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้ น้ำในลำธารใกล้เคียงกลายเป็นสีเหลือง-ดำ โคลนจากถ่านหินกองใหญ่เกลื่อนกลาดอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงที่ซึ่งคนเลี้ยงแกะจะพาฝูงแกะของตนมาเล็มหญ้าในบริเวณนั้น คนเลี้ยงแกะในพื้นที่คนหนึ่งได้บรรยายความรู้สึกโกรธแค้นและอับจนหนทางของเขาให้เราฟัง:

“เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้ น้ำถึงได้เป็นอย่างนี้ทุกวัน สกปรกเกินไป ดำไปหมด ผมบอกไม่ได้ว่ามันเป็นมลพิษแบบไหน แต่ถ้าคุณเอาน้ำจากที่นี่ ไปรดลงบนพื้นล่ะก็จะปลูกพืชอะไรไม่ได้ ถ้าเอาน้ำนี้ไปรดพืชผลครั้งหนึ่งแล้วล่ะก็ มันจะตายหมด ความสูญเสียของเรายิ่งใหญ่มาก ผมพยายามห้ามไม่ให้แกะของผมกินน้ำจากที่นี่เพราะมันเป็นน้ำมีพิษที่เกิดมาจากโรงไฟฟ้าฯ นั่น ถ้าพวกมันกินเข้าไป พวกมันจะป่วย ผมใช้น้ำบาดาลในหมู่บ้านและพวกแกะก็ด้วยเช่นกัน”

ถึงแม้ว่าน้ำบาดาลของหมู่บ้านจะยังไม่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ แต่ขณะนี้ทางหมู่บ้านกำลังทุกข์ทรมานจากการขาดแคลนน้ำ “นี่เป็นความผิดของโรงไฟฟ้าถ่านหินนั่น มันสูบเอาน้ำไปใช้ เราเคยมีน้ำบาดาลที่อยู่ใต้หมู่บ้านของเราไว้ใช้มากมาย แต่ตอนนี้ น้ำมีอยู่น้อยเกินไป”

เมื่อถามถึงโคลนจากถ่านหินที่กองทับถมมากขึ้นอยู่บนรอบข้างพื้นถนน เขาตอบว่าสิ่งนี้มาจากฝุ่นผงถ่านหินที่ถูกปล่อยทิ้งออกมาจากโรงงาน “มันมีสีดำและกระจายไป ทั่ว…ฝุ่นผงและก๊าซที่ลอยอยู่ทำให้ผมไออย่างหนักจนแทบอยู่ไม่ได้…” เขายกผ้าขนหนูบนไหล่มาเช็ดหน้าผาก ทั้งโกรธเกรี้ยวและสั่นเทิ้มเกินกว่าจะกล่าวอะไรได้อีก แกะที่อยู่ข้างๆ เขาเริ่มส่งเสียงร้องออกมาราวกับกำลังสะท้อนอารมณ์ที่โกรธของเจ้านายของมัน

หลินเฟน–ไม่มีอีกแล้ว “เมืองแห่งดอกไม้และผลไม้”

ความตกต่ำด้านเกษตรกรรม

เมืองหลินเฟนตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลซานซี  เป็นเมืองที่รู้จักกันดีในปัจจุบันว่าเต็มไปด้วยมลพิษทางอากาศอย่างรุนแรงมากกว่าอย่างอื่น จากข้อมูลขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของจีน (China’s State Environmental Protection Agency) เมืองหลินเฟนเป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายที่สุดในประเทศ ด้วยทรัพยากรถ่านหินที่มีอยู่มากมาย เมืองนี้ครั้งหนึ่งมีความได้เปรียบอย่างชัดเจนในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งนำไปสู่การสร้างโรงงานน้อยใหญ่เพื่อการทำการเผาถ่านหินและหลอมเหล็กในช่วงปี 2523 ปัจจุบันปล่องควันโรงไฟฟ้าถ่านหินผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดล้อมรอบอยู่ทั่วเมืองและสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชาวนาในท้องถิ่นนายฉีและนางชาง และหลานชายวัยสี่ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ไหล่เขาห่างจากโรงงานไฟฟ้าถ่านหินเพียงกำแพงกั้น ชีวิตที่นี่ไม่ง่ายเลย

