ไม่มี “สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” หากไร้ซึ่ง “ความเป็นธรรมทางสังคม” : พินิจสถานะสิ่งแวดล้อมไทยปี 2562

การเปลี่ยนผ่านของภูมิทัศน์ทางการเมืองในช่วงปี พ.ศ.2562 ในด้านหนึ่ง ดูเหมือนจะช่วยขยายพื้นที่การมีส่วนร่วมของพลเมืองในการกำหนดนโยบายสาธารณะผ่านกระบวนการทางรัฐสภา แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนผ่านนี้มีความซับซ้อน ย้อนแย้ง และท้าทายอย่างยิ่ง ดังนั้น บทความนี้จะพินิจสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทยแตกต่างจากปีที่ผ่านมา

2562 ปีแห่งการฟอกเขียวสิ่งแวดล้อมไทย

ในที่สุด ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561-2580) ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้มีสถานะทางกฎหมายในเดือนตุลาคม 2562 เพื่อนําไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนา”

มีคำถามต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงลักษณะที่ “ผิดฝาผิดตัว”  “การขยายรัฐมโหฬาร” ความเป็น “มรดกทางการเมือง” ของรัฐบาล คสช. ที่ผูกมัดประเทศไปอีกสองทศวรรษ ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ย้อนแย้งไม่น้อยไปกว่ากันคือ กรอบที่ใช้ในการประเมินผลการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ เศรษฐกิจสีเขียว(Green Growth) ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ด้านของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นั้นจะนำไปสู่รูปธรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(SDGs) หรือจะเป็นเพื่อ “การฟอกเขียว(Greenwashing)” ให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขยายความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้เพิ่มมากขึ้น

ประจักษ์พยานบางส่วนของความย้อนแย้งดังกล่าวนี้ เห็นได้จาก (1) คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 4/2559 เรื่อง “การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท” ที่ส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน(พ.ศ.2562)และอนาคตจากการที่ชุมชนคัดค้านโครงการขยะ รวมถึงโรงไฟฟ้าขยะหลายแห่งทั่วประเทศ/โรงไฟฟ้าชีวมวลในภาคอีสาน(ตามแผนยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย 10 ปี)/โรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคอุตสาหกรรม (2) พรบ.โรงงานฉบับใหม่ ที่เอื้อทุน ซ้ำเติมปัญหาฝุ่น PM2.5 ทำให้โรงงาน 6 หมื่นแห่งไม่ถูกจัดเป็นโรงงาน (3) พรบ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งกลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC Watch) ชี้ให้เห็นว่าผังเมืองอีอีซีนั้นเอื้อประโยชน์กับกลุ่มคนบางกลุ่ม เบียดขับประชาชนออกจากที่ดิน ทำลายระบบนิเวศน์ที่มีลักษณะเฉพาะและความมั่นคงทางอาหารที่สำคัญของภาคตะวันออกและทั้งประเทศ ทำลายวิถีชีวิต/เศรษฐกิจของชุมชนและสร้างผลกระทบกับประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ ที่สำคัญ ผลวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเตือนรับมือขยะอีอีซี 20 ปี พุ่ง 80%

มลพิษทางอากาศกลายเป็นวาระแห่งชาติหลังจากฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ยังเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ไม่อาจมองข้าม แม้ว่าภาครัฐจะเข็น แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ออกสู่สายตาสาธารณชนในช่วงเดือนตุลาคม 2552 แต่ยังคงมีความอิหลักอิเหลื่อ คำถามต่อมาตรการการดำเนินงานระยะสั้น(พ.ศ.2552-2554) และระยะยาว(2565-2567) เช่น การกำหนดค่ามาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศเฉลี่ย 24 ชั่วโมงและรายปีให้เป็นไปตามเป้าหมายระยะที่ 3 ขององค์การอนามัยโลก และกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Registers – ทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ”) และแผนที่นำทาง(Roadmap)อาเซียนปลอดหมอกควันข้ามพรมแดนภายในปี 2563 เป็นต้น ว่ามีผลในทางปฏิบัติมากน้อยเพียงใด

กรอบการปฏิบัติงานอาเซียนว่าด้วยขยะทะเล ถือเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม(priority deliverables)จากการที่รัฐบาลไทยเป็นประธานอาเซียนและเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดในเดือนมิถุนายนและพฤศจิกายน 2562 ก่อนหน้านั้นในเดือนเมษายน คณะรัฐมนตรีไฟเขียว(ร่าง)โรดแมปการจัดการขยะพลาสติก 2561-2573 ตั้งเป้าลดใช้พลาสติก 7 ชนิดภายในปี 2565 พร้อมตั้งเป้ารีไซเคิลขยะพลาสติกได้ 100% ภายในปี 2570 โดยที่ รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเดินหน้าลุยมาตรการแบนถุงพลาสติกพร้อมดีเดย์ในวันที่ 1 ม.ค.63 ซึ่งได้รับความร่วมมือแบบสมัครใจจาก 75 ร้านค้า/ห้างดังและตามมาด้วยการออกกฎหมายในอนาคต

แต่วิกฤตพลาสติกคือมลพิษ ไม่ใช่ปัญหา “ขยะ” ในขณะที่กรอบการปฏิบัติงานอาเซียนว่าด้วยขยะทะเลกล่าวถึงนวัตกรรมและทางเลือก แต่กลับขาดวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาระบบที่เหมาะสมและไปให้พ้นจากการทดแทนพลาสติกด้วยบรรจุภัณฑ์แบบอื่นที่ยังต้องใช้ครั้งเดียวทิ้ง และเห็นได้ชัดเจนว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนล้มเหลวในการพิจารณาเพื่อต่อกรกับการค้ากากสารพิษและขยะพลาสติกเพื่อมิให้อาเซียนเป็นถังขยะพิษของโลก 

ส่วน Roadmap การจัดการขยะพลาสติกซึ่งระบุเพียงว่าจะสามารถลดปริมาณขยะพลาสติกที่ต้องนำไปกำจัดได้ 0.79 ล้านตันต่อปี ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก 1.2 ล้านตัน CO2 เทียบเท่า และได้ไฟฟ้าจากการนำพลาสติกไปเผา 1,830 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง แต่ไม่ได้กล่าวถึงปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาขยะพลาสติกเลยแม้แต่น้อย ซึ่งหากนำขยะพลาสติก 0.79 ล้านตันไปเผา จะปล่อยก๊าซเรือนกระจก 22.83 ล้านตัน CO2 เทียบเท่า ดังนั้น การเผาไม่ใช่ “การรีไซเคิล” และ “ทางออก” ของวิกฤตมลพิษพลาสติก

ภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ(Climate Emergency)

อีกครั้งหนึ่งที่เราได้เห็นความล้มเหลวของการประชุมเจรจาโลกร้อนครั้งล่าสุด(COP25) ที่กรุงมาดริด สเปน ในขณะที่ เจตจำนงของประเทศทั่วโลกส่วนใหญ่ภายใต้ความตกลงปารีสไม่เพียงพอที่จะจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไว้ที่ 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก(WMO) สรุปว่า ปี พ.ศ.2562 ถือเป็นทศวรรษที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ในประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า อุณหภูมิต่ำสุดเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยที่ 25 – 30 องศาเซลเซียส(เทียบกับในอดีตที่ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 22 องศาเซลเซียส) ส่วนอุณหภูมิสูงสุดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยสูงกว่าค่าเฉลี่ย 1-2 องศาเซลเซียส

แต่ความหวังในการกู้วิกฤตและหลีกเลี่ยงหายนะสภาพภูมิอากาศมิได้ลดน้อยลงไป ความตื่นตัวของสาธารณะชนต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศในปี พ.ศ.2562 ขยายมากขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่การรณรงค์หยุดเรียนประท้วงโลกร้อนรวมถึง climate strike ในประเทศไทย ในฟิลิปปินส์ กรีนพีซและภาคประชาสังคมเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศโดยเป็น “คำสั่งประธานาธิบดี(Executive Order)” ที่รับรองว่าวิกฤติโลกร้อนและผลกระทบที่มีต่อวิถีชีวิตชาวฟิลิปปินส์มีความสำคัญอันดับต้นของนโยบายรัฐบาล การประกาศของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของฟิลิปปินส์(The Philippines Human Rights Commission)ในเดือนธันวาคม 2562 ระบุว่าบรรษัทอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลมีความรับผิดชอบในทางกฎหมายต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

แม้ว่าในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี(2561-2580) ของประเทศไทยระบุว่าจะมุ่งเน้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ ปรับปรุงการบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งระบบ และการสร้างขีดความสามารถของประชาชนในการรับมือและปรับตัวเพื่อลดความสูญเสียและเสียหายจากภัยธรรมชาติและผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ และรัฐบาลไทยประกาศว่าสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้เกินเป้าและเดินหน้าเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เห็นได้ชัดเจนว่าละเลยประเด็นความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ(Climate Justice) ในขณะที่การใช้ถ่านหินนำเข้าในภาคอุตสาหกรรมยังเพิ่มปริมาณมากขึ้น สวนทางกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยการ “ลด ละ เลิกถ่านหิน” ตามเจตนารมย์ของความตกลงปารีส โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา การถมทะเลขยายท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ข้อเสนอถมทะเลของเอ็กซอนโมบิล ไปจนถึงการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักที่คุกคามความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาคอุษาคเนย์ เป็นต้น นั้นย้อนแย้งกับคำว่า “เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ” อย่างถึงที่สุด

คำประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Bio Science และลงนามโดยนักวิทยาศาสตร์ 11,258 คน จาก 153 ประเทศ คือเสียงเตือนที่ต้องรับฟัง แนวร่วมนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกประกาศพร้อมที่จะทำงานข้างเคียงกับผู้กำหนดนโยบายของรัฐบาลต่างๆ ในการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม(just transition)ไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเคารพความแตกต่างหลากหลาย คำประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศนี้เปรียบดังสัญญาณชีพ(vital signs)ที่เอื้อให้ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน และสาธารณะชนเข้าใจถึงขนาดของวิกฤต ติดตามความคืบหน้าและจัดเรียงลำดับความสำคัญในการลดผลกระทบจากหายนะทางนิเวศวิทยา

ข่าวดีคือ การเปลี่ยนผ่านที่คำนึงถึงความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมนี้เป็นคำสัญญาต่อสุขภาวะที่ดีขึ้นของมนุษยชาติทุกผู้ทุกนามเมื่อเทียบกับแผนการที่เราไม่ทำอะไรเลย(business as usual) ควรต้องกล่าวไว้ ณ ที่นี้ว่า หากรัฐบาลไทยจะประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ อย่าคิดเพียงว่าเป็นการสร้างความแตกตื่น หากคือการ “เตือนสติ”(ของผู้นำทางการเมือง) และลงมือทำเพื่อปกป้องนิเวศวิทยาที่ค้ำจุนสนับสนุนสรรพชีวิตในสังคมไทยและโลกที่เป็นบ้านแห่งเดียวของเรา

หรือปี พ.ศ.2562 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการยุติถ่านหินในยุโรป ? 

โรงไฟฟ้าถ่านหิน Staudinger ของบริษัท Uniper ที่ Grosskrotzenburg  30 กิโลเมตรจากเมือง Frankfurt ถ่ายเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562. ภาพโดย REUTERS/Kai Pfaffenbach – RC159CB62AB0

การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในยุโรปลดลงราวหนึ่งในห้าในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ.2562 นี้ โดยที่ลดลงในทุกประเทศที่มีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน

ข้อมูลของ Sandbag ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในยุโรปตะวันตก มีการลดลงของการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินถึงร้อยละ 79 ในไอร์แลนด์ และมีหลายครั้งที่ลดลงเกือบศูนย์หรือเหลือศูนย์ เช่นในสหราชอาณาจักร มีการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินสองสัปดาห์ในเดือนพฤษภาคมเป็นครั้งแรก

Image: Sandbag

ในแง่ของการลดลงแบบสัมบูรณ์ เยอรมนีมีการลดลงของการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมากที่สุด เป็นการลดลงทั้งถ่านหินและลิกไนต์ แต่โดยรวมก็ยังคงมีสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในสหภาพยุโรปในปีนี้

การมุ่งสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดคือหัวใจสำคัญของการต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานชะลอตัวลง การใช้และการผลิตพลังงานยังคงเป็นสองในสามของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกและร้อยละ 81 ของระบบพลังงานของโลกยังคงเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล สัดส่วนเดียวกันกับเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา

นโยบายที่มีประสิทธิภาพ ปฎิบัติการของภาคเอกชน และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับภาคสาธารณะมีความจำเป็นในการสร้างระบบพลังงานโลกที่ปลอดภัย ราคาที่เหมาะสม มีความยั่งยืน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ความก้าวหน้าที่วัดได้มีความจำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านอย่างประสบความสำเร็จ ดัชนีการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานของเวทีเศรษฐกิจโลก( The World Economic Forum’s Energy Transition Index) ซึ่งทำการจัดอันดับ 115 ประเทศ ว่ามีความสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย(ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคและพลังงาน) แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่ใหญ่หลวงที่สุดที่เราเผชิญอยู่เมื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน นั่นก็คือ การขาดความพร้อมของประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของโลก รวมถึง สหรัฐอเมริกา จีน อินเดียและรัสเซีย จากดัชนีดังกล่าวพบว่า ในจำนวน  10 ประเทศที่มีคะแนนความพร้อมมากที่สุดนั้นรวมกันแล้วมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นเพียงร้อยละ 2.6 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของโลก

เพื่อรับประกันถึงอนาคตของระบบพลังงานโลก เวทีเศรษฐกิจโลกทำงานร่วมกับโครงการต่างๆ ได้แก่ the Partnering for Sustainable Energy Innovation, the Future of Electricity, the Global Battery Alliance and Scaling Renewable Energy  เพื่อกระตุ้นและเอื้ออำนวยการลงทุนด้านพลังงาน เทคโนโลยีและทางออกที่สร้างสรรค์

การเติบโตของพลังงานหมุนเวียน

พลังงานหมุนเวียนเอาชนะถ่านหินอย่างช้าๆ โดยที่การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลมเพิ่มขึ้นทั่วทั้งยุโรป อย่างไรก็ตาม การใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นฟอสซิลอีกชนิดหนึ่งก็เพิ่มขึ้นด้วยเมื่อถ่านหินหายไปและราคาตลาดคาร์บอนมีการเปลี่ยนแปลงในแง่ของแรงจูงใจ

การลดลงของการใช้ถ่านหินมีน้อยกว่าในประเทศยุโรปตะวันออกซึ่งมีการรับเอาระบบพลังงานทางเลือกที่ยั่งยืนตำ่กว่า ในบางกรณี เช่น สโลเวเนียและบุลกาเรีย การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินยังเพิ่มขึ้น หลายประเทศ เช่น โปแลนด์ สาธารณรัฐเชก โรมาเนีย บุลกาเรียและกรีซ ยังคงพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลิกไนต์

Image: Sandbag

แนวโน้มที่ลดลงของการใช้ถ่านหินในสหภาพยุโรปเป็นทิศทางไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 1.5 ปีต่อปี แต่การลด ละ เลิกถ่านหินยังคงค่อนข้างช้า จนถึงปี พ.ศ.2562 นี้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวนหนึ่งปิดตัวลง ส่วนใหญ่อยู่ในสหราชอาณาจักรและเยอรมนี ถ่านหินจะยังคงมีบทบาทในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราวร้อยละ 12 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปทั้งหมดในปี พ.ศ.2562 นี้

Image: IEA

ข้อมูลของทบวงพลังงานระหว่างประเทศ ถ่านหินยังคงมีสัดส่วนในภาคการผลิตไฟฟ้าราว 2 ใน 5 ทั่วทั้งโลก และยังคงมีความจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กและโลหะ ในขณะที่การใช้ถ่านหินลดลงในบางภูมิภาค เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป แต่ความต้องการถ่านหินใช้ยังคงเพิ่มขึ้นในจีนและอินเดีย

ที่มา : http://econews.com.au/61814/2019-could-be-beginning-of-the-end-for-coal-in-europe/

ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพของคนในกรุงเทพฯ มาจากไหน

D5E4220F-2AA1-46A3-8894-FD251996C23Cแหล่งกำเนิด PM2.5 มีทั้งแบบปล่อยโดยตรงกับแหล่งกำเนิดปฐมภูมิ ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า การเผาในที่โล่งและอุตสาหกรรมการผลิต ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่ใดมีแหล่งกำเนิดแบบใดเป็นหลัก(Primary PM2.5 และจากปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศโดยมีสารกลุ่มซัลเฟอร์หรือกลุ่มไนโตรเจนและแอมโมเนียเป็นสารตั้งต้น(Secondary PM2.5) ดังนั้น การปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนจากแหล่งกำเนิดต่างๆ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลและการผลิตทางอุตสาหกรรม เมื่อเกิดการรวมตัวกันในบรรยากาศจะมีผลต่อการก่อตัวของ PM2.5 ขั้นทุติยภูมิอีกด้วย

หลายคนมักจะพูดถึงการเผาในที่โล่งว่าเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ในช่วงระยะเวลานี้ แต่จากข้อมูลดาวเทียม จุดเกิดความร้อนที่เกิดขึ้นในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาในเขตประเทศไทยมีน้อยมาก ดังนั้น PM2.5 จากการเผาในที่โล่งนั้นจึงไม่ใช่ปัจจัยหลัก เราไม่ควรโยนความผิดให้เกษตรกรที่มักถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุ

แผนที่แสดงจุดความร้อนสะสมย้อนหลัง 24 ชั่วโมง(10-11 กุมภาพันธ์ 2561)
ที่แปลผลจากภาพถ่ายดาวเทียม(http://fire.gistda.or.th)

ดังนั้น ในช่วงนี้ ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพของคนกรุงเทพฯ ก็ต้องมุ่งตรงไปที่แหล่งกำเนิดจากการคมนาคมขนส่ง(ให้นึกภาพถึงรถยนต์ส่วนตัวนับล้านคันบนถนน) และการเคลื่อนตัวของมลพิษจากพื้นที่อื่นๆ เช่น ผลการคำนวณแบบจำลองบรรยากาศ (Atmospheric Modeling) ที่ดำเนินการโดยทีมวิจัย Atmospheric Chemistry Modeling ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่าแบบจำลองการเคลื่อนที่ของเคมีในบรรยากาศ (Atmospheric chemistry-transport model- GEOS-Chem) ซึ่งระบุว่า….”โรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีและเก็คโค-วัน ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศของแหล่งท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียงอย่างเกาะเสม็ด เกาะแสมสารและพัทยา รวมทั้งกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงกันยายน เมื่อลมพัดจากทางทิศใต้มายังทิศตะวันตกเฉียงใต้(ดูภาพแรกแสดงทิศทางของกระแสลม) และในช่วงสภาวะอากาศที่แย่ที่สุด ในแต่ละวันฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองแห่งสามารถแพร่ กระจายเข้าสู่พื้นที่แหล่งท่องเที่ยวในสัดส่วนร้อยละ 40 และในเขตกรุงเทพมหานครร้อยละ 20 เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยรายปี”

สนธิ คชวัฒน์ เลขาธิการชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครช่วงที่ผ่านมามีสภาพอากาศนิ่ง การฟุ้งกระจายในแนวราบไม่ระบาย มีลมสงบความเร็วลมต่ำ และการฟุ้งกระจายในแนวดิ่งมีน้อย หรืออีกนัยหนึ่ง การเกิดมีสภาพอากาศเย็นหรืออุณภูมิต่ำที่พื้นดินรวมทั้งมีละอองน้ำหรือหมอกปกคลุมเหนือพื้นดินจำนวนมาก แต่ที่ระดับความสูงขึ้นไปอากาศกลับมีอุณภูมิสูงขึ้นเนื่องจากความร้อนจากดวงอาทิตย์ จึงทำให้มลพิษที่พื้นดิน เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก สารเบนซิน ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นต้น ที่ออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์ซึ่งมีความร้อนมากกว่าอากาศโดยรอบจะเคลื่อนที่ลอยขึ้น(จากร้อนไปเย็น) ในระดับหนึ่งแล้วลอยต่อไปไม่ได้เนื่องจากไปปะทะละอองน้ำและความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่อุณหภูมิสูงกว่าจึงตกลงมาปกคลุมพื้นที่ใกล้เคียงทำให้มีค่ามลพิษเกินมาตรฐานบริเวณริมถนนซึ่งเปรียบเสมือนเอาฝาชีทึบครอบอาหารร้อนๆไว้ ความร้อนก็จะกระจายอยู่ในฝาชีนั่นเอง”

กรุงเทพเป็นพื้นที่ราบ อิทธิพลของลมมรสุมช่วยกระจายให้ฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศ เคลื่อนตัวออกไปได้ง่าย แต่เมื่อพิจารณาถึงคุณลักษณะที่สำคัญของมลพิษทางอากาศ PM2.5 ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายจากแหล่งกำเนิดไปในระยะไกลนับร้อยนับพันกิโลเมตรได้ แหล่งกำเนิด PM2.5 ขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน การผลิตทางอุตสาหกรรม เป็นต้น จึงมีส่วนสำคัญและส่งผลต่อคุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานครภายใต้สภาวะทางอุตุนิยมวิทยา(ลม อุณหภูมิ ความกดอากาศ ความชื้น) และช่วงเวลาที่เหมาะสม

บทความโดย ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ถ่านหินในประเทศ VS ถ่านหินนำเข้า (1976-2013)

coal import to Thailand

ระหว่างปี ค.ศ. 1976-2013 การผลิตถ่านหิน(Primary Coal Production)ในประเทศไทย(แรเงาสีเทา) มีระดับคงตัวอยู่ที่ 20,000 Short Ton ต่อปี และมีแนวโน้มลดลง ส่วนการนำเข้าถ่านหิน(Primary Coal Imports) ของประเทศไทย (กราฟแท่ง) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาซึ่งจะทำให้ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าถ่านหินสุทธิในอนาคตอันใกล้

4 เรื่องโลกร้อน : 2 ปีหลังจากความตกลงปารีส

ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเป็นกรอบข้อตกลงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ ที่เกิดขึ้นจากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP21) ซึ่งจัดขึ้นปลายปี พ.ศ. 2558 ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ได้ผ่านมา 2 ปีแล้ว ในวาระที่การประชุมรัฐภาคีสมัยที่ 23 (COP23) กำลังมีขึ้น ณ กรุงบอนน์ สาธารณรัฐเยอรมนีในช่วงสองสัปดาห์นี้ มีประเด็นที่เป็นข้อสังเกต 4 ประการถึงความคืบหน้าของการดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายร่วมกันขั้นพื้นฐานของความตกลงปารีส เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) และ พยายามป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบที่เป็นหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

1. จนถึงปัจจุบันการจัดทำข้อเสนอหรือเจตจำนงการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจก(Nationally Determinded Contribution(NDC) ของแต่ละประเทศทั่วโลกซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความตกลงปารีส (Paris Agreement) รวมกันแล้วเป็นเพียง 1 ใน 3 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะต้องลด เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส รายงาน Emissions Gap Report 2017  ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ(UNEP) มีข้อเสนอชัดเจนว่าจะต้องมี NDC ที่มีมุ่งมั่นและเข้มข้นมากกว่าที่เป็นอยู่

ที่มา : Emissions Gap Report 2017

จากแผนภาพ เราจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 42 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่จะป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ในขณะที่ ข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด(NDC) แบบมีการสนับสนุนภายนอก(Condition NDC)และไม่มีการสนับสนุนภายนอก(Uncondition NDC) นั้นนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกได้ 11 และ 13.5 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) ตามลำดับ

หากจะต้องทำให้สอดคล้องกับเป้าหมายป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เราจะต้องลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 36 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) ในขณะที่ ข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด(Nationally Determinded Contribution) แบบมีการสนับสนุนภายนอกและไม่มีการสนับสนุนภายนอกนั้นนำไปสู่การลด ก๊าซเรือนกระจกได้ 16 และ 19 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) ตามลำดับ

2. การยุติถ่านหิน(Coal phaseout) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการอุดช่องว่าง(bridging gap)การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ขณะนี้ทั่วโลกมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ดำเนินการอยู่ราว 6,683 แห่ง คิดเป็นกำลังผลิตติดตั้งทั้งหมด 1,964 กิกะวัตต์ หากจะต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดนี้จนสิ้นสุดอายุการใช้งาน จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น 190 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในรายงาน A Stress Test for Coal in Europe under the Paris Agreement – Scientific Goal Posts for A Coordinated Phased-Out and Divestment ของกลุ่ม Climate Analytics ที่จัดทำขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 ระบุว่า การปิดตัวของโรงไฟฟ้าถ่านหินลงเกือบทั้งหมดในสหภาพยุโรปในช่วงอีกไม่เกิน 15 ปีข้างหน้าถือเป็นความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงขั้นรากฐาน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้มีความจำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ประชาคมโลกให้คำมั่นภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานให้ไปพ้นจากถ่านหินจะช่วยหลีกเลี่ยงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอันมหาศาล การยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นทำให้ถูกลงจากต้นทุนที่ลดลงอย่างรวดเร็วและอย่างมากของพลังงานหมุนเวียน แม้ว่าพลังงานลมและแสงอาทิตย์จะมีความท้าทายในตัวของมันเอง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการพึ่งพาสภาพอากาศ แต่ทางเลือกต่างๆ เช่น ระบบจัดเก็บพลังงานไฟฟ้า การพัฒนาระบบสายส่งและระบบการกระจายศูนย์นั้นสามารถรองรับและจัดการกับความท้าทาย ในขณะเดียวกัน พลังงานหมุนเวียนนั้นมีประโยชน์จากการเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีวันหมดและขยายขนาดได้ซึ่งเอื้อให้เกิดแบบจำลองธุรกิจใหม่และนำไปสู่การจ้างงาน รวมถึงในพื้นที่ที่จะมีการปิดตัวลงของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

3. “หยุดขุดเจาะและเก็บปิโตรเลียมไว้ใต้ดิน” คือ นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทรงพลังมากที่สุดและเรียบง่ายที่สุด  บทความ Global Warming’s Terrifying New Math ของกลุ่ม Carbon Tracker Initiative ระบุว่า แหล่งสำรองถ่านหิน น้ำมันและก๊าซตามรายงานของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลของโลกนั้นมีปริมาณคาร์บอนมากกว่าห้าเท่าเกินกว่าที่ จะนำมาเผาไหม้ได้หากเราจะต้องป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และถ้าอุตสาหกรรมพลังงานขุดเอาเชื้อเพลิงจากแหล่งสำรองขึ้นมาใช้ทั้งหมดตามปริมาณที่อ้างเอาไว้ โลกของเราก็จะร้อนจากเดิมขึ้นเป็นอีก 5 เท่า เพื่อให้มีโอกาสสองในสามของการป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส  เราสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศได้อีก 800 กิกะตัน และโอกาสครึ่งต่อครึ่งที่จะบรรลุเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส  เราสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพียงราวๆ 353 กิกะตัน แต่ทว่า รายงานของ Oil Change International ซึ่งใช้ข้อมูลจาก Rystad บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานของนอร์เวย์ ชี้ให้เห็นว่า เหมืองถ่านหิน บ่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีการดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนั้นเทียบเท่ากับคาร์บอนไดออกไซด์ 942 กิกะตัน ตัวเลขดังกล่าวนี้นำไปสู่การรณรงค์ “การตัดทอนการลงทุน(divestment)” จากเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยมหาวิทยาลัย กลุ่มองค์กรต่างๆ และกลายเป็นกระแสที่แพร่หลายและกว้างขวาง นักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่าเราต้องเก็บแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ใต้ดิน

ในสหรัฐอเมริกา เหมืองถ่านหิน หลุมก๊าซและน้ำมันที่มีอยู่คิดเป็นการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 86,000 ล้านตัน หรือเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส แต่หากอุตสาหกรรมพลังงานของสหรัฐอเมริกาเดินหน้าต่อและพัฒนาบ่อน้ำมันและพื้นที่ขุดเจาะโดยใช้กระบวนการขุดเจาะน้ำมันและแก๊สโดยการฉีดน้ำ ทราย และสารเคมีด้วยกำลังอัดแรงสูงเข้าไปที่ชั้นหินลึกใต้ดิน ทำให้ชั้นหินปล่อยน้ำมันและแก๊สในชั้นหินออกมา(ที่เรียกว่า Hydraulic Fracturing หรือ fracking) ทั้งหมดตามแผนการที่วางเอาไว้ ก็จะเพิ่มการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณ 51,000 ล้านตัน และหากเราปล่อยให้เกิดขึ้น สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศเดียวที่มีสัดส่วนของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศเกือบร้อยละ 40 ของปริมาณทั้งหมด(ปริมาณมากที่สุดที่จะป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส)

4. การรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดด้านสาธารณสุขโลกแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นข้อสรุปในรายงานวิจัย “The Lancet Countdown: tracking progress on health and climate change” ซึ่งเป็นงานวิจัยพหุสาขาวิชาในระดับนานาชาติโดยเป็นความร่วมร่วมมือระหว่างสถาบันวิชาการและผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก รายงานวิจัยนี้ทำการติดตามผลกระทบสุขภาพของอันตรายจากสภาพอากาศสุดขั้ว การฟื้นคืนจากผลกระทบและการปรับตัวด้านสุขภาพ ตลอดจนผลประโยชน์ร่วมในด้านสุขภาพจากมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ที่มา : The Lancet Countdown: tracking progress on health and climate change

เมื่อพิจารณาถึงมิติด้านสุขภาพ ผลกระทบและภัยคุกคามจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเห็นได้อย่างชัดเจน ณ วันนี้ ปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รับประกันถึงความมั่นคงและความเป็นธรรมสำหรับทุกคนไม่อาจเกิดขึ้นโดยลำพังหรือโดยผู้คนเพียงหยิบมือ ปฏิบัติการนี้ต้องการทุกคน จากสามัญชนไปจนถึงนายกเทศมนตรี จากผู้อำนวยการบริหารของบริษัทไปจนถึงผู้คนที่อยู่แนวหน้าของภัยพิบัติจากโลกร้อน และผู้นำรัฐบาลทั่วโลกที่สร้างภาวะผู้นำร่วมและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง

หมายเหตุ : Nationally Determinded Contribution(NDC) เป็นหัวใจสำคัญของความตกลงปารีส(Paris Agreement) ที่ตกลงกันเมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยแต่ละประเทศจะจัดทำข้อเสนอหรือร่างเจตจำนงการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกลง เป้าหมายการลดจะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับตามความเหมาะสมของประเทศ สำหรับ NDC ของประเทศไทยคือ แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศภายหลังปี พ.ศ. 2563 (Thailand’s Nationally Determined Contribution Roadmap) ซึ่งกำหนดเป้าหมายจะลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20-25 จากกรณีที่ดำเนินไปตามปกติ(Business As Usual) ภายในปี 2030

คุณทำอะไรได้บ้าง?

ธารา บัวคำศรี เป็นผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบาทัง

ความพยายามของญี่ปุ่นในผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบาทัง ตอนกลางของเกาะชวาอินโดนีเซียที่อ้างว่าใช้เทคโนโลยีทันสมัยล่าสุดนั้นต้องล่าช้าออกไปเมื่อเผชิญกับปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากความล่าช้าในการดำเนินโครงการของตนอันเป็นผลมาจากการต่อต้านของชุมชนเพื่อป้องกันมิให้มีการกว้านซื้อที่ดินเพื่อมาทำโครงการ

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบาทังจะมีกำลังการผลิต 2000 เมกะวัตต์ และมีมูลค่าโครงการ 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ลงทุนโดยบริษัท Itochu and Electric หรือ J Power ซึ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่นที่มีบทบาทในการลงทุนด้านพลังงานในไทย J Power ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นเวลา 25 ปีให้กับ PLN (Persero) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าคล้ายๆ กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตของไทย

นี่คือหนึ่งในด่านหน้าการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ http://asia.nikkei.com/Business/Trends/Prospects-dimming-for-key-Japanese-power-plant-in-Indonesia

แม้การนำเข้าถ่านหินของจีนเพิ่มขึ้นในเดือนธันวาคม แต่ภาพรวมทั้งปี 2557 นั้นลดลงในรอบทศวรรษ

แปลเรียบเรียงจาก Shoaib-ur-Rehman Siddiqui Posted on Tuesday, 13 January 2015

image

การนำเข้าถ่านหินมายังจีน ผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของโลก เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าตัวในเดือนธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา อันเนื่องราคาถ่านหินในประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ใช้ถ่านหินในจีนสั่งซื้อถ่านหินราคาถูกว่าที่นำเข้าจากต่างประเทศ

ทว่า การนำเข้าถ่านหินมายังจีนโดยรวมในปี 2557 นั้นลดลงร้อยละ 10.9 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2556 เป็นการลดลงรายปีครั้งแรก อย่างน้อยในรอบทศวรรษ

การลดลงการนำเข้าถ่านหินของจีนอย่างเห็นได้ชัดนี้ เกิดขึ้นหลังจากการขยายตัวของการนำเข้าถ่านหินที่เกิดขึ้นเป็นตัวเลขสองหลักนั้น มีที่มาจากแหล่งถ่านหินที่เหลือเฟืออย่างมากในประเทศซึ่งทำให้รัฐบาลปักกิ่งต้องออกมาตราการจำกัดการนำเข้า

ข้อมูลจากกรมศุลกากรของจีนระบุว่า จีนนำเข้าถ่านหิน 27.22 ล้านตันในเดือนธันวาคม 2557 เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.4 เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายนในปีเดียวกัน โดยมีการนำเข้าถ่านหินรวมทั้งปีอยู่ที่ 291.22 ล้านตัน เปรียบเทียบกับ 327.1 ล้านตันในปี 2556

Zhang Xiaojin นักวิเคราะห์ถ่านหินจาก Everbright Futures กล่าวว่า สถานการณ์การนำเข้าถ่านหินในปี 2558 นี้ไม่แน่นอน จากการที่รัฐบาลปักกิ่งเริ่มมีมาตราการที่เข้มงวดมากขึ้นในเรื่องการนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศ ความต้องการใช้ถ่านหินลดลงในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนอันเนื่องจากปัจจัยของฤดูกาล

จีนจะมีมาตรการเพิ่มเติมในปี 2558 เพื่อควบคุมอุปทานของถ่านหินและการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิง การคาดการณ์ของสมาคมอุตสาหกรรมถ่านหินดูเหมือนว่าจะยังคงไม่ดีขึ้นเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แผ่วลงและการผลิตถ่านหินที่มากเกินไป

สมาคมอุตสาหกรรมถ่านหินของจีน(The China Coal Industry Association) กล่าวในรายงานบนเว็บไซต์ว่า สมาคมมองไม่เห็นอนาคตอันสดใสเรื่องความต้องการใช้ถ่านหินในปี2558 จากการที่เศรษฐกิจชะลอตัวจากตลาดส่งออกที่อ่อนแรงและการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง

Copyright Reuters, 2015