ฝนมรสุมท่วมเอเชีย

ฝนที่มาพร้อมกับมรสุมฤดูร้อนมีบทบาทสำคัญเชิงเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยการเติมเต็มแหล่งน้ำใต้ดิน เป็นทรัพยากรน้ำที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า(จากเขื่อน) และเพื่อการเกษตร แต่ในบางปี ฝนตกหนักมากทุบสถิติในบางพื้นที่ เช่นกับปี พ.ศ.2563 นี้ จนถึงกลางเดือนกรกฎาคม อุทกภัยส่งผลกระทบต่อคนนับล้านทั้งในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก

แผนที่นี้แสดงการสะสมของฝนทั่งทั้งเอเชียจากวันที่ 1 มิถุนายน (เริ่มต้นมรสุมฤดูร้อน) ถึงเดือนกรกฏาคม 2563 ข้อมูลประมาณมาจากIntegrated Multi-Satellite Retrievals for GPM (IMERG) ซึ่งเป็นเครื่องมือของปฏิบัติการ Global Precipitation Measurement (GPM) ส่วนสีแดงเข้มเป็นพื้นที่ที่ GPM ตรวจพบฝนตกเกิน 100 เซนติเมตร ในช่วงเวลาดังกล่าว อันเนื่องมาจากเป็นค่าเฉลี่ยจากข้อมูลดาวเทียม ปริมาณการตกของฝนอาจสูงกว่าเมื่อมีการวัดจริงๆ ในภาคพื้นดิน

สังเกตว่าปริมาณน้ำฝนโดยรวมที่สูงทั่วทั้งอินเดีย ตามที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกระบุว่าหลายส่วนของภาคกลางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียได้รับปริมาณน้ำฝน 15 เซนติเมตร (6 นิ้ว) มากกว่าปกติในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ยกตัวอย่างเช่นรัฐอัสสัมของอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือได้รับฝนทั้งหมด 89 เซนติเมตร (35 นิ้ว) ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายนถึง 22 กรกฎาคมสูงกว่าปกติประมาณร้อยละ 20 ปริมาณน้ำฝนกระตุ้นให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ซึ่งทำให้หมู่บ้านต่าง ๆ ต้องพลัดถิ่น นอกจากนี้ยังมีรายงานเกี่ยวกับสัตว์ – รวมถึงแรดที่หายากด้วยเขาคนเดียวซึ่งจมน้ำตายเมื่อระดับน้ำสูงขึ้นในอุทยานแห่งชาติ Kaziranga ของรัฐอัสสัม

นับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาระบบอากาศที่มีความแข็งแกร่งมีพายุและฝนตกหนักทั่วทั้งภาคกลางและตะวันออกของจีน แม่น้ำและทะเลสาบหลายสิบลูกโตในระดับสูง ยกตัวอย่างเช่นทะเลสาบ Poyang ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 22.6 เมตรในวันที่ 13 กรกฎาคมซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยประจำปีสูงสุดที่ 19.2 เมตร ทั่วทั้งภูมิภาคที่กว้างขวางน้ำท่วมและแผ่นดินถล่มคุกคามหมู่บ้านและส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน

ฝนมรสุมก็ทำลายญี่ปุ่นด้วย เพียงหนึ่งสัปดาห์ถึงเดือนกรกฎาคมบางส่วนของญี่ปุ่นตะวันตกได้รับปริมาณน้ำฝนสามเท่าซึ่งเป็นเรื่องปกติตลอดทั้งเดือน เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ก่อให้เกิดน้ำท่วมและแผ่นดินถล่มซึ่งตามรายงานข่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากฝนมากที่สุดในรอบกว่าสามทศวรรษ

มรสุมเป็นรูปแบบที่คุ้นเคยในละติจูดกลางที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลในรูปแบบการไหลเวียนของบรรยากาศ ในปีนี้ระบบความกดอากาศต่ำของลมมรสุมฤดูร้อนของเอเชียมีความแข็งแกร่งและคงที่โดยเฉพาะมีการรับความชื้นจากมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกได้มากขึ้นและส่งไปยังภาคพื้นดิน นักวิทยาศาสตร์ยังคงตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงในระบบลมมรสุมในเอเชียที่เกิดขึ้นจากปีต่อปีเช่นเดียวกับกว่าล้านปี

NASA Earth Observatory image by Joshua Stevens, using IMERG data from the Global Precipitation Mission (GPM) at NASA/GSFC. Story by Kathryn Hansen.

แหล่งอ้างอิงและที่มาข้อมูล

มลพิษทางอากาศกลับมาในจีน

ยุโรปเสี่ยงที่จะกลับไปสู่อนาคตที่สกปรก การเสียชีวิตจาก Covid-19 โยงกับมลพิษทางอากาศ

21 เมษายน 2563, กรุงบรัสเซล – มลพิษทางอากาศกลับมาในจีนแล้วหลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง ดังข้อมูลล่าสุดจากภาพดาวเทียม

แผนที่แสดงการกระจายตัวของ NO₂ จากการแปลผลข้อมูลดาวเทียมโดย ESA Credit: ESA / EEB / James Poetzscher

The European Environmental Bureau(EEB) เป็นเครือข่ายขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

Margherita Tolotto เจ้าหน้าที่นโยบายอากาศของ EEB กล่าวว่า : “ในช่วงการระบาดของไวรัสนี้ สิง่ที่เกิดขึ้นในจีนจะเป็นหน้าต่างที่ทำให้เราได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ ในเวลาต่อมา การหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษเข้าไปมีผลต่อสุขภาพของเราและทำให้เรามีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นจากภัยคุกคามต่อสุขภาพ รัฐบาลและกรรมาธิการยุโรปต้องลงมือทำเพื่อไม่ให้มลพิษทางอากาศกลับมา และพัฒนายุทธศาสตร์ที่เป็นทางออกที่จะหลีกเลี่ยงให้เรากลับคืนไปสู่อนาคตที่สกปรกอีกครั้งหนึ่ง ”

EEA ระบุว่า มลพิษทางอากาศคือภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของความเสี่ยงด้านสุขภาพของผู้คนในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เมือง  มลพิษทางอากาศเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทรงพลังของโรคที่เกี่ยวกับปอดและหัวใจซึ่งเชื่อมโยงกับ อัตราการตายที่เพิ่มขึ้นจาก Covid-19 ฝุ่นละออง(PM) ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO₂) และโอโซนระดับพื้นดินนั้นมีอันตรายมากที่สุด และนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 400,000 คนต่อปี ไนโตรเจนไดออกไซด์ปล่อยมาจากภาคคมนาคมขนส่งและภาคอุตสาหกรรม ส่วนการทำความร้อนในบ้านเรือนและเกษตรกรรมเป็นแหล่งกำเนิดของฝุ่นละออง มีขั้นตอนการละเมิดหลากหลายที่ดำเนินอยู่ในประเทศต่างๆ ของสหภาพยุโรปในเรื่องของคุณภาพอากาศ ไนโตรเจนไดออกไซด์และฝุ่นละอองมีระดับลดลงในหลายส่วนของยุโรปในช่วงมาตรการปิดเมือง

แผนการ The European Green Deal ที่จะมีขึ้นนั้นรวมถึงพันธกิจของแผนปฏิบัติการมลพิษเหลือศูนย์ โดยเฉพาะการริเริ่มลดมลพิษทางอากาศ

Tolotto กล่าวเพิ่มเติมว่า : “แผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังจากการระบาดของไวรัสต้องไปด้วยกันเจตจำนงของ the European Green Deal และเป้าหมายมลพิษเหลือศูนย์ นั่นหมายถึงการส่งเสริมพลังงานสะอาด การคมนาคมขนส่งที่ชาญฉลาด เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน เพื่อสร้างอนาคตที่ปลอดภัยและทนทานจากแรงกระแทก”

การแปลผลข้อมูลภาพดาวเทียม Sentinel-5 ขององค์การอวกาศแห่งยุโรปเปรียบเทียบปี พ.ศ. 2562 และ 2563 เป็นไปตามการประมวลผลตามคำแนะนำ ที่ให้ใช้ข้อมูลที่มีคุณภาพอย่างน้อยที่สุด(0.75) การแปลผลข้อมูลภาพดาวเทียมของประเทศอื่นๆ สามารถติดต่อขอได้ที่นี่

ที่มา : https://eeb.org/air-pollution-returns-to-china/

ความลึกเชิงแสงของละอองลอย(Aerosol Optical Depth)

เราเรียกอนุภาคของแข็งและของเหลวที่แขวนลอยอยู่ในบรรยากาศว่า “ละอองลอย(aerosol)” ตัวอย่างเช่น ฝุ่นที่ลอยมาตามกระแสลม เกลือทะเล เถ้าจากการระเบิดของภูเขาไฟ ควันไฟป่า และมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ละอองลอยสามารถทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกอุ่นขึ้นหรือเย็นลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาด ชนิดและตำแหน่งของมัน ละอองลอยช่วยทำให้เมฆก่อตัวหรือจำกัดการก่อตัวของเมฆ ละอองลอยบางชนิดมีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์หากรับเข้าไปในร่างกาย

แผนที่ด้านบนแสดงปริมาณเฉลี่ยรายเดือนของละอองลอยทั่วโลกจากข้อมูลการเก็บบันทึกโดยเครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ของนาซา เราเรียกวิธีการวัดละอองลอยด้วยดาวเทียมว่าความลึกเชิงแสงของละอองลอย(aerosol optical thickness) การวัดอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่าอนุภาคจะเปลี่ยนวิธีการที่บรรยากาศสะท้อนและดูดกลืนแสงที่ตามองเห็นและแสงอินฟาเรด ความลึกเชิงแสงที่น้อยกว่า 0.1 (สีเหลืองซีดสุด) นั้นสภาพท้องฟ้าจะโปร่งใสและมีความสามารถมองเห็นได้มากที่สุด ถ้าความลึกเชิงแสงเป็น 1 (สีน้ำตามเข้ม) สภาพท้องฟ้าจะขมุกขมัว

ปริมาณละอองลอยที่สูงที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างๆ ในสถานที่ต่างๆ และช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของปี ละอองลอยเกิดขึ้นมากในแถบอเมริกาใต้จากเดือนกรกฏาคมถึงกันยายน อันเนื่องมาจากการเตรียมพื้นที่และการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วทั้งลุ่มน้ำแอมะซอนและภูมิภาค Cerrado ในช่วงฤดูแล้ง ละอองลอยมีแบบแผนที่คล้ายคลึงในอเมริกากลางช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ในแอฟริกาตอนกลางและใต้ช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน

ในหลายกรณี ความเข้มข้นของละอองลอยไม่ได้เกี่ยวข้องกับไฟ เช่น จากเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมของทุกปี ปริมาณละอองลอยเพิ่มขึ้นอย่างมากในแถบคาบสมุทรอาราเบียและทะเลโดยรอบอันเนื่องมาจากพายุฝุ่นทราย ปริมาณละอองลอยที่สูงมากขึ้นยังพบในแถบเชิงเขาหิมาลัยทางตอนเหนือของอินเดียในบางเดือน และปกคลุมภาคตะวันออกของจีนในช่วงหลายเดือนอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์

View, download, or analyze more of these data from NASA Earth Observations (NEO): Aerosol Optical Depth