อินโดนีเซีย อาร์เจนตินาและบราซิลมีอัตราการทำลายป่าไม้สูงสุด

อินโดนีเซียเป็นประเทศเดียวในประชาคมอาเซียน 10 ประเทศ ที่อยู่กลุ่มประเทศ G20 (G20 ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 เป็นกลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้บริหารธนาคารกลางจากประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 19 ประเทศ รวมกับสหภาพยุโรป เวทีประชุมสุดยอด G20 ถือว่าเป็นเวทีประท้วงของกลุ่มองค์กรต่อต้านโลกาภิวัตน์ด้วย ในรายงาน The Brown to Green Report ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยและองค์กรพัฒนาเอกชนกว่า 14 แห่ง จับตาดู G20 เรื่องความโปร่งใสของปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

รายงานบอกว่า มีช่องว่างใหญ่มากระหว่างแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มประเทศ G20 และการคงให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เพิ่มากไปกว่า 1.5 เซลเซียส แหล่งพลังงานขั้นปฐมภูมิของกลุ่มประเทศ G20 ถึง 82% มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

ไม่มีกลุ่มประเทศไหนในกลุ่ม G20 ที่ตั้งเป้าระบบพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2050

อินโดนีเซีย อาร์เจนตินาและบราซิลมีอัตราการทำลายป่าไม้สูงสุด

เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมฟอสซิลในกลุ่มประเทศ G20 เป็นจำนวน 147,000 ล้านเหรียญ

ในกรณีของอินโดนีเซีย เมื่อดูจากนโยบายที่มีอยู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ยังจะเพิ่มขึ้นไปอีก(แม้ว่าจะไม่รวมการปล่อยจากภาคป่าไม้) และแน่นอนว่ามันไม่สอดคล้องกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ความตกลงปารีส

แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศที่อินโดนีเซียเสนอเข้าไปใน UNFCCC รวมถึงนโยบายรายสาขาไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน ประสิทธิภาพพลังงานในภาคอุตสาหกรรมและการทำลายป่าไม้ ก็เช่นกัน ก็ไม่ได้มีส่วนช่วยให้โลกเมื่อพิจารณาถึงการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

อ่าน The Brown to Green Report 2018 ซึ่งเป็นการรีวิว ปฏิบัติการกู้วิกฤตโลกร้อนของG20 เพิ่มเติมได้จาก https://www.climate-transparency.org/g20-climate-performance/g20report2018#1531904804037-423d5c88-a7a7

บางแง่มุมของถนนธนะรัตช์ ทางขึ้นเขาใหญ่

“มอง” ผืนป่า “แล” คาร์บอน (4) : แผนที่ป่าไม้ในสหรัฐฯ

ธารา บัวคำศรี เรียบเรียงจาก Seeing Forests for the Trees and the Carbon: Mapping the World’s Forests in Three Dimensions (By Michael Carlowicz, Design by Robert Simmon -January 9, 2012)

ในความเห็นของ Josef Kellndorfer ซึ่งประจำอยู่ที่ Woods Hole Research Center (WHRC) เขามองว่า ผู้ที่ทำงานด้านการจัดการทรัพยากรจำเป็นต้องเห็นป่าไม้ลงไปในรายละเอียด ในระดับที่เห็นว่าพื้นที่จอดรถหรือการพัฒนาใดๆ หรือ กิจกรรมการเกษตรใดๆ เกิดขึ้นจากการทำลายป่า ทีมวิจัยของเขาทำการศึกษาลงไปในระดับนั้นเมื่อมีการนำเสนอชุดข้อมูลชีวมวลและคาร์บอนแห่งชาติของสหรัฐ  (National Biomass and Carbon Dataset – NBCD) ในเดือนเมษายน 2011

ชุดข้อมูลชีวมวลและคาร์บอนแห่งชาติของสหรัฐ (The National Biomass and Carbon Dataset -NBCD) เป็นแผนที่ชีวมวลป่าไม้ที่มีรายละเอียดสูงที่สุดเท่าที่เคยสร้างขึ้น นักวิทยาศาสตร์ที่ประจำ ณ Woods Hole Research Center สร้างมันขึ้นจากข้อมูลดาวเทียมและการวัดภาคพื้นดินที่มีความเที่ยงตรงสูง  (Map by Robert Simmon, based on data from Woods Hole Research Center.)

Kellndorfer กล่าวว่าทีมของเขาให้ข้อมูลในระดับการจัดการ แผนที่ป่าไม้และปริมาณคาร์บอนในสหรัฐฯ ดังกล่าวนี้ มีความละเอียดไปถึง 30 เมตร หรือประมาณ 4 พิกเซลบนจอความพิวเตอร์ต่อพื้นที่ 1 เอเคอร์ เป็นชุดข้อมูลของภาพรวมของโครงสร้างป่าไม้และการเก็บสะสมคาร์บอน สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการประเมินความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา Kellndorfer, Wayne Walker และทีมงานของพวกเขาที่ Woods Hole ร่วมมือกับหน่วยป่าไม้ของสหรัฐฯ (the U.S. Forest Service) และ the U.S. Geological Survey (USGS) เพื่อสร้างแผนที่ป่าไม้แห่งชาติขึ้นจากขัอมูลดาวเทียม (space-based radar และ optical sensors) แบบจำลองคอมพิวเตอร์และข้อมูลภาคสนามจำนวนมาก พวกเขาแบ่งแผนที่สหรัฐฯ ออกเป็น 66 ส่วน และลงท้ายด้วยการทำแผนที่พื้นผิวของแผ่นดินสหรัฐย่อยออกเป็น 265 ล้านส่วน  Kellndorfer ประมาณว่าฐานข้อมูลแผนที่นั้นรวมถึงการวัดต้นไม้ประมาณ 5 ล้านต้นในป่า

ในปี 2005 Kellndorfer ถอดสัญญานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ตรวจจับโโยเรดาร์ เป็นข้อมูลที่เผิดเผยถึงความสูงของพืชพรรณ เขาหักลบความสูงเรือนยอดไม้จากความสูงของภูมิประเทศ นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถประเมินความสูงและความหนาแน่นป่าไม้และพืชพรรณที่ปกคลุมพื้นผิวได้

แต่ตัวเลขเหล่านั้นเป็นแค่การเริ่มต้น ทีมของ Kellndorfer รวมข้อมูลของพวกเขาเข้ากับ National Land Cover Database ที่สร้างขึ้นจากภาพดาวเทียม Landsat พวกเขาวิเคราะห์ภาพเหล่านั้นทางด้านชีวิทยาและธรณีวิทยา ตรวจสอบว่า ความสูงต่ำของภูมิประเทศนั้นส่วผลอย่างไรต่อความสูงและความหนาแน่นของต้นไม้ ที่ความสูงระดับหนึ่งต้นไม้ชนิดไดที่เติบโตได้หรือไม่ได้

ปริศนาสุดท้ายคือข้อมูลจริงในภาคพื้นดิน Kellndorfer รับความช่วยเหลือจาก Elizabeth LaPoint และทีมงานในโครงการวิเคราะห์และสำรวจป่าไม้ (Forest Inventory and Analysis) ของ the U.S. Forest Service เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของมลรัฐทำการสำรวจประชากรป่าไม้ มีแปลงสำรวจป่าไม้ทุก ๆ 6,000 เอเคอร์ของพื้นที่ป่า และวัดต้นไม้ในแปลงสำรวจอย่างน้อยทุกๆ 5 ปี

อย่างไรก็ตาม แปลงสำรวจเหล่านี้ ไม่เอื้อต่อการสำรวจโดยตรงหรือการศึกษาโดย Kellndorfer หรือใครก็ตามที่อยู่ภายนอก เนื่องจากเป็นมาตรการเพื่อป้องกันความสอดคล้องของข้อมูลและสิทธิส่วนบุคคลเหนือพื้นที่นั้น ดังนั้น ทีม Woods Hole ได้เตรียมชุดข้อมูลนับพันด้วย 15-20 ตัวแปร เพื่อให้ LaPoint สามารถเปรียบเทียบกับการสำรวจป่าไม้

The NBCD แบ่งสหรัฐอเมริกาออกเป็น 66 นิเวศภูมิภาค ป่าไม้ในพื้นที่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือแถบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกมีชีวมวลหนาแน่นมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา (Map by Robert Simmon, based on data from Woods Hole Research Center.)

ในที่สุด ทีมวิจัยสามารถสร้างแผนที่ที่มีความละเอียดสูงและเที่ยงตรงมากขึ้นกว่าแผนที่ขนาดใหญ่ของชีวมวลป่าไม้ที่เคยสร้างขึ้น แผนที่ชี้ให้เห็นถึงแบบแผนการทำสัมปทานไม้ในเขตป่าไม้โบราณของ  Pacific Northwest และการปลูกป่าที่มีการจัดการอย่างดีในแถบตะวันออกเฉียงใต้ ในแถบมิด พืืนที่ป่าจะอยู่ตามแนวแม่น้ำและระหว่างชายขอบของพื้นที่เกษตรกรรม

ที่ความสะเอียดสูงสุด แผนที่ของ NBCD แสดงให้เห็นถึงการสัมปทานป่าไม้ในพื้นที่แต่ละแปลง (Map by Robert Simmon, based on data from Woods Hole Research Center.)

Josef Kellndorfer ปิดท้ายว่า ป่าไม้เป็นรากฐานสำคัญต่อกิจกรรมของมนุษย์ เราต้องรู้ว่าเรามีพื้นที่ป่าไม้อยู่เท่าไร และอยู่ตรงไหนบ้าง เพื่อการจัดการและการใช้ประโยชน์ป่าที่เหมาะสม แผนที่ทำให้เรามีเครื่องมืออีกอันหนึ่งที่ช่วยพิจารณาทรัพยากรที่มีคุณค่านี้

มอง “ผืนป่า” แล “คาร์บอน” (1)

ธารา บัวคำศรี เรียบเรียงจาก Seeing Forests for the Trees and the Carbon: Mapping the World’s Forests in Three Dimensions (By Michael Carlowicz, Design by Robert Simmon -January 9, 2012)

ป่าไม้ให้ความชื้น ความร่มเย็นและเต็มอ็อกซิเจน ต้นไม้ช่วยกันลมและกันแดด เป็นที่อยู่อาศัยของสรรพชีวิต หยั่งรากลงบนผืนดิน ดูดซับและชะลอการไหลของน้ำ

ป่าไม้เป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค เชื้อเพลิงและวัสดุก่อสร้างที่มนุษย์นำมาใช้ในการดำรงชีวิต ป่าไม้ยังช่วยคงสมดุลของวัฐจักรคาร์บอน

นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่ามนุษย์เราช่วยกันปล่อยคาร์บอนราว 9 พันล้านตัน (ส่วนใหญ่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์) ในแต่ละปีจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน คาร์บอนไดออกไซด์ราว 4 พันล้านตัน เข้าไปสะสมในชั้นบรรยากาศและราว 2 ล้านตันถูกดูดซับโดยมหาสมุทร และอีก 3 พันล้านตัน เข้าไปในระบบนิเวศภาคพื้นดิน แต่แหล่งดูดซับคาร์บอน (sinks) อยู่ ณ บริเวณใดบ้างนั้นยังคงเป็นคำถามใหญ่

ป่าไม้ถือเป็นแหล่งสะสมคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดแหล่งหนึ่งในโลกและปล่อยคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศผ่านกระบวนการทางธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ พื้นที่ป่าไม้ครอบคลุมผิวโลกภาคพื้นดินอยู่ในราวร้อยละ 30 ในขณะที่มีผลิตภาพของพรรณพืช (plant productivity) คิดเป็นร้อยละ 50 คาร์บอนที่กักเก็บในผืนดินกว่าร้อยละ 45 นั้นเกี่ยวข้องกับผืนป่า

ในอดีต ป่าไม้เก็บคาร์บอนไว้มากหรือน้อยกว่า? ป่าไม้สามารถเก็บสะสมคาร์บอนมากขึ้นในอนาคตหรือไม่? เหล่านักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่รู้คำตอบจริงๆ ในเรื่องนี้ สิ่งที่พวกเขารู้ก็คือกิจกรรมของมนุษย์ช่วยทำให้มีการปล่อยคาร์บอนจากแหล่งสะสมที่เสถียรและมีระยะยาว เช่น หิน การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและป่าดงดิบเขาดึกดำบรรพ์ เป็นต้น นำไปสู่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรงในระยะสั้น

ตัวอย่างเช่น เมื่อเราตัดไม้ทำลายป่า เราตัดเอาไม้ใหญ่ที่สามารถเก็บสะสมคาร์บอนในต้น กิ่งก้านสาขามาเป็นนับร้อยๆ ปี เมื่อเราแทนต้นไม้ที่ตัดออกด้วยการปลูกพืชเศรษฐกิจหรือเปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ซึ่งสะสมคาร์บอนน้อยกว่าในระยะสั้น

80 ปีหลังจากต้นไม่ในผืนป่าแห่งบริติชโคลัมเบียถูกโค่นลงครั้งแรก ไม้ต้นดังกล่าวก็ยังไม่อาจฟื้นคืนกลับเป็นต้นไม้ที่ยิ่งใหญ่ต้นเดิม (Photograph ©2007 Aviruthia.)

สตีฟ รันนิ่ง นักนิเวศวิทยาป่าไม้ที่มหาวิทยาลัยมอนตานากล่าวว่า “แหล่งสะสมทางธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของคาร์บอนในภาคพื้นดินอยู่ในป่าไม้และต้นไม้ของเรา และแหล่งคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นดินก็คือผืนป่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราสามารถเข้าใจว่าเรามีปริมาณคาร์บอนอยู่เท่าใด(carbon budget) ก็โดยการสำรวจเก็บข้อมูลคาร์บอนที่มีอยู่ในต้นไม้และป่าไม้ของเรา”

การวัดคาร์บอนนั้นดูจาก “ชีวมวล” ซึ่งเป็นมวลรวมของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง  หลักการง่าย ๆ ทั่วไปของนักนิเวศวิทยาคือ ปริมาณคาร์บอนที่สะสมในต้นไม้จะเท่ากับครึ่งหนึ่งของต้นไม้นั้นเมื่ออยู่ในสภาพแห้ง(dry biomass) ดังนั้น หากเรารู้คร่าวๆ ว่า “ชีวมวล” ของต้นไม้ทุกต้นในผืนป่าทุกผืนมีปริมาณเท่าใด เราก็จะพอประมาณถึงปริมาณคาร์บอนที่สะสมอยู่ผืนดิน

การทำการวัดชีวมวลของผืนป่าในปีหนึ่ง ๆ ทศวรรษหนึ่งๆ และศตวรรษหนึ่งๆ จะช่วยเราเข้าใจถึงการเคลื่ิอนย้ายของคาร์บอนบนโลก ต้นไม้จึงถูกนำมาใช้เป็นคำตอบให้กับปัญหาปริมาณคาร์บอนของเรา เป็นข้อถกเถียงทางเศรษฐศาสตร์ เช่น บางคนบอกว่า เราก็แก้ปัญหาโดยการทำให้ภูมิทัศน์เขียวขึ้น คำถามคือการปลูกต้นไม้จะช่วยหรือไม่? หรือเราควรจะตัดต้นไม้เพิ่มอีกเล็กน้อย?  มันสำคัญหรือไม่ว่าต้นไม้จะอยู่พื้นที่ไหนก็ได้? ขั้นแรกในการตอบคำถามเหล่านี้คือการค้นหาให้ได้ว่ามีคาร์บอนสะสมในอยู่ต้นไม้และป่าไม้ของเราเท่าใด