“ถ่านหิน” และ “พลังงานสกปรกอื่นๆ” : ว่าด้วยเมืองเชอริบอน

เป็น Note ที่ผมเขียนสั้น ๆ จากกรณีนักกิจกรรมจากไทย ฟิลิปปินส์ จีนและอินเดียโดนกักกันตัวจากการจัดกิจกรรมการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องผลกระทบจากอุตสาหกรรมถ่านหิน ณ เมืองเชอริบอน อินโดนีเซียในปี 2553

—————————————

ว่าด้วยเมืองเชอริบอน (Ceribon)

by Tara Buakamsri (Notes) on Tuesday, 6 July 2010 at 19:06

เมืองเชอริบอนเป็นเมืองขนาดกลางของบนเกาะชวา มีประชากร 3 แสนคน เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งทางชายฝั่งเกาะชวาทางตอนเหนือ อยู่ทางตะวันออกของเมืองบันดุง เมืองหลวงของชวาตะวันตก 138 กิโลเมตร และห่างจากกรุงจาการ์ตาประมาณ 250 กิโลเมตร เมืองนี้เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างเมืองบันดุงกับจาการ์ตา กับเมืองอื่น ๆ ในชวาตอนกลางและชวาตะวันออก

ชื่อของเมืองมาจากคำพื้นเมืองในแถบซุนดา(Sundanese) หมายถึง แม่น้ำกุ้ง ‘Shrimp River’ คงเป็นเพราะมีแม่น้ำและทะเลที่อุดมสมบูรณ์ เมืองเชอริบอนยังรุ่มรวยไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผสมผสานกันทั้งยุโรป(น่าจะเป็นชาวดัชท์ที่มาครองแผ่นดินนี้หลายร้อยปี) อาราบิก, จีน, ชวาและซุนดา

เค้ามีคำขวัญของเมืองว่า Unity in Diversity

เมืองเชอริบอนเป็นพื้นที่แห่งเดียวในเขตชวาตะวันตกมีท่าเรือน้ำลึกที่เชื่อมต่อเส้นทางการค้าทางทะเลทั้งในและต่างประเทศ และนี่เองก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่มาตั้งอยู่ เพราะสามารถขนถ่ายถ่านหินจากเหมืองถ่านหินบนเกาะกาลิมันตันมาที่นี่ได้โดยง่าย

เชอริบอนยังเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่อง “ผ้าบาติก” ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของศิลปะแขนงนี้ในอินโดนีเซีย

ชุมชนท้องถิ่นที่นี่เป็นมิตร มีอัธยาศัยงดงาม พวกเขาดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติสุข

เหมือนกับชุมชนหลาย ๆ แห่งในไทยและในเอเชีย พวกเขารวมตัวกันต่อสู้กับสิ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับวิถีชีวิตนั่นคือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

คำประกาศชุมชนต่อต้านถ่านหินและสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดได้เกิดขึ้นที่นี่ เพื่อเป็นหลักหมายของการต่อสู้รณรงค์ของประชาชนในเอเชียเพื่อยุติถ่านหิน

ความคืบหน้าของการกักตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่เมืองเชอริบอน อินโดนีเซีย(1)

by Tara Buakamsri (Notes) on Tuesday, 6 July 2010 at 14:31

ขณะนี้ นักกิจกรรมทั้งหมดที่ถูกกักตัว ณ สถานีตำรวจเมืองเชอริบอน ได้ถูกส่งตัวไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่นั่น

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองต้องการจะประทับตราลงในพาสปอร์ตของนักกิจกรรมทั้ง 12 คน ว่า ห้ามเข้าประเทศ แต่ทนายของเราแย้งว่า ไม่มีการกระทำความผิดอะไร ดังนั้น จึงไม่ควรประทับตรา

เนอร์ ฮิดายาติ ผู้แทนกรีนพีซในอินโดนีเซีย กำลังประสานงานกับ Human Rights Watch ในจาการ์ตา รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนให้ลงมาดูกรณีดังกล่าว

ทุกคนกำลังถูกส่งตัวจากเมืองเชอริบอนมาที่จาการ์ตาเพื่อผ่านให้กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกลางอีกครั้ง ก่อนจะส่งกลับประเทศ

ความคืบหน้าของการกักตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่เมืองเชอริบอน อินโดนีเซีย(2)

by Tara Buakamsri (Notes) on Tuesday, 6 July 2010 at 14:51

มีอยู่ 2 แห่ง ในอินโดนีเซียที่การแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะยังพอทำได้นั่นคือ ในกรุงจาการ์ตา และบาหลี

พ้นไปจากนั้น เมื่อไรก็ตามที่มีการเคลื่อนไหวทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ผู้เข้าร่วมไม่ว่าจะเป็นชาวอินโดนีเซียเอง หรือ ชาวต่างชาติ จะได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ

เมื่อไรก็ตามที่มีการลงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของภาคประชาชนในเรื่องโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงาน หรือการตัดไม้ทำลายป่า เงินจะพูดได้ทันที

ปัญหาคอรับชั่นในอินโดนีเซียเป็นปัญหาเรื้อรังยาวนาน และคอยกัดกร่อนการพัฒนาประชาธิปไตยในทิศทางที่ควรจะเป็น รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งในอินโดนีเซียต่างผูกติดอยู่ผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ — อุตสาหกรรมป่าไม้ อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน และอุตสาหกรรมพลังงานโดยเฉพาะถ่านหิน

เรื่องที่เกิดขึ้นที่เมืองเชอริบอน การที่นักกิจกรรมด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมถูกกักตัวอย่างไร้เหตุผล เกิดจากรากฐานของความกลัวของผู้มีอำนาจและอิทธิพลล้นฟ้าของอุตสาหกรรม แม้แต่ประธานาธิบดียูโดโยโนก็ยังต้องปวดหัว เพราะรัฐบาลกลางมิอาจทำอะไรกับรัฐบาลท้องถิ่นได้อย่างถนัดนัก

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ชุมชนที่เมืองเชอริบอนต้องปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจากการชุมนุมประท้วงต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ดูเหมือนพวกผู้มีอำนาจทั้งหลายเกรงว่าจะทำให้เกิดความไม่มั่นคงในพื้นที่ขึ้นอีก จึงได้กักตัวนักกิจกรรมทั้งหมดไว้

รัฐบาล ตำรวจและอุตสาหกรรมถ่านหินกำลังสร้างอาณาจักรของความกลัวให้เกิดขึ้น มีเพียงพลังของประชาชนผู้มุ่งมั่น ตื่นรู้ รวมตัวกันเท่านั้น จึงจะไปพ้นจากความกลัวนี้ได้

ความคืบหน้าของการกักตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่เมืองเชอริบอน อินโดนีเซีย (3)

by Tara Buakamsri (Notes) on Tuesday, 6 July 2010 at 15:24

ข่าวล่าสุดคือ นักกิจกรรมทั้ง 12 คน ยังอยู่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเชอริบอน ทนายกำลังเจรจาเรื่องการประทับตราลงในพาสปอร์ตว่า ห้ามเข้าประเทศว่าไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด

เป็นเกมยื้ออีกเกมหนึ่งของรัฐบาลท้องถิ่นที่นั่นซึ่งมีเงินของอุตสาหกรรมถ่านหินหนุนหลังอยู่

ขณะนี้มีชาวบ้านทั้งหญิงชายและลูกเล็กเด็กแดงจำนวนมากที่อาศัยอยู่รอบ ๆ พื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมารวมตัวกันที่หน้าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อให้กำลังใจ

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้ชุมนุมประท้วงอย่างสงบและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าปราบปราม

ทั้งหมดยังคงถูกกักตัวอยู่ที่เมืองเชอริบอน

ความคืบหน้าของการกักตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่เมืองเชอริบอน อินโดนีเซีย (4)

by Tara Buakamsri (Notes) on Tuesday, 6 July 2010 at 16:06

ทนายกำลังเจรจาอย่างเคร่งเครียดกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเรื่องการประทับตราพาสปอร์ตว่าห้ามเดินทางเข้าอินโดนีเซียอีก นักกิจกรรมทั้ง 12 ประเทศพร้อมใจกันเซย์โน เพราะไม่เป็นธรรมและถือเป็นการละเมิด และใช้สิทธิที่ตนเองมีอยู่ในการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม

พวกเขายังคงอยู่ที่ตรวจคนเข้าเมือง เมืองเชอริบอน

หากสามารถเจรจากันได้ ทั้งหมดจะเดินทางกลับเข้าจาการ์ตาคืนนี้

การเลือกปฏิบัติในกฎหมายเข้าเมืองของอินโดนีเซีย

by Tara Buakamsri (Notes) on Wednesday, 7 July 2010 at 00:12

ข่าวในประเทศไทยที่รายงานการกักตัวนักกิจกรรมของไทยนั้น อาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีการสื่อสารที่ไม่ครบถ้วน

