ความลึกเชิงแสงของละอองลอย(Aerosol Optical Depth)

เราเรียกอนุภาคของแข็งและของเหลวที่แขวนลอยอยู่ในบรรยากาศว่า “ละอองลอย(aerosol)” ตัวอย่างเช่น ฝุ่นที่ลอยมาตามกระแสลม เกลือทะเล เถ้าจากการระเบิดของภูเขาไฟ ควันไฟป่า และมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ละอองลอยสามารถทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกอุ่นขึ้นหรือเย็นลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาด ชนิดและตำแหน่งของมัน ละอองลอยช่วยทำให้เมฆก่อตัวหรือจำกัดการก่อตัวของเมฆ ละอองลอยบางชนิดมีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์หากรับเข้าไปในร่างกาย

แผนที่ด้านบนแสดงปริมาณเฉลี่ยรายเดือนของละอองลอยทั่วโลกจากข้อมูลการเก็บบันทึกโดยเครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ของนาซา เราเรียกวิธีการวัดละอองลอยด้วยดาวเทียมว่าความลึกเชิงแสงของละอองลอย(aerosol optical thickness) การวัดอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่าอนุภาคจะเปลี่ยนวิธีการที่บรรยากาศสะท้อนและดูดกลืนแสงที่ตามองเห็นและแสงอินฟาเรด ความลึกเชิงแสงที่น้อยกว่า 0.1 (สีเหลืองซีดสุด) นั้นสภาพท้องฟ้าจะโปร่งใสและมีความสามารถมองเห็นได้มากที่สุด ถ้าความลึกเชิงแสงเป็น 1 (สีน้ำตามเข้ม) สภาพท้องฟ้าจะขมุกขมัว

ปริมาณละอองลอยที่สูงที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างๆ ในสถานที่ต่างๆ และช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของปี ละอองลอยเกิดขึ้นมากในแถบอเมริกาใต้จากเดือนกรกฏาคมถึงกันยายน อันเนื่องมาจากการเตรียมพื้นที่และการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วทั้งลุ่มน้ำแอมะซอนและภูมิภาค Cerrado ในช่วงฤดูแล้ง ละอองลอยมีแบบแผนที่คล้ายคลึงในอเมริกากลางช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ในแอฟริกาตอนกลางและใต้ช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน

ในหลายกรณี ความเข้มข้นของละอองลอยไม่ได้เกี่ยวข้องกับไฟ เช่น จากเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมของทุกปี ปริมาณละอองลอยเพิ่มขึ้นอย่างมากในแถบคาบสมุทรอาราเบียและทะเลโดยรอบอันเนื่องมาจากพายุฝุ่นทราย ปริมาณละอองลอยที่สูงมากขึ้นยังพบในแถบเชิงเขาหิมาลัยทางตอนเหนือของอินเดียในบางเดือน และปกคลุมภาคตะวันออกของจีนในช่วงหลายเดือนอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์

View, download, or analyze more of these data from NASA Earth Observations (NEO): Aerosol Optical Depth

มลพิษทางอากาศในจีนไม่ได้ลดลงจากมาตรการควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัสเท่านั้น

การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสหรือโควิด-19 เป็นประเด็นพูดคุยบนโลกออนโลน์อีกครั้งหลังจากที่ดาวเทียมตรวจสอบมลพิษของนาซาหรือองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (The National Aeronautics and Space Administration:NASA) และอีซาหรือองค์การอวกาศแห่งยุโรป(European Space Agency:ESA) ตรวจพบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เหนือจีนแผ่นดินใหญ่ ในภาพรวมอย่างน้อยที่สุดร้อยละ 36

นอกจากการลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ที่เป็นคู่หูของฝุ่นพิษ PM2.5 แล้ว การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในจีนก็ลดลงด้วย ศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด ออกมาระบุว่า มาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ทำให้ผลิตผล(Output)ทางอุตสาหกรรมทั้งหมดของจีนลดลงร้อยละ 15-40 รวมถึงการใช้ถ่านหินในโรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน(โดยเฉพาะในมณฑลกวางตุ้งที่มีอัตราการผลิตต่ำสุด) การผลิตเหล็กและการเดินทางโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ

ผลผลิตทางอุตสาหกรรมที่ลดลงทำให้การใช้ไฟฟ้าลดลงผลคือปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของจีนหายไปมากกว่า 1 ใน  4 ในช่วง 2 สัปดาห์ที่มีการควบคุมการระบาดของไวรัสในจีน

กราฟแสดงแนวโน้มของการใช้ถ่านหินรายวันในโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เป็นของบริษัทใหญ่ 6 แห่งในจีนเทียบก่อนและหลังจากเทศกาลตรุษจีน ระหว่างปี พ.ศ.2557-2563 เส้นสีแดงแสดงถึงแนวโน้มการใช้ที่ลดลงหลังเทศกาลตรุษจีนอันเนื่องมาจากมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส

แต่มลพิษทางอากาศยังเพิ่มสูงที่กรุงปักกิ่งในช่วงเวลาเดียวกัน

แม้คุณภาพอากาศหลายพื้นที่ในจีนแผ่นดินใหญ่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ที่ปักกิ่ง แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่มีผลต่อคุณภาพอากาศของปักกิ่งคืออุตสาหกรรมเหล็กและการทำความร้อนในบ้านเรือน โรงถลุงเหล็กรอบๆ ปักกิ่งยังคงทำการผลิตอยู่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีวัตถุดิบรอป้อนเข้าสู่การผลิตสะสมมากขึ้นทุบสถิติ นอกจากนี้ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ยังเป็นช่วยทำให้มีการไหลเวียนของกระแสลมจากแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศรอบๆ เข้ามาในตัวเมือง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ลองจินตนาการดูว่า หากไม่มีมาตรการควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส มลพิษทางอากาศของปักกิ่งจะเลวร้ายยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

รู้จักไนโตรเจนไดออกไซด์

ไนโตรเจนไดออกไซด์คือสารมลพิษทางอากาศหลัก(creteria pollutants) ที่ประเทศทั่วโลกทำการติดตามตรวจสอบ เป็นหนึ่งในสารตั้งต้น(precursor)ของ PM2.5 โดยเป็นก๊าซสีน้ำตาลแดงที่เกิดจากกระบวนการสันดาปของเครื่องยนต์ รวมถึงกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลสารประกอบหลัก 2 ชนิดที่ปล่อยออกจากกระบวนการดังกล่าวคือ ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) และไนตริกออกไซด์(NO) โดยทั่วไป สารมลพิษสองชนิดนี้เรียกรวมกันว่า ออกไซด์ของไนโตรเจน(NOx)

กรีนพีซใช้ข้อมูลจากเครื่องมือวัด TROPOMI บนดาวเทียม Sentinel 5P ขององค์การอวกาศแห่งยุโรป(The European Space Agency) เพื่อระบุจุดที่มีการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ข้อมูลที่เที่ยงตรงและมีรายละเอียดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนของระดับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในบรรยากาศนี้ ทำให้เราเห็นภาพตัวการสำคัญที่ทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายและทำลายสุขภาพประชาชน

ผลกระทบสุขภาพ

ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน(NOx) เป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจและความเสียหายต่อปอดหากรับเข้าไปแบบเฉียบพลัน และเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคเรื้อรังหากรับเข้าไปในระยะยาว

การรับเอาก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในระยะยาว(Long-term exposure) สัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในสหภาพยุโรป การรับเอา NO2 เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 75,000 คนต่อปี ในจีน มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นโดยระบุว่า ผลจากการสัมผัส NO2 นำไปสู่การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของการเสียชีวิตจากโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจ

ทางออกจากวิกฤตรอบด้าน

แม้ว่าการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในกรณีของจีนเป็นผลมาจากเศรษฐกิจชะลอตัวจากมาตรการควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส ก็ไม่ได้หมายความว่า เราควรละเลยแนวทางป้องกันมลพิษทางอากาศที่แหล่งกำเนิด  การศึกษาพบว่า ความเข้มข้นของไนโตรเจนไดออกไซด์ในภาพรวมในปี พ.ศ.2563 นั้นต่ำกว่าความเข้มข้นในปี พ.ศ.2562 อันเนื่องมาจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ในจีนที่นำมาบังคับใช้ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

จุดที่เป็นแหล่งกำเนิดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ซึ่งส่งผลให้คุณภาพอากาศเลวร้ายลงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพนั้นเกี่ยวข้องกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล – โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงงานอุตสาหกรรมและระบบการคมนาคมที่ไม่ยั่งยืน แหล่งกำเนิด(ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์)อื่นๆ ยังรวมถึงระบบเกษตรกรรมและการจัดการป่าไม้ที่ไม่ยั่งยืน ผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการปล่อยมลพิษทางอากาศออกมาจากแหล่งกำเนิดดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นต้องมี “การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน(energy transition)” เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนั่นคือ การผลิตไฟฟ้าจากระบบพลังงานหมุนเวียน ประสิทธิภาพพลังงาน ระบบการเดินทางและการคมนาคมที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพายานยนต์ส่วนตัวและสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน

กฏเกณฑ์ที่หย่อนยานในการควบคุมและลดการปล่อยมลพิษที่แหล่งกำเนิดสำหรับโรงไฟฟ้านั้นเป็นเหตุผลหลักประการสำคัญของการปล่อยมลพิษทางอากาศในจุดต่างๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิด นอกเหนือจากการที่สาธารณะชนต้องเข้าถึงรายงานการวัดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่ปลายปล่องแล้ว มีความจำเป็นเร่งด่วนในการทำให้มาตรฐานการปล่อยมลพิษเข้มงวดมากขึ้น

ยานยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล(Diesel Engines) จะปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์มากกว่ายานยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซีน(Gasoline vehicles) อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์ดีเซลเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นที่ใหญ่กว่านั่นคือ เครื่องยนต์สันดาปภายใน(the internal combustion engine) ยานยนต์ส่วนตัวที่ใช้น้ำมันเป็นปัจจัยหลักของสาเหตุมลพิษทางอากาศ ดังนั้น เราจำเป็นต้องมีแผนการจัดการลดการพึ่งพายานยนต์แบบสันดาปภายใน ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลง เน้นระบบขนส่งมวลชนหรือระบบร่วมเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืน

มลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ลดลงเหนือจีนแผ่นดินใหญ่

แผนที่แสดงความเข้มข้นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่เกิดจากยานยนต์ โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม แผนที่แสดงค่าทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ระหว่างวันที่ 1-20 มกราคม 2563 (ก่อนการปิดเมือง) และวันที่ 10-25 กุมภาพันธ์ 2563 (ระหว่างการปิดเมือง) ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมได้มาจากเครื่องมือ the Tropospheric Monitoring Instrument (TROPOMI) บนดาวเทียม Sentinel-5 ขององค์การอวกาศแห่งสหภาพยุโรป(ESA) รวมถึงเซ็นเซอร์ Ozone Monitoring Instrument (OMI) บนดาวเทียม Aura ขององค์การนาซา

ดาวเทียมตรวจสอบมลพิษขององค์การนาซาและองค์การอวกาศแห่งยุโรป(European Space Agency-ESA) ตรวจพบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เหนือจีนแผ่นดินใหญ่ มีหลักฐานว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชะลอตัวอันเนื่องมาจากการระบาดของโคโรนาไวรัส

ปลายปี พ.ศ.2562 ทีมแพทย์ในเมืองอู่ฮั่น จีน ทำการรักษาผู้ป่วยโรคนิวมอเนียที่ไม่รู้สาเหตุที่มา นักวิจัยยืนยันถึงสาเหตุว่ามาจากโคโรนาไวรัสใหม่(new coronavirus (COVID-19) ต่อมาในวันที่ 23 มกราคม 2563 ทางการจีนทำการปิดเมืองอู่ฮั่นทั้งการคมนาคมเข้าออกและธุรกิจในพื้นที่เพื่อลดการแพร่ระบาด ถือเป็นการกักกันครั้งแรกของมาตรการกักกันต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาทั้งในจีนและทั่วโลก

แผนที่ด้านบนแสดงความเข้มข้นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่เกิดจากยานยนต์ โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม แผนที่แสดงค่าทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ระหว่างวันที่ 1-20 มกราคม 2563 (ก่อนการปิดเมือง) และวันที่ 10-25 กุมภาพันธ์ 2563 (ระหว่างการปิดเมือง) ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมได้มาจากเครื่องมือ the Tropospheric Monitoring Instrument (TROPOMI) บนดาวเทียม Sentinel-5 ขององค์การอวกาศแห่งสหภาพยุโรป(ESA) รวมถึงเซ็นเซอร์ Ozone Monitoring Instrument (OMI) บนดาวเทียม Aura ขององค์การนาซา

นักวิทยาศาสตร์ที่นาซาบอกว่า การลดลงของไนโตรเจนไดออกไซด์เห็นชัดเจนครั้งแรกใกล้เมืองอู่ฮั่น ต่อมามีการลดลงขยายไปทั่วปประเทศ คนนับล้านถูกกักกันในปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563, 2020 โคโรนาไวรัสตรวจพบใน 56 ประเทศเป็นอย่างน้อยที่สุด

Fei Liu นักวิจัยคุณภาพอากาศที่ NASA’s Goddard Space Flight Center กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นการลดลงอย่างชัดเจนในพื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับเหตุการณ์เฉพาะแบบนี้ Liu ระลึกถึง การลดลงของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในประเทศต่างๆ ในช่วงการถดถอยทางเศรษฐกิจที่เริ่มในปี พ.ศ.2551 แต่ลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป นักวิทยาศาสตร์ยังสังเกตุการลดลงอย่างมากของมลพิษทางอากาศรอบกรุงปักกิ่งในช่วง กีฬาโอลิมปิกปี ..2551 แต่ผลที่เกิดขึ้นนั้นอยู่รอบๆกรุงปักกิ่ง และมลพิษทางอากาศเพิ่มสูงอีกครั้งเมื่อจบมหกรรมกีฬา

แผนที่แสดงค่าก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์สามช่วงเวลาในปี พ.ศ.2563 วันที่ 1-20 มกราคม(ก่อนเทศกาลตรุษจีน) 28 มกราคม-9 กุมภาพันธ์ (ช่วงฉลองตรุษจีน) 10-25 กุมภาพันธ์(หลังเทศกาล) ค่าในปี พ.ศ.2563 จะเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปี พ.ศ. 2562 Lefer ตั้งข้อสังเกตว่า ค่าโดยรวมในปี พ.ศ.2563 นั้นต่ำกว่าค่าในปี พ.ศ.2562 อันเนื่องมาจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ในจีนที่นำมาบังคับใช้ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

การลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ในปี พ.ศ. 2563 เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนในจีนและส่วนใหญ่ของเอเชีย โดยทั่วไป ธุรกิจและโรงงานปิดทำการช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคมจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธุ์ การสังเกตการณ์ที่ผ่านมา มลพิษทางอากาศจะลดลงในช่วงเทศกาลตรุษจีนและเพิ่มขึ้นอีกครั้งเมือจบเทศกาล

Barry Lefer นักวิทยาศาสตร์ด้านคุณภาพอากาศที่ NASA กล่าวว่า “มลพิษทางอากาศจะลดลงในช่วงเวลานี้ ข้อมูล OMI ที่เก็บในระยะยาวทำให้เราเห็นถึงความผิดปกติและเหตุผลเบื้องหลัง OMI เปิดตัวในปี พ.ศ.2557 โดยทำการจัดเก็บข้อมูลไนโตรเจนไดออกไซด์และมลพิษทางอากาศอื่นๆ ทั่วโลกมาเป็นเวลากว่า 15 ปี

แผนที่ด้านบนแสดงค่าก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์สามช่วงเวลาในปี พ.ศ.2563 วันที่ 1-20 มกราคม(ก่อนเทศกาลตรุษจีน) 28 มกราคม-9 กุมภาพันธ์ (ช่วงฉลองตรุษจีน) 10-25 กุมภาพันธ์(หลังเทศกาล) ค่าในปี พ.ศ.2563 จะเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปี พ.ศ. 2562 Lefer ตั้งข้อสังเกตว่า ค่าโดยรวมในปี พ.ศ.2563 นั้นต่ำกว่าค่าในปี พ.ศ.2562 อันเนื่องมาจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ในจีนที่นำมาบังคับใช้ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

ในขณะที่เทศกาลตรุษจีนมีบทบาทสำคัญในการลดลงของมลพิษทางอากาศ นักวิจัยเชื่อว่า การลดลงที่เกิดขึ้นนั้นมีมากกว่าผลจากวันหยุดยาวหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ในการวิเคราะห์เบื้องต้น นักวิจัยที่นาซาเปรียบเทียบค่าไนโตรเจนไดออกไซด์ ที่ตรวจวัดโดยระบบ OMI ในปี พ.ศ.2563 กับค่าที่ตรวจวัดในช่วงเวลาเดียวกันระหว่างปี พ.ศ. 2548-2562 ในปี พ.ศ.2563 ค่าไนโตรเจนไดออกไซด์ในจีนตอนกลางและตะวันออกนั้นมีระดับที่ต่ำกว่าราวร้อยละ 10-30

นอกจากนี้ Liu และเพื่อนร่วมงานไม่เห็นการกลับมาของมลพิษทางอากาศหลังจากวันหยุดยาว “ปีนี้ อัตราการลดลงของมลพิษทางอากาศมีนัยะสำคัญมากกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมาและอยู่ยาว ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะว่าหลายเมืองของจีนแผ่นดินใหญ่มีมาตรการลดการระบาดของไวรัส

ที่มา : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using modified Copernicus Sentinel 5P data processed by the European Space Agency. Story by Kasha Patel with assistance from NASA Aura and NASA SPoRT science teams.

ข้อมูลอ้างอิง

เหตุผลที่ราคาแผงโซลาร์ลดลงร้อยละ 40 ในช่วงเวลาเพียง 2 ปี

มันกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่การประชุมอนาคตพลังงานโลกที่อาบูดาบี เซลแสงอาทิตย์และเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น กังหันลม ไม่ได้แพงมากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลในหลายๆ ส่วนของโลก และแท้ที่จริง มันถูกกว่าด้วยซ้ำ

ยักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรับรู้เรื่องนี้ ดร. Adaba Sultan Ahmed al Jabber รัฐมนตรีแห่งสหรัฐอาหรับอิมิเรต ได้กล่าวในพิธิเปิดการประชุมว่า ราคาของพลังงานแสงอาทิตย์แข่งขันกับแหล่งพลังงานแบบเดิม และจะไม่มีผลกระทบจากการลดลงของราคาน้ำมัน

เขายังเห็นด้วยว่า นี่ถือเป็นโอกาสในการเรียกร้องให้มีการยกเลิกอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลในด้านราคา ซึ่งเขาเห็นว่ามันคิดเป็น 5 ต่อ 1 เมื่อเทียบกับการอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนในปี 2513 ถ้าเรามีความกล้าหาญและโอกาสที่จะพูดว่า ใช่เราต้องคิดต่าง ก็สามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าได้ นี่คือสิ่งที่มาจากประเทศที่ผลิตน้ำมันเป็นอันดับแปดและมีแหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติมากเป็นอันดับเจ็ดของโลก

หนึ่งวันก่อนหน้านี้ องค์การพลังงานหมุนเวียนนานาชาติ(IRENA)คาดการว่าต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์จะลดลงอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เน้นให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันกับพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล หากรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายไม่เข้าใจเรื่องนี้แล้วล่ะก็พวกเขาจะเสี่ยงต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดในเรื่องอนาคตด้านพลังงานของประเทศ

สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทพลังงานของซาอุดิอาระเบีย ACWE ซึ่งมีทรัพย์สินราว 24 พันล้านเหรียญสหรัฐ ได้สร้างสถิติโลกโดยได้ราคาเซลแสงอาทิตย์ที่ต่ำในการประมูลครั้งใหญ่ที่สุดของโลก นาย Paddy Padmanathan ผู้อำนวยการบริหารของ ACWE บอกว่าราคาของเซลแสงอาทิตย์จะลดลงอีกราวหนึ่งในสามในปีที่จะมาถึง เขาคาดว่ากำลังการผลิตติดตั้งกว่า 140,000 กิกะวัตต์ที่จะเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือและใต้ อย่างน้อยที่สุดจะมีครึ่งหนึ่งเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ในทศวรรษที่จะมาถึง

การคาดการณ์นี้สอดคล้องกับการคาดการณ์โดย Deutsche Bank ที่ระบุว่า ไฟฟ้าจากเซลแสงอาทิตย์จะไปถึงจุดที่ต้นทุนเท่ากับหรือน้อยกว่าพลังงานแบบดั้งเดิม โดยครองตลาดพลังงานร้อยละ 80 ภายในอีก 2 ข้างหน้า และประมาณว่าตุ้นทุนจะลดลงร้อยละ 40 ภายในสิ้นปี

รายละเอียดที่อธิบายถึงการคาดการณ์ของการวิเคระห์ของ Deutsche Bank analysts มีดังนี้

นาย Vishal Shah แห่ง Deutsche Bank’s กล่าวถึงต้นทุนอนาคตของระบบเซลแสงอาทิตย์ว่า ส่วนใหญ่เน้นไปที่ตลาดเซลแสงอาทิตย์บนหลังคา แต่บทเรียนต่างๆ ก็เช่นเดียวกันกับระดับของหน่วยงานด้านไฟฟ้า จะเห็นว่าระบบเซลแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับสายส่งจะเป็นระบบเซลแสงอาทิตย์แบบกระจายศูนย์ และถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในตลาดพลังงานที่มีการจัดตั้งเป็นอย่างดีในการมาถึงของการติดตั้งระบบเซลแสงอาทิตย์บนหลังคานั้นอยู่จุดที่คุ้มทุน

ราคาการผลิตในปัจจุบัน

ธนาคาร Deutsche ระบุว่า ต้นทุนรวมของระบบเซลแสงอาทิตย์ของบริษัทชั้นนำของจีนลดลงจาก 1.31 เหรียญสหรัฐต่อวัตต์ในปี 2554 เป็น 0.50 เหรียญสหรัฐต่อวัตต์ในปี 2557 อันเนื่องมาจากการลดลงของต้นทุนในกระบวนการผลิต การลดลงของราคาแผงเซลโพลีซิลิกอนและการปรับปรุงประสิทธิภาพในการแปลงให้เป็นกระแสไฟฟ้า

นั่นแสดงถึงการลดลงราวร้อยละ 60 ในช่วงระยะเวลาเพียง 3 ปี ธนาคาร Deutsche Bank ระบุว่าต้นทุนรวมจะลดลงอีกร้อยละ 30-40 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยการลดลงมากที่สุดจะมาจากภาคครัวเรือนอันเนื่องมาจากการปรับปรุงด้านขนาดและประสิทธิภาพในการทำงาน

จะเห็นจุดเด่นในเรื่องนี้ในตลาดเซลแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก – เยอรมนี “ปัจจุบัน ต้นทุนในเยอรมนีต่ำกว่าในสหรัฐอเมริกามาก และต้นทุนการติดตั้งในเยอรมนีลดลงร้อยละ 40 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สาเหตุการลดลงนั้นแตกต่างกันไปแต่ละประเทศ แต่เราเชื่อว่า ตัวอย่างของเยอรมนีจะยังคงเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าต้นทุนระบบโดยรวมยังไม่ไปถึงจุดที่มีต้นทุนต่ำสุดแม้กระทั่งในตลาดพลังงานที่อิ่มตัวแล้วก็ตาม”

การลดต้นทุนโดยรวมไม่ได้มาจากโพลีซิลิกอน เมื่อเทียบกับช่วง 5-10 ปีก่อนหน้านี้ ต้นทุนที่ลดลงในอนาคตจะมาจากส่วนที่ไม่เกี่ยวแผงเซลแสงอาทิตย์

ราคาแผงเซลแสงอาทิตย์ลดลงเป็น 0.5 เหรียญต่อวัตต์

ธนาคาร Deutsche Bank ระบุว่า ในขณะที่การค้าและตลาด หรือการตกลงราคาต่ำสุดของแผงเซลแสงอาทิตย์ยังอาจไม่ชัดเจนในระยะอันใกล้นี้ ความไม่สมบูรณ์จองตลาดจะทำงานของมันในระยะยาวและราคาที่ชัดเจนจะไปถึง 0.5 เหรียญ หรือต่ำกว่านั้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ตัวอย่างเช่น บริษัท SunEdison ได้ตั้งเป้าให้ราคาอยู่ที่ 0.40 เหรียญต่อวัตต์ภายในปี 2559 และผู้ผลิตอันดับต้นๆ ของจีนนั้นบรรลุเป้าหมายที่ราคา 0.50เหรียญสหรัฐต่อวัตต์ไปแล้วในปี 2557 เมื่อพิจารณาว่าผู้ผลิตส่วนใหญ่ปรับปรุงราคาในราว 1-2 เซนต์ต่อไตรมาส การปรับราคาน้อยกว่า 10 เซนต์ (เพื่อให้ถึง 0.40 เหรียญต่อวัตต์) ในช่วง 12 ไตรมาสนั้นแทบเรียกได้ว่าเป็นเรื่องพื้นๆ

ราคาอินเวอร์เตอร์และโครงก็ลดลงด้วย

โดยทั่วไปแล้วราคาอินเวอร์เตอร์จะลดลงราวร้อยละ 10-15 ต่อปี และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต ผู้ติตตั้งระบบเซลแสงอาทิตย์รายใหญ่นั้นทำราคาได้แล้วที่ 0.25 เหรียญสหรัฐต่อวัตต์หรือต่ำกว่านั้นในการทำข้อตกลงขนาดใหญ่ การลดลงของราคาส่วนประกอบระบบแผงเซลแสงอาทิตย์ การปรับปรุงอุปกรณ์รุ่นใหม่ และประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดกาประหยัดในด้านการผลิต

แม้การนำเข้าถ่านหินของจีนเพิ่มขึ้นในเดือนธันวาคม แต่ภาพรวมทั้งปี 2557 นั้นลดลงในรอบทศวรรษ

แปลเรียบเรียงจาก Shoaib-ur-Rehman Siddiqui Posted on Tuesday, 13 January 2015

image

การนำเข้าถ่านหินมายังจีน ผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของโลก เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าตัวในเดือนธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา อันเนื่องราคาถ่านหินในประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ใช้ถ่านหินในจีนสั่งซื้อถ่านหินราคาถูกว่าที่นำเข้าจากต่างประเทศ

ทว่า การนำเข้าถ่านหินมายังจีนโดยรวมในปี 2557 นั้นลดลงร้อยละ 10.9 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2556 เป็นการลดลงรายปีครั้งแรก อย่างน้อยในรอบทศวรรษ

การลดลงการนำเข้าถ่านหินของจีนอย่างเห็นได้ชัดนี้ เกิดขึ้นหลังจากการขยายตัวของการนำเข้าถ่านหินที่เกิดขึ้นเป็นตัวเลขสองหลักนั้น มีที่มาจากแหล่งถ่านหินที่เหลือเฟืออย่างมากในประเทศซึ่งทำให้รัฐบาลปักกิ่งต้องออกมาตราการจำกัดการนำเข้า

ข้อมูลจากกรมศุลกากรของจีนระบุว่า จีนนำเข้าถ่านหิน 27.22 ล้านตันในเดือนธันวาคม 2557 เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.4 เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายนในปีเดียวกัน โดยมีการนำเข้าถ่านหินรวมทั้งปีอยู่ที่ 291.22 ล้านตัน เปรียบเทียบกับ 327.1 ล้านตันในปี 2556

Zhang Xiaojin นักวิเคราะห์ถ่านหินจาก Everbright Futures กล่าวว่า สถานการณ์การนำเข้าถ่านหินในปี 2558 นี้ไม่แน่นอน จากการที่รัฐบาลปักกิ่งเริ่มมีมาตราการที่เข้มงวดมากขึ้นในเรื่องการนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศ ความต้องการใช้ถ่านหินลดลงในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนอันเนื่องจากปัจจัยของฤดูกาล

จีนจะมีมาตรการเพิ่มเติมในปี 2558 เพื่อควบคุมอุปทานของถ่านหินและการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิง การคาดการณ์ของสมาคมอุตสาหกรรมถ่านหินดูเหมือนว่าจะยังคงไม่ดีขึ้นเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แผ่วลงและการผลิตถ่านหินที่มากเกินไป

สมาคมอุตสาหกรรมถ่านหินของจีน(The China Coal Industry Association) กล่าวในรายงานบนเว็บไซต์ว่า สมาคมมองไม่เห็นอนาคตอันสดใสเรื่องความต้องการใช้ถ่านหินในปี2558 จากการที่เศรษฐกิจชะลอตัวจากตลาดส่งออกที่อ่อนแรงและการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง

Copyright Reuters, 2015

Smog Shrouds Eastern China

Chinahaze_tmo_2013341

China suffered another severe bout of air pollution in December 2013. When the Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) on NASA’s Terra satellite acquired this image on December 7, 2013, thick haze stretched from Beijing to Shanghai, a distance of about 1,200 kilometers (750 miles). For comparison, that is about the distance between Boston, Massachusetts, and Raleigh, North Carolina. The brightest areas are clouds or fog. Polluted air appears gray. While northeastern China often faces outbreaks of extreme smog, it is less common for pollution to spread so far south.

“The fog has a smooth surface on the top, which distinguishes it from mid- and high-level clouds that are more textured and have distinct shadows on their edge,” explained Rudolf Husar, director of the Center for Air Pollution Impact and Trend Analysis at Washington University. “If there is a significant haze layer on top of the fog, it appears brownish. In this case, most of the fog over eastern China is free of elevated haze, and most of the pollution is trapped in the shallow winter boundary layer of a few hundred meters.”

On the day this natural-color image was acquired by Terra, ground-based sensors at U.S. embassies in Beijing and Shanghai reported PM2.5 measurements as high as 480 and 355 micrograms per cubic meter of air respectively. The World Health Organization considers PM2.5 levels to be safe when they are below 25.

Fine, airborne particulate matter (PM) smaller than 2.5 microns (about one thirtieth the width of a human hair) is considered dangerous because it is small enough to enter the passages of the human lungs. Most PM2.5 aerosol particles come from the burning of fossil fuels and of biomass (wood fires and agricultural burning).

At the time of the satellite image, the air quality index (AQI) reached 487 in Beijing and 404 in Shanghai. An AQI above 300 is considered hazardous to all humans, not just those with heart or lung ailments. AQI below 50 is considered good.

In some cities, authorities ordered school children to stay indoors, pulled government vehicles off the road, and halted construction in an attempt to reduce the smog, according to news reports.

  1. References

  2. Associated Press, via The Washington Post (2013, December 6) Smog at Extremely Hazardous levels in Shanghai.Accessed December 9, 2013.
  3. Bloomberg News (2013, December 9) Shanghai Tells Children to Stay Inside for Seventh Day on Smog. Accessed December 9, 2013.
  4. The New York Times (2013, December 5) Air Pollution Shrouds Eastern China. Accessed Accessed December 9, 2013.
  5. U.S. Department of State (2013, December 9) U.S. Consulate Shanghai Air Quality Monitor. Accessed December 9, 2013.
  6. U.S. Department of State (2013, December 9) U.S Embassy Beijing Air Quality Monitor. Accessed December 9, 2013.
  7. Voice of America (2013, December 6) Flights Delayed as Air Pollution Hits Record in Shanghai. Accessed December 9, 2013.
  8. Xinhua (2013, December 9) Cities hit hard by smog. Accessed December 9, 2013.

NASA image courtesy Jeff Schmaltz, LANCE MODIS Rapid Response. Caption by Adam Voiland.

ปัจจุบันมี 100 ประเทศทั่วโลกผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม

ที่กรุงบอนน์ เยอรมนี สมาคมพลังงานลมระดับโลกนำเสนอข้อมูลล่าสุดในรายงาน World Wind Energy Report 2012 ว่าขณะนี้มี 100  ประเทศผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ประเทศไอซ์แลนด์เป็นประเทศอันดับ 100 ที่เข้าร่วมการปฏิวัติพลังงานโลก

รายงานภาษาอังกฤษฉบับเต็มดาวน์โหลดได้จาก http://wwindea.org/home/index.php?option=com_content&task=view&id=387&Itemid=43

เราสามารถสรุปประเด็นใหญ่ ๆ จากรายงานได้ดังต่อไปนี้ :

  • กำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมทั่วโลกมีถึง 282,275 เมกะวัตต์ โดยในปี 2555 มีจำนวน 44,609 เมกะวัตต์ ที่เพิ่มเข้ามา มากกว่าครั้งใด ๆ
  • พลังงานลมมีอัตราการเติบโตร้อยละ 19.2 ต่อปี เป็นเวลามากกว่าทศวรรษแล้ว
  • กังหันลมทั้งหมดทั่วโลกที่ติดตั้งจนถึงปลายปี  2555 ผลิตไฟฟ้าได้ 580 เทระวัตต์ต่อปี มากกว่าร้อยละ 3 ของความต้องการไฟฟ้าทั่วโลก
  • ภาคอุตสาหกรรมพลังงานลมในปี 2555 มีผลประกอบการราว 6 หมื่นล้านยูโร หรือ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
  • จีนและสหรัฐอเมริกามีกำลังผลิตติดตั้งราว 13 กิกะวัตต์ จากกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่ สหรัฐอเมริกามีกำลังผลิตติดตั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกำหนดด้านภาษีที่เป็นแรงจูงใจหลัก (Production Tax Credit) ที่กำลังจะหมดอายุลง

หากพิจารณาแบ่งเป็นภาคพื้นทวีป เราจะเห็นว่า :

  • ทวีปเอเชียมีกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งใหม่จากพลังงานลมมากที่สุด (ร้อยละ 36.3) ตามมาด้วยอเมริกาเหนือ (ร้อยละ 31.3) และยุโรป(27.5 ) ส่วนละตินอเมริกา ออสเตรเลีย/โอเชียเนีย และแอฟริกายังมีส่วนแบ่งตลาดน้อยโดยอยู่ที่ร้อยละ 3.9 ร้อยละ 0.8 และร้อยละ 0.2 ตามลำดับ
  • ละตินอเมริกาและยุโรปตะวันออกยังเป็นภูมิภาคที่ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเรื่องพลังงานมากที่สุดในขณะที่ทวีปแอฟริกายังคงอยู่นิ่ง ทีเพียงประเทศตูนีเชียและเอธิโอเปียที่มีการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าแห่งใหม่

ทวีปเอเชีย

  • จีนมาเป็นอันดับหนึ่งในเอเชียโดยมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้น 13 กิกะวัตต์ แต่โดยเปรียบเทียบก็ลดลงกว่าหลายปีที่ผ่านมา
  • อินเดียเป็นอันดับสองในเอเชีย (และมีขนาดตลาดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมใหญ่เป็นอันดับสามของโลก) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่ โดยเพิ่มขึ้น 2.5 กิกะวัตต์ ญี่ปุ่นเป็นอันดับที่สามโดยค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ และกำลังผลิตติดตั้งใหม่น้อยกว่าปากีสถานซึ่งเป็นเป็นน้องใหม่ด้านไฟฟ้าจากกังหันลม

ทวีปอเมริกาเหนือ:

  • สหรัฐอเมริกาทำสถิติใหม่โดยเป็นตลาดกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพิ่มขึ้น  13 กิกะวัตต์ ในปี 2555
  • ส่วนแคนาดามีการเพิ่มขึ้นของกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่จากกังหันลมน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

ทวีปยุโรป :

  • เยอรมนียังครองบทบาทเป็นผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดและมั่นคงที่สุดในยุโรปด้วยกำลังการผลิตใหม่ 31 กิกะวัตต์ ตามมาด้วยสเปนซึ่งอยู่ที่ 22.8 กิกะวัตต์
  • สหราชอาณาจักรแย่งตำแหน่งที่สองสำหรับตลาดกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่แทนสเปน
  • อิตาลี ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรยังคงมีบทบาทเป็นตลาดขนาดกลางโดยมีกำลังผลิตติดตั้งรวมทั้งหมดระหว่าง  7.5 และ 8.5 กิกะวัตต์ ส่วนโปแลนด์ โรมาเนีย และสวีเดน กลายมาเป็นตลาดหลักของกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่

กำลังการผลิตติดตั้งของกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 ในปี 255 เมื่อเทียบกับปี 2554 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5

ความไม่แน่นอนของนโยบายเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาและการลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมแห่งใหม่

สมาคมพลังงานลมระดับโลกคาดว่าภายในปี 2559 กำลังผลิตติดตั้งของไฟฟ้าจากกังหันลมจะมากกว่า 500,000 เมกะวัตต์ และเป็นไปได้ว่าจะมี 1 ล้านเมกะวัตต์ ภายในปี 2563