ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ทะเลสาบสเวนกัวในเยอรมนี ความท้าทายในการฟื้นฟู

“หากไม่มีคนงานเหมือง เราคงไม่สามารถแล่นเรือบนทะเลสาบได้ในวันนี้” กัปตันโทมัส นาเกล(Thomas Nagel) อธิบายขณะที่เขาค่อยๆ เดินเรือที่มีอายุกว่า 50 ปี นามว่าซานตาบาบารา(Santa Barbara) ข้ามทะเลสาบสเวนกัว(Zwenkau) ในเยอรมนีตะวันออก น้ำโดยรอบมีสีเหมือนชาดำใสและมีกลิ่นกำมะถัน มีกิ่งก้านบางๆ ของต้นไม้แทงยอดออกมาเหนือผิวน้ำทะเลสาบที่เพิ่งสร้างใหม่ แต่อย่างไรก็ตามค่าความเป็นกรด-ด่างในน้ำแสดงว่ามีกรดชนิดเดียวกับน้ำส้มสายชูในน้ำอยู่ 2.6 ในด้านตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลสาบเป็นที่ตั้งของหอสีเทาของโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินสองหอพุ่งเสียดฟ้า

ทะเลสาบสเวนกัวตั้งอยู่บนเหมืองถ่านเก่าที่ปิดตัวลงแล้ว และใช้ระยะเวลา 20 นาทีในการขับรถจากไลซิก(Leipzig)ในแซกโซนี(Saxony)เปิดทำการตั้งแต่ปี 2464 ถึง 2442 พื้นที่เหมืองถ่านหินครอบคลุมถึง 2,863 เฮกตาร์หรือมีขนาดเท่าสนามฟุตบอลมากกว่า 4,000 สนาม ปัจจุบันผลพวงจากการฟื้นฟู พื้นที่นี้ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ที่มีทั้งท่าจอดเรือ อพาร์ตเมนท์พร้อมสระว่ายน้ำและรถรางลอยฟ้าที่ตัดผ่านทะเลสาบไปสู่สวนสนุกเบแลนติส(Belantis)ที่อยู่ใกล้เคียง ด้วยขนาด 10 กิโลเมตร ทะเลสาบนี้จะกลายเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในประเภทเดียวกัน ที่เรียกว่า ‘New Central German Lake District’

ทะเลสาบสเวนกัว(Zwenkau) เป็นหนึ่งในหลายโครงการที่จัดขึ้นเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกทำลายของอดีตเหมืองถ่านหินแบบเปิดในเยอรมนี แต่อย่างไรก็ตาม มันยังเน้นถึงความท้าทายบางอย่างที่มาพร้อมกับการฟื้นฟูผืนดินที่ถูกทำลายจากเหมืองถ่านหินแบบเปิด รวมกับข้อบกพร่องในแบบที่ทางรัฐบาลกำลังเริ่มทำในปัจจุบัน

การฟื้นฟู – ปัญหาและข้อบกพร่อง

ใครเป็นผู้จ่าย?

การพัฒนาฟื้นฟูทะเลสาบสเวนกัว(Zwenkau) มีค่าใช้จ่ายไปแล้วถึง 145.6 ล้านยูโร ในเยอรมันตอนกลางและในเขตลูซาเธียน(Lusatian)เพียงอย่างเดียวก็มีการใช้จ่ายไปแล้วถึง 8.3 พันล้านยูโร ในการฟื้นฟูเหมืองแบบเปิดเก่าที่ปิดตัวลงมาตั้งแต่ปี 2543

วิธีที่เยอรมนีจ่ายเงินสำหรับการฟื้นฟูนี้ค่อนข้างมีลักษณะเฉพาะ : ในอดีตสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน (German Democratic Republic:GDR) เหมืองถ่านหินแบบเปิดนั้นดำเนินการโดยรัฐบาล ดังนั้นการฟื้นฟูก็ดำเนินการโดยรัฐบาลเช่นกัน

Philipp Steuer จากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของใน Leipzig อธิบายถึงปัญหาว่า “การพัฒนาฟื้นฟูนั้นเกี่ยวโยงกับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก โดยปกติแล้วบริษัททำเหมืองจะเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นทางเลือกที่เป็นที่ยอมรับเพียงทางเลือกเดียว แต่ในกรณีของเยอรมันตะวันออกแล้ว ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูนั้นจ่ายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ นี้อาจจะฟังดูสมเหตุสมผลเมื่อคำนึงถึงหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลเหมืองถ่านหินลิกไนต์แบบเปิดหน้าดิน ในอดีตสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน แต่ค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากนั้นที่ตอนนี้  สหภาพยุโรป(EU)เป็นผู้ออกให้ภายใต้กรอบการทำงานที่เรียกกันว่า ‘ความช่วยเหลือระดับภูมิภาค’ เพื่อให้เงินช่วยเหลือในการทำเหมืองแบบเปิดที่ทำลายภูมิประเทศนั้นดูไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลเท่าไร”

แน่นอนว่า ปัญหาคงจะไม่หมดไปหากปล่อยให้ทางบริษัททำเหมืองเป็นผู้จัดการการฟื้นฟูเพราะจะมีการใช้ค่าใช้จ่ายจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่มีการจัดการปัญหาเพียงน้อยนิด และมีโอกาสเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ว่าพื้นที่จะได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มตัว

น้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่เป็นกรด(Acid Mine Drainage)

มีทะเลสาบอยู่ 172 แห่งที่เคยเป็นเหมืองถ่านหินมาก่อนในเยอรมันตะวันออก เกือบทั้งหมด ต้องประสบกับปัญหาคล้ายคลึงกันคือ น้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด (AMD) ผลลัพธ์นั้นเห็นได้อย่างชัดเจน พืชและสัตว์น้ำไม่สามารถอยู่รอดได้ น้ำกินน้ำใช้มีการปนเปื้อน และกรดก็กัดกร่อนโครงสร้างท่อน้ำเสีย

ทะเลสาบสเวนกัวก็ไม่รอดพ้นจากปัญหานี้ เมื่อปี 2551 นาย Jorg Hagelganz จากสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งสภาเมืองแซกโซนี(Regional Council of Saxony) ประกาศว่า “ทะเลสาบสเวนกัวจะเปลี่ยนเป็นทะเลสาบน้ำกรดแห่งเยอรมนี หากเราไม่ทำอะไรสักอย่างขึ้นมา”

ความเสียหายที่เกิดกับระดับน้ำ

ในการเจือจางสภาวะที่เป็นกรดของน้ำในทะเลสาบสเวนกัวนั้น ปัจจุบันทางองค์การเหมืองแร่(LMBV) กำลังพึ่งวิธี “ปฏิบัติการน้ำป่าไหลหลาก”(active flooding) ตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2550 น้ำราว 10 ล้านลูกบาศก์เมตรได้ถูกสูบไปยังทะเลสาบจากการระบายน้ำของเหมืองแบบเปิดในโพรเฟน(Profen) การสูบน้ำจำนวนมากนั้นจะส่งผลให้พื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบแห้งเหือดลง ยกเว้นพื้นที่การดำเนินงานของเหมืองถ่านหิน ผลที่ได้ก็คือระดับน้ำบาดาลที่ลดต่ำลงและระบบนิเวศทางธรรมชาติที่ถูกทำลาย

อีกตัวอย่างหนึ่งอยู่ที่เขตลูซาเธียนที่ซึ่งโครงการฟื้นฟูยังคงพึ่งพาวิธี “ปฏิบัติการน้ำป่าไหลหลาก”(active flooding)กับน้ำในแม่น้ำ ที่นี่เกิดการท่วมของทะเลสาบลูซาเธียน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อแม่น้ำโดยรอบคือ แม่น้ำ Spree, Neiße และ Schwarze Elster ในปี 2546 มีน้ำเพียงน้อยนิดจากแม่น้ำ Spree ที่ไหลไปถึงเมืองเบอร์ลินที่ที่น้ำเสียที่ไหลออกมาจากเมืองส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการไหลของแม่น้ำ

