นิเวศวิทยาอุตสาหกรรม

นิเวศวิทยาอุตสาหกรรมเป็นแนวคิดที่เกิดจากสถาบันวิชาการ/ ภาคอุตสาหกรรมที่ว่า ของเสียที่เกิดจากบริษัทหนึ่งสามารถเป็นวัตถุดิบของอีกบริษัทหนึ่งได้ถ้าผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ซึ่งถือว่าเป็นการนำแนวคิดเรื่องประสิทธิภาพเชิงนิเวศมาปฏิบัติโดยใช้พลังงานและวัตถุดิบให้เกิดประโยชน์ที่สุด   มีตัวอย่างการดำเนินการและบทความในเรื่องนี้มากมายเช่น

ตัวอย่าง : เมือง Kalundborg ประเทศเดนมาร์ก

เขตอุตสาหกรรมในเมือง Kalundborg ห่างจากกรุงโคเปนเฮเกนไปทางตะวันตก 80 ไมล์ เป็นตัวอย่างแรกของ “นิเวศวิทยาอุตสาหกรรม”  เขตอุตสาหกรรมนี้รวมอุตสาหกรรมหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ โรงกำเนิดไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานด้านเทคโนโลยีชีวภาพ โรงงานทำแผ่นฝาผนัง ผู้ผลิตกรดกำมะถัน ผู้ผลิตซีเมนต์ การทำเกษตรกรรมและพืชสวนในท้องถิ่น และระบบทำความร้อนของเมือง  โดยโรงกำเนิดไฟฟ้าจะจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังโรงงานผลิตยา โรงกลั่นน้ำมัน และระบบทำความร้อนของเมือง  Gyproc ซึ่งเป็นผู้ผลิตแผ่นฝาผนังจะซื้อก๊าซส่วนเกินและแร่ยิปซัมซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการขจัดกำมะถันเพื่อทำให้ก๊าซที่ปล่อยออกจากโรงกลั่นน้ำมันสะอาด  นอกจากนั้นขี้เถ้าลอยจากโรงงานผลิตไฟฟ้าก็ถูกนำมาทำซีเมนต์และสร้างถนน โรงงานผลิตไฟฟ้าใช้ความร้อนส่วนเกินในการทำให้น้ำในบ่อเลี้ยงปลาทะเลอุ่น  เกษตรกรแถบนั้นก็จะนำตะกอนดินจากบ่อเลี้ยงปลามาทำปุ๋ย

อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้เป็นเพียงรูปแบบการรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพขึ้นเท่านั้น  แต่ไม่ได้ลดการใช้วัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ที่มีพิษ

ข้อวิพากษ์แนวคิด “ประสิทธิภาพเชิงนิเวศ”

ประสิทธิภาพเชิงนิเวศของสภาธุรกิจโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Business Council on Sustainable Development : Eco-Efficiency)

สภาธุรกิจโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นองค์กรความร่วมมือของบรรษัทข้ามชาติที่มุ่งให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประสิทธิภาพเชิงนิเวศจะเกิดขึ้นได้เมื่อสินค้าและบริการที่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ตอบสนองความต้องการของมนุษย์และยกระดับคุณภาพชีวิต ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยการลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและลดการใช้ทรัพยากรตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ อย่างน้อยที่สุดก็ให้อยู่ในระดับที่โลกสามารถรองรับได้

เงื่อนไขที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพเชิงนิเวศประกอบด้วยการใช้วัตถุดิบและพลังงานในการผลิตสินค้าและบริการในปริมาณน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลดการแพร่กระจายของสารพิษให้เหลือน้อยที่สุด และเพิ่มความคงทน (อายุใช้งาน) และประโยชน์ใช้สอยของสินค้า

สภาธุรกิจโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนเชื่อว่า ความรับผิดชอบของบรรษัทที่เหมาะสมและตลาดที่ไม่มีการแทรกแซงซึ่งส่งเสริมการนำทรัพยากรมาใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ จะสามารถแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้

โมเดล “ประสิทธิภาพเชิงนิเวศ” มีการกล่าวถึงการเลิกใช้สารเคมีอันตรายเพียงเล็กน้อยคือแค่เรียกร้องให้ควบคุมการแพร่กระจายของสารพิษเท่านั้น ไม่มีการกล่าวถึงเรื่องการลดการบริโภค  จึงมีผู้วิจารณ์ว่าวิธีการนี้เป็นเพียงการทำธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น

การบริโภคที่เพิ่มมากขึ้นอาจทำให้เรามองข้ามข้อดีของการลดปริมาณการใช้วัตถุดิบและพลังงานในการผลิตและการใช้สิ่งแวดล้อมอย่างคุ้มค่า ตัวอย่างเช่น การใช้โทรศัพท์มือถือซึ่งถือว่าเป็นการใช้สิ่งแวดล้อมอย่างคุ้มค่ากว่าการใช้โทรศัพท์แบบที่ใช้กันมาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่การที่มีคนนิยมใช้กันมากขึ้นทำให้ปริมาณการใช้วัตถุดิบสูงเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย