แม่สายในดงฝุ่น PM2.5 : ข้อสังเกตว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ธารา บัวคำศรี

ดังที่เรารับรู้กัน ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยอยู่ภายใต้ดงฝุ่น PM2.5 มานานนับเดือนแล้ว เมื่อดูข้อมูลย้อนหลังจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ 13 แห่งที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ เราจะเห็นสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ผู้คนในภาคเหนือกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างชัดเจน นี่คือวิกฤตด้านสาธารณสุข(public health emergency) ที่ไม่จบลงเพียงแค่เมื่อฝุ่นจางหายไป

กราฟแสดงความเข้มข้นของ PM2.5 ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 11 เมษายน 2562 จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 13 แห่ง ของกรมควบคุมมลพิษในเขตภาคเหนือตอนบน ที่มา : http://air4thai.pcd.go.th/webV2/history/

ในที่นี้จะตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นถึงความรุนแรงและยาวนานของปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งต้องตกอยู่ท่ามกลางมลพิษ PM2.5 ในระดับที่ไม่ปลอดภัย (unhealthy)มาเป็นเวลานาน ดัชนีคุณภาพอากาศ(air quality index)ตามเกณฑ์ของประเทศไทยเป็นสีแดงทุกวัน อย่างน้อยที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมจนถึงวันที่ 11 เมษายน ดังภาพ (ซึ่งเรายังไม่ต้องไปนึกถึงดัชนีคุณภาพอากาศของ USEPA ที่ยึดโยงกับข้อแนะนำของ WHO เลยแม้แต่น้อย)

ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ

เมื่อเราพิจารณาเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ใน 9 จังหวัดภาคเหนือในช่วงเวลาเดียวกัน ตามฐานข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษจะพบว่าไม่มีพื้นที่(ที่เป็นที่ตั้งของตรวจวัดคุณภาพอากาศ)แห่งใดเลยที่มีดัชนีคุณภาพอากาศเป็นสีแดงต่อเนื่องกันทุกวันดังเช่นคุณภาพอากาศที่อำเภอแม่สาย

หมอกควันพิษข้ามพรมแดนปกคลุมอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (Santi Chang อนุเคราะห์ภาพ)

เพราะเหตุใดแม่สายต้องงวยงงในดงฝุ่น PM2.5 เป็นแรมเดือน เราจะพลิกวิกฤตนี้และหลีกเลี่ยง-ป้องกัน-บรรเทามิให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตร่วมกันอย่างไร? และนี่คือข้อสังเกตเบื้องต้น

1) แม่สายตกอยู่ในวงล้อมของจุดความร้อนสะสมหนาแน่นในเมียนมาและ สปป.ลาว

ที่มา : https://www.globalforestwatch.org

แผนที่ด้านบนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพื้นที่อำเภอแม่สาย(ในตำแหน่งที่แสดงเป็นเครื่องหมาย + ในแผนที่) ตกอยู่ในวงล้อมของจุดความร้อนที่สะสมหนาแน่นในเมียนมาและ สปป.ลาว โดยการใช้ข้อมูลจากการตรวจวัดจุดความร้อนสะสมด้วยเครื่องตรวจวัด Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) ที่ติดต้ังบนดาวเทียม Suomi NPP ระหว่างวันที่ 6-12 เมษายน พ.ศ.2562

ในประเทศไทย มีการใช้ข้อมูลจากดาวเทียม ชั้นข้อมูล GIS และข้อมูล GPS เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน ตลอดจนจำแนกแหล่งที่เกิดจุดความร้อนในพื้นที่ต่างๆ ตามลักษณะการใช้ที่ดินไว้ 6 ประเภท ได้แก่ ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ เขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ริมทางหลวง (250 เมตร) และชุมชน-อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ.2558 ได้มีการจำแนกพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในแต่ละประเภทการใช้ที่ดินด้วย

นอกจากจุดความร้อน ประเทศไทยโดย GISTDA ยังวิเคราะห์และคำนวณพื้นที่เผาไหม้ (burnt scar) ด้วยการใช้ค่าความแตกต่างของดัชนีการเผาไหม้ (Difference Normalized Burn Ratio; DifNBR) ที่คำนวณจากภาพดาวเทียม LANDSAT-8 ครอบคลุมบริเวณภาคเหนือโดยใช้ภาพต่างช่วงเวลาคือภาพก่อนเกิดไฟป่าและภาพเมื่อเกิดไฟป่าจากความสัมพันธ์ของค่าการสะท้อนแสงของพื้นที่เกิดไฟป่า เมื่อได้ตำแหน่งและพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ก็จะนำข้อมูลพื้นท่ีขอบเขตป่าสงวนแห่งชาติ ขอบเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ขอบเขตพื้นที่ สปก. รวมถึงข้อมูลการใช้ประโยชน์ท่ีดินอื่นๆ มาร่วมวิเคราะห์โดยการซ้อนทับ(overlay)กันก็จะทราบได้ว่ามีบริเวณใดบ้างที่เกิดไฟป่า ชุดข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาเชื่อมโยงภาระรับผิดชอบ(accountability)ของคน กลุ่มคนหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้นได้

คำถามคือในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เรามีข้อมูลในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่? เราจะขับเคลื่อนผู้นำอาเซียนให้ริเริ่มระบบติดตามสถานการณ์หมอกควันของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Sub-Regional Haze Monitoring System) เพื่อเฝ้าระวังและระบุตำแหน่งที่เกิดไฟและ/หรือพื้นที่เผาไหม้(burnt scar) และระบุภาระรับผิดในกรณีท่ีเกิดการเผาและก่อให้เกิดมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนจากในพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมพันธสัญญาได้อย่างไร?

2) แม่สาย ใจกลางดงฝุ่น PM2.5 ข้ามพรมแดน

โดยพิจารณาจากข้อมูลแผนที่ Regional Haze Situation จากศูนย์เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งอาเซียน (ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC) ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม ถึง 12 เมษายน 2562 แม่สายคือตัวแทนพื้นที่ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่อยู่ ณ ใจกลางดงฝุ่น

แม่สายในดงฝุ่นนี้สะท้อนเรื่องราวทุกมิติว่าด้วยมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็น (1) การถอด ASEAN Transboundary Haze-Free Roadmap ออกมาเป็นแผนงาน (2) การบรรลุเป้าหมายให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2563 (3) มาตรการปกป้องและติดตามตรวจสอบผลกระทบสุขภาพระยะยาวของประชาชน (4)การทบทวนเป้าหมายและเพื่อความหลากหลายของตัวชี้วัดในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและการเผาในที่โล่งในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงนอกเหนือจากการที่ใช้จุดความร้อนสะสม ฯลฯ

ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC

แผนที่ “แม่สายในดงฝุ่น” ด้านบนแสดงการกระจายตัวและความเข้มข้นของหมอกควันพิษข้ามพรมแดน (regional haze situation) ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม-12 เมษายน 2562 พื้นที่แรเงาสีน้ำตาลอ่อนแสดงขอบเขตของหมอกควันพิษข้ามพรมแดนที่มีความเข้มข้นปานกลาง พื้นที่แรเงาสีน้ำตาลเข้มคือขอบเขตหมอกควันพิษข้ามพรมแดนที่เข้มข้นมาก จุดสีแดงบนแผนที่คือจุดความร้อน(hotspot)ที่บันทึกโดยเครื่องวัดบนดาวเทียม NOAA ส่วนจุดวงกลมสีดำคือตำแหน่งของอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

สุดท้าย การที่อำเภอแม่สายทำลายสถิติพื้นที่ที่มีดัชนีคุณภาพอากาศเป็นสีแดงตามเกณฑ์ของประเทศไทยทุกวันนานนับเดือนดังที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นเสียงปลุก(wake up call)ผู้กำหนดนโยบายและผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกระดับให้ตื่นขึ้นมาจากสภาวะความไม่สนใจใยดี(state of denial) เพื่อทำงานร่วมกับภาคประชาชนที่ตื่นตัว/เข้มแข็ง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้เล่นในภาคอุตสาหกรรมที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับการขยายตัวของการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารสัตว์และพืชเชิงเดี่ยวอื่นๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ PM2.5 โดยตั้งเป้าหมายไปสู่ทางออกที่ก้าวหน้า ยั่งยืน เป็นธรรมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เรามีพร้อมทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหา เหลือแต่เจตจำนงที่ถูกต้องและกล้าหาญของผู้กำหนดนโยบายและผู้มีอำนาจตัดสินใจเท่านั้น

