จะสูญสิ้นหรือฟื้นคืน : ความหลากหลายทางชีวภาพหลังวิกฤต Covid-19

ธารา บัวคำศรี

เมื่อโลกทั้งโลกสั่นสะเทือนจากโรคระบาดขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบกับคนนับล้านอย่าง Covid-19 เราทุกคนต่างกังวลกับสุขภาพของตนเอง คนที่เรารัก รวมถึงคนที่เปราะบางที่สุดในสังคม ในเพียงเวลาไม่กี่สัปดาห์ Covid-19 กลายเป็นวาระเร่งด่วนมากที่สุด มากกว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศหรือภัยคุกคามจากการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ หายนะภัยที่ครอบงำความสนใจของคนทั้งโลกก่อนหน้านี้ เช่น ไฟป่ามหากาฬในออสเตรเลีย หรือของสังคมไทยกรณีไฟป่าอนุรักษ์ เป็นต้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่จริงจังน้อยกว่าการระบาดของ Covid-19 ที่เรามีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย

เช่นเดียวกับโรคระบาดครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้น ทั้งโรคเอดส์ อีโบลา โรคซาร์ส เป็นต้น แม้ว่าจะ ไม่มีหลักฐานถึงความเกี่ยวข้องโดยตรงระหว่างการอุบัติของโคโรนาไวรัสกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพที่เราเผชิญอยู่ แต่ในวาระที่วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Day for Biological Diversity: IDB) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี เวียนมาบรรจบในปี 2563 นี้ คำถามที่สำคัญคือ วิกฤตโรคระบาดบอกถึงสถานภาพของความหลากหลายทางชีวภาพของโลกและของประเทศไทยอย่างไร

ความหลากหลายทางชีวภาพ : ลึกซึ้งและกว้างขวาง

องค์การสหประชาชาติได้ประกาศ “วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ” เพื่อรำลึกถึงวันที่อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity : CDB) เริ่มมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ.2535 โดยมุ่งหมายอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ใช้ประโยชน์องค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน และแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม

ความหลากหลายทางชีวภาพ (biological diversity หรือ biodiversity) มีความหมายกว้างและลึกซึ้งมากกว่าคําว่าสิ่งมีชีวิต(life) โดยสรุปหมายถึง คุณสมบัติของสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายตั้งแต่ระดับพันธุกรรมหรือยีน (gene) ระดับชนิดหรือสปีชีส์ (species) จนถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตเชิงนิเวศวิทยา (ecological community) ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นผลจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการ (evolutionary changes) ตามกาลเวลาและตามสภาวะสมดุลธรรมชาติในถิ่นอาศัย (habitat) ที่หลากหลายรูปแบบ

ที่มา : ยุทธศาสตร์งานวิจัย การพัฒนาคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ(พ.ศ.2555-2559) 

ผลลัพธ์จากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนเมื่อปี พ.ศ. 2555 (Rio+20) ท่ีประชุมเน้นถึงความสําคัญของความหลากหลายทางชีวภาพและบริการจากระบบนิเวศในฐานะเป็นรากฐานของการพัฒนาท่ียั่งยืนและความกินดีอยู่ดีของมนุษย์

ในกรณีของประเทศไทย แม้ว่าเราจะมีแผนแม่บทบูรณาการ เป้าหมายระดับชาติ แผนปฏิบัติการจัดการ รวมถึง พันธกรณีท่ีเก่ียวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพที่ต้องดำเนินการ เตรียมการและอยู่ระหว่างการเจรจา ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าท่ีใกล้สูญพันธ์ุ (The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora : CITES) อนุสัญญาว่าด้วยพื้นท่ีชุ่มน้ํา(Ramsar Convention on Wetlands) การสร้างกลไกในการกํากับดูแลสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมตามพิธีสารคาร์ตาเฮนา ว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ (Cartagena Protocol on Biosafety) สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร (International Treaty on Plant Genetic Resources for Food and Agriculture: ITPGR) อนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าท่ีอพยพย้ายถิ่น(Convention on the Conservation of Migratory Species of Wild Animals: CMS) พิธีสารนาโงยาว่าด้วยการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมและการแบ่งปันผลประโยชน์ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม(the Nagoya Protocol on Access to Genetic Resources and the Fair and Equitable Sharing of Benefits Arising from their Utilization to the Convention on Biological Diversity) การดําเนินการในการกําหนดกลไกและกรอบกฎหมายระหว่างประเทศในการคุ้มครองภูมิปัญญา ทรัพยากรพันธุกรรมและการแสดงออกทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม ภายใต้กรอบขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) และองค์การทรัพย์สินทางปัญญา(WIPO) แต่หากไม่ยึดโยงกับ “ความเป็นธรรมทางสังคม” แล้ว “ความหลากหลายทางชีวภาพ”ของไทยก็จะอยู่ในสถานะที่วิกฤตขึ้นไปอีก

หากสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตสูญสิ้นนับล้านในทศวรรษหน้า ความมั่นคงของมนุษย์ย่อมสั่นคลอน

รายงานการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก(The global assessment report on biodiversity and ecosystem services) โดยคณะกรรมการเฉพาะกิจระหว่างรัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่ายว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและบริการจากระบบนิเวศ (Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services) หรือ IPBES ในปี พ.ศ.2562 บ่งชี้ถึงวิกฤตความหลากหลายชีวภาพอย่างชัดเจน รายงานระบุว่า สิ่งมีชีวิตกว่า 1 ล้านสายพันธุ์อาจเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่และร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยที่มนุษย์เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก

ในบทความล่าสุดของ IPBES ทีมผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นผู้เขียนรับเชิญระบุในตอนต้นว่า “มีสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่รับผิดชอบต่อการระบาดของ COVID-19 นั่นก็คือมนุษย์เรา” เฉกเช่นวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ โรคระบาดทั่วโลกครั้งล่าสุดนี้เป็นผลพวงโดยตรงจากกิจกรรมของมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเศรษฐกิจและการเงินในระดับโลกที่ตั้งอยู่บนกระบวนทัศน์การแสวงกำไรและผลประโยชน์โดยไม่คำนึงว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรามีโอกาสอยู่น้อยนิดที่จะผ่านวิกฤตทั้งหลายเหล่านี้เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตที่จะตามมาในอนาคต

โรค COVID-19 ที่เกิดจากจุลชีพที่ส่งผลให้ร่างกายเราติดเชื้อ เจ็บป่วยและเสียชีวิต มากกว่า 70% ของเชื้อโรคอุบัติใหม่ที่ส่งผลต่อมนุษย์มาจากสัตว์ป่าและสัตว์ที่มนุษย์นำมาเลี้ยง แต่การติดต่อและระบาดของเชื้อโรคเกิดจากการสัมผัสหรือการกินสัตว์ที่ติดเชื้อ และการระบาดระหว่างมนุษย์เกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดการทำลายป่าไม้ที่ดำเนินไปอย่างล้างผลาญจากเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ การขยายตัวของเกษตรเชิงเดี่ยวที่ไร้การควบคุม การทำเหมืองแร่ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการแสวงประโยชน์จากพรรณพืชและสัตว์ป่าในธรรมชาติคือเงื่อนไขที่สมบูรณ์แบบอย่างยิ่งในการที่เชื้อโรคจากสัตว์ป่าในธรรมชาติแพร่เข้าสู่มนุษย์

กิจกรรมของมนุษย์ส่งผลกระทบอย่างมากต่อ 3 ใน 4 ส่วนของภาคพื้นดินของโลก ทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำของโลกไปมากกว่า 85%  เราใช้ที่ดินในโลกมากกว่า 1 ใน 3 และน้ำจืดที่มีอยู่ในโลก 75% เพื่อการเพาะปลูกพืชและอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์

เราทุกคนต่างประสบและเป็นประจักษ์พยานต่อการแพร่ระบาด Covid-19 ไปทั่วโลก และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ถึงแม้ว่าโรคที่แพร่จากสัตว์สู่มนุษย์จะทำให้เกิดการเสียชีวิต 700,000 คนต่อปี โอกาสที่จะเป็นการระบาดของโรคครั้งใหญ่ในอนาคตนั้นมีสูงยิ่ง นักวิจัยเชื่อว่ามีเชื้อไวรัสที่ไม่อาจระบุได้มากถึง 1.7 ล้านชนิดที่มนุษย์สามารถติดเชื้อได้ปรากฎอยู่ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกน้ำ ไวรัสเหล่านี้สามารถกลายเป็น “Disease X” ปฐมบทของโรคระบาดครั้งต่อไปซึ่งจะพลิกโลกและร้ายแรงถึงชีวิตมากกว่า COVID-19

หากเราไม่ใส่ใจต่อผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่เราเลือกในปัจจุบัน โรคระบาดครั้งใหญ่ในอนาคตจะเกิดถี่ขึ้น แพร่ระบาดได้รวดเร็วมากขึ้น สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจหนักขึ้น และการสูญเสียชีวิตมากขึ้น

หัวใจสำคัญของแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลัง Covid-19

ที่สำคัญที่สุด เราต้องสร้างการเปลี่ยนผ่านที่ลุ่มลึกและหนักแน่น(transformative change) ดังสารที่เตือนให้เราตระหนักในรายงานการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก “สายพันธุ์สิ่งมีชีวิตอาจสูญสิ้นนับล้านในทศวรรษหน้า” : เราจำเป็นต้องจัดเรียงเชิงระบบในขั้นรากฐานทั้งปัจจัย กระบวนทัศน์ เป้าหมาย คุณค่าในทางเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยี การเสริมสร้างความรับผิดชอบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกภาคส่วน ดังข้อเสนอต่อไปนี้

  • การฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจต้องเน้นสร้างแรงจูงใจต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเคารพธรรมชาติ การเห็นแก่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองในระยะสั้นที่นำไปสู่การผ่อนปรนกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมเกษตรเชิงเดี่ยว อุตสาหกรรมขุดเจาะ และอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิล โดยไม่พิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงขั้นรากฐานอย่างเร่งด่วน แท้ที่จริงแล้วคือเส้นทางไปสู่การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโรคอุบัติใหม่ในอนาคต
  • แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว(One Health) ต้องรวมอยู่ในกระบวนการตัดสินใจตั้งแต่ระดับโลก ประเทศ เมืองและท้องถิ่น โดยตระหนักถึงข่ายใยสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนระหว่างสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ พืชและสิ่งแวดล้อม แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวช่วยทำให้เกิดการตัดสินใจที่ดีขึ้นจากการพิจารณาต้นทุนผลกระทบของกิจกรรมการพัฒนาในระยะยาว เพื่อมนุษย์และธรรมชาติ
  • ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการสนับสนุนเงินทุนและทรัพยากรของระบบสาธารณสุขและสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของกลุ่มคนที่อยู่แนวหน้าความเสี่ยงจากโรคระบาด การขับเคลื่อนในระดับโลกเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านสาธารณสุขในพื้นที่เสี่ยงต่อโรคอุบัติใหม่ไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาล การตรวจตราเฝ้าระวังร่วมกับชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ การสำรวจความเสี่ยงเชิงพฤติกรรม การดำเนินงานดังกล่าวนี้ยังเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนและเป็นไปได้สำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงและถือเป็นการปกป้องสุขภาพของกลุ่มประชากรเปราะบางที่สุดในสังคม และนี่ไม่ใช่เพียงการทำประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างพื้นๆ หากคือการลงทุนที่สำคัญยิ่งของการลงทุนทั้งหลายเพื่อป้องกันโรคระบาดครั้งใหญ่ในอนาคต

การลงมือทำตามข้อเสนอข้างต้นอาจดูเหมือนมีต้นทุนสูงและท้าทาย แต่จริงๆ แล้วน้อยนิดเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้วจาก Covid-19

การรับมือและฟื้นฟูจากวิกฤต COVID-19 เรียกร้องให้เราทุกคนออกมาท้าทายผลประโยชน์ทับซ้อนที่ขัดขวางการเปลี่ยนผ่านที่ลุ่มลึกและหนักแน่น เราจะต้องยุติ “สิ่งที่ดำเนินไปตามปกติ” เราต้องฟื้นคืนจากวิกฤตโดยเข้มแข็งขึ้นและดีขึ้นมากกว่าที่เคยเป็นมา

นั่นหมายถึงสิ่งที่เราเลือกทั้งนโยบายและปฏิบัติการต่างๆ เป็นไปเพื่อปกป้องธรรมชาติ และในท้ายที่สุด ธรรมชาติจะปกป้องเรา

คุณรู้หรือไม่ว่า

  • เมื่อเปรียบเทียบจํานวนชนิดพันธ์ุต่อหน่วยพื้นที่ เอกวาดอร์เป็นประเทศที่มีจํานวนชนิดพันธ์ุต่อพื้นที่สูงสุด โดยในพื้นที่ 100,000 ตารางกิโลเมตร พบพืชและสัตว์จํานวน 8,703 ชนิด รองลงมาได้แก่ ไทยและอินโดนีเซีย พบจํานวน 2,655 ชนิดและ 1,930 ชนิด ตามลําดับ ขณะที่สหรัฐอเมริกามีจํานวนสิ่งมีชีวิตต่อพื้นที่น้อยกว่ามากโดยมีเพียง 234 ชนิดต่อพื้นที่ 100,000 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น
  • ประเทศไทยมีความหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิตราวร้อยละ 10 ของโลก ประกอบด้วยพันธ์ุพืชประมาณ 10,000 ชนิด นก 980 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 300 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ําสะเทินบก 490 ชนิด ปลา 2,800 ชนิด และจุลินทรีย์ 150,000 ชนิด
  • ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่อยู่ระหว่างเขตหิมาลายันซึ่งมีอากาศเย็นทางเหนือกับเขต แหลมมาเลเซียทางใต้ซึ่งมีลักษณะเป็นป่าร้อนชื้น (tropical Rain Forest) ประเทศไทยจึงมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง องค์การอาหารและการเกษตร (FAO) รายงานว่า พรรณไม้วงศ์ยาง (Dipterocapaceae) ในประเทศไทยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 65 ของจํานวนพรรณไม้วงศ์ยางท้ังหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น เมียนมา อินเดีย มีพรรณไม้ดังกล่าวอยู่ประมาณร้อยละ 30-40 เท่านั้น
  • บรรพบุรุษไทยและปราชญ์ชาวบ้านเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพตามวัฒนธรรม ท้องถิ่นและภูมิปัญญา มีการสั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์เป็นวิถีชีวิตที่สืบทอดต่อเนื่องกันมายาวนาน โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรทั้งในรูปอาหารและยารักษาโรค ในภาคเหนือมีการนําพืช 1,647 ชนิด มาใช้ประโยชน์ เป็นพืชสมุนไพร 892 ชนิด และพืชอาหาร 984 ชนิด ภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านี้เปรียบเสมือนลายแทงขุมทรัพย์ มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า นักวิจัยที่เข้าไปค้นหาพันธุกรรมจากพืชในป่าเขตร้อนมีโอกาสพบสารพันธุกรรมท่ีนํามาพัฒนาให้เกิดประโยชน์มีเพียงร้อยละ 1 เท่าน้ัน แต่ถ้านักวิจัยได้ “ลายแทงแห่งปัญญา” จากภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้ว โอกาสพบสารพันธุกรรมที่นํามาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์มีมากกว่าร้อยละ 84
  • ใน พ.ศ. 2559 ประเทศไทยได้มีการสำรวจและประเมินสถานภาพการถูกคุกคามของสัตว์มีกระดูกสันหลัง จำนวน 2,276 ชนิด พบว่า มีสถานภาพสูญพันธุ์แล้ว 8 ชนิด ได้แก่ สมัน กูปรี กระซู่ แรด นกพงหญ้า นกช้อนหอยใหญ่ นกหัวขวานด่างหน้าผากเหลือง และปลาหวีเกศ อีกทั้งมีสถานภาพสูญพันธุ์ในธรรมชาติ 4 ชนิดส่วนชนิดพันธุ์ที่อยู่ในสถานภาพที่ถูกคุกคาม (Threatened species) มี 569 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 12.03 ของชนิดพันธุ์ในไทย จำแนกเป็นมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ 282 ชนิด ใกล้สูญพันธุ์ 185 ชนิด และใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง 102 ชนิด โดยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีชนิดพันธุ์ที่มีสถานภาพถูกคุกคามมากที่สุดร้อยละ 35.65 ของชนิดพันธุ์ที่พบในไทย รองลงมา คือ นก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และปลา ตามลำดับ

จดหมายจากละแม

ธรรมะสวัสดีคุณธารา/กรีนพีซ
อาตมาสนับสนุนและเป็นกรีนพีซตั้งแต่เป็นฆราวาส
ตอนนี้ได้บวชเรียนและมาพำนักอยู่ที่สำนักสงฆ์พระธาตุเขาน้อย อ.ละแม ต.ละแม ชุมพร
เดิมทีที่นี่รกร้างไปพักนึง จนพระอาจารย์มาพบว่า..
ที่นี่ยังมีสภาพที่ยังพออยู่ได้ อยู่บนเขาเล็กๆ เงียบสงบ มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ล้อมรอบ ที่สำคัญ มีลานทราย
ที่หันหน้าเข้าสู่ทะเลอ่าวไทย เป็นภาพ panorama เป็นเส้นนอนของทะเลกว้างยาวมาก (ยาวเกินกว่ากล้องจะถ่ายรูปไปยืนยันได้มากกว่านี้)
เบื้องหน้า เป็นแนวต้นปาล์ม ต้นมะพร้าวเขียวฉอุ่มเป็นพรมไปจรดปากน้ำละแม ไม่มีสิ่งก่อสร้างรกตาเสียดแทงยอด ให้เจ็บปวดใจแม้แต่น้อย
มีเพียงแค่ ผืนพรมต้นไม้ จรดมหาสมุทร สุดฟ้ากว้างใหญ่
ลมแรงเย็นสบายทั้งวัน และมีพระอาทิตย์มาเยี่ยมทุกเช้า
เหมือนสวรรค์ มองแล้วสงบสบาย เอื้อแก่การสงบใจไว้ภาวนาอย่างยิ่ง
ธรรมะ คือ ธรรมชาติ
…..
ที่ละแมนี้ถ้าใครมาถึง อาจจะเห็นบางบ้านติดว่า
“เราไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์”
ได้ยินชาวบ้าน และวิทยุชุมชนรณรงค์และต่อต้านเรื่องเหล่านี้กันมาก
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์นี้ได้ยินว่ามีการผลักดันมาตั้งแต่ยุคคุณอภิสิทธิ์แล้ว
ซึ่งมีเหตุผลนึงซึ่งบอกชาวบ้านคือ ตอนนี้ “ไฟฟ้าไม่พอ!!!”
ฟังแล้วสลดใจ
ทุกวันนี้ เราใช้ไฟฟ้ากันมากขนาดที่เกินความจำเป็นของชีวิตจนเห็นได้ชัด
ไฟฟ้าที่มีอยู่อาตมาเชื่อว่า ถ้าใช้เพื่อแค่ดำรงชีวิต
ถึงแม้บวกเข้ากับความสะดวกสบายและความบันเทิงเล็กๆน้อยๆอย่างพอเพียง
สามารถใช้ได้เหลือเฟือ ถึงใช้พร้อมกันทั่วประเทศ
แต่ทุกวันนี้ไฟฟ้ามันไม่ได้แค่ต้มน้ำ แต่มันเอาไปเปิดแอร์ ร้องคาราโอเกะ สถานบันเทิง ใช้ไปในสัดส่วนความสะดวกสบายมากเกินกว่าการใช้ชีวิตหลายเท่านัก
โดยเฉพาะ เชื่อว่าการใช้พลังงานไฟฟ้าเกินตัวนั้น
น่าจะเป็นการใช้ของคนกลุ่มน้อย!!ในประเทศ
คนกรุงเทพ คนมีอำนาจ คนมีกำลังซื้อ
ที่ว่าน่าสลดใจนั้นคือ
ต่อให้ทุกวันนี้คนในละแมใช้ฟุ่มเฟือยเต็มที่
ก็ไม่ได้เศษเสี้ยวของการนำไฟฟ้าไปใช้ของ
กลุ่มนายทุน โรงงานอุตสาหกรรม และความบันเทิงส่วนเกินของชีวิต
ถ้าคนที่ละแม มีโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นจริงๆ
คงตลกที่คนมีไม่ได้ใช้และไม่มีความจำเป็นใช้ไฟฟ้ามากระดับนั้นเลย
ต่อให้ขู่เข็นให้ใช้ไฟฟ้ากันเลยก็ตาม
ใน60ล้านคน มีคนไม่กี่คนที่ได้ประโยชน์
“โลกนี้มีทรัพยากรสำหรับคนทุกคน แต่มีทรัพยากรไม่พอสำหรับคนโลภมากคนเดียว”
ท่านมหาตมะ คานธี
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ว่า จะตั้งตระหง่านอยู่ในเบื้องหน้า พระธาตุเขาน้อยนี้ ย่ำยีกิเลสทางสายตาของอาตมา ดั่งที่กล่าวมาเบื้องต้น
การที่มันจะทำร้ายความรู้สึกสุนทรีย์ทางสายตาของอาตมา อาตมายังพอหาทางเยียวยาความรู้สึกนั้นได้
แต่ชีวิตในอนาคตของคนที่นี่ ของคนในประเทศ และคนในโลก มันจะเป็นอย่างไร
โรงฟ้าฟ้านิวเคลียร์ ระดับปัญหามันก็คงระดับนิวเคลียร์เช่นกัน
ขอบคุณที่กรีนพีซที่ลงมือทำสิ่งเหล่านี้แทนทุกคน
และหวังว่าคงจะไม่มีเหตุการณ์ร้ายๆเกิดขึ้นในละแม
การรักษาธรรมชาติ ก็คือการรักษาธรรมะในจิตใจผู้คน
การปฏิบัติธรรม มิใช่การที่จะต้องทำอยู่แค่ในวัด
เมื่อทราบข่าวโรงไฟฟ้าได้แต่อุทาน
“คุณพระช่วย!”
พอเห็นกรีนพีซขยับตัวก็อุทานอีกครั้งว่า
“คุณช่วยพระ!”
อนุโมทนาสาธุ
เจริญพร
พระประสิทธิ์ สิทฺธิวิชฺโช
พระธาตุเขาน้อย ละแม

บทกวีนิรนามจากการประชุมองค์การค้าโลกที่เมืองซีแอตเทิล ปี 2542

ทำไมเรามาที่นี่

เพราะโลกที่เราใฝ่ฝัน สิ่งที่เราเชื่อมั่น มันอันตรธานไป
เพราะดวงอาทิตย์กลายเป็นมะเร็งและดาวพระเคราห์ที่เราอาศัยอยู่มันร้อนขึ้น
เพราะเด็กกำลังอดอยากหิวโหยใต้ร่มเงาของเรือยอท์ชและการประชุมสุดยอดทางเศรษฐกิจ
เพราะมันมีเครื่องบินมากเกินไปแล้วบนท้องฟ้า

นี้เป็นโลกปรุงแต่งที่คุณเสาะหาเพื่อย่นย่อมันและเร่งเร้ามัน
เรามาที่นี่เพื่อมาบอกคุณว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เราต้องการจะซื้อหา

สิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่เงิน หากเป็นความเป็นความตายของธรรมชาติ ความมั่งคั่งของงาน เราไม่ต้องการไม้ราคาถูก เราต้องการต้นไม้ที่มีชีวิต
เราไม่ต้องการจีเอ็มโอ เราต้องการเห็นและได้กลิ่นอาหารที่มาจากพืชที่เราปลูกในละแวกบ้านที่เราอยู่

เรามาที่นี่เพราะเสียงร่ำร้องภายในของเรา ความทรงจำในกระแสเลือดบอกเรา คุณมิใช่เป็นแค่ธนาคาร หรือ แหล่งทุน คุณกลายเป็นส่วนปลายอันมืดบอดของคลื่นสีดำที่หลงลืมแหล่งที่มา

เรามาที่นี่เพื่อปกป้องและเคารพสัจจะ ธรรมชาติ มนุษย์ และธรรมดาสามัญ จากคลื่นแห่งความละโมบ

เรามาที่นี่โดยการยืนหยัดของจิตวิญญาน และโดยสิทธิทางธรรมชาติ
หากคุณสงสัยถึงอำนาจแห่งสัจจะและความสูงสุดของธรรมชาติ ลองหยุดหายใจสักช่วงหนึ่ง

คุณรู้ถึงแรงกดดันของความปรารถนาของเรา
เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อยอมรับกฏเกณฑ์ของคุณ
เรามาที่นี่เพื่อเปลี่ยนแปลงคุณ และเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง จากภายในออกมา
นี่มิใช่การประท้วงทางการเมือง
มันคือการตื่นขึ้นของจิตวิญญาน