ต้นทุนจริงของถ่านหิน : รัสเซีย

อุตสาหกรรมถ่านหินของรัสเซียมีกำลังแรงงานถึง 200,000 คน และในปี 2549 ด้วยกำลังผลิตถ่านหินถึง 309 ล้านตัน การทำเหมืองถ่านหินอาจถือได้ว่าเป็นงานที่มีอันตรายสูงสุดในประเทศก็ว่าได้ ทว่า สถิติที่เป็นทางการเกี่ยวกับอุบัติเหตุและผลกระทบทางสุขภาพก็ไม่ได้หาได้ง่ายๆ เลย

เหมืองถ่านหินในรัสเซียมีอันตรายและไม่ได้มีการลงทุนที่ดีพอตามมาตรฐาน ดังนั้น จึงมักเกิดอุบัติเหตุขึ้นเป็นประจำ และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายมนุษย์สูงอย่างน่าตกใจ ในปี 2546 เหมืองถ่านหินในเขตเคมิโรโวอิน(Kemerovoin) ทางตอนใต้ของไซบีเรียเกิดระเบิดขึ้น คร่าชีวิตคนไป 13 คน ในเดือนเมษายนของปีถัดไป คนงานอีก 45 คนเสียชีวิตในเหตุระเบิดในเหมืองแร่ในภูมิภาคเดียวกัน หนึ่งปีต่อมา คือในปี 2548 การระเบิดของก๊าซมีเทนทำให้มีผู้ต้องสังเวยชีวิตอีก 21 คน จากนั้นสองปีต่อมา ประเทศรัสเซียประสบกับหายนะจากอุตสาหกรรมเหมืองครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 60 ปี เมื่อคนงานเหมือนถ่านหินกว่า 110 คน ต้องจบชีวิตในเหตุระเบิดที่เหมืองถ่านหินอูลยาโนชายา(Ulyanovskaya) ไม่นานนักอุบัติเหตุอันน่าเศร้าสลดนี้ ยังตามมาด้วยอุบัติเหตุอีกหนึ่งครั้งที่มีคนงานเสียชีวิตอีก 38 คน

ข้อมูลจากรายงานแห่งชาติที่จัดทำในปี 2549 พบว่าสาธารณรัฐโคมิ (Komi Republic) ของรัสเซีย (ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำการผลิตถ่านหิน) มีอัตราโรคที่เกิดขึ้นจากการประกอบอาชีพโดยรวมที่ร้อยละ 8.3 ต่อลูกจ้าง 10,000 คน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศถึงห้าเท่า ตัวเลขดังกล่าวทำให้อุตสาหกรรมถ่านหินถือเป็นอาชีพที่มีอันตรายมากที่สุดในรัสเซีย ด้วยจำนวนโรคที่สัมพันธ์กับงานถึง 26.5  โรคต่อลูกจ้างทุกๆ 10,000 คน แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวมีขนาดจนน่าตกใจ แต่ก็ไม่ได้สะท้อนภาพทั้งหมดของการทำเหมืองถ่านหินในรัสเซีย ที่คนงานหลายพันคนได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคเรื้อรัง และรุนแรง

โวร์คูตา(Vorkuta) ถ่านหินครองเมือง

โวร์คูตา(Vorkuta) เป็นเมืองเหมืองแร่ที่ตั้งอยู่เหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลไป 160 กิโลเมตร มีประชากรมากกว่า 100,000 คน แต่เดิมเมืองนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 20 และพัฒนาขึ้นโดยอาศัยความสำเร็จของอุตสาหกรรมถ่านหิน อย่างไรก็ตาม การปิดเหมืองถ่านหินเมื่อไม่นานมานี้ และปัญหาสุขภาพที่เป็นผลมาจากการประกอบอาชีพในเหมืองแร่ย่อมหมายความว่าน้อยคนนักในเมืองแห่งนี้ ที่จะไม่ได้รับผลกระทบด้านลบจากเหมืองแร่

ปัญหาการจ่ายค่าแรงและการจ้างงาน

ในระหว่างช่วงคริสตทศวรรษที่ 1990 และช่วงต้นของคริสตศตวรรษที่ 21 เหมืองแร่หลายแห่งเริ่มปิดตัวลง เนื่องมาจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่สูง ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินกิจการได้ จึงส่งผลให้ร้อยละ 1 ของคนงานเหมืองถ่านหินในเมืองโวร์คูตาต้องตกงาน ในปี 2536 และในปีต่อมา มีจำนวนผู้ตกงานเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 9

ในช่วงเวลาเดียวกันคนงานที่ยังมีงานทำก็ต้องตกอยู่ในตำแหน่งงานที่ยากลำบาก ความกดดันในด้านงบประมาณของเจ้าของเหมืองถ่านหิน ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงระหว่างปลายคริสตทศวรรษที่ 1980 และ 1990 ทำให้คนงานหลายคนไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งบางครั้งนานสูงสุดถึงหนึ่งปี ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้เกิดการลุกฮือของสหภาพแรงงานหลายต่อหลายครั้ง  ครั้งหนึ่งสถานการณ์ย่ำแย่มากถึงขนาดที่คนงานกักตัวผู้อำนวยการบริษัทเหมืองถ่านหิน และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไว้ในตึก เพื่อเรียกร้องให้จ่ายเงินที่ค้างชำระ

ปัญหาสุขภาพ

ทุกวันนี้เหมืองถ่านหินห้าแห่งในเมืองโวร์คูตามีลูกจ้างประมาณแปดพันคน โดยผู้ป่วยจากโรคอาชีวอนามัย 114 ราย ที่มีการรายงานข้อมูลในปี 2550 พบว่า 101 ราย ทำงานในเหมืองถ่านหิน  ทั้งนี้โรคที่พบมากที่สุดคือโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์เครื่องใช้อุตสาหกรรม การทำงานหนักมากเกินไป อาการล้าของอวัยวะและระบบร่างกาย ในปี 2551 มีผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง 30 ราย โรคประสาทหูอักเสบจำนวน 10 ราย โรคจากฝุ่น 5 ราย โรคที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์อัดลม(pneumatic hammer disease) และโรคมะเร็งปอด อย่างละ 2 ราย

ผลกระทบโดยตรงของการทำเหมืองถ่านหินในรัสเซีย

อินิยาตุลลา ตุกฟาทูลลิน(Ainiyatulla Tukhfatullin) หนึ่งในคนงานเหมืองถ่านรายที่ได้รับทุกข์ทรมานจากการทำงาน เขาเกิดในปี 2492 ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน จังหวัดทาทาสถาน(Tatarstan)ในเขตลุ่มแม่น้ำโวลก้า ในปี 2514 หลังจากที่เขารับราชการทหารแล้ว เขาได้กลับมายังเมืองโวร์คูตา และได้งานทำในเหมืองซาโปลยานายา (Zapolyarnaya) เขาทำงานอยู่ใต้ดินที่มีความลึกถึง 250 -750 เมตร โดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือแบบดั้งเดิมในเหมืองถ่านหินเป็นเวลานานถึง 34 ปี เหมืองถ่านหินแห่งนี้เองที่ทำให้เขาป่วยเป็นโรคต่างๆ

การบาดเจ็บ

การบาดเจ็บเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเขา “ในช่วงต้นคริสตทศวรรษที่ 70 เราไม่มีแม้แต่เครื่องเจาะหิน เราจึงทำเหมืองถ่านหินโดยใช้เลื่อย ขวานและพลั่ว นอกจากนั้นยังมีเครื่องเจาะไฟฟ้า ที่ว่ากันว่าหนักถึง 32 ก.ก. ผมมีปัญหากระดูกหักตั้งแต่หัวจรดเท้า ถ้าจะให้เล่าถึงประวัติการรักษาละก็ คิดว่าสมุดโน้ตของคุณทั้งเล่มก็คงจดไม่พอ”

เขาเล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในปี 2520 เมื่อเขาโดนหินที่ร่วงหล่นลงมาทับ จนเขาต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและทรมานกับการบาดเจ็บเป็นเวลาถึงสองเดือนเนื่องจากกระดูกไหปลาร้าของเขาหัก ในปี 2547 อินิยาตุลลาตรวจพบว่าเขาเป็นโรคที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์อัดลม(pneumatic hammer disease) “เห็นไหมครับ มือผมสั่น เป็นโรคที่ว่านี้ครับ” เขาอธิบาย ในปี 2548 อินิยาตุลลาได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุใต้ดิน เขาล้มลง ทำให้เอ็นหัวเข่าขาซ้ายแตกจนต้องเข้ารับการผ่าตัดเป็นกรณีร้ายแรงและเจ็บปวดมาก  ครั้งนี้เขาต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึงเจ็ดเดือน

การบาดเจ็บครั้งนี้ทำให้อาชีพคนงานเหมืองแร่ของเขาสิ้นสุดลงและปัจจุบันเขาได้รับเงินประกันจากความไม่สบประกอบเดือนละ 7,500 รูเบิล และค่าชดเชยประมาณ 10,000 รูเบิล หรือคิดเป็นมูลค่าเพียง 700 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือนซึ่งแทบไม่พอใช้

การขาดการดูแล

ปัจจุบันนี้ อินิยาตุลลาใช้เวลาส่วนมากของเขาอยู่ที่ศูนย์แพทย์อาชีวอนามัย เขาต้องเดินทางไปที่นั่นเพื่อเข้ารับการรักษาปีละห้าครั้ง  ซึ่งแต่ละคอร์สการรักษาจะใช้เวลาประมาณสามสัปดาห์ เขาเล่าว่า “บางทีผมต้องนั่งแท็กซี่มาที่นี่ เปลืองค่าใช้จ่ายมาก แค่ค่าเดินทางก็หมดถึง 300 รูเบิ้ล”

ยิ่งแย่ไปกว่านี้ การขาดแคลนการสนับสนุนด้านงบประมาณสาธารณะทำให้ศูนย์อาชีวอนามัยต้องลดการใช้จ่ายในการให้บริการทำให้คนรายได้น้อยอย่าง อินิยาตุลลาไม่สามารถพักค้างคืนได้ ต้นเหตุของปัญหาการสนับสนุนงบประมาณคืองบประมาณขาดดุลเรื้อรังของเขตโวร์คูตา(Vorkuta) ที่สาเหตุบางส่วนมาจากการที่รายได้ภาษีของบริษัทถ่านหินโวร์คูตาอูโกล(Vorkutaugol) ถูกส่งไปยังกรุงมอสโคว สถานการณ์ต่างๆ ในเมื่องยิ่งย่ำแย่ลงจนถึงขั้นที่ว่ามีการพูดกันว่าศูนย์ดังกล่าวอาจถูกปิดตัวลงไปด้วย

————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนถ่านหิน : มลพิษที่มากกว่าธรรมดา

ในสหรัฐอเมริกา มลพิษทางอากาศพรากชีวิตผู้คน 30,000 คนในแต่ละปี จากการศึกษาในปี 2544 พบว่าผู้คนใน 14 เมืองจาก 20 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย สูดอากาศเอามลพิษที่ทางรัฐบาลเห็นว่า “อันตราย” เข้าไป ในจีน โรคปอด (Pulmonary Disease) เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ใหญ่เป็นอันดับสอง ร้อยละ 13.9 จากทั้งหมด

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคเหล่านั้นขึ้นก็คือถ่านหินหรืออนุภาคขนาดเล็กที่มาจากการเผาไหม้ถ่านหิน มลพิษทางอากาศ หรือเรียกได้อีกอย่างว่าฝุ่นละอองหรือเขม่า เป็นหนึ่งในผลผลิตอันตรายที่ได้จากการเผาไหม้ถ่านหิน

ฝุ่นละอองหรือเขม่าซึ่งปล่อยออกมาโดยตรงจากปล่องควันอุตสาหกรรมหรือปล่อยออกมาทางอ้อมโดยการทำปฏิกิริยาของสารพิษ อาทิ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์กับอากาศ อนุภาคนั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าเส้นผมของคนถึง 40 เท่า และยังมีส่วนประกอบของซัลเฟต ไนเตรท แอมโมเนียม โซเดียมคลอไรด์ คาร์บอน และผงแร่

ฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้นอันตรายมากเป็นพิเศษเนื่องจากอนุภาคที่เล็กที่สุดนั้นสามารถถูกสูดลึกเข้าไปในปอดได้ และยังมีความเป็นไปได้ที่จะผ่านเข้าไปสู่กระแสเลือดได้อีกด้วย ฝุ่นละอองส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์โดยเป็นต้นเหตุของจำนวนที่มากขึ้นของอาการหัวใจวายเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคปอด โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ยิ่งไปกว่านั้นฝุ่นละอองขนาดเล็กยังสร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน นอกจากสร้างปัญหาหมอกควันและวิสัยทัศน์แล้วยังมีสารพิษที่ฝุ่นละอองเหล่านั้นสามารถทำให้ดินสูญเสียธาตุ ทำให้น้ำเกิดการปนเปื้อน และยังสร้างความเสียหายให้แก่ป่าและพืชผลอีกด้วย