“โรงงานเผาถ่านหินส่งเสียงดังอึกทึกทั้งกลางวันกลางคืนแต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ เมื่อคุณก้าวออกจากประตูบ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นผง…เรือกสวนไร่นาและผลไม้ต่างๆ ก็ไม่เติบโตอย่างดีเหมือนแต่ก่อน เราเคยเก็บผลผลิตข้าวโพดได้ราว 1,000 จิน(500 ก.ก.) แต่ตอนนี้เราเก็บผลผลิตได้เพียง 700 หรือ 800 จินเท่านั้น ส่วนมันฝรั่งจากที่เคยเก็บได้ประมาณ 500 จิน (250 ก.ก.) ตอนนี้เหลือเพียง 150 หรือ 200 จินเท่านั้น เขม่าควันนั้นมีมากเสียจนทุกคนในหมู่บ้านรู้สึกวิงเวียน คันคอและมีอาการไอ เมื่อเราตื่นขึ้นมาในตอนเช้า กำแพงและถนนต่างๆ ก็กลายเป็นสีดำไปหมด หากคุณออกมาเดินข้างนอกตัวคุณก็จะถูกปกคลุมไปด้วยเขม่าควันดำ”

ด้วยทางเลือกที่มีเพียงน้อยนิด พวกเขาถูกบังคับให้ต้องพยายามใช้ชีวิตบนพื้นที่ที่เต็มไปด้วยมลพิษแห่งนี้ ชาวบ้านเหล่านี้และคนอื่นๆ อีกเป็นล้านจำต้องอาศัยอยู่ในเงามืดของถ่านหิน

จากสิ่งที่เห็นในมณฑลซานซี  เราก็ได้เห็นต้นทุนจริงของถ่านหินในประเทศจีนที่ผู้คนในท้องถิ่นและสภาพแวดล้อมบริเวณนั้นต้องจ่ายด้วยราคาแพง โรงงานอุตสาหกรรมได้กำไรจากถ่านหินและยังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็ถูกทิ้งไว้ให้แบกรับด้านมืดของความเจริญที่เกิดจากถ่านหิน

————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนถ่านหิน : มลพิษที่มากกว่าธรรมดา

ในสหรัฐอเมริกา มลพิษทางอากาศพรากชีวิตผู้คน 30,000 คนในแต่ละปี จากการศึกษาในปี 2544 พบว่าผู้คนใน 14 เมืองจาก 20 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย สูดอากาศเอามลพิษที่ทางรัฐบาลเห็นว่า “อันตราย” เข้าไป ในจีน โรคปอด (Pulmonary Disease) เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ใหญ่เป็นอันดับสอง ร้อยละ 13.9 จากทั้งหมด

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคเหล่านั้นขึ้นก็คือถ่านหินหรืออนุภาคขนาดเล็กที่มาจากการเผาไหม้ถ่านหิน มลพิษทางอากาศ หรือเรียกได้อีกอย่างว่าฝุ่นละอองหรือเขม่า เป็นหนึ่งในผลผลิตอันตรายที่ได้จากการเผาไหม้ถ่านหิน

ฝุ่นละอองหรือเขม่าซึ่งปล่อยออกมาโดยตรงจากปล่องควันอุตสาหกรรมหรือปล่อยออกมาทางอ้อมโดยการทำปฏิกิริยาของสารพิษ อาทิ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์กับอากาศ อนุภาคนั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าเส้นผมของคนถึง 40 เท่า และยังมีส่วนประกอบของซัลเฟต ไนเตรท แอมโมเนียม โซเดียมคลอไรด์ คาร์บอน และผงแร่

ฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้นอันตรายมากเป็นพิเศษเนื่องจากอนุภาคที่เล็กที่สุดนั้นสามารถถูกสูดลึกเข้าไปในปอดได้ และยังมีความเป็นไปได้ที่จะผ่านเข้าไปสู่กระแสเลือดได้อีกด้วย ฝุ่นละอองส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์โดยเป็นต้นเหตุของจำนวนที่มากขึ้นของอาการหัวใจวายเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคปอด โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ยิ่งไปกว่านั้นฝุ่นละอองขนาดเล็กยังสร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน นอกจากสร้างปัญหาหมอกควันและวิสัยทัศน์แล้วยังมีสารพิษที่ฝุ่นละอองเหล่านั้นสามารถทำให้ดินสูญเสียธาตุ ทำให้น้ำเกิดการปนเปื้อน และยังสร้างความเสียหายให้แก่ป่าและพืชผลอีกด้วย

————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ความเสี่ยงด้านสุขภาพ

การสกัดถ่านหินจากพื้นดินเป็นงานที่ยากลำบาก ทำให้สกปรกและมีอันตราย อุบัติเหตุการระเบิดและการทรุดตัวลงอย่างฉับพลันของเหมืองถ่านหิน เป็นเพียงหนึ่งในอันตรายที่มีอยู่นานัปการที่คนงานในเหมืองถ่านหินทั่วโลกต่างเผชิญอยู่ นอกจากความเสี่ยงในการทำงานที่มีสูงแล้ว พวกเขายังต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่เหน็ดเหนื่อยและยาวนานหลายชั่วโมง การทำงานดังกล่าวยังมาพร้อมกับอันตรายทางสุขภาพจากการสัมผัสควันพิษ วัสดุที่เป็นพิษตลอดจนฝุ่นละออง

โรคฝุ่นจับปอด(Black lung disease)หรือโรคนิวโมโคนิโอซีส(pneumoconiosis หรือ CWP) อาจเป็นผลกระทบทางสุขภาพที่เลวร้ายที่สุดที่เป็นผลมาจากการทำงานในเหมืองถ่านหิน โรคดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับเหมืองถ่านหินมาเป็นเวลาหลายร้อยปี โรคฝุ่นจับปอดนี้มีสาเหตุมาจากการสัมผัสกับฝุ่นละอองที่มีซิลิกาละเอียด (Crystalline silica) ซึ่งสารดังกล่าวจะเกาะอยู่ตามผนังปอดทำให้ปอดแข็งขึ้น จากนั้นจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของปอดในการส่งก๊าซออกซิเจนที่หายใจเข้าไปตามกระแสเลือดลดลง ระดับความรุนแรงของโรคนี้จะแตกต่างกันไป ทั้งนี้โรคดังกล่าวเป็นโรคเรื้อรังลุกลามอย่างรวดเร็ว และมักมีอันตรายถึงตายได้ แม้ว่าอาการของโรคบางอย่างจะสามารถบรรเทาได้ ปัจจุบันก็ยังไม่มีการรักษา ผู้ป่วยโรคฝุ่นจับปอดจะได้รับทุกข์ทรมานจากการหายใจไม่เพียงพอ ความเหนื่อยล้า ภาวะมีอากาศในเนื้อเยื่อและอาการไอ ปัญหาโรคหัวใจและท้ายที่สุดระบบหายใจล้มเหลว

โรคฝุ่นจับปอดสร้างความทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวงให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา ในประเทศจีน มีคนงานเหมืองถ่านหินประมาณ 600,000 คนที่ทุกข์ทรมานจากโรคนี้ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 70,000 ราย ในสหรัฐอเมริกา ความชุกของโรคดังกล่าวปรับตัวลดลงหลังจากที่มีการผ่านกฎหมายการทำเหมืองระดับสหพันธรัฐ แต่ยังมีผู้เสียเสียชีวิตจากโรคฝุ่นจับปอดปีละกว่า 1,200 คน

————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี