ต้นทุนธรรมชาติตกอยู่ในความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ (ถ่านหิน เหล็ก ซีเมนต์และปิโตรเคมี)

ธารา บัวคำศรี แปลสรุปจากรายงาน Natural Capital at Risk: The Top 100 Externalities of Business

การศึกษาของแนวร่วมธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมโลก(TEEB for Business Coalition) ชี้ต้นทุนธรรมชาติตกอยู่ในความเสี่ยง เน้นการปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นประเด็นเร่งด่วน

รายงาน ต้นทุนธรรมชาติตกอยู่ในความเสี่ยง-ต้นทุนผลกระทบภายนอกของ 100 ธุรกิจชั้นนำ ประเมินว่า ต้นทุนผลกระทบภายนอกด้านสิ่งแวดล้อมนั้นคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจทั่วโลกราว 4.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในแง่ของต้นทุนที่ต้องจ่ายจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ การสูญเสียบริการที่เราได้จากธรรมชาติ เช่น การกักเก็บคาร์บอนในป่าไม้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษทางอากาศและต้นทุนด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง รายงานนี้จัดทำโดย The TEEB for Business Coalition ในการประชุมสุดยอดว่าด้วยธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมในกรุงนิวเดลีของอินเดีย

ข้อสรุปหลักจากรายงานคือ

  • จากการวิเคราะห์ภาคการผลิตขั้นปฐมภูมิ (เกษตรกรรม ป่าไม้ การประมง เหมือง การสำรวจน้ำมันและก๊าซ) และการแปรรูปขั้นปฐมภูมิ(ซีเมนต์ เหล็ก เยื่อและกระดาษ ปิโตรเคมี) ต้นทุนผลกระทบภายนอกคิดโดยรวมเป็น 7.3 ล้านล้านเหรียญหสรัฐ เทียบเท่ากับร้อยละ 13 ของตัวเลขเศรษฐกิจโลกในปี 2009
  • มูลค่าของต้นทุนผลกระทบภายนอก 100  อันดับต้น คิดเป็น 4.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหรือร้อยละ 65 ของผลกระทบจากภาคการผลิตขั้นปฐมภูมิโดยรวม
  • ต้นทุนผลกระทบภายนอกส่วนใหญ่มาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ร้อยละ 38%) ตามาด้วยการใช้น้ำ (ร้อยละ 35) การใช้ประโยชน์ที่ดิน (ร้อยละ 25%) มลพิษทางอากาศ (ร้อยละ 7) และมลพิษทางน้ำ(ร้อยละ 35)และของเสีย (ร้อยละ 1)

ภาคที่มีต้นทุนผลกระทบภายนอกสูงสุดคือ

  • การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในเอเชียตะวันออกและในอเมริกาเหนือจัดอยู่ในอันดับหนึ่งและอันดับสามตามลำดับ โดยมีต้นทุนผลกระทบภายนอกอยู่ที่ 453 พันล้านเหรียญสหรัฐในกรณีของเอเชียตะวันออกและ 317 พนัล้านเหรียญสหรัฐในกรณีของอเมริกาเหนือ ต้นทุนเหล่านี้รวมถึงความเสียหลายจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศ(นำไปสู่วิกฤตสภาพภูมิอากาศ) ผลกระทบด้านสุขภาพและความเสียหายอื่น ๆ จากมลพิษทางอากาศ ในทั้งสองกรณี ต้นทุนผลกระทบภายนอกด้านสังคมเหล่านี้มีมูลค่าเกินกว่ามูลค่าการผลิตของภาคไฟฟ้าจากถ่านหิน
  • ภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ที่มีิวิกฤตน้ำ การเลี้ยงปศุสัตว์ในอเมริกาใต้มีต้นทุนผลกระทบภายนอกราว 354 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการผลิตข้าวสาลีและข้าวในเอเชียใต้จัดอยู่ในอันดับที่ 4 และ 5
  • การผลิตเหล็กกล้ามีต้นทุนผลกระทบภายนอกในอันดับที่ 6 คิดเป็น 225 พันล้านเหรียญสหรัฐ การผลิตซีเมนต์ทั่วโลกปล่อยกาซเรือนกระจกร้อยละ 6 และในเอเชียตะวันออกมีการผลิตซีเมนต์ประมาณร้อยละ 55 ของการผลิตซีเมนต์โลก

รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดาวน์โหลดรายงานภาษาอังกฤษได้ทีี่ Natural Capital at Risk: The Top 100 Externalities of Business

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ถ่านหินขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ช่วงเวลานั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว

เราได้เห็นถึงการทำลายล้างที่มีสาเหตุมาจากถ่านหิน ตั้งแต่โรคฝุ่นจับปอด ไปจนถึงไฟถ่านหิน และน้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด เราได้เปิดเผยให้เห็นถึงผลกระทบของโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก ซึ่งรวมไปถึงภัยคุกคามเร่งด่วนของก๊าซเรือนกระจกที่ก่อตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ นอกจากนี้เรายังได้ให้ความสนใจกับมรดกที่ทิ้งไว้จากถ่านหินซึ่งถือเป็นอันตรายที่มักถูกลืมที่เกิดจากเหมืองถ่านหินร้างและความพยายามในการฟื้นฟูสภาพที่ไม่เคยสัมฤทธิ์ผล

การวิเคราะห์ของสถาบันวิจัย CE Delft แห่งเนเธอร์แลนด์  ระบุว่า ต้นทุนผลกระทบภายนอกของถ่านหินรวมอยู่ที่ 3,536 แสนล้านยูโรต่อปี แต่ตัวเลขที่มากน่าตกใจนี้ก็น่าจะเป็นเพียงการประมาณการที่ต่ำเกินไป ทุกวันนี้การประเมินปริมาณการปล่อยสารพิษให้ได้ทั้งหมดนั้นยังไม่สามารถทำได้ รวมถึงการคำนวณเชิงปริมาณของการเกิดความเสียหายจากถ่านหินจากทั่วโลกด้วยเช่นกัน

ต้นทุนจริงของถ่านหินตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินการเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการใช้ถ่านหิน แท้ที่จริงแล้ว เราควรลดละเลิกการใช้ถ่านหิน หากต้องการรักษาระดับอุณหภูมิให้ต่ำกว่าระดับ 2 องศาเซลเซียส ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (เทียบกับระดับอุณหภูมิช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม) รวมทั้งเป็นการหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่เป็นอันตราย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และต้นทุนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่มาจากถ่านหิน หลายประเทศก็ยังคงมีแผนการที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ ซึ่งหากแผนการดำเนินงานในปัจจุบันเป็นไปตามนั้น จะทำให้การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหินเพิ่มเป็นร้อยละ 60 ภายในปี 2573 แผนการดังกล่าวไม่เพียงแต่ขาดความยั่งยืนในอนาคตอย่างที่สุดแล้ว แต่เป็นแผนการที่ไม่จำเป็นและมีอันตราย

อนึ่ง ยังมีทางเลือกในการดำเนินการอื่นที่ไม่ใช้ถ่านหิน และเป็นทางเลือกที่สามารถนำมาใช้ได้จริง  แผนการปฏิวัติพลังงานของกรีนพีซมีแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อนำพลังงานหมุนเวียนมารวมเข้ากับประสิทธิภาพด้านพลังงานที่ดียิ่งขึ้น สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกได้ถึงร้อยละ 50 ทางออกดังกล่าวสามารถนำมาใช้ในด้านพลังงานในระดับเดียวกันกับการใช้พลังงานจากถ่านหิน ทั้งยังช่วยให้เราสามารถลดการพึ่งพาถ่านหินลงไปอีกด้วย

การนำทางออกใหม่มาใช้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ช่วยให้เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน เช่น กังหันลม แผงเซลแสงอาทิตย์หรือโฟโตวอลเทอิก โรงไฟฟ้าชีวมวล และการทำความร้อนจากแสงอาทิตย์ (Solar Thermal Collectors) กลายมาเป็นเทคโนโลยีกระแสหลัก นอกจากนี้ ตลาดของพลังงานหมุนเวียนยังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย ในปี 2550 การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกมีมูลค่าเกิน 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเวลาเดียวกัน การใช้พลังงานของเราก็ยังไม่มีประสิทธิภาพอย่างน่าเสียดาย กล่าวคือ ยังมีการเผาไหม้ถ่านหินในปริมาณมากเพื่อนำมาเป็นพลังงาน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สูญเปล่าที่เราสามารถหลีกเลี่ยงได้ง่ายๆ หากใช้มาตรการประสิทธิภาพพลังงานและเทคโนโลยีที่มีอยู่

การหันหลังให้กับการใช้ถ่านหินจึงเป็นแนวทางเดียวที่เราต้องทำ เนื่องจากโลกของเราไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไป ต้นทุนผลกระทบภายนอกที่ถ่านหินทำความเสียหายให้กับภูมิอากาศ โลกของเราและตัวเราเองนั้นมีสูงเกินไป ถ่านหินอาจจะมีความจำเป็นในการขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ช่วงเวลานั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว ขณะนี้เราต้องร่วมมือกันทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงในรูปแบบอื่นซึ่งใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและยั่งยืนเป็นตัวขับเคลื่อน ทางออกเหล่านี้จะช่วยปกป้องสภาพภูมิอากาศของโลก สุขภาพและสิ่งแวดล้อมของเราทั้งในปัจจุบันและคนรุ่นอนาคต

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : การตีแผ่ให้เห็นถึงต้นทุนจริงของถ่านหินมีความสำคัญอย่างไร

ถ่านหินอาจเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาถูกที่สุดในตลาด หากแต่ราคาตลาดของถ่านหินนั้นยังไม่เป็นที่ทราบกันอย่างชัดเจน ราคาที่เป็นตัวเลขนั้นรวมไปถึงปัจจัยต่างๆ นับตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการทำเหมืองแร่และการค้าปลีก ไปจนถึงภาษีที่จ่ายให้กับรัฐบาล และแน่นอนได้รวมกำไรไว้ด้วย แต่สิ่งที่ไม่ได้นำมาคำนวณในต้นทุนจริงของถ่านหินนั่นก็คือความเสียหายต่อมวลมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ หากมีการนำต้นทุนจริงของถ่านหินที่มีต่อรัฐบาลและประชาชนทั่วโลกมาสะท้อนให้เห็นในราคาตลาดของถ่านหินแล้ว แผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะมีเพิ่มมากขึ้น อาจจะแตกต่างไปจากปัจจุบันจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากถ่านหินไม่ได้เริ่มต้นและสิ้นสุดลงจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการเผาไหม้ถ่านหินเท่านั้น หากแต่เป็นกระบวนการทั้งหมดที่เป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกัน(chain of custody) เริ่มต้นตั้งแต่การทำเหมือง การเผาไหม้ไปจนถึงการจัดการของเสียในขั้นสุดท้าย และในบางกรณีการฟื้นฟูพื้นที่ (recultivation)ได้ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของมนุษย์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและวิถีชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับถ่านหิน ตลอดจนพืชพันธุ์และแหล่งกำจัดของเสีย ความเสียหายดังกล่าวกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรงและทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อน นอกจากนี้ การเผาไหม้ถ่านหินยังปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน ก๊าซมีเทนรวมทั้งคาร์บอนดำ(black carbon)และสารพิษอื่นๆ เช่น สารปรอทและสารหนู การรั่วไหลของกากของเสียจากการทำเหมืองถ่านหินยังเป็นอันตรายต่อปริมาณปลาที่จับได้และการเกษตรกรรม ดังนั้น จึงกระทบถึงการดำรงชีพของประชาชน ไม่เพียงเท่านี้ การใช้ประโยชน์จากถ่านหินยังเป็นสาเหตุโดยตรงที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างเช่นโรคฝุ่นจับปอด (black lung disease) ทั้งนี้เนื่องมาจากปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้สะท้อนให้เห็นอยู่ในต้นทุนค่าใช้จ่ายของถ่านหิน หากแต่ระบุเป็น ‘ต้นทุนผลกระทบภายนอก(External Costs)’

ต้นทุนผลกระทบภายนอกดังกล่าวเป็นสิ่งที่สังคมต้องแบกรับไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งบ่อยครั้งผู้ที่ต้องรับเคราะห์คือสมาชิกของสังคมที่มีฐานะยากจนที่สุด ในเมืองฌาร์เรีย รัฐฌาร์ขัณฑ์ของประเทศอินเดีย ประชาชนหลายพันคนที่อาศัยอยู่รอบๆ พื้นที่เหมืองถ่านหินที่เสื่อมโทรมต้องได้รับความทุกข์ทรมานจากสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่อันเลวร้ายที่เกิดจากไฟถ่านหิน(coal fires)ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ในประเทศรัสเซีย สภาพการทำเหมืองที่ไม่ปลอดภัยก่อให้เกิดการบาดเจ็บและการตายของคนงานหลายสิบคน ส่วนในเขตคูยาเวีย-พอเมอราเนีย (Kuyavia-Pomerania)ของโปแลนด์ กิจกรรมเหมืองถ่านหินทำให้น้ำในทะเลสาปออสโตสกี(Ostrowskie)ลดลงอย่างมาก

ทั้งนี้ รายการตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นยิ่งจะมีมากขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด

ในมิติทางด้านเศรษฐศาสตร์ การนำถ่านหินมาใช้อย่างต่อเนื่องยังนับว่าเป็นระเบิดเวลาที่รอการจุดระเบิด ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ต้นทุนจริงในเบื้องต้นของกรีนพีซที่ดำเนินการโดยสถาบันวิจัย CE Delft แห่งเนเธอร์แลนด์(Dutch Research Institute CE Delft) ได้แสดงให้เห็นว่าความเสียหายจากกระบวนการทั้งหมดอันเป็นผลกระทบที่มีลักษณะเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน(chain of custody)นั้น คิดเป็นมูลค่าขั้นต่ำที่ 3.6 แสนล้านเหรียญยูโรต่อปี ตัวเลขดังกล่าวยังนับว่าเป็นการประมาณการที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากไม่ได้ครอบคลุมถึงความเสียหายทั้งหมดที่เกิดจากถ่านหิน อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์นี้ให้แนวคิดในเรื่องขอบเขตของอันตรายที่เราต้องเผชิญรวมทั้งสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองและการเผาไหม้ถ่านหินอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมากขึ้น ต้นทุนผลกระทบภายนอกของถ่านหินก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ซึ่งในที่นี้เราหมายถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการต่อสู้กับวิกฤตโลกร้อนที่มีสาเหตุมาจากการเผาไหม้ถ่านหิน ในปี 2549 รายงาน Stern Review on the Economics of Climate Change ของเซอร์ นิโคลาส สเติร์น อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ยืนยันว่าร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในแต่ละปีจะต้องนำมาลงทุนเพื่อต่อสู้กับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่อมาในเดือนมิถุนายน ปี 2551 สเติร์นได้ปรับเพิ่มตัวเลขดังกล่าวเป็นร้อยละ 2 นอกจากนี้ ข้อมูลจากรายงานฉบับดังกล่าว ยังระบุว่าค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้ในการรับมือกับผลกระทบอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจพุ่งสูงถึงระหว่างร้อยละ 5 และร้อยละ 20 ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายในปี 2643

———–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี