ปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศและความหวัง

ธารา บัวคำศรี

แม้การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาจากความตกลงปารีสจะมีผลสะเทือนไปทั่วโลก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความมุ่งมั่นของประชาคมโลกลดทอนไป ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างยืนยันต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้อย่างแข็งขันในการปฏิบัติการเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสและมุ่งพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส (เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม)

ผลสะเทือนสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นเป็นข้อตกลงระหว่างสหภาพยุโรปและจีนที่เน้นถึงความมุ่งมั่นมากขึ้นภายใต้ความตกลงปารีส เรียกว่าเป็นการตลบหลังสหรัฐอเมริกาหลังจากการประกาศ ของประธานาธิบดีทรัมป์ก็ว่าได้

บิล แฮร์(Bill Hare) นักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่มีประสบการณ์อย่างลึกซึ้ง กว้างขวางและยาวนานได้วิเคราะห์ประเด็นสำคัญต่อเรื่องนี้ไว้ดังนี้

สหรัฐอเมริกาไม่เคยเรียนรู้ความผิดพลาดของตนเองในอดีต

การประกาศถอนตัวจากความตกลงปารีสของประธานาธิบดีทรัมป์ในวันที่ 2 มิถุนายน มีความละม้ายคล้ายคลึงกับที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประกาศไม่ลงสัตยาบัน ในพิธีสารเกียวโตในปี พ.ศ.2548 จากการกดดันของกลุ่มผลประโยชน์อุตสาหกรรม เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยเฉพาะ อย่างยิ่งเอ็กซอน(Exxon) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่

ถึงแม้ว่าพิธีสารเกียวโตจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการปฏิบัติการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และไม่ได้บรรลุเป้าหมายเต็มศักยภาพอันเป็นผลมาจากการที่สหรัฐอเมริกาไม่เข้าร่วม แต่บรรดาประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมอย่างแข็งขันเพื่อทำให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของ พิธีสารเกียวโตนั้นไม่เพียงแต่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ยังอยู่ในสถานะที่ดีกว่ามากในการใช้ประโยชน์จากกลไกของพิธีสารในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรอบนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นตัวบทกฎหมายของสหภาพยุโรปนั้นมีลักษณะที่ครอบคลุมและรอบด้านมากที่สุดในโลก สหภาพยุโรปมีเครื่องมือและกลไกทุกอย่างที่จำเป็นในการลดโลกร้อนอย่างมุ่งมั่นมากขึ้น ส่วนจีน เกาหลีใต้ เม็กซิโก ชิลีและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ รวมถึงไทย มีระบบการซื้อขายใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(emissions-trading systems) เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจในการลดก๊าซเรือนกระจกที่คุ้มค่าในอนาคต

สหรัฐอเมริกาอาจถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

Bill Hare มองว่า ทั้งจีนกับอินเดียกำลังคว้าอนาคตไว้ และความเป็นผู้นำ(ในปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ)กับการพัฒนาเศรษฐกิจสามารถทำควบคู่กันไป

ในปี พ.ศ. 2540 ช่วงที่มีการยกร่างพิธีสารเกียวโต การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกามีร้อยละ 19 ของการปล่อยทั่วโลก และมีสัดส่วนในเศรษฐกิจโลกร้อยละ 20 (วัดจาก GDP ที่เป็น Market Exchange Rate) ในขณะที่จีนมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 12 และมีสัดส่วนในเศรษฐกิจโลกร้อยละ 7 เมื่อมีการยกร่างความตกลงปารีส ในปี พ.ศ.2558 จีนกลายเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่งของโลก(ร้อยละ 23) และมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด(ร้อยละ 17) ส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 13 และบทบาทในระบบเศรษฐกิจโลกก็ลดลงเป็นร้อยละ 16

ในช่วงเวลาเดียวกัน อินเดียซึ่งผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแห่งศตวรรษที่ 21 มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเกือบเป็น 2 เท่า (จากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 7 ของเศรษฐกิจโลก) จีนและอินเดียดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวและมีการจ้างงานหลายหลายแสนตำแหน่งจากการลงทุนพลังงานหมุนเวียนขนานใหญ่ อินเดียยังวางแผนทุ่มทุนเรื่องยานยนต์ไฟฟ้าในทศวรรษข้างหน้านี้

Bill Hare วิเคราะห์ว่า แม้การประกาศของทรัมป์อาจไปหนุนช่วยกลุ่มที่ปฏิเสธเรื่องโลกร้อนซึ่งส่งผลให้ปฏิบัติการกู้วิกฤตโลกร้อนล่าช้า หรือแม้กระทั่งการสนับสนุน ”ถ่านหินสะอาด” แต่ความเสี่ยงดังกล่าวนี้ยังคงอยู่ในวงจำกัด รัสเซียซึ่งยังไม่ได้ให้สัตยาบันในความตกลงปารีส(Paris Agreement) ได้ส่งสัญญานว่าจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนการดำเนินการที่อยู่ภายใต้ความตกลงปารีสต่อไป

คำสัญญาที่ว่างเปล่า

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาลดลงนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 เป็นต้นมา คำสั่งที่ลงนามโดยประธานาธิบดีของทรัมป์ซึ่งมุ่งไปที่การยกเลิกมาตรการภายในประเทศ จะส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับเดิมในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า

จากการที่ราคาพลังงานหมุนเวียนและตัวเก็บประจุไฟฟ้าลดลง การที่ก๊าซธรรมชาติเข้ามาแทนที่ถ่านหิน รวมถึงการดำเนินงานของรัฐต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา เช่น แคลิฟอร์เนียที่เดินหน้าแผนพลังงานพลังงานสะอาดที่ผลักดันในยุคโอบามา การควบคุมการปล่อยมีเทนและการตั้งค่ามาตรฐานของยานยนต์ ดังนั้น มีความเป็นไปได้น้อยมากที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาจะเพิ่มสูงขึ้นอีกก่อนปี พ.ศ.2573 เป็นอย่างน้อย

การใช้ถ่านหินและการทำเหมืองถ่านหินจะยังคงลดลงต่อไปอีกเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในตลาดพลังงาน รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลงและการแข่งขันอย่างเหลือล้นในด้านราคาพลังงานหมุนเวียนและระบบเก็บประจุไฟฟ้า ในขณะที่ การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกา(และทั่วโลก) แซงหน้าการจ้างงานในกิจการเหมืองถ่านหิน

รายงานทบทวนฉบับล่าสุดขององค์การพลังงานหมุนเวียนสากลหรือ International Renewable Energy Agency(IRENA) ระบุถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวกเร็วของการจ้างงานในภาคพลังงานหมุนเวียนของสหรัฐอเมริกาซึ่งขณะนี้มีราว 800,000 คน เฉพาะการจ้างงานในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวในช่วงสามปีที่ผ่านมามีมากกว่า 2  เท่าของตำแหน่งงานในกิจการเหมืองถ่านหินในสหรัฐอเมริกา(ซึ่งกำลังลดลง)

เห็นได้ชัดเจนว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่อาจทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับแรงงานในอุตสาหกรรมถ่านหิน

เป้าหมายลดโลกร้อนทำได้ยากขึ้น

การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ถอนตัวจากความตกลงปารีสผนวกกับการยกเลิกแผนปฏิบัติการ ในระดับประเทศ ทำให้ปฏิบัติการเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม) และมุ่งพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของ อุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส (เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม)นั้นมีความยากลำบาก และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น

หากแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มเติมขึ้นจากปริมาณ การปล่อยที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการตามนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในยุคโอบามา นั้นจะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกร้อนเพิ่มขึ้นประมาณ 0.1 ถึง 0.2 องศาเซลเซียสภายในปี 2643 ซึ่งจำเป็นจะต้องทดแทนด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มากขึ้นและอย่างรวดเร็ว โดยประเทศอื่นๆ

ในระยะยาว เป้าหมายของการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกนั้นไม่อาจบรรลุได้ ยกเว้นแต่ว่าสหรัฐอเมริกากลับเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของความพยายามของประเทศทั่วโลกภายใน 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า เพื่อว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งหมดทั่วโลกสามารถทำให้ลดลงเป็นศูนย์ในช่วงกลางศตวรรษ

การต่อกรกับวาระซ่อนเร้นของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ผลักดันโดยอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล คือการพัฒนาในเรื่องตลาดพลังงานหมุนเวียนและระบบเก็บประจุไฟฟ้า ซึ่งจะกระทบกับอุปสงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ส่วนพัฒนาการอย่างรวดเร็วของภาคการผลิตรถไฟฟ้านั้นกระทบต่ออุปสงค์ของน้ำมัน

ผลของการลดราคาอย่างรวดเร็วของพลังงานหมุนเวียนและระบบเก็บประจุไฟฟ้านั่นส่งผลกว้างไกล และบางคนถึงกับกล่าวว่าไม่อาจหยุดได้ การประเมินของภาคอุตสาหกรรมเมื่อเร็วๆนี้ แสดงให้เห็นว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ากับเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนแบบต่างๆ ในขณะนี้ถูกกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน การยกเลิก โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และที่อื่นๆ คือตัวชี้วัดของการเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงานที่กำลังเกิดขึ้น

ในเวทีการเจรจาโลกร้อนที่เมืองมาราเกซ มากกว่า 45 ประเทศ รวมตัวกันในนามกลุ่มประเทศที่เผชิญความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ(Climate Vulnerable Forum) ให้คำมั่นต่อเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อยและเริ่มต้นทำงานเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว

แล้วเราควรจะตั้งความหวังอย่างไร

ยังมีกลุ่มประเทศ พรรคการเมือง และตัวแทนผลประโยชน์อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่พยายาม จะใช้ประโยชน์จากการถอนตัวของสหรัฐอเมริกาเพื่อผลักดันวาระ “โลกร้อนไม่จริง” หรืออย่างน้อยที่สุดการหาช่องทางในการปกป้องตลาดของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล

คาดกันว่า การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาอาจนำไปสู่การที่มีบางประเทศทำงานล่าช้า ต่อข้อเสนอในปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศระดับประเทศ (NDCs or Nationally Determined Contributions)

การถอนตัวของสหรัฐอเมริกายังมีผลต่อการผลักดันแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลก หากมีการสร้างหรือดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะปิดโอกาสในการควบคุมการเพิ่มขึ้น ของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก

การเพิ่มขึ้นของถ่านหินอย่างรวดเร็วที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทย ตุรกี บางส่วนของตะวันออกกลางและแอฟริกา นั้นต้องการภาวะผู้นำนโยบายที่เข้มแข็ง และแผนปฏิบัติการระดับประเทศมีความมุ่งมั่น เพื่อรับรองว่าจะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะยุติลง

ยิ่งสหรัฐอเมริกาไม่ลงมือทำอะไรเลย ความยากลำบากก็จะตกแก่โลกมากขึ้น สหรัฐอเมริกาจะกลับมาร่วมในความตกลงปารีสหรือไม่อย่างไร จะต้องรอจนถึงปี พ.ศ. 2563 และประธานาธิบดีคนใหม่ เราคาดหวังได้หรือ?

ความตื่นตัวของสาธารณชนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างงานและเศรษฐกิจ ในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มมากขึ้น และขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนในการยุติยุคถ่านหิน ต่างหากเล่าที่เป็นความหวัง

 

โหวตออกจากอียูเป็น Red Alert สำหรับสิ่งแวดล้อมของสหราชอาณาจักร

เรียบเรียงจาก https://www.theguardian.com/environment/damian-carrington-blog/2016/jun/24/uks-out-vote-is-a-red-alert-for-the-environment

วาระด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับความสนใจมากนักในวิวาทะเรื่อง Brexit แต่นี่คือการวิเคราะห์ที่น่าสนใจของเดอะการ์เดียน

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังจากสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปที่พอมองเห็นได้คือ ตลาดการเงินที่พังลงจะส่งผลต่อการลงทุนขนาดใหญ่ที่จำเป็นต่อการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและสะอาดขึ้น กระทบต่อภาคเศรษฐกิจสีเขียวที่เติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศซึ่งสหราชอาณาจักรเป็นผู้นำอยู่

แม้มีข้อวิพากษ์เรื่องความล้มเหลวของสถาบันต่างๆ ที่สหภาพยุโรปสร้างขึ้น (สภายุโรป-Parliament- คณะกรรมาธิการยุโรป-Commission และคณะมนตรียุโรป-Council) แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสหราชอาณาจักรได้ประโยชน์จากกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดและครอบคลุมของสหภาพยุโรป

นักการเมืองฝ่ายขวาในสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ยังไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมันเป็นวิกฤต และต้องการยกเลิกการจำกัดการปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้า

มีคนเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศ 400,000 คนต่อปี ในจำนวนนั้นมี 40,000 คนในสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรปได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายใหม่ขึ้นในปี 2010 เมืองใหญ่น้อยหลายเมืองในสหราชอาณาจักรยังคงมีระดับมลพิษทางอากาศเกินค่าที่กำหนดไว้ นักกิจกรรมรณรงค์ใช้กฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรปที่มีอยู่เพื่อฟ้องร้องรัฐบาลสหราชอาณาจักร รัฐมนตรีหลายคนของสหราชอาณาจักรเองก็ฝ่าฟันให้ได้กฎเกณฑ์ของอียูใหม่เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร มลพิาทางอากาศนั้นไม่จำกัดอยู่ในเขตพรมแดนประเทศ และร้อยละ 88 ของนักวิชาชีพด้านสิ่งแวดล้อมในสหราชอาณาจักรคิดว่าจะเป็นต้องมีนโยบายที่ครอบคลุมทั่วสหภาพยุโรปด้วย

ปฏิบัติการทางกฎหมายก่อนหน้านี้จากสหภาพยุโรปบังคับให้สหราชอาณาจักรทำความสะอาดน้ำเสีย พื้นที่ชายหาดที่เสื่อมโทรม ในขณะที่ การปกป้องธรรมชาติ สัตว์ป่าและพรรณพืชทั่วทั้งสหราชอาณาจักรมาจากกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป ผู้คนที่ทำงานเพื่อปกป้องสถานที่มหัศจรรย์เหล่านี้และฟื้นฟูความเสียหายที่ผ่านมาต่างคิดว่าการออกจากสหภาพยุโรปนั้นเป็นความผิดพลาด ร้อยละ 66 บอกว่า มันจะลดมาตรการทางกฎหมายในการปกป้องสัตว์ป่าและพรรณพืช และถิ่นที่อยู่อาศัยของมัน ส่วนร้อยละ 30 คิดว่ามันจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น

สหภาพยุโรปยังขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิวัติในเรื่องของการีไซเคิลและการจัดการของเสีย สำหรับผู้คนที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ สองในสามคิดว่ามันจะแย่ลง ร้อยละ 30 บอกว่า เหมือนเดิม และร้อยละ 4 คิดว่ามันจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น

นโยบายของสหภาพยุโรปที่สำคัญอันหนึ่งคือการอุดหนุนเกษตรกร ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสัตว์ป่าและพรรณพืชจากการที่กระตุ้นให้เกิดการเกษตรแบบเข้มข้นที่มีลักษณะทำลาย มีนกน้อยลง 421 ล้านตัว ในยุโรป เมื่อเทียบกับ 30 ปีก่อน แต่นโยบายเกษตรกรรมร่วม (Common Agricultural Policy)ของสหภาพยุโรปถูกยกระดับให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรที่ผลิตอาหาร  ตอนนี้ เกษตรกรในสหราชอาณาจักรต่างเป็นกังวล ส่วนชาวประมงหวังที่ได้โควตาการจับปลาที่มากขึ้น(ภายใต้ Common Fisheries Policy) แต่สหราชราชอาณาจักรกำลังไปจากสหภาพยุโรป? ปราศจากการปกป้องที่เข้มข็งแล้ว ปลาในทะเลคงเหลือน้อยลงไปอีก

สหภาพเกษตรกรแห่งชาติ(The National Farmers Union) อาจมีความหวังจาก Brexit คือการยกเลิกการห้ามใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อผึ้งและสิ่งมีชีวิตที่มทำหน้าที่ผสมเกสรอื่นๆ สหภาพเกษตรกรแห่งชาติและรัฐมนตรีเกษตรต่อสู่เพื่อให้ยกเลิกการห้ามใช้สารเคมี แต่เจตจำนงร่วมของสหภาพยุโรปยังเดินหน้าเพื่อให้มีการยกเลิกการใช้

เจตจำนงร่วมของสหภาพยุโรปยังมีความสำคัญต่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในเวทีสากลและในสหราชอาณาจักเอง การตั้งเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนของสหราชอาณาจักรนั้นตกงกันที่กรุงบัสเซลล์แต่ออกจากสหภาพยุโรปทำให้เรื่องนี้ตกไป

แม้ว่ารัฐบาลของสหราชอาณาจักรจะไม่ค่อยยินดีสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาด แต่สหราชอาณาจักรนั้นมันกฎหมายที่เข้มแข็งในการลดการปล่อยคาร์บอน นาย Boris Johnson ผู้ที่อาจจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักรนั้นเป็นผู้กังขาเรื่องโลกร้อน ต้องจับตาดูว่าเขาจะลงมือจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร

James Thornton จาก Client Earth นักกฎหมายที่กดดันให้รัฐบาลปรับปรุงแผนการจัดการมลพิษทางอากาศบอกว่า Brexit ทำให้เขาตกใจ ผิดหวัง และกังวลมากถึงอนาคตการปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหราชอาณาจักร Craig Bennett จาก Friends of the Earth บอกว่า การโหวตออกนี้ถือเป็น “red alert” สำหรับสิ่งแวดล้อม

ปฏิกิริยาต่อ Brexit ของนาย Farage นักการเมืองผู้สนับสนุนการโหวตออก นั้นตรงข้ามโดยสิ้นเชิง เขาบอกว่า “ผมไม่อาจจะดีใจมากไปกว่านี้”

ปริศนาถ่านหิน : สถานะของถ่านหินในยุคเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของเยอรมนี 

สรุปจาก http://eu.boell.org/sites/default/files/german_coal_conundrum.pdf

เยอรมนีได้รับความสนใจจากประชาคมโลกในเรื่องนโยบายพลังงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า Energiewende ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานจากการใช้พลังงานนิวเคลียร์ไปสู่พลังงานหมุนเวียนที่เน้นการใช้พลังงานต่ำ นั้นกลายเป็นคำที่ใช้กันทั่วไปในภาษาอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม จุดเน้นขณะนี้เปลี่ยนมาเป็นเรื่องบทบาทของถ่านหินในเยอรมนี ในช่วงสองปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนทั้งในเยอรมนีและในประเทศต่างๆ กล่าวถึงอนาคตอันเรืองรองที่น่าจะเป็นของพลังงานจากถ่านหินและ “การกลับมาของถ่านหิน” ในเยอรมนี จากการตัดสินใจที่จะลดละเลิกการใช้พลังงานนิวเคลียร์ นักสังเกตการณ์ตั้งข้อสรุปว่า ลิกไนต์ที่มีการผลิตในประเทศจะเข้ามาอุดช่องว่าง จริงๆ แล้ว แถลงการณ์ของนักการเมืองเยอรมนีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมายังเสนอให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นแทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

คำถามคือ เยอรมนีกำลังสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่เพื่อมาแทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึงแม้ว่าจะมีเป้าหมายสูงส่งด้านความเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมของประเทศหรือไม่อย่างไร? รายงาน German Coal Conundrum ค้นพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอยู่บนพื้นฐานของการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงปี 2012/13 (เนื่องมาจากฤดูหนาวอันยะเยือกและการส่งออกไฟฟ้าที่มีมากขึ้น) และวงรอบของโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ที่ป้อนไฟฟ้าเข้าระบบ

การพิจารณาในรายละเอียดเปิดเผยว่า ถ่านหินไม่ได้กลับมาในเยอรมนี โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เพิ่มเข้ามาเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เริ่มเดินเครื่องในปี 2005-2007 โดยเป็นแนวโน้มโดยรวมของยุโรปที่เกิดจากราคาคาร์บอนที่ต่ำและมาตรฐานการปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เข้มงวดขึ้น

โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ในเยอรมนีไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับการลดละเลิกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลังจากหายนะภัยนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมะในปี 2011 ในทางตรงกันข้าม พลังงานหมุนเวียนมีบทบาทในการชดเชยไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ที่ปิดตัวลง ในช่วงที่มีการลดละเลิกนิวเคลียร์ (จนถึงปลายปี 2022) แนวโน้มนี้คาดว่าจะดำเนินสืบเนื่องไป แม้ว่า ผลลัพธ์เฉพาะจะขึ้นอยู่กับการขยายตัวอย่างแท้จริงของพลังงานหมุนเวียนและความต้องการใช้ไฟฟ้าในเยอรมนีและประเทศเพื่อนบ้าน

วิกฤตอยู่ที่ถ่านหิน โรงไฟฟ้าแบบเดิมใช้เป็น residual load ซึ่งหดตัวลงเรื่อยๆ คำว่า residual load เป็นศัพท์ที่จำเป็นในการทำความเข้าใจภาคพลังงานของเยอรมนี ดังคำอธิบายต่อไปนี้ หลังจากความต้องการไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียน ไฟฟ้าที่ส่งมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินน้อยลงแม้ว่าจะมีอยู่มากแค่ไหนก็ตาม โรงไฟฟ้าถ่านหินมีชั่วโมงปฏิบัติการน้อยลง การที่มีไฟฟ้าเหลือในกำลังการผลิตติดตั้ง หน่วยงานด้านไฟฟ้าจึงยุติการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่เมื่อใดก็ตามที่สามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม ลิกไนต์มีสถานะที่ปลอดภัยในช่วงที่มีการลดละเลิกนิวเคลียร์ เว้นแต่ว่า จะมีการเปลี่ยนนโยบาย พลังงานหมุนเวียนจะถูกทำให้ลดลงเล็กน้อยเพื่อให้มีไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ตามราคาเชื้อเพลิงใน Merit Order ไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติถูกชดเชย ต่อมาเป็นถ่านหิน เยอรมนียังขาดนโยบายเฉพาะเพื่อลดการใช้ลิกไนต์และเพิ่มการใช้ก๊าซธรรมชาติ นอกจากเสียว่า มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ตลาดพลังงานในเยอรมนียังไม่นำไปสู่การลดการผลิตไฟฟ้าจากลิกไนต์จนถึงกลางทศวรรษ 2020

เยอรมนีสามารถลดการพึ่งพาถ่านหินได้ในไม่ช้า ผู้กำหนดนโยบายต้องดำเนินนโยบายเพื่อลดการพึ่งพาถ่านหินของเยอรมนีลงก่อนถึงกลางทศวรรษ 2020 อันดับแรกโดยการริเริ่มปฏิรูประบบการขายคาร์บอนของยุโรป ผู้กำหนดนโยบายของเยอรมนีควรพิจารณาภาษีคาร์บอนและดำเนินการกฎหมายปกป้องสภาพภูมิอากาศ เน้นไปที่ประสิทธิภาพ และใช้ก๊าซธรรมชาติมาเป็นเชื้อเพลิงเชื่อมโยงในช่วงการเปลี่ยนผ่าน สหภาพยุโรปไม่น่าจะมีฉันทามติในเรื่องนโยบายเหล่านี้อย่างแข็งขันในระยะเวลาอันใกล้ ดังนั้น เยอรมนีควรรวมพลังของสมาชิกสหภาพยุโรปที่จะผลักดันเรื่องนี้

การลดละเลิกการใช้ถ่านหินควรเน้นไปที่การยุบโรงไฟฟ้าลิกไนต์ที่สกปรกมากที่สุดในเยอรมนีออกไป สหรัฐอเมริกามีมาตราฐานการปล่อยมลพิษทางอากาศที่เข้มงวดกว่า หากต้องใช้มาตรฐานที่คล้ายกัน เยอรมนีก็จะเริ่มปิดผู้ปล่อยมลพิษและคาร์บอนรายใหญ่สุดได้ด้วย

โดยสรุป ผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (energiewende) ไม่ได้ต้องการจะแก้ต่างข้อมูลที่กล่าวอ้าง แต่ต้องการทำความเข้าใจให้ถูกต้องในเรื่องของการกลับมาของถ่านหิน ถึงแม้การพูดถึงเรื่อง การกลับมาของถ่านหินจะเกินจากข้อเท็จจริง แต่เยอรมนีเองไม่ได้ต้องการจะรีบเร่งในการทำให้รายงานที่ผิดพลาดดังกล่าวนั้นถูกต้อง การรับรู้ว่าการกลับมาของถ่านหินนั้นเกินจากข้อเท็จจริงช่วยเป็นแรงกดดันต่อผู้กำหนดนโยบายในการลดการใช้ถ่านหินลง

พลังงานหมุนเวียนแซงหน้าลิกไนต์ : การปล่อยคาร์บอนของเยอรมนีลดลงในปี 2557

กลุ่มวิจัยพลังงาน AG Energiebilanzen ระบุ การใช้พลังงานขั้นปฐมภูมิลดลงในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่การรวมเยอรมนีในปี 1990 (พ.ศ.2533) โดยยืนยันตามรายงานขั้นต้นที่นำเสนอในเดือนตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา (กราฟ 1)

development-primarey-energy-consumption-petajoule

กราฟ 1 การใช้พลังงานขั้นปฐมภูมิของเยอรมนี 1990-2014 (หน่วย petajoule) ที่มา : AGEB, 2014.

การใช้พลังงานขั้นปฐมภูมิลดลงร้อยละ 4.8 เทียบกับ 2556 กลุ่มวิจัย AG Energiebilanzen (AGEB) ระบุตามสถิติเบื้องต้นที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ การปรับตัวเลขนั้นนำเอาปัจจัยเรื่องสภาพอากาศที่เย็นลงในช่วงต้นปีเข้าไปด้วย ผลคือการใช้พลังงานต่ากว่าร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับปี 2556

การใช้พลังงานขั้นปฐมภูมิ (Primary energy consumption) นั้นรวมถึงไฟฟ้า ความร้อน การขนส่งคมนาคม และสมดุลของการส่งออกพลังงาน

AG Energiebilanzen ระบุว่าการลดลงของการปล่อย CO2 จะอยู่ที่ราวๆ ร้อยละ 5 เปรียบเทียบกับ พ.ศ. 2556 จากการที่การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทุกประเภทลดลงและมีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยของพลังงานหมุนเวียน (กราฟ 2) ครึ่งหนึ่งของการลดการปล่อย CO2 มาจากภาคการผลิตไฟฟ้า AGEB ระบุในใบแถลงข่าว เมื่อผนวกเอาสภาพอากาศที่เย็นลง การปล่อย CO2 ลดลงร้อยละ 1 จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลดลงในการผลิตไฟฟ้า

การลดลงของการปล่อย CO2 เกิดขึ้นหลังจากการเพิ่มขึ้นของ CO2 ติดต่อกันหลายปีที่ถูกตั้งเป็นคำถามต่อแผนปฏิรูปพลังงาน Energiewende – ซึ่งเป็นแผนอันมุ่งมั่นเพื่อลดละเลิกการใช้นิวเคลียร์และเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ปลอดคาร์บอน

primary-energy-consumption-petajouleกราฟ 2  สัดส่วนการใช้พลังงานขั้นปฐมภูมิในเยอรมนีใน 2013 และ 2014 ที่มา : AGEB, 2014. 

การใช้ถ่านหินและลิกไนต์ในการผลิตไฟฟ้าในเยอรมนีลดลงร้อยละ 7.9  และ 2.3 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2556 นักวิจัยระบุว่าการลดลงของการใช้ถ่านหินนั้นมาจากการเพิ่มขึ้นการใช้ทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากการหยุดทำงานของโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายโรง ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าลิกไนต์ลดลงร้อยละ 3 สัดส่วนของเชื้อเพลิงฟอสซิลในภาพรวมของสัดส่วนพลังงานโดยรวมลดลงร้อยละ 80.8 เทียบกับปี 2556 ที่ลดลงร้อยละ 81.9

gross-power-generation-source-petajoule

กราฟ 3 การใช้พลังงานขั้นปฐมภูมิในเยอรมนีแบ่งตามประเภทของแหล่งเชื้อเพลิง 1990-2014 ที่มา : AGEB, 2014.

ส่วนแบ่งของพลังงานหมุนเวียนในการใช้การใช้พลังงานขั้นปฐมภูมิเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10.4 เป็น 11.1 (กราฟ 4)

german-energy-mix-petajoule
กราฟ 4 สัดส่วนพลังงานของเยอรมนีในปี 2557 : Shares of sources for energy consumption in petajoule and percent ที่มา : AGEB, 2014.

การใช้ไฟฟ้าสุทธิของเยอรมนี (สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ AGEB data-set “Strommix”) ลดลงร้อยละ 3.8 จาก 633.2 พันล้านหน่วย( kilowatt-hours-kWh) เป็น 610.4 พันล้านหน่วยในปี 2557 การผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจาก 152.4 พันล้านหน่วย เป็น 157.4 พันล้านหน่วย ในขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากลิกไนต์ลดลง 4.9 พันล้านหน่วย มาเป็น 156 พันล้านหน่วย – ซึ่งหมายถึงว่า เป็นครั้งแรกที่ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแซงหน้าไฟฟ้าจากลิกไนต์ที่ถือว่าเป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี (กราฟ 5)

ageb-power-generation-source-1990-2014-neu
กราฟ 5 การผลิตไฟฟ้าสุทธิแบ่งตามแหล่งเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ ในเยอรมนีช่วงปี ค.ศ. 1990-2014 ที่มา : AGEB, 2014.

 AGEB เป็นหน่วยงานวิจัยที่สนับสนุนโดยสมาคมอุตสาหกรรมพลังงานแห่งเยอรมนีและสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์

เดิมมีการใช้หน่วย kilowatt-hours ในกราฟที่อธิบายการใช้พลังงานขั้นปฐมภูมิ ต่อมา Clean Energy Wire (CLEW) ได้เปลี่ยนมาใช้หน่วยเพตะจูล(petajoule) ซึ่งเหมาะสมในการใช้เป็นหน่วยของพลังงานในหลายรูปแบบรวมถึงการใช้พลังงานขั้นปฐมภูมิ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยงกับสมดุลพลังงานของเยอรมนีรวมถึงวิธีการที่ AG Energiebilanzen ใช้คำนวณและประเมินการผลิตไฟฟ้าสามารถดูได้ ที่นี่

โรงไฟฟ้าความร้อนสุริยะ

พลังงานแสงอาทิตย์แบบรวมแสง

บางทีเรียกว่า โรงไฟฟ้าความร้อนสุริยะ เป็นการผลิตไฟฟ้าแบบเดียวกับโรงไฟฟ้าแบบเดิม ความแตกต่างก็คือโรงไฟฟ้าชนิดนี้รับพลังงานนำเข้าโดยการรวมรังสีความร้อนจากแสงอาทิตย์และนำความร้อนไปทำไอน้ำหรือแก๊สอุณหภูมิสูงเพื่อหมุนกังหันไฟฟ้า แผ่นกระจกขนาดใหญ่จะรวมแสงอาทิตย์ให้เป็นลำเดียวหรือจุด ความร้อนที่เกิดขึ้นจะนำไปผลิตไอน้ำ ไอน้ำที่มีแรงดันและความร้อนสูงจะปั่นกังหันเพื่อผลิตไฟฟ้า ในพื้นที่ที่มีแสงอาทิตย์มาก โรงไฟฟ้าประเภทนี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในในปริมาณมาก

solar_tower

ระบบนี้มีส่วนประกอบหลัก 4 ส่วน คือ ตัวรวมแสง ตัวรับ ตัวกลางหรือตัวเก็บและการเปลี่ยนรูปพลังงาน ระบบนี้มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน รวมถึงระบบที่ผนวกเข้ากับเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและพลังงานอื่น ๆ แต่มีเทคโนโลยีอยู่ 3 แบบที่เป็นความหวังมากที่สุดของระบบนี้ ได้แก่

  • ระบบกระจกโค้งแนวยาว เป็นการใช้กระจกสะท้อนตามแนวยาวในการรวมแสงอาทิตย์ไปที่หลอดตัวรับความร้อนที่มีประสิทธิภาพที่ติดอยู่บนจุดรวมแสงของกระจกโค้ง ของเหลวนำความร้อน เช่น น้ำมันสังเคราะห์ จะหมุนเวียนอยู่ภายในหลอดนี้ ความร้อนที่เกิดขึ้นจากการรวมแสงอาทิตย์อยู่ที่ประมาณ 400 องศาเซลเซียส น้ำมันสังเคราะห์นี้จะถูกสูบผ่านเข้าไปในชุดตัวแลกเปลี่ยนความร้อนเพื่อผลิตไอน้ำที่มีความร้อนสูง ไอน้ำจะไปหมุนกังหันไอน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งส่วนของกังหันไอน้ำแบบเดิม หรือ ผสมผสานเข้าไปกับระบบร่วมกังหันไอน้ำและแก๊ส ระบบนี้เป็นเทคโนโลยีที่เติบโตเต็มที่ ตัวอย่างเช่นโรงไฟฟ้าความร้อนสุริยะขนาด 345 เมกะวัตต์ เชื่อมต่อกับโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียนับตั้งแต่คริสทศวรรษ 1980 และมีการติดตั้งระบบกระจกรวมแสงทั่วโลกโดยใช้พื้นที่ไปแล้วมากกว่า 2 ล้านตารางเมตร
  • หอคอยไฟฟ้าสุริยะ เป็นการใช้กระจกสะท้อนแสงที่หมุนไปตามทิศทางตกการกระทบของแสงอาทิตย์ ที่วางเป็นแนวรูปวงกลมอยู่รอบหอคอยที่อยู่ตรงกลาง แผงกระจกเหล่านี้จะรวมแสงอาทิตย์ไปที่ตัวรับที่ติดอยู่ด้านบนสุดของหอคอย ตัวกลางเปลี่ยนผ่านความร้อนจะรับแสงที่รวมมาจากกระจกและเปลี่ยนให้เป็นพลังงานความร้อนเพื่อใช้ผลิตไอน้ำและนำไปหมุนกังหันเพื่อผลิตไฟฟ้า ปัจจุบัน ตัวกลางเปลี่ยนผ่านความร้อนนั้นมีหลายชนิด เช่น น้ำ/ไอน้ำร้อน เกลือ(molten salt) โซเดียมเหลวและอากาศ ถ้านำแก๊สหรืออากาศที่มีความดันสูงมาใช้เป็นตัวกลางถ่ายเทความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 1,000 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า จะสามารถใช้แทนแก๊สธรรมชาติในกังหันแก๊สได้โดยตรง เกิดกประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมมาก (มากกว่าร้อยละ 60) ในการใช้กับวัฏจักรร่วมกังหันไอน้ำและแก๊ส หลังจากการขยายกำลังการผลิตปานกลางขึ้นไปที่ 30 เมกะวัตต์ นักพัฒนาโครงการหอคอยสุริยะมีความมั่นใจว่าจะสามารถสร้างหอคอยไฟฟ้าสุริยะที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตจนถึง 200 เมกกะวัตต์ได้ การใช้ตัวเก็บความร้อนจะเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบ ถึงแม้ว่าระบบหอคอยไฟฟ้าสุริยะจะยังต้องใช้เวลาพัฒนาเพื่อนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์มากกว่าระบบกระจกโค้งแนวยาว แต่ระบบนี้มีอนาคตที่ดีในระยะยาวสำหรับประสิทธิภาพในการถ่ายเทความร้อนที่สูง มีการพัฒนาโครงการโดยใช้หอคอยสุริยะนี้ในสเปน แอฟริกาใต้และออสเตรเลีย
  • ระบบจานโค้ง เป็นระบบที่ใช้กระจกรูปจานโค้งรวมแสงอาทิตย์ไปตกที่ตัวรับที่ติดไว้ ณ จุดรวมแสง ลำแสงจากตัวรับแสงจะผ่านเข้าให้ความร้อนกับของเหลวหรือแก๊ส(อากาศ) ที่อุณหภูมิประมาณ 750 องศา เพื่อนำไปผลิตไฟฟ้าจากกังหันขนาดเล็กที่ต่อเข้ากับตัวรับแสง ระบบนี้เหมาะกับการจ่ายไฟฟ้าในระบบกระจายศูนย์และระบบไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล มีแผนการทำโครงการโดยใช้ระบบนี้ในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียและยุโรป

ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากกังหันลมและเซลล์สุริยะในเยอรมนีทำลายสถิติ

ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากกังหันลมและเซลล์สุริยะในเยอรมนีทำลายสถิติด้วยกำลังการผลิตมากกว่า 40,000 เมกะวัตต์

ถือเป็นสถิติใหม่ของเยอรมนี

เป็นเวลาที่ไฟฟ้าที่ผลิตจากลมและแสงอาทิตย์มีมากกว่าที่ผลิตได้จากนิวเคลียร์ถ่านหินและก๊าซ (33,00เมกะวัตต์) ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 67,000 เมกะวัตต์

ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.agora-energiewende.de/service/aktuelle-stromdaten/stromerzeugung-und-verbrauch/

พลังงานหมุนเวียน : ทางออกที่รัฐไม่ได้พูดถึง… – YouTube

พลังงานหมุนเวียน : ทางออกที่รัฐไม่ได้พูดถึง… – YouTube.