ยิ่งไปกว่านั้นขณะนี้เขตลูซาเธียนยังต้องดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาระดับน้ำ – หลังจากสวิตช์ปั๊มระบายน้ำถูกกดในเหมืองแบบเปิดที่ปิดตัวลงแล้ว ระดับน้ำบาดาลก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ผลจากการที่ระดับน้ำสูงขึ้นคือ การเก็บเกี่ยวล้มเหลว ชั้นใต้ดินถูกน้ำท่วมและอาคารบ้านเรือนแตกร้าว โรงงานบำบัดน้ำสียและสุสานต่างๆ ได้รับผลกระทบ “นี่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ทีเดียว พวกเราทุกคนไม่เคยมีใครมีน้ำท่วมห้องใต้ดินกันมาก่อน” Siegmar Kugler รักษาการนายกเทศมนตรีประจำเขต Zerre และสมาชิกกลุ่ม (‘Watergroup’ Spreetal) ที่เก็บรวบรวมเอกสารบันทึกข้อมูลน้ำบาดาลในเขตเทศบาลเมืองกล่าว นอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่ว่า บ้านอายุ 100 ปีไม่เคยถูกน้ำท่วมมาก่อนจนกระทั่งมีการทำเหมืองเกิดขึ้น ทางองค์การเหมืองแร่(LMBV) เริ่มออกมาแสดงความรับผิดชอบในช่วงปลายปี 2551 ก่อนหน้านั้นผู้อยู่อาศัยในแถบนั้นต้องติดตั้งเครื่องปั๊มน้ำกันเองเพื่อควบคุมระดับน้ำ

หลีกเลี่ยงประเด็นปัญหา

ไม่มีใครรู้ว่าภูมิประเทศแถบนั้นจะสามารถฟื้นฟูขึ้นมาให้กลับมาใกล้เคียงกับแต่ก่อนได้หรือไม่ ในขณะที่เงินหลายล้านยูโรจากกองทุนสาธารณะถูกนำมาช่วยเหลือในการพัฒนาฟื้นฟู นักวิทยาศาสตร์ก็ชี้ให้เห็นว่า “ยังไม่แน่ชัดว่าวิธีการนี้จะช่วยฟื้นฟูได้อย่างยั่งยืนหรือไม่”

แน่นอนว่าประเด็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดข้อหนึ่งเกี่ยวกับการฟื้นฟูคือ การเบี่ยงเบนความสนใจที่อันตราย – ซึ่งจะดึงสายตาของผู้คนให้ออกห่างจากข้อเท็จจริงที่ว่ายังคงมีการทำเหมืองถ่านหินแบบเปิดต่อไป ไม่ว่าการฟื้นฟูจะมีศักยภาพมากแค่ไหน แต่โครงการใหญ่ยักษ์นี้ก็ไม่ได้ทำให้การทำเหมืองถ่านหินแบบเปิดนั้นถูกกฎหมาย – นี่เป็นเทคนิคที่สร้างความเสียหายมากที่สุด

ตลอดเวลาที่ผ่านมาประชาชนเป็นผู้จ่ายเงินสำหรับการฟื้นฟูและทางรัฐบาลก็ยังคงจ่ายเงินให้กับถ่านหิน ขัดแย้งกับข้อแถลงการณ์ของอุตสาหกรรมถ่านหิน การศึกษาวิจัยเมื่อปี 2547 ของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมแห่งสหพันธรัฐ(Federal Environment Agency)ได้นำเอาข้อเท็จจริงของผลกระทบจากลิกไนต์มาพิจารณาศึกษา ตลอดจนการให้เงินช่วยเหลือโดยตรงจากรัฐที่มีจำนวนถึง 4.5 พันล้านยูโรต่อปี

สถานการณ์และแนวโน้มในอนาคต

เหมืองถ่านหินยังคงดำเนินการต่อไป

สิงหาคม ปี 2551 นายกรัฐมนตรี Stanislaw Tillich แห่ง Saxony ประกาศว่าเขาจะยังคงยึดมั่นในการกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าซึ่งรวมไปถึงการใช้ถ่านหินลิกไนต์ ถ่านหินชนิดนี้เป็นถ่านหินที่สกปรกสุดในบรรดาถ่านหินทั้งหมด ดร. Joachim Geisler ประธานของบริษัท Central German Lignite Company MIBRAG กล่าวว่าทางบริษัทจะลงเงินทุนจำนวน 28 ล้านยูโรในการปรับปรุงให้เครื่องจักรทำเหมืองหน้าดินทันสมัยยิ่งขึ้นในปี 2551 สิ่งนั้นมาจากการพูดคุยอย่างจริงจังกับหุ้นส่วน “เกี่ยวกับความก้าวหน้าใหม่ๆ ของโรงไฟฟ้าถ่านหินในโพรเฟน”

ทั้งหมดนี้หมายความว่าเครื่องจักรหนักในการทำเหมืองจะยังคงทำงานแผ้วถางพื้นที่ในประเทศ ผู้คนก็ยังคงต้องอพยพย้ายไปตั้งถิ่นฐานในที่ใหม่ ป่าไม้และระบบนิเวศโดยรวมก็จะยังคงถูกทำลาย

“ด้วยการทำเหมืองหน้าดินที่ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เราก็จะทำการฟื้นฟูพื้นที่ทั้งหมดได้อย่างล่าช้า” ดร.Werban หัวหน้าของ UNESCO-Biospherereservoir Spreewald กล่าว“เราสามารถประหยัดเงินได้นับล้านในการฟื้นฟู หากเรามีความเคารพในธรรมชาติมากกว่านี้และไม่พยายามที่จะฝืนบังคับทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความรุนแรง ทุกสิ่งทุกอย่างมุ่งไปที่ธุรกิจการค้าและมีการอุทิศให้กับการอนุรักษ์ธรรมชาติเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์จากเงินช่วยเหลือในของการฟื้นฟู เรามีเหลือให้ธรรมชาติเพียงน้อยนิดเหลือเกิน “เหมือนกับว่าเราไม่ได้เรารู้ความผิดพลาดจากอดีตเลย แต่ธรรมชาติกำลังทวงสิทธิ์ของตนคืน” ดร. Werban คาดการณ์

—————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

 

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ฟื้นคืนสิ่งที่หายไป

การทำเหมืองถ่านหินขัดขวางการทำงานของระบบนิเวศและทำให้มันกลายเป็นกากหางแร่(sand tailings) ดินหน้าแร่(overburden) และหิน(rock) เพียงแค่ในเขตพื้นที่เหมืองแห่งเดียวดินจำนวนกว่าล้านลูกบาศก์เมตรสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเหมืองนั้นได้ ความเสียหายนั้นสมบูรณ์เสียจนพื้นดินบริเวณนั้นเกือบทั้งหมดจะไม่สามารถฟื้นฟูได้

ในบางพื้นที่ มีความพยายามในการฟื้นคืนพื้นที่เสียหายบางแห่งให้กลายเป็นผืนดินที่ใช้ทำมาหากินได้ แต่อย่างไรก็ตาม ขอบเขตของพื้นที่ได้รับผลกระทบที่สามารถนำมาฟื้นฟูได้หลังจากการทำเหมืองแล้วนั้นยังเปิดให้พิจารณากันอยู่ ผิวดินบนยอดเขาไม่สามารถฟื้นฟูได้เมื่อถูกระเบิดทำลายไปแล้ว หุบเขาและลำธารที่ถูกดินนับล้านตันทับถมกันอยู่ก็ไม่อาจฟื้นฟูได้ และโพรงหลุมที่เกิดจากการทำเหมืองแบบเปิดก็มีแนวโน้มที่จะยังคงสภาพเดิมอยู่เช่นนั้น การทำเหมืองนั้นส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่รากฐานของระบบนิเวศทางธรรมชาติจนทำให้ไม่สามารถฟื้นฟูสิ่งที่สูญเสียไปกลับมาได้อย่างแท้จริง

ในสถานที่อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาฯ มีหลักฐานเพียงน้อยนิดที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งนี้สามารถแก้ไขผลกระทบทั้งหมดของอันตรายที่มีต่อสภาพแวดล้อมที่เกิดจากกระบวนการทำเหมือง นั่นก็เนื่องมาจากดินที่มีคุณภาพแย่ในพื้นที่ที่ทำการฟื้นฟู ดินที่ไม่ถูกรบกวนเป็นตัวกลางที่มีพลัง มีองค์ประกอบที่หลากหลายและเต็มไปด้วยชีวิต ดินที่พบในพื้นที่ทำการฟื้นฟูนั้นขาดโครงสร้าง ขาดธาตุอาหารที่มีประโยชน์และขาดแมลงและสารจุลินทรีย์ที่จำเป็นสำหรับพืชผลในการเจริญเติบโต  ผลที่ตามมาคือระดับของการประสบความสำเร็จของการเติบโตของพืชผลมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ 20-30 ในบางพื้นที่ในขณะที่ในพื้นที่อื่นๆ มีอัตราการอยู่รอดของต้นกล้าเพียงร้อยละ 10

—————

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : เหมืองถ่านหินแอฟริกาใต้ที่ปิดตัวลงแต่ยังเป็นที่จดจำ

แอฟริกาใต้เป็นหนึ่งในผู้ผลิตถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหกของโลก และเป็นผู้บริโภคที่ใหญ่เป็นอันดับเจ็ดอีกด้วย ด้วยแนวชั้นถ่านหินบางๆ และแรงงานราคาถูก เหมืองถ่านหินจึงผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดไปทั่วประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการทำเหมืองนั้นเพิ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อเหมืองนั้นได้ทำหน้าที่ของมันเสร็จสิ้นแล้ว

มีเหมืองถ่านหินอยู่นับร้อยอยู่ทั่วแอฟริกาใต้ที่ไม่ได้ใช้งานและถูกทิ้งร้าง เหมืองแต่ละแห่งนั้นเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ยังคงทำงานอยู่และพร้อมที่จะทำลายสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้นได้ทุกเมื่อ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากน้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด (Acid Mine Drainage-AMD) น้ำเหือดหายไปจากการที่มีเกลือซัลเฟต โลหะหนัก และสารก่อมะเร็งอยู่เต็มบริเวณเหมืองอาทิ เบนซิน และโทลูอีน เป็นต้น

น้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด (AMD) นี้ส่งผลเสียหายต่อสัตว์ป่าและยังแพร่กระจายความเจ็บป่วยและโรคต่างๆ อีกด้วย และตามรายงานของกระทรวงกิจการน้ำและป่าไม้ ประกอบกับความล้มเหลวด้านงานจัดการน้ำเสีย น้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด (AMD) ยังเป็นอันตรายอย่างสูงกับคุณภาพแหล่งน้ำที่มีอยู่จำกัดของแอฟริกาอีกด้วย

ประสบการณ์ตรงของผลกระทบจากเหมืองถ่านหินร้าง

เมืองอีมาลาเลนี (Emalahleni) คือสถานที่ที่เราสามารถสัมผัสถึงผลกระทบที่น่าตกใจนี้ ชื่อของเมืองนี้แปลว่า “สถานที่ของถ่านหิน” ไม่น่าแปลกใจกับชื่อเลยเมื่อพิจารณาจากการที่เมืองนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยเหมืองถ่านหินกว่า 22 แห่ง แล้วยังมีโรงงานเหล็ก วานาเดียม และแมงกานีสอีกด้วย

หนึ่งในเหมืองถ่านหินที่ถูกทิ้งร้างในพื้นที่นั้นได้แก่เหมืองทรานวาลล์(Transvaal) และเดลากัวเบย์(Delagoa Bay-T&DB) ซึ่งเปิดทำการในปี 2439 เมื่อเหมืองถูกปิดลงในปี 2496 เหมืองก็ถูกทิ้งร้างไร้เจ้าของและทำให้เกิดมลพิษขึ้นโดยไม่มีผู้ใดป้องกัน

ปัญหาสุขภาพ

กลุ่มที่เสี่ยงที่สุดในเมืองอีมาลาเลนี ได้แก่ เด็กที่อาศัยอยู่บนถนนไนล์เรเร(Nyerere) เมืองมากูควา(Maguqa) สนามฟุตบอลของเด็กๆ ตั้งอยู่ในที่ราบน้ำท่วมถึงของลำธารสายเล็กๆ ลำธารนั้นสกปรกและเป็นอันตรายเพราะมันเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลจากเทศบาลเมือง

ฤดูร้อนที่ผ่านมา การไหลบ่าของน้ำได้ทิ้งคราบเกลือไว้ทั่วสนามฟุตบอล ซึ่งมาจากการปนเปื้อนมลพิษทางน้ำ(AMD) โดยมีต้นเหตุมาจากเหมืองที่ตั้งอยู่โดยรอบนั้นเอง เด็กๆ ต้องย้ายสนามไปที่อื่นเมื่อเกลือเหล่านั้นเริ่มสร้างความระคายเคืองต่อตาของพวกเขา

เมื่อไม่ได้เล่นฟุตบอล (ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลายอย่างของเด็กๆ) เด็กในเมืองมากูควา ก็จะไปว่ายน้ำในสระน้ำอุ่นที่อยู่เหนือลำธารขึ้นไปสองกิโลเมตร สระน้ำดังกล่าวซ่อนเร้นความเป็นจริงที่เลวร้ายเอาไว้ เหตุผลที่น้ำในสระอุ่นนั้นเพราะได้ความร้อนจากไฟถ่านหินที่ยังคงเผาไหม้อยู่ในเหมืองที่ถูกทิ้งร้างเหล่านั้น ซึ่งเหมืองส่วนใหญ่เผาผลาญถ่านหินมาตั้งแต่ปี 2483 เป็นต้นมา

ที่น่าประหลาดใจก็คือสระน้ำนั้นสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายและไม่มีแม้กระทั่งป้ายเตือนอันตราย ทั้งที่น้ำในสระเป็นพิษ ไม่สามารถใช้ในการชลประทาน ดังนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะใช้สระสำหรับว่ายน้ำหรืออาบน้ำเลย

แหล่งน้ำที่ปนเปื้อน

ในปี 2549 และ 2550 มีเหตุการณ์เกิดขึ้น 3 เหตุการณ์โดยรอบเขื่อนลอสกอบ(Loskop) ห่างออกไปราว 60 กิโลเมตรจากเมืองอีมาลาเลนิเกิดการปนเปื้อนสารพิษในแหล่งน้ำขึ้นทำให้ปลา จระเข้ และเต่าน้ำจืดต้องตายไปหลายพันตัว ลงไปตามแม่น้ำก็ยังมีเรือกสวนไร่นาที่เสียหายและเกิดการปนเปื้อนในน้ำที่ชุมชนใช้ดื่มกินอีกด้วย

ดร.ยาน ไมเบอร์ก(Jan Myburgh) สัตวแพทย์และนักวิชาการของมหาวิทยาลัย พรีโตเรีย(Pretoria)เรียกสถานการณ์นี้ว่า “ความหายนะของระบบนิเวศ” ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้น คือ การที่น้ำทิ้งจากเหมืองมีสภาพเป็นกรด(AMD) หมายความว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแหล่งน้ำนั้นจะยังคงดำเนินต่อไปในระยะยาวเพราะหากเหมืองเจาะระดับน้ำใต้ดินลงไปแล้วชั้นหินใต้ดินก็จะสัมผัสกับอากาศและน้ำฝนซึ่งจะทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่จะปล่อยสารพิษที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนทางน้ำขึ้น

ขึ้นเหนือแม่น้ำไปอีกก็จะพบว่ามีการปนเปื้อนในน้ำของเขื่อนนับร้อยในรัศมีกว่า 10 กิโลเมตร น้ำนั้นมีสีแดงและเหลืองทองเนื่องจากการละลายของเหล็ก ทุกๆ ที่ที่เกิดพื้นดินยุบตัว คุณก็จะพบกับการรั่วไหลของการปนเปื้อนทางน้ำ หากเหลือบมองแม่น้ำบรักรุส(Brugspruit) ดูแล้วคิดว่ามันมีหิมะปกคลุมอยู่ล่ะก็ไม่มีใครโทษคุณแน่เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่เห็นนั้นเป็นเกลือจากเกลือขาวที่ตกค้างอยู่นั่นเอง

“ที่แห่งนี้เป็นนรกบนดินชัดๆ” นายแมธธิว ฮลาเบน(Matthews Hlabane) นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมผู้มีประสบการณ์นานปีกล่าว “ดินนั้นถูกเผาไหม้และเต็มไปด้วยเกลือ น้ำก็ถูกปนเปื้อน อากาศก็เป็นอันตราย และที่สำคัญเรายังไม่เห็นว่ามันจะได้รับการแก้ไขเลย”

สิบปีที่แล้วเกิดความพยายามในการแก้ปัญหาขึ้นเมื่อนักเคลื่อนไหวจากชุมชนในพื้นที่ออกมาร้องเรียน แต่ถึงกระนั้น แมธธิวก็ชี้ให้เห็นถึงความจริงที่น่าวิตกว่า “เมื่อไรก็ตามที่เราเลิกร้องเรียนก็ไม่มีใครมาสนใจ”

มันดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่เป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ไข ในเมืองอีมาลาเลนิ ระบบการระบายของเสียก็ไม่ได้มาตรฐานและไม่เหมาะในการทำงานจริง แล้วยังเรื่องที่ระบบดังกล่าวเป็นตัวการที่สร้างมลพิษสู่แม่น้ำก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง โรงงานบำบัดน้ำเสียตรงต้นแม่น้ำ บรักรุสก็มีอายุกว่าสิบปีแล้วแถมยังปิดใช้งานมานานกว่าหนึ่งปีอีกด้วย ซึ่งโรงบำบัดดังกล่าวนั้นถึงเวลาที่จะทำการแก้ไขปรับปรุงใหม่ได้แล้ว แต่ก็ยังมีปัญหานอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วอีกนั่นก็คือ การลักขโมยสายไฟ การขาดบุคลากร น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม และน้ำโสโครกที่ยังไม่ได้รับการบำบัด

มลพิษทางอากาศ

เมืองอีมาลาเลนิตั้งอยู่ในจังหวัดปูมาลังกา(Mpumalanga) และมลพิษทางอากาศที่เกิดจากไฟเผาถ่านหินในเหมืองที่ไม่ได้ใช้งานแล้วก็กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักทั่วทั้งภูมิภาค ยังไม่มีใครคำนวณความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่เมื่อสุขภาพเริ่มย่ำแย่ลงความเป็นจริงก็เริ่มปรากฏให้เห็น เจ้าหน้าที่ในจังหวัดปูมาลังกายังได้กล่าวถึง “แนวโน้มที่เป็นไปได้อย่างมากว่าภายในช่วงหน้าหนาวจะเกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างในเด็กอายุต่ำกว่าห้าปีที่อาศัยอยู่ในพื้นที่”

ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2550 รัฐบาลแห่งชาติประกาศให้พื้นที่ของจังหวัดปูมาลังกาซึ่งครอบคลุมกว่า 301,106 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษที่มีความสำคัญแห่งชาติ หลังจากได้ตรวจวัดระดับมลภาวะทางอากาศไปแล้วพบว่ามีสภาพที่แย่กว่าที่เกิดขึ้นในอดีตเยอรมันตะวันออก

สถานการณ์โดยรวมและแนวโน้มในอนาคต

แอฟริกาใต้กำลังหวังพึ่งเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด(Clean Coal Technology) ซึ่งยังไม่ได้มีการพิสูจน์มาก่อนว่าใช้ได้จริงหรือไม่ รวมไปถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีราคาแพงในการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยในขณะเดียวกันก็จะผลิตไฟฟ้าขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2593 อีกด้วย โดยไม่คำนึงถึงปัญหาไฟฟ้าที่มักจะดับอยู่บ่อยๆ โรงไฟฟ้าถ่านหินและการทำเหมืองถ่านหินกำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ความสำคัญในการจัดการกับมลภาวะที่เกิดจากเหมืองร้างยังมีอยู่น้อย

คณะกรรมการธรณีศาสตร์ซึ่งเป็นคณะที่ปรึกษาให้แก่กระทรวงเหมืองแร่และพลังงาน (DME) ได้ทำการรวบรวมรายชื่อของเหมืองที่ถูกทิ้งร้างไร้เจ้าของกว่า 6,000 แห่งที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งเหมืองถ่านหิน T&DB ก็มีชื่อติดอยู่ในระดับต้นๆ โดยมีการประมาณการค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูอยู่ที่ราว 100 ล้านแรนด์ (10.7 ล้านเหรียญสหรัฐ) นี่เป็นแค่ส่วนเดียวจากงบการฟื้นฟูของเหมืองทั้งหมดซึ่งมีงบจำนวนเต็มอยู่ที่ 30,000 – 100,000 ล้านแรนด์

เห็นได้ชัดเลยว่าค่าใช้จ่ายนั้นเป็นจำนวนมหาศาล ในขณะที่เจ้าของเหมืองบางบริษัท อย่างเช่นแองโกลโคล(Anglo Coal) และบีเอชพีบิลลิตัน(BHP Billiton) ก็กำลังจัดการปัญหาการปนเปื้อนทางน้ำ(AMD) ของตนด้วยงบกว่า 300 ล้านแรนด์ (32.5 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งนี่เป็นแค่กรณีเดียวเท่านั้น ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในการฟื้นฟูจะตกเป็นภาระของสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ หรือไม่ก็ค่าดูแลรักษาที่มาจากเงินของสาธารณะเอง

—————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ห่วงโซ่ของผลกระทบจากถ่านหิน

การเดินทางของถ่านหิน นับตั้งแต่การเป็นแร่ธาตุในดิน ไปจนถึงการเป็นกากของเสียนั้น ในที่นี่จะเรียกว่า ห่วงโซ่ของผลกระทบจากถ่านหิน โดยประกอบไปด้วยจุดเชื่อมต่อสำคัญสามจุด ได้แก่ การทำเหมืองถ่านหิน การเผาไหม้ถ่านหิน และการกำจัดกากของเสียจากถ่านหิน เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง จะเห็นถึงความชัดเจนอย่างหนึ่งคือ แต่ละส่วนของห่วงโซ่ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจทดแทนต่อโลกของเรารวมทั้งสุขภาพของผู้คน

การทำเหมืองถ่านหิน 

การทำเหมืองถ่านหินก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ อย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นการทำลายป่า การพังทลายของดิน การขาดแคลนน้ำ และปัญหามลภาวะ ไฟถ่านหินจากการสันดาปที่เกิดขึ้นเอง และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การขุดเจาะดินบริเวณกว้างทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ระดับน้ำใต้ดินลดลง สร้างกากของเสียขนาดใหญ่รอบชุมชนข้างเคียงและมีอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กมากและเศษซากปรักหักพังตามมา การทำเหมืองแร่ยังนำไปสู่การสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดิน อันเนื่องมาจากการพังทะลายของดิน และไหลลงไปสู่แหล่งน้ำบริเวณใกล้เคียง ทำให้อุดตันและสร้างปัญหาแหล่งน้ำติ้นเขินและคร่าชีวิตสัตว์น้ำ นอกจากนี้การทำเหมืองถ่านหินยังทำลายชีวิตของคนงานได้อย่างรวดเร็วจากอุบัติเหตุ หรืออาจค่อยๆ คร่าชีวิตของคนงานด้วยโรคฝุ่นจับปอด ไม่เพียงเท่านี้ การทำเหมืองแร่ยังทำให้ชุมชนทั้งชุมชนต้องย้ายถิ่นฐาน อันเนื่องมาจากไฟถ่านหินที่เกิดการสันดาปขึ้นเอง ดินถล่มและการปนเปื้อนของแหล่งน้ำ

การเผาไหม้ถ่านหิน

การเผาไหม้ถ่านหินก่อให้เกิดการทำลายตามมาในลักษณะเดียวกันกับการทำเหมืองถ่านหิน น้ำปริมาณมหาศาลที่ต้องใช้ในการ ”ชะล้าง” ถ่านหิน และรักษาการระบายความร้อนของโรงไฟฟ้าก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในหลายพื้นที่ สารมลพิษที่ระบายจากปล่องเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนและอนุภาคของฝุ่นที่มีความละเอียดสูงยังเป็นสาเหตุหลักของโรคปอด สารปรอทเป็นอันตรายต่อพัฒนาการของระบบประสาทในเด็กและทารกในครรภ์ และโรงไฟฟ้าถ่านหินยังเป็นแหล่งปลดปล่อยมลพิษที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน และก๊าซมีเทน ก๊าซเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ยังก่อให้เกิดปัญหาฝนกรดและหมอกควันพิษอีกด้วย

มรดกพิษของถ่านหิน

ปัญหาที่มีสาเหตุมาจากถ่านหินไม่ได้สิ้นสุดเมื่อถ่านหินนั้นถูกเผาเท่านั้น ปลายสุดของห่วงโซ่คือกากของเสียจากการเผาไหม้ถ่านหิน(Coal Combustion Waste-CCW)เหมืองถ่านหินร้าง ชุมชนที่ได้รับความเสียหาย ตลอดจนภูมิทัศน์ที่ถูกทำลายอย่างยับเยิน กากของเสียจากการเผาไหม้ถ่านหิน มีความเป็นพิษและประกอบไปด้วยตะกั่ว สารหนูและแคดเมียมที่ก่อให้เกิดพิษ โรคปอดและมะเร็งตามลำดับ น้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหิน(Acid Mine Drainage: AMD)ทำลายดินและทำให้น้ำไม่ปลอดภัยสำหรับอุปโภคบริโภค เหมืองถ่านหินที่ถล่มลงทำให้ดินยุบตัวทำให้เกิดความเสียหายด้านโครงสร้างแก่อาคารบ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อาทิ ทางหลวง อาคารและสะพาน ความพยายามในการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังมีไม่เพียงพอ นอกจากนี้ “การฟื้นฟูพื้นที่” ยังไม่ได้รับการเยียวยา ชุมชนที่ประสบปัญหาสารพิษก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

จุดเชื่อมต่อทุกจุดของห่วงโซ่มีส่วนทำให้เกิดความเสียหายโดยรวมที่เกิดจากถ่านหินในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ความเสียหายดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและมีแนวโน้มจะแย่ลงไปเรื่อยๆ ในอนาคต หากยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขใดๆ นอกจากนี้ปัญหาทุกอย่างยังเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนจริงของถ่านหิน

—————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี