วาระสิ่งแวดล้อมผ่านงานรณรงค์ของกรีนพีซปี 2556

พ.ศ. 2556 เป็นปีที่ 13 ของกรีนพีซในการปฏิบัติการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคที่ทวีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในทางเศรษฐกิจและการเมืองภายใต้ระบบโลกาภิวัฒน์โดยมีกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมเป็นกลจักรใหญ่บ่อนทำลายทำลายฐานทรัพยากรและระบบนิเวศ

งานรณรงค์ของกรีนพีซเพื่อยุติการทำลายป่าฝนเขตร้อนและปฏิวัติพลังงานหมุนเวียนคือกุญแจสำคัญในการลดอัตราเร่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วและเป็นหายนะ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ล่อแหลมที่สุดและมีความสามารถในการเตรียมการรับมือน้อยที่สุดจากหายนะที่เกิดขึ้น

ในสถานการณ์ที่ข้าวยากหมากแพงอันเป็นผลมาจากความไม่เท่าเทียมของการกระจายความมั่งคั่งและวิกฤตสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ยากที่เพิ่มมากขึ้นของผู้ยากไร้ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นจึงมิได้เป็นแต่เพียงศูนย์กลางแห่งความหลากหลายทางชีวภาพและแหล่งกำเนิดพืชพรรณโดยเฉพาะข้าว เป็นต้น หากยังเป็นสมรภูมิที่กำหนดชะตากรรมความมั่นคงทางอาหารของโลก กรีนพีซทำงานรณรงค์ปกป้องพืชอาหารจากการครอบงำของบรรษัทข้ามชาติด้านสารเคมีเกษตรและพันธุวิศวกรรม กรีนพีซเห็นว่าระบบเกษตรกรรมของโลกต้องทำหน้าที่ผลิตอาหารที่ปลอดภัยเพื่อป้อนประชากรอย่างเท่าเทียมกัน หาใช่การเพิ่มผลกำไรให้กับอุตสาหกรรมที่กำลังครอบงำอาหารโลกด้วยสารเคมีและยาปราบศัตรูพืช

ความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งไม่เป็นที่สองรองใครในโลก ยังคงเผชิญกับวิกฤตรอบด้านอย่างต่อเนื่องทวีคูณ นอกเหนือจากการทำประมงเกินขนาดและไม่ยั่งยืนที่เบียดขับเศรษฐกิจประมงพื้นบ้านและอาจนำไปสู่การล่มสลายของแหล่งทำการประมงที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจมหภาค โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ตามแนวชายฝั่งคือภัยคุกคามหลักภายใต้ข้ออ้างของความเจริญทางเศรษฐกิจโดยอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเข้าไปในระบบ ยังไม่นับถึงภัยคุกคามที่มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ทะเลและมหาสมุทรเป็นกรด

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงสถานะความเป็น “สรวงสวรรค์แห่งมลพิษ” ของการลงทุนอุตสาหกรรมสกปรกของบรรษัทข้ามชาติทั้งในและนอกภูมิภาค และเป็น “ที่ทิ้งขยะกากสารพิษ” รวมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ อีกต่อไป ตามระดับการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) มีการยกระดับกฎหมายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อควบคุมดูแลปัญหา แต่ถึงกระนั้น ความท้าทายของปัญหามลพิษนั้นก็คือ กฎหมายและการบังคับใช้นั้นตามไม่ทันกับเล่ห์กลของการค้าเสรีที่ถือเอากำไรสูงสุดเป็นสรณะ

ไม่เกินเลยไปที่จะกล่าวว่า “เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือปัจจัยชี้ขาดว่าเราจะชนะหรือแพ้ในการปกป้องสิ่งแวดล้อมของโลก”

เรามาดูกันว่าปี พ.ศ.2556 งานรณรงค์ที่กรีนพีซดำเนินการในประเทศไทยและภูมิภาคได้ไปถึงหลักไมล์ใดแล้วบ้าง

ระหว่างการปกป้องและการทำลาย

การทำงานรณรงค์ด้านป่าไม้ของกรีนพีซอย่างเข้มข้นกว่าทศวรรษเพื่อระดมพลังมวลชนและผู้บริโภคทั่วโลกกดดันให้บริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ออกนโยบายและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนเพื่อยุติการทำลายป่าเขตร้อนในอินโดนีเซีย เราได้ผลสำเร็จบางประการที่ตั้งเอาไว้ตลอดช่วงปี 2556 ดังเช่น

กุมภาพันธ์ 2556 บริษัทเอเชียพัลพ์และเพเพอร์ (APP) ประกาศนโยบายยุติการทำลายป่า

มีนาคม 2556 รัฐมนตรีกระทรวงป่าไม้ของอินโดนีเซียส่งมอบใบอนุญาตการจัดการป่าไม้ให้กับชุมชนในจังหวัดเรียว(Riau) บนเกาะสุมาตรา และในเดือนเดียวกันนี้เองที่บริษัทโกลเดน อะกริ รีซอร์ส(GAR)ได้ประกาศความก้าวหน้าของโครงการนำร่องเพื่อทดสอบว่าจะจัดการกับพื้นที่ที่แหล่งกักเก็บคาร์บอนระดับสูงในป่าพรุซึ่งเป็นเขตสัมปทานของตนเองอย่างไร

พฤษภาคม 2556 ประธานาธิบดีสุซิโล บัมบัง ยูโดโยโน่ แห่งอินโดนีเซียประกาศขยายเวลาการห้ามใช้พื้นที่ป่าไม้สมบูรณ์(Forest Moratorium) ออกไปอีก 2 ปี และอีก 1 เดือนถัดมา ประธานาธิบดีพร้อมครอบครัวตอบรับคำเชิญของกรีนพีซโดยให้เกียรติเยือนเรือเรนโบว์วออริเออร์ลำใหม่ที่จอดเทียบท่าเรือ ณ กรุงจาการ์ตาหลังจากเดินทางรณรงค์เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพโดยเริ่มที่ปาปัวตะวันตก

เดือนมิถุนายน 2556 กรีนพีซทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกน้ำมันปาล์มและองค์กรพัฒนาเอกชนหลักๆ ในการเปิดตัว “กลุ่มนวัตกรรมน้ำมันปาล์ม” (Palm Oil Innovation Group หรือ POIG) ซึ่งให้คำมั่นสัญญาต่อนโยบายยุติการทำลายป่า

และในเดือนธันวาคม 2556 นี้เอง วิลมาร์(Wilmar) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีฐานอยู่ในสิงคโปร์ได้ออกมาประกาศนโยบายยุติการทำลายป่า

ถ่านหินคือมายา ข้าวปลาสิของจริง

ตลอดช่วงระยะเวลากว่าทศวรรษของการปฏิบัติการรณรงค์ในประเทศไทย กรีนพีซมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อยกระดับวิวาทะเรื่องความมั่นคงทางพลังงานซึ่งนำไปสู่กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงทิศทางของนโยบายพลังงานแห่งชาติ หายนะภัยครั้งใหญ่ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมาในญี่ปุ่นส่งผลให้การผลักดันโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยหมดความชอบธรรมลง แต่แทนที่ผู้กำหนดนโยบายพลังงานจะมีวิสัยทัศน์ก้าวไกลเรื่องระบบพลังงานที่ยั่งยืน กลับยัดเยียด “ถ่านหิน” ให้เป็นทางเลือกที่ไม่ได้เลือกของระบบการผลิตไฟฟ้าไทย

เหตุการณ์ไฟฟ้าดับในเดือนพฤษภาคม 2556 ซึ่งส่งผลให้ประชาชนมากกว่าแปดล้านคนใน  14 จังหวัดภาคใต้ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เช่น เกาะสมุย และภูเก็ต ตกอยู่ในความมืด หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่าเหตุเกิดจากการขัดข้องของระบบสายส่งไฟฟ้า ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ใช้เหตุการณ์นี้บอกว่าไม่มีทางเลือกอื่น ต้องเดินหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้

กรีนพีซแย้งว่าเหตุการณ์นี้ไฟฟ้าดับนี้ไม่เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชนตามที่ กฟผ. กล่าวอ้าง หากเป็นเรื่องความเสี่ยงของระบบพลังงานแบบรวมศูนย์ที่ขาดการรองรับ เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องพิจารณาเชื่อมโยงถึงระบบการผลิตไฟฟ้าที่ยั่งยืนที่ไม่ก่อมลพิษและผลกระทบต่อสุขภาพ วิถีชีวิตของผู้คน รวมถึงสภาพภูมิอากาศ

ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ล่าสุด (PDP2013) จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่รวมกำลังการผลิตราว 10,000 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ที่จะมีการดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 800 เมกะวัตต์ที่จังหวัดกระบี่

ตลอดระยะเวลากว่าปีที่ผ่านมา กรีนพีซ ชุมชนท้องถิ่นและเครือข่ายประชาสังคมรวมถึงกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวร่วมกันทำงานรณรงค์อย่างเข้มแข็งเพื่อคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กรีนพีซชี้ให้เห็นว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงต่อชุมชน ระบบนิเวศป่าชายเลน หญ้าทะเล และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติอย่างไร กรีนพีซส่งสาร “ถ่านหิน ไม่ใช่คำตอบ” จากหน้าผาสูงของหาดไร่เลย์ว่า การแลก “กระบี่” ด้วยถ่านหินคือการตัดสินใจทางนโยบายที่ผิดพลาด และกระบี่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้อย่างสอดคล้องเกื้อกูลโดยไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แท้ที่จริงแล้ว จังหวัดกระบี่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ได้ร้อยละ 100 ในอีก 4 ปีข้างหน้า

แม้ว่าบริษัทที่ปรึกษาได้จัดทำร่างรายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 ยังไม่สามารถทำได้เพราะขาดการยอมรับ

แม้ว่าจะมีการปรับปรุงกระบวนจัดทำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA)ของประเทศไทย แต่การตัดสินใจอนุมัติรายงานยังเป็นกระบวนการที่ขาดความชอบธรรมและโปร่งใสตรวจสอบได้ ด้วยเหตุนี้เอง ในกรณีของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งผลักดันโดยบริษัทแนชันแนลเพาว์เวอร์ซับพลาย (NPS) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือแอดวานซ์อะโกร หรือ ดับเบิลเอ (AA) อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษรายใหญ่ในประเทศไทย แม้ว่ารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการจะผ่านการพิจารณาโดยคณะผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อมในรอบแรก แต่เมื่อชุมชนในพื้นที่หยิบยกถึงความสำคัญของพื้นที่เขาหินซ้อนในฐานะเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารสำคัญของประเทศและจะถูกทำลายอย่างถาวรด้วยโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในที่สุดคณะผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อม สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็มีมติไม่อนุมัติรายงาน EHIA ในการประชุมพิจารณาครั้งที่สอง

ตอบโจทย์พลังงานด้วยการปฏิวัติพลังงานหมุนเวียน

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยอยู่แถวหน้าในเรื่องการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดโดยเฉพาะการขยายตัวของธุรกิจและการลงทุนพลังงานหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีกลไกสนับสนุนอย่างเช่น ระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็ก(SPP) และผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กมาก(VSPP) รวมถึงโครงการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเซลแสงอาทิตย์บนหลังคาที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่สถานะของพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดในสังคมไทยจำต้องถูกยกระดับให้เท่าเทียม มิใช่เพียงแต่ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนในตลาดพลังงาน แต่รวมถึงการกลการสนับสนุนเชิงสถาบันและทางกฎหมาย

งานรณรงค์ของกรีนพีซเพื่อผลักดันให้เกิดกลไกทางกฎหมายที่สร้างความสมดุลและความมั่งคงทางพลังงานบนพื้นฐานของระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดมีผลคืบหน้าเมื่อกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงานได้จัดทำ(ร่าง)พระราชบัญญัติพลังงานทดแทนขึ้น อย่างไรก็ตาม กรีนพีซมีความเห็นว่า ในภาพรวม ร่าง พรบ. ฉบับนี้ยังมีหลักการและเหตุผลที่ไม่ชัดเจน หากปราศจากการออกแบบบนพื้นฐานการปฏิรูประบบพลังงานหมุนเวียนเพื่อเป็นหลักประกันแห่งสิทธิ การเข้าถึงและความเป็นธรรมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง คงเป็นการยากที่กฏหมายฉบับนี้จะเป็นคำตอบสำหรับอนาคตพลังงานหมุนเวียนของประเทศ และในขณะเดียวกันได้เสนอว่า ร่าง พรบ. ต้องเน้นไปที่การลดและขจัดอุปสรรคในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศ ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการของนโยบายพลังงานหมุนเวียนทั้งระบบโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ (ก) การเคารพในสิทธิร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (ข) การสร้างสมดุลและพลังสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างการพัฒนาทางเทคโนโลยี การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน และ (ค) การกระจายศูนย์อำนาจการตัดสินใจและการเสริมพลังอานาจของท้องถิ่นชุมชนและภาคประชาสังคม

หากนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมีความชัดเจน เราจะพบว่า อีก 15 ปีนับจากนี้ พลังงานหมุนเวียนจะกลายเป็นกระแสหลัก และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 4,500,000 ตันต่อปี ลดการปล่อยไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์มากกว่า 320,000 ตัน ลดต้นทุนผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพกว่า 18,000 ล้านบาท ทำให้เกิดการลงทุนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเกือบ 35,000 ล้านบาท ลดต้นทุนทั้งการดำเนินการและการบำรุงรักษาซึ่งถูกกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน และประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงได้ 2,500 ล้านบาทและทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก 60,000 ตำแหน่งและทำให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 20,000 ล้านบาทและลดการนำเข้าพลังงานได้มากกว่า 4,000 ล้านบาท  และหากนำมาตรการที่มีต้นทุนถูกที่สุดนั่นคือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมาใช้ให้เต็มที่ จะสามารถลดการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้ถึง 20,091 เมกะวัตต์(ประมาณ 25 โรง)

สิงหาคม 2556 ชาวอำเภอหัวไทรและอาสาสมัครกรีนพีซร่วมนำว่าวนับร้อยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า ณ บริเวณทุ่งกังหันลม กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน เพื่อแสดงถึงศักยภาพพลังงานลมที่มีอยู่อย่างล้นเหลือในจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งจังหวัด แทนการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน นครศรีธรรมราชนั้นเป็นพื้นที่สำคัญในการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมทั้งบนฝั่งและนอกชายฝั่งของอ่าวไทย โดยสามารถผลิตไฟฟ้าได้ที่ 1,294 และ 18,444 เมกะวัตต์ ตามลำดับ ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าในจังหวัดภาคใต้

กันยายน 2556 กรีนพีซออกรายงานแผนปฎิวัติพลังงานแห่งอาเซียนความร่วมมือระหว่างกรีนพีซและองค์การอวกาศของเยอรมนี(DLR) และผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาค ระบุว่า อาเซียนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะจากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานความร้อนใต้พิภพ เข้าสู่ระบบสายส่งได้ถึงร้อยละ 70 ภายใน พ.ศ. 2593 รายงานชี้ให้เห็นว่า การผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ในอดีตนั้นเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น แต่ปัจจุบันประชาชนนับแสนนับล้านคนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่หลากหลายได้ด้วยตนเองทั้งการเชื่อมต่อและไม่เชื่อมต่อกับระบบสายส่ง

ตัวเลขการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของอาเซียนในอนาคตจะมีมูลค่าถึง 2,752,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงคิดเป็น 2,698,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และก่อให้เกิดการจ้างงานอย่างน้อยที่สุด 1.1 ล้านตำแหน่งภายในปี พ.ศ.2573 หากเริ่มต้นปฏิวัติพลังงานหมุนเวียนในตอนนี้

ปกป้องอธิปไตยทางอาหาร

มีนาคม 2556 กรีนพีซเรียกร้องรัฐบาลไทยยับยั้งการอนุมัติการทดลองปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรม(จีเอ็มโอ)ในพื้นที่เปิด หลังจากมหาวิทยาลัยนเรศวรได้ร่วมมือกับบริษัทมอนซานโต้(ไทยแลนด์)จำกัด ดำเนินโครงการวิจัย “ทดสอบข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมสายพันธุ์ NK603 ในแปลงทดลองแบบเปิด” โดยยื่นเอกสารเพื่อขออนุญาตผ่านกรมวิชาการเกษตรและผลักดันเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี กรีนพีซได้ยื่นหนังสือคัดค้านไปยังมหาวิทยาลัยนเรศวรและส่งสำเนาถึงบริษัท มอนซานโต้

หากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการก็เท่ากับเปิดโอกาสให้มีการปนเปื้อนของพืชจีเอ็มโอขึ้นอีกครั้งในประเทศไทย และยังเป็นการเปิดช่องให้พืชจีเอ็มโอชนิดอื่นๆ รุกเข้ามา กรีนพีซเสนอให้รัฐบาลใช้งบประมาณและบุคคลากรของรัฐเพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ทางการเกษตรที่สนับสนุนให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง และปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรณีนี้เห็นได้ชัดว่า บริษัทมอนซานโต้ยืมมือหน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจของตนเอง หากโครงการนี้สำเร็จก็จะขยายไปสู่การปลูกเชิงพาณิชย์ การผูกขาดเมล็ดพันธุ์ ซึ่งบริษัทมอนซานโต้จะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรง สุดท้ายประเทศไทยจะสูญเสียอธิปไตยทางอาหารให้กับบรรษัทข้ามชาติ

ด้วยแรงกดดันอย่างกว้างขวางจากประชาชนและนักวิชาการ และการที่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2544 ซึ่งห้ามมิให้มีการทดสอบพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นาถือเป็นด้านหน้าสำคัญของการตัดสินใจเชิงนโยบาย ดังนั้นการผลักดันโครงการ “ทดสอบข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมสายพันธุ์ NK603 ในแปลงทดลองแบบเปิด” จึงยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

ทะเลคือชีวิต

ปี 2556 ถือเป็นหลักไมล์สำคัญของการเริ่มงานรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทรในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรือ“เอสเพอรันซา”(หมายถึง “ความหวัง” ในภาษาสเปน) ออกเดินทางรณรงค์ในอ่าวไทยเริ่มต้นจากจังหวัดสงลาเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและนำเสนอทางออกจากวิกฤตการทำประมงเกินขนาด

เรือเอสเพอรันซาเดินทางรณรงค์ในทะเลไทยตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน และทำงานร่วมกับเครือข่ายอนุรักษ์ และเครือข่ายประมงพื้นบ้านในจังหวัดสงขลาและประจวบคีรีขันธ์ ลูกเรือเอสเพอรันซาและนักกิจกรรมของกรีนพีซออกลาดตระเวนโดยใช้เรือยาง และเรดาร์ระบุตำแหน่งของเรือประมงแบบทำลายล้างและประมงผิดกฎหมาย เช่น เรืออวนลาก และเรือคราดหอย ในน่านน้ำอ่าวไทย จากการลาดตระเวณทางทะเลพบการทำประมงแบบทำลายล้างรุกล้ำเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลหมู่เกาะอ่างทอง เขตอนุรักษ์หรือเขตประมงพื้นบ้าน 3 ไมล์ทะเล (ประมาณ 5.5 กิโลเมตร) ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เขตอนุรักษ์ทางทะเลในจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเลส่วนใหญ่ถูกกำหนดไว้ที่ 3 กิโลเมตรจากชายฝั่ง ซึ่งถือเป็นพื้นที่น้อยนิดสำหรับการทำประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก และประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดแรกของไทยที่สามารถเรียกร้องการขยายเขตอนุรักษ์จาก 3,000 เมตร เป็น 3 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 5,500 เมตร (5.4 กิโลเมตร) ได้เป็นผลสำเร็จ และประกาศเป็นกฏหมายของจังหวัด

เมื่อเรือเอสเพอรันซาเข้าเทียบท่า ณ ท่าเรือคลองเตย ปลายเดือนมิถุนายน กรีนพีซเปิดเผยรายงาน “เจาะวิกฤตทะเลไทย” นำเสนอภาพปัญหาของทะเลในภาวะวิกฤตอย่างหนัก รายงานระบุว่า ระบบนิเวศทางทะเลของไทย เช่น แนวปะการัง หญ้าทะเล ป่าชายเลน ถูกทำลายอย่างมาก เราจับปลาจากทะเลขึ้นมามากเกินกว่าที่ศักยภาพของทะเลจะรับได้ รายงานยังระบุถึงปัญหาจากการประมงแบบทำลายล้างที่ดำเนินการอย่างแพร่หลาย และส่งผลให้ทะเลไทยเสื่อมโทรมถึงขั้นวิกฤต การทำประมงของไทยในปัจจุบันอยู่ในขั้นที่ประชากรปลาอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้ จากสถิติพบว่าทะเลไทยมีผลผลิตลดลงตั้งแต่ พ.ศ. 2547 อัตราการจับสัตว์ทะเลลดลงจาก 300 กิโลกรัมต่อชั่วโมงใน พ.ศ. 2504 มาเป็น 25 กิโลกรัมต่อชั่วโมงใน พ.ศ. 2554

ในการรณรงค์ปกป้องทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซเรียกร้องรัฐบาลให้คำมั่นที่จะฟื้นฟูคืนความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งทะเลภายใน 5 ปี โดยเริ่มจากการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการประมงและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่คำนึงผลประโยชน์ของประชาชน วิถีชีวิตและวัฒนธรรม และสิทธิชุมชนในการมีส่วนร่วมและดูแลทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งต้องครอบคลุมถึง 1) ยุติการทำประมงแบบทำลายล้าง ซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร ทรัพยากรหน้าดินและในดิน เช่น การใช้อวนลาก อวนรุน คราดหอย เรือดำหอยจอบ และการปั่นไฟล้อมจับในการจับสัตว์น้ำ 2) ขยายเขตอนุรักษ์ทางทะเลทั่วประเทศจากชายฝั่ง 3 กิโลเมตรเป็นอย่างน้อย 5 ไมล์ทะเล (9.275 กิโลเมตร) และขยายเขตอนุรักษ์ทางทะเลจากชายฝั่ง 5 ไมล์ทะเล เป็น 12 ไมล์ทะเล (22.224 กิโลเมตร) ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบรูณ์มาก เพื่อลดการถูกทำลายของแหล่งเพาะตัวและอนุบาลของสัตว์น้ำบริเวณพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเล 3) ขยายขนาดตาอวนและปรับปรุงอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำประมงเพื่อให้สามารถจับได้เพียงสัตว์น้ำที่โตเต็มวัยแล้วเท่านั้น และ 4) หยุดการขยายตัวและพัฒนาโครงการอุตสาหกรรมสกปรกบริเวณแนวชายฝั่งทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์ บริเวณพื้นที่ผลิตอาหาร และบริเวณมีความอ่อนไหวต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมรวมถึงยุติสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างบริเวณชายหาด

นอกจากการประมงแบบทำลายล้างและผิดกฎหมาย ภัยคุกคามที่ทะเลไทยเผชิญอยู่ยังมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลและการตักตวงทรัพยากรปิโตรเลียมในทะเล ในระหว่างการเดินทางของเรือเอสเพอรันซาจากสงขลา เรือประมงพื้นบ้านจังหวัดสงขลากว่า 200 ลำ เคลื่อนขบวนวนรอบแท่นขุดเจาะน้ำมันและวางทุ่นข้อความ”หยุดทำร้ายทะเลไทย” พร้อมประกาศแถลงการณ์ที่บริเวณแท่นขุดเจาะน้ำมันของบริษัท นิวคอสตอล จำกัด (CEC International Limited) ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลอ่าวไทยในเขตอำเภอสทิงพระของจังหวัดสงขลาเพียง 12 กิโลเมตร แท่นขุดเจาะน้ำมันนี้เป็นหนึ่งในหลายร้อยแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย มีเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลลงทะเลอ่าวไทยไม่น้อยกว่า 200 ครั้งจากการเดินเรือ การขนส่งน้ำมัน และการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในทะเล

หายนะภัยด้านสิ่งแวดล้อมจากน้ำมันดิบรั่วลงทะเลครั้งใหญ่ในประเทศไทย

กรกฎาคม 2556 หลังจากท่อส่งน้ำมันดิบกลางทะเลรั่วทำให้น้ำมันดิบปริมาณกว่า 50,000 ลิตร ไหลลงสู่ทะเลห่างจากฝั่งท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดประมาณ 20 กิโลเมตร ท่อส่งน้ำมันดิบนี้เป็นของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กรีนพีซได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องโดยระบุว่า ทะเลอ่าวไทยซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของไทยถูกคุกคามมาตลอดจากการรั่วไหลของน้ำมันตามเส้นทางขนส่งน้ำมันกลางทะเล ในบริเวณที่มีการขนถ่ายของเรือบรรทุกน้ำมัน หรือจากการดำเนินการขุดเจาะน้ำมัน การรั่วไหลของน้ำมันในครั้งนี้เป็นเพียงเหตุการณ์ล่าสุดในเหตุน้ำมันรั่วไหลกว่า 200 ครั้ง ที่เกิดขึ้นในทะเลไทยในช่วง 30 ปีนี้ ปตท. และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ต้องรับผิดชอบต่อหายนะครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ดำเนินการขจัดคราบน้ำมันรั่วไหล แต่ควรจะเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างโดยทันทีเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้กับระบบนิเวศทางทะเล ชุมชนชายฝั่งทะเล และการท่องเที่ยวของไทย

กรีนพีซเห็นว่าบริษัทพีทีทีโกลบอลเคมิคอลจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรการที่กำหนดไว้ในแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติซึ่งระบุว่า การแก้ปัญหาและขจัดคราบน้ำมันนั้นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน ถ้าการขจัดคราบน้ำมันนั้นอยู่นอกเหนือความสามารถของประเทศไทยที่จะจัดการได้ ก็สามารถขอความช่วยเหลือจากองค์กรสากลได้ และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่ตามมาในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และควรต้องมีการดำเนินการตรวจสอบโดยคณะอนุกรรมการว่าด้วยการฟื้นฟูและการประเมินความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดจากมลพิษจากน้ำมัน

กรีนพีซยังได้ร่วมมือกับกลุ่มประชาสังคมกดดันให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่การตอบสนองเป็นอย่างเชื่องช้าและผู้ก่อมลพิษจากน้ำมันคือ ปตท. และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ก็ยังลอยนวลอยู่

การขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผนพลังงานแห่งชาติ มีอุตสาหกรรมปิโตรเลียมอย่างน้อย 39 บริษัท ดำเนินการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หายนะภัยน้ำมันรั่วครั้งใหญ่ที่สุดนี้ ถือเป็นการเตือนให้รัฐบาลพิจารณาถึงนโยบายพลังงานแห่งชาติที่ต้องพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล การอนุญาตให้มีการสัมปทานเพื่อขุดเจาะน้ำมันทำให้ระบบนิเวศทางทะเลที่เกื้อกูลสรรพชีวิตตกอยู่ในความเสี่ยง รัฐบาลควรเน้นมาตรการพัฒนาพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน การริเริ่มใช้ยานพาหนะที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยที่มาตรฐานที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับยานพาหนะทุกประเภทต้องไม่ใช่เพียงเพื่อประหยัดน้ำมันนับล้านๆ บาร์เรล แต่ลดความต้องการใช้น้ำมัน และลดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลที่เป็นหายนะลง”

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

ในยุคที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ของทุกรัฐบาลทั่วโลกเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทางเศรษฐกิจ การปกป้องสิ่งแวดล้อมในทุกระดับจึงเป็นเงาสะท้อนถึงกันและกัน การทำงานของกรีนพีซในประเทศไทยมิอาจคืบหน้าหรือประสบผลสำเร็จได้เลยหากปราศจากความร่วมมือของพลเมืองที่มีจิตสำนึกซึ่งเป็นทั้งผู้บริจาคและหรืออาสาสมัครนับหมื่นคนตามวาระต่างๆ รวมถึงเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนและประชาสังคมที่เจ้าหน้าที่ของกรีนพีซทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่

ชัยชนะของชุมชนคลิตี้ล่างกรณีคดีสารตะกั่วปนเปื้อนลำห้วยถือเป็นกรณีตัวอย่างของการลงมือปฏิบัติการตามปัญหาที่เกิดขึ้นจริง (pragmatic environmentalism) ที่นำโดยมูลนิธินิติธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม งานเก็บตัวอย่างน้ำและดินตะกอนจากลำห้วยคลิตี้โดยกรีนพีซเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันทางวิทยาศาสตร์ช่วยเสริมกระบวนการต่อสู้ของชุมชนซึ่งไม่ได้รับความเป็นธรรมมาอย่างยาวนานจากกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานรัฐเกี่ยวข้องนั้นเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมของไทย ล่าสุด กรมควบคุมมลพิษที่ให้คำมั่นในการฟื้นฟูห้วยคลิตี้อย่างจริงจังหลังจากหลายทศวรรษแห่งยืนหยัดต่อสู้ของชุมชน

นักกิจกรรมออนไลน์ที่ปฏิบัติการผ่านสื่อสังคม(social media) เองก็มีบทบาทสำคัญมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากงานรณรงค์ปกป้องอาร์กติกซึ่งเป็นผลให้นักรณรงค์ของกรีนพีซถูกจับกุมและกักขังเป็นเวลาหลายเดือน รวมถึงการยึดเรือรณรงค์อาร์กติกซันไรส์ในสหพันธรัฐรัสเซีย โดยการใช้สื่อสังคมและการรณรงค์แนวดิจิตอล มีผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกรวมถึงนักกิจกรรมออนไลน์และอาสาสมัครในประเทศไทยเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมหลากหลายในตลอดปี 2556 ช่วยสร้างแรงกดดันให้นักรณรงค์ปกป้องอาร์ติกของกรีนพีซเป็นอิสระและพ้นจากข้อกล่าวหาต่ออาชญากรรมที่พวกเขามิได้ก่อขึ้น

เทคโนโลยีดิจิตอลและอินเทอร์เนตได้นำเสนอเครื่องมือเพื่อการยืนหยัดต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อมและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยให้กรีนพีซประสบความสำเร็จในยุคออนไลน์สมัยใหม่ สิ่งที่อยู่บนโลกออนไลน์เหล่านี้เป็นเครื่องมือนำไปสู่เป้าหมาย หาใช่เป็นเป้าหมายในตัวเองไม่ ลำพังอินเทอร์เนตและสื่อสังคมออนไลน์นั้นมิอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ ผู้คนต่างหากที่เป็นพลังหลักของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไม่ว่าในประเทศไทยหรือที่ใดบนโลก เทคโนโลยีดิจิตอลช่วยกรีนพีซสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้น แต่ถึงที่สุดแล้ว คือ ผู้คนในทุกย่าวก้าวของชีวิต พลเมืองผู้ตื่นรู้ ผู้บริจาค อาสาสมัคร นักรณรงค์ นักกิจกรรมและผู้ปิดทองหลังพระที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ในปี 2556 ดังที่กล่าวมาแล้ว

จนกว่าจะพบกันอีก

ธารา บัวคำศรี

Smog Shrouds Eastern China

Chinahaze_tmo_2013341

China suffered another severe bout of air pollution in December 2013. When the Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) on NASA’s Terra satellite acquired this image on December 7, 2013, thick haze stretched from Beijing to Shanghai, a distance of about 1,200 kilometers (750 miles). For comparison, that is about the distance between Boston, Massachusetts, and Raleigh, North Carolina. The brightest areas are clouds or fog. Polluted air appears gray. While northeastern China often faces outbreaks of extreme smog, it is less common for pollution to spread so far south.

“The fog has a smooth surface on the top, which distinguishes it from mid- and high-level clouds that are more textured and have distinct shadows on their edge,” explained Rudolf Husar, director of the Center for Air Pollution Impact and Trend Analysis at Washington University. “If there is a significant haze layer on top of the fog, it appears brownish. In this case, most of the fog over eastern China is free of elevated haze, and most of the pollution is trapped in the shallow winter boundary layer of a few hundred meters.”

On the day this natural-color image was acquired by Terra, ground-based sensors at U.S. embassies in Beijing and Shanghai reported PM2.5 measurements as high as 480 and 355 micrograms per cubic meter of air respectively. The World Health Organization considers PM2.5 levels to be safe when they are below 25.

Fine, airborne particulate matter (PM) smaller than 2.5 microns (about one thirtieth the width of a human hair) is considered dangerous because it is small enough to enter the passages of the human lungs. Most PM2.5 aerosol particles come from the burning of fossil fuels and of biomass (wood fires and agricultural burning).

At the time of the satellite image, the air quality index (AQI) reached 487 in Beijing and 404 in Shanghai. An AQI above 300 is considered hazardous to all humans, not just those with heart or lung ailments. AQI below 50 is considered good.

In some cities, authorities ordered school children to stay indoors, pulled government vehicles off the road, and halted construction in an attempt to reduce the smog, according to news reports.

  1. References

  2. Associated Press, via The Washington Post (2013, December 6) Smog at Extremely Hazardous levels in Shanghai.Accessed December 9, 2013.
  3. Bloomberg News (2013, December 9) Shanghai Tells Children to Stay Inside for Seventh Day on Smog. Accessed December 9, 2013.
  4. The New York Times (2013, December 5) Air Pollution Shrouds Eastern China. Accessed Accessed December 9, 2013.
  5. U.S. Department of State (2013, December 9) U.S. Consulate Shanghai Air Quality Monitor. Accessed December 9, 2013.
  6. U.S. Department of State (2013, December 9) U.S Embassy Beijing Air Quality Monitor. Accessed December 9, 2013.
  7. Voice of America (2013, December 6) Flights Delayed as Air Pollution Hits Record in Shanghai. Accessed December 9, 2013.
  8. Xinhua (2013, December 9) Cities hit hard by smog. Accessed December 9, 2013.

NASA image courtesy Jeff Schmaltz, LANCE MODIS Rapid Response. Caption by Adam Voiland.

นิวเคลียร์ไป ถ่านหินมา : ความมืดบอดของชนชั้นนำผู้วางแผนพลังงานไทย

อ่านข่าวแล้วเศร้า หดหู่ใจ เมื่อกระทรวงพลังงานและชนชั้นนำผู้วางแผนพลังงานของประเทศไทยทั้งหลายบอกว่าจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจากเดิม 4,400 เมกะวัตต์ ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าเป็น 10,000 เมกะวัตต์ และเป็นไปได้ที่จะถอดเอาการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ออกไป

ที่ผมรู้สึกเศร้าใจก็เพราะตอบตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมพวกเขาจึงคิดได้เพียงแค่นี้

พวกเขาในที่นี้ ผมหมายถึง คนใหญ่คนโตที่อยู่ใน กฟผ. สนพ. และกระทรวงพลังงาน ผู้ซึ่งเป็นผู้ยึดกุมการวางแผนพลังงานระดับชาติ

จินตนาการของพวกเขาหายไปไหน พวกเขาแกล้งโง่หรือว่าโง่จริงๆ

แน่นอนว่า การถอดนิวเคลียร์ออกจากแผนพีดีพี เป็นเรื่องที่ชมเชย แต่ต้องดูให้เห็นทั้งหมด

เพราะมันคือ “หนีเสือปะจระเข้”

ถ้าประเทศไทยจะผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินรวมกันเป็นจำนวน 10,000 เมกะวัตต์ เราต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ราว 140 โรง ขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วประเทศ โดยอ้างว่าไม่มีปัญหาเพราะมันคือถ่านหินสะอาด และประเทศอื่นๆ ในเอเชียที่เจริญแล้วก็มีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในสัดส่วนที่สูง

นี่คือแผนที่สกปรกไม่ต่างจากถ่านหิน

แม้ว่าแผนสกปรกดังกล่าวนี้จะยังไม่ผ่านความเห็นชอบใดๆ แต่ก็พอเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นลางๆ กับอนาคตพลังงานของไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนท้องถิ่นจำนวนมหาศาลที่จะตกอยู่ในเงื้อมเงาทะมึนของอุตสาหกรรมถ่านหิน

นี่คือชนชั้นนำผู้วางแผนนโยบายพลังงานแห่งชาติ พวกเขาสิ้นคิด ไร้ซึ่งจินตนาการ และช่างโง่เขลาและมืดบอดเสียนี่กระไร