Under the Dome ภาพยนตร์สารคดีเรื่องหมอกควันพิษในจีนกลายเป็นความรู้สึกร่วมในสังคมออนไลน์

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://www.chinadialogue.net/article/show/single/en/7757-China-documentary-on-smog-becomes-an-instant-internet-sensation

สารคดีที่ทำโดยอดีตผู้ประกาศข่าว CCTV เรื่องผลกระทบของหมอกควันพิษในปักกิ่งที่มีต่อลูกสาวของเธอ ได้มีคนนับล้านเข้าไปดูหลังจากมีการเผยแพร่ออนไลน์

หลังจากลูกสาวที่ยังอยู่ในครรภ์ของเธอตรวจพบว่ามีเนื้องอก Chai Jing ได้ลาออกจากงานที่โทรทัศน์ CCTV และระดมเงินทุนด้วยตัวเองทำสารคดีเกี่ยวกับหมอกควันพิษของจีนเรื่อง ‘Under the Dome’ ซึ่งใช้เวลา 1ปีเต็ม และนับแต่มีการเปิดตัวสารคดี ได้กลายเป็นความรู้สึกร่วมในโลกออนไลน์

ในวันที่ 1 มีนาคม 2558 Chen Jining รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมซึ่งเพิ่งได้รับตำแหน่งงานได้ 48 ชั่วโมง กล่าวชื่นชม Chai Jing ที่ใช้ประเด็นสุขภาพเพื่อกระตุ้นให้ประชาขนได้ตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม

สารคดียาว 103 นาทีนี้เปิดตัวในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพียงวันแรกมีผู้คนเข้าไปคลิกในเว๊บไซต์วิดีโอของจีน เช่น Youku ถึง 75 ล้านคลิก สองวันต่อมามีการเปิดเข้าไปดู 200 ล้านครั้ง เป็นสถิติใหม่ของสารคดีที่มีความยาวและมีเนื้อหาที่จริงจัง ถ้าจะเปรียบเทียบ house of cards ภาพยนตร์ชุดแนวการเมืองที่นิยมมากในสหรัฐมีการคลิก 20 ล้านเมื่อออกอากาศในจีนในช่วงสัปดาห์แรก

ในปี 2013 ลูกสาวในครรภ์ของ Chai ตรวจพบว่ามีเนื้องอก โชคดีที่ไม่ร้ายแรงมากและการรักษาหลังคลอดก็เป็นไปได้ด้วยดี Chai ลาออกจากงานในปี 2014 เพื่อดูแลลูกสาวของเธอ

Chai เป็นหนึ่งในอดีตนักข่าวแนวสืบสวนสอบสวนที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุดของสถานีโทรทัศน์ CCTV หนังสือบันทึกความทรงจำของการทำงานที่สถานีโทรทัศน์เป็นหนังสือที่ขายดีในปี 2013 ส่วนแบ่งจากการเขียนหนังสือเล่มนั้นนำมาใช้ในการทำสารคดี

เมื่อหมอกควันพิษในปักกิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้น ความโกรธของ Chai ยิ่งเพิ่มขึ้นเพราะเธอพบว่ามีความยากขึ้นที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติกับลูกน้อยที่เพิ่งลืมดูโลก

เธอกล่าวว่า “หมอกควันพิษเข้าปกคลุมชีวิตทั้งชีวิตของเรา” นครปักกิ่งมีวันที่หมอกควันพิษปกคลุม 175 วันในปี 2014 “ครึ่งปีที่ฉันต้องเก็บลูกสาวไว้ดังเช่นนักโทษ”

ในตอนเช้า บางครั้งฉันจะพบเธอยืนที่หน้าต่าง วางมือไว้ที่กระจก พยายามจะแสดงให้ฉันรู้ว่าเธออยากไปข้างนอก“

ชื่อสารคดีอิงจากชื่อนิยายวิทยาศาสตร์ของอเมริกาและภาพยนตร์ชุด ที่เขียนโดยสตีเฟนคิง นักเขียนนวนิยายขายดี เป็นเรื่องเกี่ยวกับสนามพลังลึกลับและมองไม่เห็นที่คืบคลานเข้าสู่เมืองเล็กๆ กักขังเอาชาวเมืองไว้ข้างในและตัดขาดพวกเขาออกจากอารยธรรม

Chai ตัดสินใจสำรวจปัญหามลพิษทางอากาศอันเรื้อรังของจีน เธออธิบายว่าทุกๆ สิ่งที่ทำก็เพื่อที่ตอบคำถามที่เธอจะถาม อะไรคือหมอกควันพิษ(Smog) มันมาจากไหน เราทำอะไรได้บ้าง

เพื่อหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ เธอต้องเดินทางไปยังพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษทั่วประเทศจีน นอกจากนี้ยังเดินไปลอส แองเจลีส และลอนดอนเพื่อหาคำตอยว่าเมื่อเหล่านี้จัดการกับมลพิษทางอากาศอย่างไร

สารคดี ’Under the Dome’ อธิบายว่าหมอกควันพิษ(Smog)คืออะไร อันตรายของมัน มันเกิดขึ้นได้อย่างไรและปัญหาในการจัดการกับหมอกควันพิษ รวมถึงว่าเราแต่ะคนทำอะไรได้บ้าง Chaiบอกว่าหมอกควันพิษเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพลังงานซะเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 60 ของมลพิษที่อากาศในกรณีภายในประเทศจีนมาจากการเผาใหม้ถ่านหินและน้ำมันเพื่อผลิตไฟฟ้า และในปี 2013 จีนเผาใหม้ถ่านหินมากกว่าทุกประเทศรวมกัน Chai ยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบและการจัดการมลพิษทางอากาศและหมอกควันพิษนี้

คำถามเรื่องสิ่งแวดล้อมและการเจริญเติบโต

ในการสัมภาษณ์กับ People.com.cn Chai กล่าวว่าที่ผ่านมารายงานข่าวของเธอเรื่องหมอกควันพิษนั้นตรงตามข้อเท็จจริง รายงานข่าวเรื่องบริษัทผู้ก่อมลพิษ หรือรัฐบาลท้องถิ่นที่ต้องการจะพัฒนาเศรษฐกิจ และตัวเธอเองก็ไม่แน่ใจ เราต้องการการเจริญเติบโต หรือการปกป้องสิ่งแวดล้อม

แต่การทำงานสืบสวนเรื่องราวในสารคดีนี้ เธอรู้สึกว่าไม่มีความย้อนแย้งระหว่างสองสิ่งนั้น มลพิษทางอากาศมิใช่ผลของการปฏิรูปหรือการเปิดกว้าง และจริงๆ แล้วการปฏิรูปตลาดอย่างเต็มที่นั้นจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อแก้ปัญหานี้

ในมุมมองของเธอ การปกป้องสิ่งแวดล้อมนั้นมิใช่ภาระ สำหรับ Chai กฎหมายที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้นคือแหล่งของนวัตกรรมที่จะส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน การจ้างงานและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ประสบการณ์จากหลายประเทศทั่วโลกสนับสนุนมุมมองดังกล่าวของเธอ

จากการอธิบายของ Chai ปัญหาของหมอกควันพิษจัดการได้หากรัฐบาลลดการแทรกแซงที่ไม่จำเป็นลงและปล่อยให้ตลาดเป็นผู้มีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากร บทบาทของรัฐบาลที่จำเป็นคือการออกนโยบายและบังคับใช้กฏหมาย ตลาดที่มีการแข่งขันและมีความเป็นธรรมจะช่วยกระจายทางออกที่สร้างสรรค์ในการแก้ปัญหามลพิษ ทั้งหลายเหล่านี้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการปฏิรูปของจีนในปัจจุบัน

Chai ส่งเอกสารและสื่อที่เธอรวมรวมในช่วงที่ถ่ายทำสารคดีไปให้คณะกรรมการที่ร่างการทบทวนกฏหมายมลพิษทางอากาศของจีน เธอยังได้รับการตอบรับเมื่อเธอส่งเอกสารและสื่อชุดเดียวกันไปให้คณะทำงานเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติและน้ำมันของจีน

เงื่อนเวลา

The Sina columnist Entertainment Capitalism ชมเชยงานสารคดีชิ้นเอกของเธอในการที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนก่อนที่จะมีการประชุมประจำปีของผู็นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือที่เรียกกันในภาษจีนว่า ‘Lianghui’

Cao Jingxing นักวิพากษ์ที่โด่งดังจาก Phoenix TV commentator ส่งข้อความทวีตว่า “ขอบคุณ Chai Jing สมาชิก ตัวแทน และเจ้าหน้าที่คณะกรรมการทุกชุดที่ Lianghui ควรดูสารคดีนี้”

อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์สารคดีของ Chai ก็มีคนวิจารณ์ ผู้ซึ่งกล่าวว่า มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์ที่จะระบุว่าปัญหาสุขภาพของลูกสาวเธอมาจากผลกระทบของหมอกควันพิษ และการใช้กรณีของลูกสาวเธอ ทำให้สารคดีสืบสวนสอบสวนนั้นมีน้ำหนักน้อยลง

Cui Yongyuan ผู้ประกาศข่าวและอดีตเพื่อนร่วมงานของ Chai ที่สถานีโทรทัศน์ CCTV บอกกับสื่อมวลชนว่า Chai จะเจอกับการโจมตีด้วยคำถามและการกล่าวหาให้เสียหายทางออนไลน์ ปีก่อน Cui ทำงานสารคดี ‘The Gene Report’ ที่ใช้เงินทุนของตัวเองเพื่อตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยของอาหารจีเอ็มโอ ข้อคันพบของเขานั้นถูกโจมตีจากเจ้าหน้าที่รัฐบาล

Cui เพิ่มเติมว่า สารคดีสองเรื่องนั้นส่งผลสะเทือนต่อผลประโยชน์ หากเจ้าหน้าที่รัฐหรือบริษัทต้องขายหน้า และถ้าพวกเขาต้องสูญเสียเงินหรือไม่มีการเลื่อนตำแหน่ง พวกเขาจะโจมตีคุณ

ฤดูใบไม้ผลิที่เงียบเหงาแห่งจีน?

ความรู้สึกร่วมจากสารคดีของ Chai ได้ทำให้นักวิจารณ์ในจีนประหลาดใจ Li Jiangtao นักวิชาการอาวุโสที่สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Tsinghua กล่าวในบทความของเขาว่า ปัจจัยสามประการที่ทำให้ภาพยนตร์สารคดีนี้มีความน่าสนใจต่อผู้ชมคือ เหตการณ์ใหญ่ๆ (หมอกควันพิษในจีน) มุมแรงๆ ที่นำเสนอเรื่องมนุษย์ที่โยงกับผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียง และความตื่นตัวที่เพิ่มมากขึ้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม

Li ระบุว่า ช่วงเวลาการนำเสนอนั้นก็ยิ่งน่าสนใจ พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้มีการประชุมสูงสุด การแต่งตั้งนาย Chen Jining รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม และการรณรงค์ต่อต้านคอรัปชั่นของผู้นำจีน

Chen กล่าวว่า เมื่อดูสารคดีทำให้นึกย้อนถึงความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลกตอนที่หนังสือ “ความเงียบในฤดูใบไม้ผลิ Silent Spring ของราเชล คาร์สันตีพิมพ์ออกมาในปี 1962 และสารคดีของ Chai มีนัยะสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับความตื่นตัวของสาธารณะชนในเรื่องสิ่งแวดล้อมและผลกระทบสุขภาพที่เกิดขึ้นจากมลพิษ

Chen กล่าวว่ากระทรวงของเขาและสื่อมวลชนนั้นอยู่ข้างเดียวกัน และภาพยนตร์สารคดี ‘Under the Dome’ แสดงถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล สังคมและสื่อมวลชน

ผลสะเทือนของสารคดียังเกิดขึ้นต่อตลาดหลักทรัพย์ของจีนอีกด้วย โดยที่ส่วนแบ่งตลาดของบริษัทธุรกิจอุปกรณ์ลดมลพิษนั้นเพิ่มขึ้น ทำให้หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมจำนวนหนึ่งเพิ่มขึ้นกว่าขอบเขตที่มีการซื้อขายกัน

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : แม่เมาะ–ราคาของมลพิษที่ชุมชนต้องจ่าย

ลึกเข้าไปในหุบเขาทางตอนเหนือของประเทศไทย เป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งนำเชื้อเพลิงจากเหมืองถ่านหินแบบเปิดขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ขณะนี้โรงไฟฟ้าลิกไนต์แม่เมาะมีโรงไฟฟ้าทั้งหมด 13 หน่วย มีกำลังการผลิตรวมกันได้ราว 2,625 เมกะวัตต์ และยังพบสถิติของการเกิดมลภาวะและความตายของผู้คนมานับตั้งแต่การเปิดทำการโรงไฟฟ้าเลยทีเดียว

จุดเริ่มต้นของความเสียหายถึงชีวิต

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ปี 2535 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้เปิดเครื่องโรงไฟฟ้า 11 หน่วยแรก ขึ้นที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะโดยไม่มีอุปกรณ์ควบคุมสารซัลเฟอร์ไดอ็อกไซด์ และทันทีที่เริ่มดำเนินการ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ปล่อยออกสู่อากาศครอบคลุมแอ่งแม่เมาะ และผสมรวมเข้ากับอากาศและน้ำจนก่อให้เกิดฝนกรดที่มีพิษร้ายแรง น้ำฝนดังกล่าวมีส่วนประกอบของซัลเฟตสูงกว่าที่มาตรฐานสากลยอมรับถึงร้อยละ 50 เลยทีเดียว

ภายในไม่กี่วัน ผู้คนมากกว่าพันคนจาก 40 หมู่บ้านในรัศมีเจ็ดกิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะก็เริ่มป่วยจากการสูดเอาก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เข้าไปซึ่งทำให้เกิดปัญหาทางเดินหายใจ คลื่นไส้ วิงเวียน และเกิดอาการตาและโพรงจมูกอักเสบ นอกจากนี้ภายในเวลาเพียงสองเดือน ไร่นาในละแวกใกล้เคียงโรงไฟฟ้าแม่เมาะมากกว่าร้อยละ 50 ก็ได้รับเสียหายจากฝนกรด สัตว์ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ก็เริ่มล้มตาย และยังพบว่ามีผู้ที่ต้องทุกข์ทรมานจากปัญหาทางเดินหายใจไม่น้อยกว่า 42,000 คน

หลังจากเปิดตัวด้วยความหายนะแล้ว โรงไฟฟ้าลิกไนต์ที่แม่เมาะก็ได้ติดตั้งอุปกรณ์ลดกำมะถันในถ่านหิน(Desulphurisation Devices) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยยังคงดำเนินการโรงไฟฟ้าฯ อย่างต่อเนื่องทั้งที่อุปกรณ์บางตัวไม่ได้เปิดใช้หรือปิดเพื่อซ่อมบำรุง ผลลัพธ์ก็คือปัญหามลพิษกลับมาใหม่อีกครั้งในปี 2539 ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตจากภาวะโลหิตเป็นพิษในแอ่งแม่เมาะถึงหกราย

หายนะเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2541 เมื่อเกิดมลพิษร้ายแรงจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ขึ้น มลพิษทำลายพืชผลเรือกสวนไร่นา เพียงชั่วข้ามคืนส่งผลให้ผู้คนเป็นร้อยล้มป่วยลง มีผู้ป่วยเข้าไปรับการตรวจรักษาที่คลินิกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมากกว่า 8,200 คนในช่วงหกเดือนแรกของปี และมีมากกว่า 3,500 คนที่ต้องป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ

มีการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นหรือไม่

โรงไฟฟ้าลิกไนต์ที่แม่เมาะอ้างว่าพวกเขาได้จัดการกับปัญหาแล้ว เมื่อถามถึงประเด็นนั้น หัวหน้าวิศวกร คุณพลฤทธิ์ เศรษฐ์กำเนิด ชี้ไปที่ไฟกระพริบสีแดงบนแผนที่ตรงหน้าเขาและกล่าวว่า “ทั้งหมดแสดงค่าเป็นศูนย์ คุณจะสามารถเห็นได้ว่าเราไม่มีปัญหาด้านมลพิษทางอากาศอีกต่อไปแล้ว”

อย่างไรก็ตามนั่นไม่ใช่ความจริง อย่างแรกเลยทางโรงไฟฟ้าลิกไนต์ที่แม่เมาะยังคงพ่นก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมามากถึง 7 ตันทุกชั่วโมง จากผลการศึกษาที่จัดทำขึ้นโดยห้องปฏิบัติการวิจัยของกรีนพีซในปี 2543 ยังแสดงให้เห็นว่าโรงไฟฟ้าแม่เมาะปล่อยเถ้าลอยออกมาถึง 4 ล้านตัน และปล่อยสารปรอทออกมามากถึง 39 ตันทุกปี ตัวอย่างของเถ้าลอยที่เก็บมาจากโรงไฟฟ้ามีส่วนผสมของสารหนูและสารปรอทเข้มข้นที่สูงถึง 14 เท่ามากกว่าที่พบในดินปรกติที่ปราศจากการปนเปื้อน ในปี 2546 สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมตรวจพบโลหะหนักมีพิษที่มีอันตรายระดับร้ายแรงในแหล่งน้ำเกือบทั้งหมดที่อยู่โดยรอบของโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหิน

ประสบการณ์ตรงจากแม่เมาะ

เพียงแค่คุณเดินทางไปที่หมู่บ้านและโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียง คุณจะเห็นถึงความเสียหายที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะก่อขึ้น ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ลุงศรีบุตร วงค์ชนะ(ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ขายข้าวของของตนไปจนหมดแม้กระทั่งบ้านส่วนหนึ่งของเขาไปด้วยเพื่อเอาเงินไปจ่ายค่ารักษาโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันของเขา ทุกชั่วโมงเขาต้องใช้เครื่องพ่นยาขยายหลอดลมเพื่อช่วยอาการหอบหืด เมื่อเปิดดูอัลบั้มภาพเขาก็พลิกดูรูปของเพื่อนและเพื่อนบ้านที่ป่วยหรือไม่ก็เสียชีวิตไปแล้ว

โรงพยาบาลท้องถิ่นในอำเภอแม่เมาะ มีผู้สูงอายุอยู่อีกหลายคนที่นอนต่อท่ออ็อกซิเจน เมื่อถามความเห็นเรื่องความเชื่องโยงระหว่างปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นและโรงไฟฟ้าลิกไนต์แม่เมาะกับนายแพทย์ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เขาแค่ยิ้มและตอบว่า “คุณจะถ่ายรูปในหอผู้ป่วยนี้ไปก็ได้ถ้าต้องการ แต่ผมไม่มีอำนาจที่จะตอบเกี่ยวกับประเด็นนี้”

จากการประเมินชี้ว่าชาวบ้านกว่า 300 คนต้องเสียชีวิตจากผลกระทบโดยตรงของมลพิษจากโรงไฟฟ้า และมีอีกนับพันคนที่ต้องทุกข์ทรมานจากปัญหาโรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ในปี 2543 สรุปว่า แม้จะมีอุปกรณ์ควบคุมซัลเฟอร์อยู่ก็ตามแต่ผู้คนที่อาศัยใกล้กับแม่เมาะก็ยังคงมีความเสี่ยงมากกว่าปกติถึงสามเท่าที่จะเจ็บป่วยจากอาการไอเรื้อรัง นับถึงวันนี้ ผู้คนมากกว่า 30,000 คนที่ต้องพลัดพรากจากถิ่นฐานและผู้ที่ยังคงพำนักอยู่ในพื้นที่ต้องเผชิญกับฝนกรดบนเรือกสวนไร่นาของพวกเขา

สถานการณ์โดยรวม

หลายปีที่ผ่านมา ชุมชนที่ตั้งอยู่โดยรอบโรงไฟฟ้าลิกไนต์แม่เมาะได้ยื่นฟ้องต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) โดยอ้างถึงความเสียหายตั้งแต่ปัญหาสุขภาพที่เสื่อมโทรม ความทุกข์ทรมานทั้งทางกายและจิตใจ เรียกร้องเงินชดเชยสำหรับค่ารักษาพยาบาลและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับไร่นาและที่ดิน

ในปี 2547 ศาลจังหวัดของไทยมีคำสั่งให้ชดเชยค่าเสียหายแก่ชาวบ้านเป็นจำนวน 5.7 ล้านบาท (142,500 เหรียญสหรัฐ) สำหรับความเสียหายของไร่นาที่เกิดจากสารซัลเฟอร์ที่รั่วไหลออกมาจากโรงไฟฟ้า นี้เป็นเพียงชัยชนะเล็กๆ เท่านั้น เมื่อเทียบกับจำนวนของผู้คนที่ได้รับผลกระทบซึ่งหลายคนในจำนวนนั้นไม่มีแม้แต่เงินที่จะมารักษาพยาบาลตัวเอง

ชาวบ้านได้ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในปี 2543 เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานสัญญาจะมอบเงินจำนวน 300 ล้านบาท (87,100 เหรียญสหรัฐ) ต่อปีเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลผู้ที่เจ็บป่วยเพราะสารพิษจากโรงไฟฟ้า ทว่าสองปีต่อมาชาวบ้านก็ยังไม่ได้รับเงินดังกล่าว มีแต่เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่ารัฐบาลจะทำตามที่ได้สัญญาไว้หรือไม่

หลังจากต่อสู้มานานนับสิบปี การประท้วงและความทุกข์ทรมานนับครั้งไม่ถ้วน เครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะก็นำมาซึ่งชัยชนะเล็กๆ ในรูปของพื้นที่อพยพราว 200 ไร่ (34 เฮกตาร์) และได้เงินค่าชดเชยในการย้ายถิ่นฐานให้แก่ผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้า ปัจจุบันเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะกำลังวางแผนที่จะสร้างนิเวศชุมชน(Eco-community)ในพื้นที่อพยพซึ่งห่างไกลออกไปเพื่อให้ชาวบ้านไปสร้างชีวิตใหม่ที่นั่น

ได้แต่หวังว่าการย้ายออกจากใต้เงาทะมึนของแม่เมาะจะช่วยให้ชาวบ้านฟื้นฟูสุขภาพและรักษาขวัญกำลังใจในการต่อสู้กับโรงไฟฟ้าต่อไป

—————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ลำพูนใต้เงาอุตสาหกรรม

อ่านบันทึกความเปลี่ยนแปลงแห่งชีวิต ผู้คนและผลกระทบด้านต่าง ๆ หลังนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือถือกำเนิดที่ลำพูน

click ที่นี่

เรื่องของพีวีซี(PVC) ตอน สารพิษแปลงโฉม

ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) เป็นประเด็นสาธารณะที่รับรู้กันทั่วไป มีการถกเถียงอภิปรายหาทางออกโดยกระบวนการต่างๆ มาอย่างยาวนานโดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในบทความชุดนี้ ผมจะขอกล่าวถึงอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่ตั้งฐานการผลิตอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและพื้นใกล้เคียง -การผลิตโพลีไวนิลคลอไรด์หรือ “พีวีซี”

โพลีไวนิลคลอไรด์ (Polyvinyl Chloride) หรือ พีวีซี (PVC) บ่อยครั้งเรียกกันว่า ไวนิล (Vinyl) เป็นชื่อของพลาสติกที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุดชนิดหนึ่งในสังคมปัจจุบัน มากเท่าๆ กับอันตรายของมัน

มีการนำพีวีซีมาใช้งานหลากหลายมากจนน่าตกใจ ไม่น่าเชื่อว่าวัสดุสิ่งของเหล่านั้นสร้างขึ้นมาจากวัตถุดิบเพียงตัวเดียว นับแต่ขวดน้ำแร่ ถัง กล่อง พลาสติกห่ออาหาร สินค้าบริโภคทั่วไปเช่น บัตรเครดิต แผ่นเสียง หรือของเล่นเด็ก

วงการก่อสร้างนำเอาพีวีซีไปใช้ทำกรอบหน้าต่าง ประตู ผนังห้อง กรุประตูหน้าต่าง ท่อและรางน้ำในบ้าน ใช้ทำพื้นบ้าน วัสดุติดผนัง ม่านปิดหน้าต่าง และม่านห้องน้ำ ในที่ทำงานก็มีเฟอร์นิเจอร์ แฟ้มเอกสาร เครื่องพับกระดาษ ปากกา ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ก็นำไปใช้หุ้มชิ้นส่วน นอกจากนี้ยังมีถุงขยะในโรงพยาบาล สายเคเบิล ฉนวนหุ้มสายไฟ หนังเทียม เก้าอี้ในสวน

พลาสติกพีวีชีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราทุกคนโดยไม่รู้ตัว

และเราไม่ค่อยรับรู้ถึงอันตรายของมัน