การที่กรมสารนิเทศชี้แจงว่า “เจ้าหน้าที่ตำรวจของอินโดนีเซีย แจ้งข้อหาละเมิดกฎหมายเข้าเมืองของอินโดนีเซียต่อกลุ่มคนไทยทั้ง 4 คน เนื่องจากกลุ่มคนไทยดังกล่าว เดินทางเข้าอินโดนีเซีย ในฐานะนักท่องเที่ยว ดังนั้น จึงไม่สามารถดำเนินกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้ และตามกฎหมายภายในของอินโดนีเซีย การดำเนินกิจกรรมใดๆ อาทิ การจัด หรือเข้าร่วมการประชุม และการประท้วง ไม่ว่าจะเป็นคนอินโดนีเซีย หรือต่างชาติ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของอินโดนีเซียก่อน”

การให้ข่าวเช่นนี้ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า นักกิจกรรมมาทำเรื่องที่ผิดกฎหมายของที่นี่ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่เพราะว่าเรามาประชุม และถ้าบอกว่า เราเข้ามาโดยประทับตราวีซ่านักท่องเที่ยว แล้วทำอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น คนที่มาทำธุรกิจช่วงสั้น ๆ ก็ต้องโดนจับหมดสิ เพราะดำเนินกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว

เท่าที่เราทราบ สนง. ตรวจคนเข้าเมืองใช้มาตรา 42 ของ กม.เข้าเมือง กับนักกิจกรรมทั้ง 12 คน รวมถึงคนไทย แต่ไม่มีการประทับตราสีแดงเพื่อห้าม เดินทางกลับเข้ามาอีก มาตรา 42 ที่ว่านี้คือ

Article 42
(1) Immigration actions shall be taken against foreign nationals in the Territory of Indonesia who foster dangerous activities, or who are deemed to be probable cause of danger to public order or security, or who break or neglect existing laws or regulations.
(2) The Immigration actions as cited in Paragraph (1) include:
a. restriction, changing or cancellation of stay permits;
b. prohibitions to stay at one or several determined areas in the Territory of Indonesia;
c. the compulsory stay at a certain determined area in the Territory of Indonesia;
d. expulsion or deportation from the Territory of Indonesia or the rejection of the request to enter the Territory of Indonesia.

กำลังสงสัยว่า ไอ้ที่เรามาประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และจัดงานแถลงข่าว ถือว่าเป็ dangerous activities หรือ probable cause of danger to public order or security ด้วยหรือ

แล้วทำไมต้องลงเฉพาะ activists หรือ NGO แล้วพวกนักธุรกิจที่เข้ามาโดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยว(ส่วนใหญ่ก็ทั้งนั้น) ทำไมไม่โดนบ้าง

ผมเข้าใจดีถึงสภาพความเป็นจริง และต้องขอบคุณกระทรวงต่างประเทศที่ช่วยเดินเรื่อง ท่านอธิบดีกรมสารนิเทศอธิบายไปตามข้อมูล แต่ในขณะเดียวกัน นี่คือการเลือกปฏิบัติของคนที่บังคับใช้กฎหมาย

“ถ่านหิน” และ “พลังงานสกปรกอื่นๆ” : บทนำ

เรื่องนี้จะเป็นซีรีย์ยาวไม่มีวันจบง่าย ๆ ด้วยสาเหตุสองสามประการดังนี้

1) ไฟฟ้าที่มนุษย์ใช้กันในโลกส่วนใหญ่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ดังนั้น ผมไม่ค่อยแปลกใจที่เห็นรัฐมนตรีพลังงานเกือบทุกคนพูดกล่าวหาว่าใครต่อต้านถ่านหินคือพวกต่อต้านสังคม เพราะท่านรัฐมนตรีพูดคนละเรื่องเดียวกัน และไม่ “get” ในสิ่งผมและผองเพื่อนนำเสนอ เราไม่ได้ต่อต้านให้คนเลิกใช้ไฟฟ้าและกลับไปกินข้าวกับตะเกียงในถ้ำ เราต้องการเห็นการผลิต การจัดส่ง การใช้ไฟฟ้าเป็นไปในทิศทางที่ยั่งยืนและส่งเสริมให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและเท่าเทียม และแน่นอนที่สุด “ไฟฟ้าจากถ่านหิน” ไม่ได้อยู่ในสมการนี้

2) สถานการณ์พลังงานของโลกกำลังเปลี่ยนไป ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเทคโนโลยีกังหันลมในประเทศจีนได้แซงหน้าไฟฟ้าจากถ่านหินไปเรียบร้อยแล้ว พลังงานหมุนเวียนมีราคาถูกลงและมีบทบาทในโลกยุคใหม่มากยิ่งขึ้น คำถามที่ว่ามันจะมาแทนพลังงานแบบเดิมได้หรือไม่ ผมจะขอตอบแบบฟันธงโดยใช้เพลงของจอห์น เลนนอนว่า “คำตอบอยู่ในสายลม เพื่อนเอย”

3) การต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงให้สังคมมนุษย์น่าอยู่ขึ้น เป็นการต่อสู้ระหว่างความทรงจำกับความหลงลืม เราจะเห็นกันบ่อยครั้งว่า นักการเมืองชอบกินน้ำลายตัวเอง กลับกลอก ไร้ซึ่งสัจจะและความกล้าหาญทางจริยธรรม ด้วยเหตุนี้ ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีพลังงานรวมถึงเหล่าลูกสมุนและบริวารทั้งหลายกินปลาให้มากขึ้น (เพราะจะได้ฉลาดขึ้น) แต่ไม่ต้องสวาปามจนปลาหมดทะเลก็แล้วกัน

ธารา บัวคำศรี

วันก่อนวันสงกรานต์ปี 2556

ถ่านหินสะอาด เมื่อหมาบินได้ (6)

มายาคติของเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด

มายาคติ : การทำความสะอาดถ่านหินจะช่วยลดระดับซัลเฟอร์และแร่ธาตุในถ่านหิน

ข้อเท็จจริง : ผลจากการทำความสะอาดถ่านหินทำให้เกิดสารอันตรายจำนวนมาก โดยการนำถ่านหินไปกองไว้รวมกัน และให้น้ำฝนเป็นตัวชะล้าง โดยน้ำฝนจะชะเอาสารพิษออกจากถ่านหินและน้ำเสียเหล่านั้นก็จะไหลลงสู่แม่น้ำและลำธาร น้ำเสียจะเต็มไปด้วยกรดและโลหะหนักต่างๆ

 

ถ่านหินสะอาด เมื่อหมาบินได้ (3)

เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด(Clean Coal Technology) อ้างถึงเทคโนโลยีที่ต้องการลดมลพิษ แต่ก็ไม่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใดที่สะอาดจริงๆ

ถ่านหินสะอาดคือวิธีการปล่อยทิ้งมลพิษจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งซึ่งในที่สุดก็ยังคงปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมอยู่นั่นเอง เมื่อใดก็ตามที่มีการเผาไหม้ถ่านหิน ก็จะมีการปล่อยสารปนเปื้อนออกมา ซึ่งอาจอยู่ในรูปของเถ้าลอย ก๊าซที่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ น้ำเสีย หรือกากของเสียที่ถูกทิ้งไว้หลังการเผาไหม้ ท้ายที่สุดล้วนแต่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม

โครงการถ่านหินสะอาดเกิดขึ้นครั้งแรกในปลายทศวรรษที่ 1980 อันมีสาเหตุมาจากฝนกรด โครงการนี้พุ่งเป้าไปที่การลดปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOX) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของฝนกรด (6) และปัจจุบันนี้ก็ยังมีความพยายามหยิบยกเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดขึ้นมาพูดเพื่อส่งเสริมให้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานหลักต่อไป

ชุมชนหลายต่อหลายแห่งได้ร้องเรียนต่อผู้สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่พวกเขาเหล่านั้นมักจะเพิกเฉยเนื่องจากได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐซึ่งไม่ใส่ใจในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเช่นกัน

แม้ว่าจะใช้เวลาวิจัยนับทศวรรษ และเสียงบประมาณการลงทุนทำการทดลองที่สหรัฐฯไปถึง 5,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดที่สามารถทำให้ถ่านหินสะอาดได้ รัฐบาลออสเตรเลียใช้งบประมาณ 500,00 เหรียญออสเตรเลียต่อปีในการส่งเสริมให้มีการส่งออกถ่านหินจากออสเตรเลียให้กับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดมีราคาแพง และไม่ได้แก้ปัญหาจากการทำเหมืองถ่านหินหรือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบรรเทาเบาบางลงได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นการทำวิจัยเรื่องถ่านหินสะอาดยังจะเป็นการเบี่ยงเบนการลงทุนซึ่งควรจะสนับสนุนพลังงานสะอาดสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแท้จริง

โครงการถ่านหินสะอาดเกิดขึ้นครั้งแรกในปลายทศวรรษที่ 1980 อันมีสาเหตุมาจากฝนกรด โครงการนี้พุ่งเป้าไปที่การลดปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOX) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของฝนกรด และปัจจุบันนี้ก็ยังมีความพยายามหยิบยกเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดขึ้นมาพูดเพื่อส่งเสริมให้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานหลักต่อไป

ขึ้นค่าไฟฟ้า สะท้อนการบริหารแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าห่วย

จากกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด

ขึ้นค่าไฟฟ้า สะท้อนการบริหารแผนพีดีพี.ห่วย

29 เมษายน 2555 จากกรณีกระทรวงพลังงานเตรียมขึ้นราคาค่าไฟฟ้าและนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเร่งนำแผนพีดีพี2010ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 เข้าที่ประชุมคณะกรรมการพลังงานชาติ(กพช.)ในต้นพฤษภาคมนี้นั้น        นางจินตนา  แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูดเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวในประเด็นดังกล่าวว่า การขึ้นค่าไฟฟ้าโดยอ้างว่าประชาชนใช้ไฟฟ้าในปีนี้เยอะไม่ใช่เหตุผลหลักในการขึ้นค่าไฟฟ้าเพราะมีไฟฟ้าสำรองสูงถึง20-40%ตลอด20ปี        แต่กระทรวงพลังงานร่วมกับกฟผ.กลับไปอนุญาตให้มีการปิดซ่อมโรงไฟฟ้าในฤดูร้อนถึง2,000-3,000เมกะวัตต์ ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นฤดูที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ นักบริหารที่ดีไม่มีใครเค้าทำกัน บวกกับให้ปตท.ปิดซ่อมท่อก๊าซในช่วงเดียวกัน นำไปสู่การสต๊อกน้ำมันเพื่อสำรองไฟฟ้าเพิ่มและไม่สนับสนุนแผนบริหารพีกอย่างเป็นระบบ ถือเป็นตัวอย่างผลงานการบริหารแผนไฟฟ้าที่ห่วยจริงๆเพราะไร้ประสิทธิภาพ           การที่รัฐมนตรีพยายามเร่งทำแผนพีดีพี2010ครั้งที่3เข้าที่ประชุมกพช.เร็วๆ เป็นเรื่องของการเลี่ยงการมีส่วนร่วมจากประชาชน หลบหลีกกระบวนการตรวจสอบ แผนพีดีพีอายุ 20ปีทำมาได้ 3ปีปรับปรุงไป 3ครั้งเฉลี่ยก็ทำใหม่ทุกปี เพราะทั้งผิดทั้งพลาดก็ยังพยายามมั่วกันต่ออีก         ตอนนี้มีนักวิชาการอิสระด้านพลังงานทำแผนพีดีพีออกมาเปรียบเทียบ ก็เห็นชัดว่าประเทศไทยมีทางเลือกที่ดีกว่าแผนของรัฐบาลในการบริหารระบบไฟฟ้าที่นำไปสู่การลดค่าไฟฟ้าได้  มลพิษน้อยลง มีประสิทธิภาพกว่า ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  แต่รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานปิดหูปิดตาตัวเองที่จะรับฟัง        เราอยากเห็นเวทีดีเบต ระหว่างแผนพลังงานของรัฐบาลกับแผนพลังงานจากนักวิชาการอิสระ ในสื่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนได้เห็นข้อเปรียบเทียบและแสวงหาทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในการวางแผนพลังงานและถ้ากระทรวงพลังงานมั่นใจว่าทำแผนโปร่งใสก็ควรสนับสนุนการดีเบตครั้งนี้

ลิกไนต์หงสา : อุตสาหกรรมถ่านหินไทยเติมเต็มจินตนาการ”แบตเตอรี่แห่งอาเซียน”

ธารา บัวคำศรี

(ตีพิมพ์ในคอลัมม์เวทีสาธารณะ ไทยโพสวันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน 2555)

เมื่อรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) ประกาศแผนการเปลี่ยนประเทศให้เป็น “แบตเตอรี่ของอาเซียน” ภายในปี พ.ศ.2563 เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากความเป็นประเทศด้อยพัฒนา และการปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาโดยการวางแผนจากส่วนกลางมาเป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาดที่ดำเนินการสืบเนื่องมาก่อนหน้านี้จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล

หนึ่งในยุทธศาสตร์หลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือดึงการลงทุนจากต่างประเทศในโครงการขนาดใหญ่ทั้งด้านป่าไม้ เหมืองแร่และโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงาน ดังนั้น นอกจากเราจะได้เห็นการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายโครงการเกิดขึ้นในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อย่างเช่น  เขื่อนน้ำเทิน 2 ซึ่งถือเป็นแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ที่ช่วยเติมเต็มแผนการให้เป็นไปตามเป้าหมาย แม้ว่าจะต้องแลกกับผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมรวมถึงการสูญเสียระบบนิเวศวิทยาที่สำคัญอย่างไม่มีวันฟื้นคืน

เรายังจะได้เห็นอภิมหาโปรเจ็คด้านพลังงานอีกอันหนึ่งนั่นก็คือ โครงการลิกไนต์หงสา

โครงการลิกไนต์หงสามิใช่เป็นเพียงโครงการเหมืองถ่านหินแบบเปิดหน้าดินธรรมดา หากแต่พ่วงเอาโรงไฟฟ้าพลังความร้อนขนาด 1.878 กิกะวัตต์ซึ่งใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงรวมถึงระบบสายส่งไฟฟ้าข้ามพรมแดนเชื่อมกับระบบสายส่งไฟฟ้าของไทยเข้าไปด้วย ถ้าจะเทียบรุ่น ก็เป็นน้องๆ ของเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าลิกไนต์แม่เมาะที่ลำปางซึ่งขณะนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกำลังทุ่มทุนประชาสัมพันธ์หลอกประชาชนว่าปลอดภัยไร้มลพิษ

จะว่าไปแล้ว โครงการลิกไนต์หงสาเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2539 โดยบริษัทไทย-ลาว ลิกไนต์จำกัด(TLL) โดยมีบริษัททีมคอนซัลติ้งของไทยเจ้าเก่าทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในส่วนของเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้า และรายงานการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นในส่วนของระบบสายส่งและแผนปฏิบัติการอพยพย้ายถิ่นของชุมชน แต่โครงการถูกยกเลิกก่อนที่รายงานต่างๆ จะแล้วเสร็จ และในปี 2548 บริษัทบ้านปูจำกัดมหาชน(BANPU)ยักษใหญ่ถ่านหินจากไทยได้ถูกพิจารณาให้ดำเนินโครงการโดยร่วมทุนร้อยละ 37.5 ร่วมกับ บมจ.ไฟฟ้าราชบุรี(RATCH) ซึ่งเข้ามาร่วมทุนในเดือนพฤศจิกายน 2550 อีกร้อยละ 37.5 ส่วนที่เหลือเป็นของรัฐบาล สปป. ลาว

มีข้อสังเกตว่า ในกรณีที่ทางบริษัท ไทย-ลาว ลิกไนต์ ฟ้องรัฐบาลลาวหลังจากถูกยกเลิกสัญญาสัมปทานโครงการโรงไฟฟ้าหงสา โดยเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,700 ล้านบาท) และการที่ศาลนครนิวยอร์กยืนยันเดินหน้ากระบวนการอนุญาโตตุลาการเมื่อเร็วๆ นี้ อาจไม่ส่งผลต่อการเดินหน้าโครงการ แต่เมื่อพิจารณาถึงความใหญ่โตของโครงการเหมืองและโรงไฟฟ้าและผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นตลอดช่วงอายุ 25 ปี ลิกไนต์หงสาอาจไม่มีอนาคตสดใสเสียทีเดียวนัก นี่ยังไม่รวมถึงช่องโหว่ในเรื่องของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ทำขึ้นระหว่างโครงการและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

การให้เงินกู้ของธนาคารพาณิชย์สัญชาติไทยหลายแห่งซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามในเรื่องของธรรมาภิบาลและความโปร่งใสจากกลุ่มประชาสังคมที่ทำงานด้านพลังงานในประเทศไทย เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม บทความนี้ไม่สามารถลงรายละเอียดอย่างเป็นรูปธรรมได้

ข้อมูลจากการสำรวจวิจัยอิสระภาคสนามซึ่งผู้เขียนได้มาจากอาสาสมัครกลุ่มหนึ่งได้ระบุประเด็นผลกระทบสำคัญในช่วงต้นของการเตรียมโครงการโดยเฉพาะในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ได้รับผลกระทบและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของโครงการ เป็นที่ชัดเจนว่าคนท้องถิ่นในอำเภอหงสา แขวงไซยะบุรี ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และหมู่บ้านโดยรอบที่อยู่ในเขตที่ตั้งของโครงการไม่รู้ข้อมูลเรื่องโครงการเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าทั้งจากบริษัทและเจ้าหน้าที่ของรัฐ การประชาสัมพันธ์โครงการนั้นก็เป็นไปตามแนวทางดั้งเดิมของทุกๆ โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเกิดขึ้น ณ ที่ใด นั่นคือผลดีที่จะเกิดขึ้นกับท้องถิ่นในเรื่องของการจ้างงานและปรับปรุงคุณภาพชีวิต

ข้อมูลที่เราได้รับจากการสำรวจภาคสนามในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา(ภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์ที่เข้มงวดใน สปป. ลาว) พบว่า มีหลายชุมชนต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อหลีกทางให้กับโครงการถ่านหินยักษ์ใหญ่ที่จะกลายมาเป็นแบตเตอรี่ก้อนใหม่ให้กับอาเซียน คำบอกเล่าของคนที่ได้รับผลกระทบจากการย้ายถิ่นทำให้เรานึกถึงภาพในอดีตครั้งเมื่อรัฐบาลไทยโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเริ่มโครงการถ่านหินที่แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ชาวบ้านหงสาคนหนึ่งเล่าว่าเขาสูญเสียพื้นที่เกษตรและบ้าน เขาไม่ต้องการย้ายไปยังที่ไหม่แต่ไม่อาจปฏิเสธเจ้าหน้าที่ของรัฐได้เพราะที่ดินเป็นของรัฐ ถ้ารัฐต้องการที่ดิน เราต้องคืนให้เพราะว่ารัฐบาลจะพัฒนาและประชาชนต้องร่วมมือ ส่วนอีกคนหนึ่งบอกว่าตนเองก็สูญเสียที่ดินเพราะว่าอยู่ในพื้นที่โครงการเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้า เขาได้รับค่าชดเชยและมันก็ยุติธรรมดี แต่เขาไม่อยากได้เงินเพราะว่าที่ดินนั้นเป็นมรดกตกทอดจากปู่ย่าตายายและเขาต้องการเก็บไว้ให้ลูกหลาน ถ้าเขาไม่มีที่ไร่ที่นาเลย เขาจะเอาข้าวมาจากที่ไหน

ก่อนที่สภาแห่งชาติลาวจะอนุมัติโครงการเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าที่หงสา แขวงไซยะบุรี ได้ส่งเสริมให้พื้นที่นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยจุดขายที่สำคัญคือ เทศกาลช้างซึ่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวนับหมื่นคนในแต่ละปีแม้ว่าอำเภอหงสาจะอยู่ห่างไกล แน่นอนว่าเทศกาลช้างนั้นทำให้คนท้องถิ่นมีรายได้มาถึงมือโดยตรง คนท้องถิ่นหลายคนตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลของเขาเปิดให้โครงการเหมืองและโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีนักลงทุนจากประเทศไทยมาดำเนินการห่างจากหมู่บ้านที่จัดเทศกาลช้างเพียง 5-7 กิโลเมตร พวกเขาไม่เข้าใจและกังวลต่อแนวทางการพัฒนาเช่นนี้

อายุของโครงการลิกไนต์หงสานั้นมีระยะเวลาอย่างน้อย 25 ปี นั่นหมายถึงผลกระทบอาจเกิดขึ้นต่อการจางหายไปของรากฐานทางวัฒนธรรมที่คนกับช้างที่ชาวหงสาดำรงอยู่มายาวนาน การบังคับ(กลายๆ)ให้อพยพย้ายถิ่นออกจากผืนดินเกิดของตนเองด้วยเหตุผลเรื่องการพัฒนาและคนส่วนน้อยต้องเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่เป็นโศกนาฏกรรมของมนุษย์มาโดยตลอดในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ว่าเราจะพิจารณาในมุมใด และสำหรับชาวหงสาซึ่งประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธ์ุที่หลากหลาย นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น เราไม่รู้ว่าขอบเขตผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมจากโครงการนี้จะกว้างขวางเพียงใด

คำตอบมิใช่อยู่ในรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือเทคโนโลยีเผาไหม้ถ่านหินที่ บมจ.บ้านปู จะนำมาใช้ มิใช่อยู่ในกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของสภาแห่งชาติลาวที่มีความเข้มงวดมากขึ้นในการระวังผลกระทบจากโครงการลงทุนจากต่างประเทศ แต่คำตอบอยู่ที่ชาวหงสาแห่งแขวงไซยะบุรีเอง พวกเขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ที่มีใจกลางของเรื่องอยู่ที่เหมืองและโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ต่างจากคนแม่เมาะ จังหวัดลำปางที่ทำการต่อสู้เพื่อสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีรุ่นแล้วรุ่นเล่า

ท้ายที่สุด ไม่ว่าจินตนาการว่าด้วย “แบตเตอรี่ของอาเซียน” จะนำพาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือเลวลงกับประชาชนของตน เราต้องไม่ลืมว่าทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของลาวนั้นมีไว้เพื่อสร้างความมั่นคงยั่งยืนทางเศรษฐกิจวัฒนธรรมและนิเวศวิทยาของลาวในระยะยาว และเป็นตัวกำหนดความอยู่รอดจากผลกระทบที่เป็นหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก มิใช่มีไว้เพื่อความโลภของกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว

ใครเป็นผู้ก่อโลกร้อนหมายเลขหนึ่ง?

ธันวาคม 2547 ชาวกรุงปักกิ่งได้รับคำเตือนจากทางการให้อยู่ในอาคารบ้านเรือน หรือหากจำเป็นต้องออกนอกบ้านก็ควรใส่หน้ากากป้องกันมลพิษ มลพิษทางอากาศที่รุนแรงได้ปกคลุมเขตเมืองปักกิ่งเป็นเวลา 3 วัน การขาดแคลนด้านพลังงานได้มาถึงจุดวิกฤต จีนได้ทำการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นอย่างขนานใหญ่ สวนทางกับการปรับปรุงและควบคุมคุณภาพอากาศที่มีการดำเนินการมาหลายปี

ข้อมูลจากการศึกษาครั้งใหม่ โดยองค์กรการประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อมแห่งเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า ในปี 2549 จีนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก คิดเป็นปริมาณ 6,200 ล้านตัน ในขณะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของโลก ปล่อยก๊าซออกมาในปริมาณ 5,800 ล้านตัน ในปีเดียวกัน แต่ความรับผิดชอบในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อันมหาศาลนี้ มิใช่เฉพาะจีนเท่านั้น แต่หากรวมถึงกรุงวอชิงตัน บรัสเซลล์ และโตเกียวด้วย

สาเหตุหนึ่งของเรื่องนี้คือ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศตะวันตกได้ส่งออกกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมจำนวนมากไปยังจีน โดยไม่มีการติดตามด้านสิ่งแวดล้อมของการย้ายฐานการผลิตดังกล่าว สิ่งเดียวที่บรรษัทข้ามชาติสนใจ คือ เรื่องค่าแรง ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นมีราคาถูกลง และปล่อยภาระต้นทุนของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันมหาศาลให้กับจีน ในระยะยาว นโยบายนี้ถือเป็นอันตรายต่อสภาพภูมิอากาศ และเป็นด้านกลับของโลกาภิวัฒน์

ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานขั้นปฐมภูมิของจีน คิดเป็นประมาณร้อยละ 69 ของแหล่งผลิตพลังงานทั้งหมดในประเทศ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 42  จีนเริ่มตระหนักถึงผลกระทบของการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เมื่อต้องเผชิญกับผลกระทบอันรุนแรงจากภาวะโลกร้อน ไม่ว่าจะเป็นพายุไต้ฝุ่น การขยายตัวของทะเลทราย และการละลายของธารน้ำแข็ง มีเสียงเรียกร้องจากภาคประชาสังคมให้รัฐบาลจีนมุ่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพื่อตัดการพัฒนาเศรษฐกิจจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

การพิจารณาว่าประเทศใดจะต้องรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความซับซ้อนมากกว่าการหาปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลที่แต่ละประเทศเผาไหม้ในแต่ละปี เหตุผลอย่างแรกคือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมของประเทศอาจมีมาก แม้ว่าการปล่อยต่อหัวประชากรจะดูน้อยมาก ดังเช่นกรณีของประเทศจีน นอกจากนั้นยังมีประเด็นเรื่องปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีตที่ผ่านมา (ก่อนช่วงที่ภาวะโลกร้อนยังไม่อยู่ในกระแสความสนใจ) ซึ่งคาร์บอนไดออกไซด์ก็ยังคงอยู่ในบรรยากาศ

หากพิจารณาการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหัวประชากร สหรัฐอเมริกายังคงนำมาในอันดับหนึ่ง ส่วนจีน การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหัวประชากรเท่ากับ 3.5 ตัน ในขณะที่สหราชอาณาจักรนั้นเป็นเกือบ 10 ตัน และชาวอเมริกาเหนือเท่ากับ 20 ตัน กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G8 นั้นมีส่วนมากกว่าร้อยละ 80 ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เราประสบในปัจจุบัน และยังคงปล่อยก๊าซออกมามากกว่าร้อยละ 40 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก หากเราต้องการปกป้องสภาพภูมิอากาศ ทุกๆ คน ต้องช่วยกัน ประเทศจีนต้องมีนโยบายที่ดี ประเทศตะวันตกมีเทคโนโลยี และนำมาร่วมมือกัน เราต้องตรวจสอบแบบแผนการบริโภคซึ่งขึ้นอยู่กับสินค้าราคาถูกจากจีนที่ผลิตในโรงงานที่ใช้พลังงานที่ก่อให้เกิดมลพิษอย่างมาก

ในเรื่องการใช้ที่ดินและภูมิทัศน์ของแต่ละประเทศเป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย เช่น กรณีของบราซิลและอินโดนีเซีย หากเราเพิ่มผลกระทบจากการทำลายป่าเข้าไปด้วย ทั้งสองประเทศนี้จะต้องขยับขึ้นมาเป็นประเทศลำดับเกือบต้นๆ ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเลยทีเดียว