ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ประสบการณ์ตรงจากทั่วโลก

เมื่อคำนวณต้นทุนจริงของถ่านหิน เราสามารถประเมินความเสียหายส่วนใหญ่ได้ เช่น ค่าใช้จ่ายของการรักษาทางการแพทย์ อันตรายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และอุบัติเหตุในเหมืองถ่านหิน โดยประเมินออกมาเป็นความเสียหายทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม เป็นไปไม่ได้ที่จะคำนวณค่าใช้จ่ายของทุกอย่าง เป็นไปไม่ได้ที่จะคำนวณความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมทุกกรณี เป็นไปไม่ได้ที่จะคำนวณการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่คนงานเป็นผู้ทุกข์ทรมานในอุตสาหกรรมถ่านหินออกมาเป็นตัวเลข เป็นไปไม่ได้ที่จะตีค่าของชุมชนที่มองดูวัฒนธรรมของพวกเขาเสื่อมถอยลงออกมาเป็นราคา

เรื่องราวของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากถ่านหินต่อไปนี้ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้ พวกเขาทั้งหมดมาจากประเทศที่ได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษจากถ่านหิน เรื่องราวทั้งหมดแสดงถึงผลกระทบในทุกขั้นตอนของถ่านหิน ตั้งแต่การทำเหมืองไปถึงการเผาไหม้ รวมถึงความสกปรกอันเป็นอมตะของถ่านหิน

ในประเทศโคลัมเบีย ชุมชนชาวพื้นเมืองถูกคุกคามและถูกบังคับให้ออกจากที่ดินของตนเพื่อใช้สร้างเหมืองถ่านหิน หลายพันคนในฌาร์เรีย อินเดียทุกข์ทรมานจากสภาพความเป็นอยู่ที่น่าหวาดกลัว เพราะไฟถ่านหินจากการสันดาบที่เกิดขึ้นเองในเหมืองที่ไม่สามารถควบคุมได้ ในรัสเซีย สภาพความไม่ปลอดภัยของเหมืองทำให้คนงานจำนวนมากบาดเจ็บและเสียชีวิต

ในประเทศต่างๆ เช่น อินโดนีเซีย จีนและไทย มลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้ถ่านหินกำลังทำลายชีวิตความเป็นอยู่ โบราณวัตถุเก่าแก่ ลดผลผลิตของพืชผลและคร่าชีวิตผู้คน ความเลวร้ายอันเป็นอมตะของเหมืองถ่านหินจะทำให้ผืนดินในแอฟริกาใต้ได้รับสารพิษจากการรั่วซึมของกรดในเหมืองหลังจากที่เหมืองถูกปิดไปนานแล้ว ในขณะที่ในภูมิภาคคูยาเวีย-โปเมอราเนียในโปแลนด์นั้น การทำเหมืองถ่านหินทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบออสโตรวสกี้ลดลงอย่างมาก ในสหรัฐอเมริกา การทำเหมืองถ่านหินหมายถึงการระเบิดภูเขา การฝังกลบลำธารและทำให้ชุมชนใกล้เคียงถูกปนเปื้อนด้วยสารพิษ ในเยอรมนี การปรับพื้นที่เพื่อทำเหมืองแบบเปิดหน้าดินทำให้ทะเลสาบหลายแห่งถูกทำลาย โดยน้ำกลายสภาพเป็นกรดไม่ต่างจากน้ำส้มสายชู

อย่างไรก็ตาม เพื่อรับมือกับความเสียหายและอันตรายที่มีสาเหตุจากถ่านหินที่ยังไม่ได้รับการบรรเทา ชุมชนได้ลุกขึ้นสู้ ในออสเตรเลีย คนทำไวน์ ผู้ผสมพันธุ์ม้า คนท้องถิ่น และคนงานเหมืองได้ลุกขึ้นปฏิเสธการขยายตัวของเหมืองถ่านหิน และยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน ในฟิลิปปินส์ กลุ่มคนที่หลากหลายได้รวมตัวเป็นหนึ่งเพื่อคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ โดยเรียกร้องให้พัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและยั่งยืน เรื่องราวเช่นนี้เป็นแรงบันดาลใจ ให้ความหวัง และชี้นำทิศทางไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น อนาคตที่ไม่ถูกทำลายด้วยถ่านหินสกปรก แต่ถูกเติมพลังด้วยแหล่งพลังงานที่ปลอดภัย ยั่งยืนและสามารถปกป้องสภาพภูมิอากาศของพวกเรา

————

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ผลกระทบโลกร้อนในจีน

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อจีนอย่างรุนแรง ธารน้ำแข็งในทิเบตที่ละลายอย่างรวดเร็วจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำที่มีชื่อเสียงที่สุดบางสาย เช่น แม่น้ำเหลืองและแม่น้ำแยงซีเกียงต่ำลงถึงขั้นอันตราย ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อบริเวณชายฝั่งของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองและมณฑลที่มั่งคั่งที่สุดของจีน ประชาชนมากกว่า 400 ล้านคนในจีนกำลังประสบกับปัญหาพื้นที่แปรเปลี่ยนเป็นทะเลทราย (desertification) ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรมและผลผลิตทางอาหาร

สิ่งที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ คือ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหารของจีนในปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในอนาคต ปรากฏการณ์รุนแรง เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม พายุไซโคลนและพายุเขตร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และธารน้ำแข็งก็ละลายเร็วขึ้นๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อปริมาณน้ำในประเทศ และยังทำให้ความเสี่ยงที่ทะเลสาบธารน้ำแข็ง (glacial lakes) จะแตกมีมากขึ้น

ในเดือนมิถุนายนปี 2007 จีนได้ริเริ่มแผนงานว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ แผนงานนั้นครอบคลุมถึงยุทธวิธีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทางเลือกใหม่ในการตอบสนองความต้องการพลังงานที่มหาศาลและยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งวิธีจัดการกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายที่สุดในภายภาคหน้า  นอกจากนี้ องค์กรประชาสังคมในจีนยังได้เตรียมการรายงานเพื่อพัฒนาพันธะหน้าที่และการมีส่วนร่วมของทางองค์กรในการต่อกรกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม

บันทึกข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาแสดงให้เห็นว่า ปริมาณน้ำฝนในจีนโดยรวมลดลงตั้งแต่ปี 1965 แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะทำให้ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 7-10 โดยเฉพาะในตอนใต้และตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ หากค่าเฉลี่ยนี้ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ผิดไป เนื่องจากในขณะเดียวกัน การขาดแคลนน้ำในภาคเกษตรกรรมของจีนมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคทางเหนือซึ่งเกิดภัยแล้งอยู่ทั่วไป สภาพภูมิอากาศจะแปรปรวนมากขึ้นทำให้ในบางครั้ง ฝนไม่ตกในช่วงเวลาที่พืชผลต้องการน้ำมากที่สุด นอกจากนี้ อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังเร่งการระเหยของน้ำอีกด้วย

ล่าสุด ปริมาณน้ำฝนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมีแนวโน้มที่จะตกแบบไม่สมดุล กล่าวคือ บางพื้นที่จะได้รับน้ำฝนปริมาณมาก และบางครั้งอาจมากเกินไปจนทำให้เกิดน้ำท่วม ในขณะที่พื้นที่อื่นๆ ยังต้องประสบภัยแล้ง

ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมบางอย่างจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่รุนแรงนัก อย่างเช่น ดอกไม้ผลิบานเร็วขึ้นกว่าเมื่อก่อนสองถึงสี่วันในฤดูใบไม้ผลิ แต่ผลกระทบอื่นๆ อย่างเช่นผลที่มีต่อภาคเกษตรกรรม อาจส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจและปัจจัยการดำรงชีวิตในท้องถิ่น

รายงานการประเมินระดับชาติว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ( climate National Assessment Report) ฉบับล่าสุด ซึ่งจัดพิมพ์โดยรัฐบาลจีน ประมาณการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลเสียต่อผลผลิตทางเกษตรของประเทศจีนอยู่ในตอนนี้ หากเราไม่ลงมือกระทำการใดๆ  ความสามารถในการผลิตของอุตสาหกรรมการเกษตรของจีนจะลดลงร้อยละ 5 ถึง 10  เมื่อถึงช่วงครึ่งหลังของศตวรรษนี้ ผลผลิตพืชผลหลักสามชนิด ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าว และข้าวโพด อาจตกต่ำลงถึงร้อยละ 37 ในอีก 20 ถึง 50 ปีต่อจากนี้ ผลกระทบมหาศาลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเกษตรกรรมจะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของจีน

ในอดีต ชาวบ้านรู้ว่าควรหว่านเมล็ดพันธุ์พืชเมื่อไรจึงจะได้พืชผลที่แข็งแรง เนื่องจากฝนยังตกต้องตามฤดูกาล แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้สภาพอากาศแปรปรวนยิ่งขึ้น ทำให้ในบางครั้งเกิดภัยแล้งในเวลาที่เกษตรกรต้องการให้ฝนตก ฤดูหนาวที่อากาศอุ่นในปี 2007 ช่วยเร่งการเพาะตัวและการเจริญเติบโตของข้าวสาลีฤดูหนาว แต่ก็ทำให้ข้าวเหล่านี้เปราะบางต่อน้ำค้างแข็งในฤดูใบไม้ผลิ ในภูมิภาคทางใต้ น้ำเคยอุดมสมบูรณ์ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รูปแบบฝนที่ไม่สม่ำเสมอและความร้อนทำให้น้ำขาดแคลน นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการผลิตทางการเกษตรยังเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความจำเป็นต้องควบคุมศัตรูพืชและวัชพืชซึ่งมากับอุณหภูมิที่สูงขึ้นมากขึ้น

เพื่อรับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อภาคเกษตรกรรม ทางรัฐบาลและกลุ่มประชาสังคมต่างๆ ในจีนกำลังพยายามพัฒนายุทธวิธีการปรับตัวใหม่ๆ เพื่อจัดการกับปัญหาและนำไปใช้ให้เป็นผลสำเร็จ ยุทธวิธีเหล่านี้ ได้แก่ การส่งเสริมการเพาะปลูกที่สามารถต้านภัยแล้งได้ดี แหล่งพลังงานสะอาดในพื้นที่ชนบท เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และก๊าซชีวภาพ โครงการอนุรักษ์น้ำ และระบบรดน้ำแบบหยด (dripping irrigation systems) แม้ว่าจะมีความพยายามเช่นนี้ ชุมชนชายขอบที่ยากจนตามชนบทก็ยังคงถูกคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

จากปาปีรัส(Papyrus) สู่กระดาษ(Paper)

วัสดุลักษณะคล้ายคลึงกับกระดาษ เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เก่าแก่ที่สุดจากยุคอารยธรรมอันเจริญรุ่งเรือง  กระดาษเป็นสื่อเครื่องมือยุคแรกในการบันทึกความรู้  ความคิด และถ่ายทอดส่งต่อระหว่างบุคคล  วัฒนธรรม จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง

กระดาษและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระดาษแข็ง ผลิตจากส่วนประกอบเส้นใยเซลลูโลสของพืช  คำว่า “เปเปอร์“ ( Paper) มาจากภาษาอียิปต์โบราณว่า ปาปีรัส ( Papyrus) หมายถึง พืชน้ำจำพวกต้นอ้อ ต้นกก ซึ่งเคยใช้ทำกระดาษด้วยการแผ่ลำต้นออกแช่น้ำ เรียงสลับเป็นชั้นๆ รูปกากบาท  จากนั้นนำมาทุบเป็นแผ่นหยาบๆ แล้วตีแรงๆ เป็นแผ่นยาวจนสำเร็จจึงม้วนเก็บรวมไว้ด้วยกัน

ปาปีรัสและแผ่นหนังซึ่งทำอย่างปราณีตจากหนังสัตว์ (ลูกวัวหรือลูกแกะ) มีความเหนียวมากเป็นวัสดุสำหรับใช้เขียนเพียงชนิดเดียวในยุโรปตะวันตก  จวบจนถึงศตวรรษที่ 12  ชาว Moors ในสเปนนำวิธีการทำกระดาษของจีนเข้าสู่ยุโรปโดยใช้วัสดุจากพืชชนิดอื่น เช่น ไม้ไผ่  ป่าน  ฟางข้าว  และปอกระเจา

จากประดิษฐกรรมด้านข่าวสารการพิมพ์  และการเพิ่มขึ้นของการอ่านออกเขียนได้ในศตวรรษถัดมา  ส่งผลให้ความต้องการกระดาษเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าการตอบสนองของลินินและเส้นใยจากหญ้า  และ “ภาวะกระดาษขาดแคลน”  เริ่มคุกคามการค้าการพาณิชย์เป็นระยะๆ

ช่วงกลางศตวรรษที่ 19  การคิดค้นกระบวนการทำกระดาษจากไม้  ไม่เพียงแก้ไขปัญหาการผลิตสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคได้เท่านั้น  แต่เป็นการสร้างตลาดใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ไม้อีกด้วย

ปัจจุบันนี้ผลิตภัณฑ์กระดาษถูกมองว่าเป็นของธรรมดาสามัญประเภทหนึ่ง และยากที่จะจินตนาการชีวิตประจำวันของเราที่ปราศจากกระดาษได้   นอกจากการใช้กระดาษและเส้นใยเซลลูโลสเพื่อบันทึกถ้อยคำแล้ว   มีการใช้ผลิตภัณฑ์กระดาษอย่างกว้างขวางมากมาย  รวมทั้งผลิตภัณฑ์หีบห่อ  บรรจุภัณฑ์  วัสดุทำฉนวน กันกระแทก ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด  และแม้กระทั่งสารเสริมแต่งอาหาร  หากปราศจากกระดาษเสียแล้ว  รัฐบาล อุตสาหกรรมและระบบการศึกษาก็มิอาจปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

จากข้อเท็จจริงที่ว่า แผนภาพแสดงปริมาณกระดาษต่อประชากรมักจะถูกนำไปอ้างอิงชี้วัดมาตรฐานความเป็นอยู่ของประเทศ  จึงเป็นเรื่องที่สำคัญจำเป็นยิ่งยวดที่ต้องคิดค้นพัฒนาวิธีการที่สะอาดปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับผลิตปัจจัยขั้นพื้นฐานดังกล่าวนี้