————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ประสบการณ์ตรงจากทั่วโลก

เมื่อคำนวณต้นทุนจริงของถ่านหิน เราสามารถประเมินความเสียหายส่วนใหญ่ได้ เช่น ค่าใช้จ่ายของการรักษาทางการแพทย์ อันตรายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และอุบัติเหตุในเหมืองถ่านหิน โดยประเมินออกมาเป็นความเสียหายทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม เป็นไปไม่ได้ที่จะคำนวณค่าใช้จ่ายของทุกอย่าง เป็นไปไม่ได้ที่จะคำนวณความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมทุกกรณี เป็นไปไม่ได้ที่จะคำนวณการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่คนงานเป็นผู้ทุกข์ทรมานในอุตสาหกรรมถ่านหินออกมาเป็นตัวเลข เป็นไปไม่ได้ที่จะตีค่าของชุมชนที่มองดูวัฒนธรรมของพวกเขาเสื่อมถอยลงออกมาเป็นราคา

เรื่องราวของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากถ่านหินต่อไปนี้ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้ พวกเขาทั้งหมดมาจากประเทศที่ได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษจากถ่านหิน เรื่องราวทั้งหมดแสดงถึงผลกระทบในทุกขั้นตอนของถ่านหิน ตั้งแต่การทำเหมืองไปถึงการเผาไหม้ รวมถึงความสกปรกอันเป็นอมตะของถ่านหิน

ในประเทศโคลัมเบีย ชุมชนชาวพื้นเมืองถูกคุกคามและถูกบังคับให้ออกจากที่ดินของตนเพื่อใช้สร้างเหมืองถ่านหิน หลายพันคนในฌาร์เรีย อินเดียทุกข์ทรมานจากสภาพความเป็นอยู่ที่น่าหวาดกลัว เพราะไฟถ่านหินจากการสันดาบที่เกิดขึ้นเองในเหมืองที่ไม่สามารถควบคุมได้ ในรัสเซีย สภาพความไม่ปลอดภัยของเหมืองทำให้คนงานจำนวนมากบาดเจ็บและเสียชีวิต

ในประเทศต่างๆ เช่น อินโดนีเซีย จีนและไทย มลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้ถ่านหินกำลังทำลายชีวิตความเป็นอยู่ โบราณวัตถุเก่าแก่ ลดผลผลิตของพืชผลและคร่าชีวิตผู้คน ความเลวร้ายอันเป็นอมตะของเหมืองถ่านหินจะทำให้ผืนดินในแอฟริกาใต้ได้รับสารพิษจากการรั่วซึมของกรดในเหมืองหลังจากที่เหมืองถูกปิดไปนานแล้ว ในขณะที่ในภูมิภาคคูยาเวีย-โปเมอราเนียในโปแลนด์นั้น การทำเหมืองถ่านหินทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบออสโตรวสกี้ลดลงอย่างมาก ในสหรัฐอเมริกา การทำเหมืองถ่านหินหมายถึงการระเบิดภูเขา การฝังกลบลำธารและทำให้ชุมชนใกล้เคียงถูกปนเปื้อนด้วยสารพิษ ในเยอรมนี การปรับพื้นที่เพื่อทำเหมืองแบบเปิดหน้าดินทำให้ทะเลสาบหลายแห่งถูกทำลาย โดยน้ำกลายสภาพเป็นกรดไม่ต่างจากน้ำส้มสายชู

อย่างไรก็ตาม เพื่อรับมือกับความเสียหายและอันตรายที่มีสาเหตุจากถ่านหินที่ยังไม่ได้รับการบรรเทา ชุมชนได้ลุกขึ้นสู้ ในออสเตรเลีย คนทำไวน์ ผู้ผสมพันธุ์ม้า คนท้องถิ่น และคนงานเหมืองได้ลุกขึ้นปฏิเสธการขยายตัวของเหมืองถ่านหิน และยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน ในฟิลิปปินส์ กลุ่มคนที่หลากหลายได้รวมตัวเป็นหนึ่งเพื่อคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ โดยเรียกร้องให้พัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและยั่งยืน เรื่องราวเช่นนี้เป็นแรงบันดาลใจ ให้ความหวัง และชี้นำทิศทางไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น อนาคตที่ไม่ถูกทำลายด้วยถ่านหินสกปรก แต่ถูกเติมพลังด้วยแหล่งพลังงานที่ปลอดภัย ยั่งยืนและสามารถปกป้องสภาพภูมิอากาศของพวกเรา

————

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : เชื้อเพลิงสกปรกที่ทำลายสภาพภูมิอากาศ

การเผาไหม้ถ่านหินเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ ในแต่ละปีโรงไฟฟ้าถ่านหินปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมากสู่ชั้นบรรยากาศถึง 11,000 ล้านตันต่อปี คิดเป็นร้อยละ 72 ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตไฟฟ้า และร้อยละ 41 ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ที่สุด และถือเป็นความท้าทายทางด้านของมนุษยชาติและทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญที่โลกเคยเผชิญมา ทั้งนี้มีผู้คนจำนวนหลายล้านคนที่ขณะนี้ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น การกัดเซาะชายฝั่งและภัยธรรมชาติที่รุงแรงมากขึ้น อาทิ น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุระดับรุนแรงและไฟป่า ซึ่งผลกระทบดังกล่าวนับวันจะยิ่งสร้างความเสียหายมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้สภาพอากาศที่รุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นยังส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร และบั่นทอนความมั่นคงทางด้านอาหารอีกด้วย โลกที่ร้อนขึ้นยังทำให้เกิดปัญหาโรคภัยต่างๆ ตามมาเช่น การแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกและมาลาเรีย หากยังไม่มีการดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซหลักที่ทำให้โลกร้อนขึ้นแล้ว กว่าหนึ่งในสี่ของสัตว์ป่าและพรรณพืชจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ไปในที่สุด

เฉพาะในบังคลาเทศและอินเดีย ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและภัยแล้งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนกว่า 125 ล้านคนต้องละทิ้งถิ่นที่อยู่อาศัยของตนเอง จากรายงานของไอพีซีซีภายในปี 2563 ประชากรในภูมิภาคเอเชียสูงสุดถึง 12,000 ล้านคนอาจต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ นอกจากนี้ทวีปแอฟริกาก็จะไม่สามารถผลิตข้าวสาลีได้อีกต่อไป

และอย่างที่เราทราบกันดีก็คือ สังคมโลกจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงหากไม่มีการเร่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยรากเหง้าของปัญหาดังกล่าวอยู่ที่การใช้ถ่านหินซึ่งเป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มากที่สุดออกสู่ชั้นบรรยากาศ ดังนั้น วิธีการในการจัดการกับถ่านหินในอีกไม่กี่ปีต่อไปนี้ จะตัดสินว่าเราจะสามารถตอบสนองต่อวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีแค่ไหน ความเร่งด่วนในการดำเนินเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่สามารถมองข้ามได้ นายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐเคยกล่าวว่า “ถึงเวลาแล้วที่เราต้องใช้อารยะขัดขืน เพื่อเป็นป้องกันไม่ให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ๆ ขึ้นอีก” โรงไฟฟ้าถ่านหินที่สร้างขึ้นในปัจจุบันจะปลดปล่อยมลภาวะทางอากาศไปอีกอย่างน้อย 40 ปีข้างหน้า

ในส่วนของภาคพลังงาน ในอีกสองทศวรรษข้างหน้า อัตราการสับเปลี่ยนหมุนเวียนของเทคโนโลยีการผลิตกระแสไฟฟ้าจะเกิดขึ้นมากที่สุด และทำให้โรงไฟฟ้าที่มีอยู่หลายแห่งต้องปลดระวางลง ทั้งนี้การตัดสินใจของประเทศต่างๆ และหน่วยงานด้านพลังงานในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดทิศทางพลังงานในยุคต่อไป ในทางกลับกัน แนวทางที่เรายังดำเนินการทุกอย่างเหมือนกับสถานการณ์ปกติ จะทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหินเพิ่มขึ้นร้อยละ 60 ภายในปี 2573

ทางออกในด้านเทคโนโลยีอาทิเช่น เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน(carbon capture and storage:CCS) ที่อ้างว่าสามารถทำให้ถ่านหินเป็นพลังงานสะอาดและปลอดภัยต่อสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นการหมกเม็ดและเบี่ยงเบนประเด็นอย่างร้ายแรง เนื่องจากปัจจุบัน โลกของเรากำลังแสวงหาทางออกที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงเพื่อนำมาใช้ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปกป้องภูมิอากาศของโลก การยุติการใช้ถ่านหิน พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการผลิตพลังงานหมุนเวียนเท่านั้นที่จะเป็นคำตอบที่จะช่วยป้องกันความเสียหายร้ายแรงที่เกิดกับภูมิอากาศโลก

————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน(CCS) ข้อบกพร่องของแนวทางที่เป็นไปตามปกติ

เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบของการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีต่อสภาพภูมิอากาศ โดยใช้วิธีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากปล่องควันสูงตามโรงไฟฟ้าและนำไปเก็บไว้ใต้ดินหรือใต้มหาสมุทร

เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการส่งเสริมการพัฒนาในอนาคตอย่างกว้างขวางจากอุตสาหกรรมถ่านหินเพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ต่อไปและการดำเนินตามแนวทางที่เป็นไปตามปกติ ทว่า เทคโนโลยีดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ได้ทันเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตรายได้ทันท่วงที โดยคาดว่าเวลาที่เร็วที่สุดที่นำเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนมาใช้ในเชิงพาณิชย์คือตั้งแต่ปี 2573 เป็นต้นไป ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจากจะต้องเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2558 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ความกังวลเรื่องความเป็นไปได้ ต้นทุนค่าใช้จ่าย ความปลอดภัย ภาระรับผิดของการใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน ทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวกลายเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่เบี่ยงเบนความสนใจและการลงทุนไปจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน โดยผลสำรวจล่าสุดที่ใช้กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้มีอำนาจตัดสินใจและผู้มีบทบาท 1,000 คนทั่วโลก ได้ชี้ให้เห็นถึงความกังขาอย่างมีนัยยะสำคัญที่มีต่อประสิทธิภาพที่ได้จากเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน เพียงร้อยละ 34 เท่านั้นของผู้ร่วมการสำรวจที่มั่นใจว่าเทคโนโลยี ‘ถ่านหินสะอาด’ ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและใช้กับโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงอีก 25 ปีข้างหน้าโดยไม่มีผลข้างเคียงที่ไม่อาจรับได้ และเพียงร้อยละ 36 ของกลุ่มตัวอย่างที่มั่นใจในประสิทธิภาพของเทคโนโลยีดังกล่าวในการมอบพลังงานคาร์บอนต่ำจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ โดยสรุปแล้ว เทคโนโลยีจะไม่สามารถนำมาใช้ได้ทันเวลาเพื่อช่วยปกป้องสภาพภูมิอากาศและไม่สมควรนำมาเป็นข้ออ้างในการเผาไหม้ถ่านหินไปต่อไปเรื่อยๆ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน สามารถดูได้จาก รายงาน ‘False Hope:Why carbon capture and storage won’t save the climate’ ของกรีนพีซในปี 2551 http://www.greenpeace.org/ccs

 

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : การตีแผ่ให้เห็นถึงต้นทุนจริงของถ่านหินมีความสำคัญอย่างไร

ถ่านหินอาจเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาถูกที่สุดในตลาด หากแต่ราคาตลาดของถ่านหินนั้นยังไม่เป็นที่ทราบกันอย่างชัดเจน ราคาที่เป็นตัวเลขนั้นรวมไปถึงปัจจัยต่างๆ นับตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการทำเหมืองแร่และการค้าปลีก ไปจนถึงภาษีที่จ่ายให้กับรัฐบาล และแน่นอนได้รวมกำไรไว้ด้วย แต่สิ่งที่ไม่ได้นำมาคำนวณในต้นทุนจริงของถ่านหินนั่นก็คือความเสียหายต่อมวลมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ หากมีการนำต้นทุนจริงของถ่านหินที่มีต่อรัฐบาลและประชาชนทั่วโลกมาสะท้อนให้เห็นในราคาตลาดของถ่านหินแล้ว แผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะมีเพิ่มมากขึ้น อาจจะแตกต่างไปจากปัจจุบันจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากถ่านหินไม่ได้เริ่มต้นและสิ้นสุดลงจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการเผาไหม้ถ่านหินเท่านั้น หากแต่เป็นกระบวนการทั้งหมดที่เป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกัน(chain of custody) เริ่มต้นตั้งแต่การทำเหมือง การเผาไหม้ไปจนถึงการจัดการของเสียในขั้นสุดท้าย และในบางกรณีการฟื้นฟูพื้นที่ (recultivation)ได้ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของมนุษย์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและวิถีชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับถ่านหิน ตลอดจนพืชพันธุ์และแหล่งกำจัดของเสีย ความเสียหายดังกล่าวกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรงและทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อน นอกจากนี้ การเผาไหม้ถ่านหินยังปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน ก๊าซมีเทนรวมทั้งคาร์บอนดำ(black carbon)และสารพิษอื่นๆ เช่น สารปรอทและสารหนู การรั่วไหลของกากของเสียจากการทำเหมืองถ่านหินยังเป็นอันตรายต่อปริมาณปลาที่จับได้และการเกษตรกรรม ดังนั้น จึงกระทบถึงการดำรงชีพของประชาชน ไม่เพียงเท่านี้ การใช้ประโยชน์จากถ่านหินยังเป็นสาเหตุโดยตรงที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างเช่นโรคฝุ่นจับปอด (black lung disease) ทั้งนี้เนื่องมาจากปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้สะท้อนให้เห็นอยู่ในต้นทุนค่าใช้จ่ายของถ่านหิน หากแต่ระบุเป็น ‘ต้นทุนผลกระทบภายนอก(External Costs)’

ต้นทุนผลกระทบภายนอกดังกล่าวเป็นสิ่งที่สังคมต้องแบกรับไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งบ่อยครั้งผู้ที่ต้องรับเคราะห์คือสมาชิกของสังคมที่มีฐานะยากจนที่สุด ในเมืองฌาร์เรีย รัฐฌาร์ขัณฑ์ของประเทศอินเดีย ประชาชนหลายพันคนที่อาศัยอยู่รอบๆ พื้นที่เหมืองถ่านหินที่เสื่อมโทรมต้องได้รับความทุกข์ทรมานจากสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่อันเลวร้ายที่เกิดจากไฟถ่านหิน(coal fires)ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ในประเทศรัสเซีย สภาพการทำเหมืองที่ไม่ปลอดภัยก่อให้เกิดการบาดเจ็บและการตายของคนงานหลายสิบคน ส่วนในเขตคูยาเวีย-พอเมอราเนีย (Kuyavia-Pomerania)ของโปแลนด์ กิจกรรมเหมืองถ่านหินทำให้น้ำในทะเลสาปออสโตสกี(Ostrowskie)ลดลงอย่างมาก

ทั้งนี้ รายการตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นยิ่งจะมีมากขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด

ในมิติทางด้านเศรษฐศาสตร์ การนำถ่านหินมาใช้อย่างต่อเนื่องยังนับว่าเป็นระเบิดเวลาที่รอการจุดระเบิด ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ต้นทุนจริงในเบื้องต้นของกรีนพีซที่ดำเนินการโดยสถาบันวิจัย CE Delft แห่งเนเธอร์แลนด์(Dutch Research Institute CE Delft) ได้แสดงให้เห็นว่าความเสียหายจากกระบวนการทั้งหมดอันเป็นผลกระทบที่มีลักษณะเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน(chain of custody)นั้น คิดเป็นมูลค่าขั้นต่ำที่ 3.6 แสนล้านเหรียญยูโรต่อปี ตัวเลขดังกล่าวยังนับว่าเป็นการประมาณการที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากไม่ได้ครอบคลุมถึงความเสียหายทั้งหมดที่เกิดจากถ่านหิน อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์นี้ให้แนวคิดในเรื่องขอบเขตของอันตรายที่เราต้องเผชิญรวมทั้งสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองและการเผาไหม้ถ่านหินอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมากขึ้น ต้นทุนผลกระทบภายนอกของถ่านหินก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ซึ่งในที่นี้เราหมายถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการต่อสู้กับวิกฤตโลกร้อนที่มีสาเหตุมาจากการเผาไหม้ถ่านหิน ในปี 2549 รายงาน Stern Review on the Economics of Climate Change ของเซอร์ นิโคลาส สเติร์น อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ยืนยันว่าร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในแต่ละปีจะต้องนำมาลงทุนเพื่อต่อสู้กับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่อมาในเดือนมิถุนายน ปี 2551 สเติร์นได้ปรับเพิ่มตัวเลขดังกล่าวเป็นร้อยละ 2 นอกจากนี้ ข้อมูลจากรายงานฉบับดังกล่าว ยังระบุว่าค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้ในการรับมือกับผลกระทบอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจพุ่งสูงถึงระหว่างร้อยละ 5 และร้อยละ 20 ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายในปี 2643

———–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี