พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงทางพลังงาน (จบ)

พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถรับประกันถึงการลงทุนในอนาคต

อุบัติภัยที่เชอร์โนบิลและเกาะทรีไมล์ และเมื่อเร็วๆ นี้ที่ฟูกูชิมากับผลกระทบอันน่าตื่นตระหนกของมัน นำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่ออุตสาหกรรมนิวเคลียร์ซึ่งคำสั่งซื้อเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใหม่ๆ ยุติลงอย่างรวดเร็วทั่วโลก อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ต้องหยุดอยู่กับที่ สิ่งที่มากไปกว่านั้นคือ ถึงแม้จะมีการพูดถึงการฟื้นฟูยุคนิวเคลียร์ การคาดหวังอย่างสูงก็ไปด้วยกันไม่ได้กับคำสั่งซื้อเตาปฏิกรณ์แห่งใหม่ อุบัติภัยที่อาจจะเกิดขึ้น เช่นในกรณีของเตาปฏิกรณ์ที่มีขนาดใหญ่และสลับซับซ้อนมากขึ้นเช่นเตาปฎิกรณ์น้ำความดันของยุโรป(EPR) อาจจะมีความร้ายแรงมากกว่ากรณีของเชอร์โนบิล และหากเกิดขึ้นมาจะทำให้อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ไม่มีทางโงหัวขึ้นได้เลย ไม่แปลกใจเลยว่าอุตสาหกรรมนิวเค ลียร์ได้พยายามต่อสู้เพื่อให้เกิดการลงทุน อันเนื่องมาจากความเสี่ยงต่อมนุษย์และความเสี่ยงทางการเงินดังกล่าว

ไม่มีคำสั่งซื้อเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลา 29 ปีแล้ว แม้รัฐบาลพยายามผลักดันนักลงทุนด้วยเครดิตทางภาษี การรับประกันเงินกู้และความเสี่ยง และถึงแม้จะมีแรงจูงใจของรัฐบาลที่มีราคาแพงเหล่านี้ บริษัทจัดอันดับมูดี้ก็ยังมิได้เห็นว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เป็นการลงทุนที่น่าสนใจ ทั้งนี้อันเนื่องมาจากปัญหาในเรื่องของความล่าช้าในการก่อสร้าง งบประมาณที่บานปลายและนัยของความไม่น่าเชื่อถือในการจัดอันดับและไม่ได้รับให้มีการดำเนินการในอนาคต จากมุมมองของความน่าเชื่อถือ ประวัติของธุรกิจและความเสี่ยงของการดำเนินการจะเพิ่มขึ้นแก่บริษัทที่รับเอาโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ ๆ

หากอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ไม่สามารถรับประกันการลงทุนในอนาคตที่จะรักษาส่วนแบ่งอันเล็กน้อยของแหล่งพลังงานของโลก มันก็ไม่สามารถที่จะเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมั่นคงไปสู่อนาคตอันยาวไกลได้

ด้วยกรอบทางการเมืองและกฎหมายที่มีความมั่นคงมากขึ้น การผลิตไฟฟ้าสีเขียวทำให้เราสามารถมีไฟฟ้าใช้ด้วยทางเลือกที่สะอาดขึ้น ปลอดภัยขึ้นและราคาถูกมากขึ้น งานที่ประสบผลสำเร็จในเยอรมนีในเรื่องของการออกกฎหมายเพื่อประกันราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน หรือ Feed-in-tariff และในรัฐเท็กซัสในเรื่องของการจัดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Portfolio Standards) ทำให้เกิดการกระตุ้นการลงทุนในด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและนำไปสร้างความสามารถในการแข่งขันทางการตลาดโดยไม่จำเป็นต้องมีการอุดหนุนทางการเงิน การลงทุนในด้านพลังงานหมุนเวียนในระดับโลกได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัวในช่วงสามปีที่ผ่านมาและมีศักยภาพที่จะขยายเพิ่มขึ้นได้อีกมาก

ระบบพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์และประสิทธิทางพลังงาน – ทางออก

ทางเลือกในการนำเอาพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ไม่สามารถรับประกันความมั่นคงทางพลังงาน หรือช่วยทำให้เป็นอิสระทางพลังงานหรือลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ พลังงานนิวเคลียร์เป็นการหันเหที่มีราคาแพงและเป็นอันตราย กีดกันการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและมีความมั่นคง ในประเทศฟินแลนด์ ซึ่งกำลังมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เป็นเตาปฏิกรณ์แบบน้ำอัดความดันหรือ EPR ตลาดพลังงานโดนกีดกันโดยเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใหม่ ตลาดพลังงานนั้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 85 ของการลงทุนด้านพลังงานที่วางแผนไว้แล้วระหว่างปี 2006-2010 นาย Oras Tynkkynen สมาชิกสภาผู้แทนของฟินแลนด์กล่าวว่า “เราได้เลือกแล้ว เราได้เลือกเส้นทางสู่นิวเคลียร์ ซึ่งหมายความว่าเราได้ละเลยทางเลือกที่ยั่งยืนไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพพลังงานและพลังงานหมุนเวียน

อะโมรี โลวินส์ (Amory Lovins) แห่งสถาบันร็อกกี้เมาเทน สหรัฐอเมริกา ได้คำนวณว่า ทุก ๆ ดอลล่าร์ที่ลงทุนไปกับประสิทธิภาพทางไฟฟ้าจะลดการปล่อยคาร์บอนลงเกือบเจ็ดเท่าโดยไม่มีผลกระทบที่ร้ายแรงเมื่อเทียบกับแต่ละดอลล่าร์ที่ลงทุนไปกับพลังงานนิวเคลียร์”

มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าถึงแหล่งพลังงานหมุนเวียน 5.9 เท่า มากกว่าความต้องการพลังงานของโลกในปัจจุบันโดยการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ กรีนพีซและสภาพลังงานหมุนเวียนแห่งยุโรป(EREC) ได้ว่าจ้างให้สถาบัน DLR –ศูนย์ยานอวกาศแห่งเยอรมนี ทำการพัฒนาแนวทางพลังงานที่ยั่งยืนระดับโลกจนถึงปี 2050 เรียกว่า แผนการปฏิวัติพลังงาน (Energy Revolution Scenario) ซึ่งเป็นแผนการที่ทำเกิดขึ้นจริงได้โดยลด ละ เลิกพลังงานนิวเคลียร์และเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่ออนาคตพลังงานที่มีความเท่าเทียมโดยการใช้พลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพทางพลังงานที่จะช่วยลดการใช้พลังงานของเราลงภายในปี 2050 โดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานนิวเคลียร์

พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงด้านพลังงาน (1)

บทนำ

โลกของเราปัจจุบันได้เผชิญกับการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตราย ซึ่งเข้าคุกคามชีวิิต คนนับล้านและองค์รวมของระบบนิเวศของโลก ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่าจำเป็นต้องมี การเปลี่ยนแปลง ในขั้นรากฐานในการผลิตและการใช้พลังงานภายในระยะเวลา 10 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบอันร้ายแรง ที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น

เราต้องลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การตัดสินใจและการลงทุนด้านการจัดหาพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะส่งผลต่อการผลิตไฟฟ้าไปจนถึงอีก 50 ปี ข้างหน้า

ภายใต้สถานการณ์ดังที่กล่าวมานี้ อุตสาหกรรมนิวเคลียร์มีความพยายามอย่างยิ่งยวดในการสนับสนุนตนเองให้เป็น “พลังงานสะอาด” และนักการเมืองทั้งหลายรวมถึงสื่อมวลชนต่างก็โหมประโคมพลังงานนิวเคลียร์ในฐานะเป็นทางออกของความมั่นคงทางพลังงานที่มีศักยภาพ ในปี 2548 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จอร์ช ดับเบิลยู บุช (George W. Bush)  กล่าวว่า “อนาคตพลังงานที่มั่นคงของอเมริกาจะต้องรวมถึงการมีพลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น โฮเซ่ มานูเอล บาโรโซ(José-Manuel Barroso) ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่าพลังงานนิวเคลียร์จะช่วยตัดความกังวลในเรื่องความมั่นคงด้านการจัดหา(พลังงาน) คำพูดเหล่านี้ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ความเป็นจริงที่แย้งกับข้ออ้างของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์และการสนับสนุนทางการเมือง

เทคโนโลยีจะไม่ช่วยเรา

การพยากรณ์ย้อนหลัง (backcasting) สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อหาว่าจะลดปริมาณการใช้วัตถุดิบและพลังงานได้อย่างไรบ้าง  การพยากรณ์ย้อนหลังหมายถึงการกำหนดเป้าหมายไว้แล้วเริ่มทำงานจากหลังไปหน้าเพื่อตัดสินว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ วิธีการนี้ต่างจากวิธีการพยากรณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นและตั้งมาตรการขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น

เมื่อกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีที่ยั่งยืนของดัทช์ (The Dutch Sustainable Technology Development) ใช้วิธีพยากรณ์ย้อนหลังนี้มาพิจารณาว่าควรจะเปลี่ยนการบริโภคทรัพยากรอย่างที่เป็นอยู่อย่างไร  พวกเขาได้ข้อสรุปว่า “เทคโนโลยีจะไม่ช่วยเรา (technology will not save us)”  กลุ่มนี้ชี้ว่าต้องเปลี่ยนรูปแบบของระบบการขนส่งใหม่ เปลี่ยนรูปแบบการใช้ผลิตภัณฑ์ และเปลี่ยนรูปแบบการผลิตอาหารโดยสิ้นเชิง  ข้อมูลที่ได้มายิ่งทำให้ต้องเร่งใช้มาตรการต่างๆ เช่น ลดการใช้รถ ใช้เชื้อเพลิงทางเลือก การวางผังเมือง ใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด  ออกแบบเชิงนิเวศ ทำอุตสาหกรรมเบ็ดเสร็จคือจัดให้มีทุกอย่างอยู่ในพื้นเดียวกัน  ผลิตอาหารที่มีในท้องถิ่น และการผลิตอาหารอินทรีย์

ภาคประชาชนประกาศแผนผลิตไฟฟ้าใหม่ เลิก Ft เลิกนิวเคลียร์ หนุนชุมชนผลิตพลังงานใช้เอง

แกนนำเครือข่ายผู้บริโภคและผู้ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ ชี้แผนพีดีพีของรัฐเป็นเหตุให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้ามากเกินจำเป็น  มุ่งเน้นแต่ประโยชน์ของกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้บริโภคและชุมชนซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า จึงพร้อมใจประกาศหมดยุคการผลักภาระค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรม เร่งจัดเวทีทั่วประเทศเรียกร้องสังคมหนุน  “เลิก Ft เลิกนิวเคลียร์ หนุนชุมชนผลิตพลังงานใช้เอง” เป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 30% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งระบบภายใน 10 ปี

วันนี้(11 ก.พ.2554) นางสาวรสนา โตสิตระกูล วุฒิสมาชิกกรุงเทพมหานคร ประธานคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้ร่วมกับ มูลนิธิสุขภาพไทย   มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค  และมูลนิธิไฮน์ริค  เบิลล์ จัดเวทีเสวนาเรื่อง “จินตนาการใหม่ เรื่อง พลังงานใน 20 ปี ข้างหน้า : ข้อเสนอสู่แผนพีดีพี” ขึ้น โดยได้เชิญตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภคและเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้าต่างๆทั่วประเทศ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวนรวม 100 คน ให้มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและระดมความคิดเห็น เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศใหม่ให้เกิดความเป็นธรรมต่อสังคม

นางสาวรสนากล่าวว่า การที่รัฐบาลได้กำหนดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือแผนพีดีพี ซึ่งในปัจจุบัน คือแผนพีดีพี 2007 ต่อเนื่องแผนพีดีพี 2010 โดยขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเหมาะสมทำให้เกิดการร้องเรียนจากประชาชน กลุ่มเครือข่ายในพื้นที่ซึ่งเป็นเป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและกลุ่มเครือข่ายผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง  ว่าจะก่อให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น และส่งผลต่อราคาค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อชุมชนซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า

“สาเหตุของปัญหาที่สำคัญในการกำนดแผนพีดีพีของรัฐบาลที่ผ่านมาคือ การขาดการมีส่วนขาดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยเฉพาะประชาชนที่เป็นพื้นที่เป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ รวมทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่แผนพีดีพีกำหนดให้มีขึ้นจำนวน 5 โรง และไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนถึงพื้นที่ที่จะใช้ก่อสร้างโรงไฟฟ้า ภาพรวมของแผนพีดีของภาครัฐมุ่งเน้นประโยชน์ของธุรกิจพลังงานมากกว่าประโยชน์ของสังคมโดยรวม ”

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการจัดเวทีระดมความเห็นของประชาชนในครั้งนี้ และเครือข่ายผู้บริโภคและเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบได้มีข้อเสนอถึงรัฐบาลผ่านคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ดังนี้

  1. ข้อเสนอต่อการกำหนดแผนพีดีพี
    1. ให้ยกเลิกแผนพีดีพี 2007 และ 2010 เพราะเน้นการสร้างโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็นและขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเพียงพอ
    2. ก่อนการจัดทำเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกิจการพลังงานอย่างเพียงพอโดยเฉพาะการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าก่อนการจัดเวทีในระยะเวลาที่เหมาะสม
    3. การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อแผนพีดีพีต้องกระทำอย่างกว้างขวาง และให้สนับสนุนกลุ่มประชาชนทั่วไปและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเข้าร่วมอย่างเต็มที่
    4. รัฐต้องจัดการปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนของข้าราชการระดับสูงกับกลุ่มธุรกิจพลังงาน โดยต้องห้ามไม่ให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายหรือกำกับดูแลกิจการสามารถเข้าไปเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในหน่วยงานหรือกิจการด้านพลังงานทุกประเภท
    5. แผนพีดีพีต้องมุ่งเน้นประสิทธิผลทางเศรษฐกิจ มิใช่เน้นการเพิ่มกำลังการผลิต
  2. ข้อเสนอต่อการจัดการปัญหาภาระการลงทุนที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค
    1. ให้ยกเลิกการจัดเก็บค่าไฟฟ้าผันแปร(Ft) กับผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนทั้งหมด และควรให้กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมรับภาระการลงทุนการผลิตไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงทั้งหมด เพื่อการลงทุนและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เนื่องจากการเก็บค่า Ft ในปัจจุบันส่งผลให้ผู้ใช้ภาคครัวเรือนต้องรับภาระสองต่อทั้งจากค่า Ft  ในการใช้ของตัวเองและการส่งผ่านภาระค่า Ft ของธุรกิจอุตสาหกรรมในราคาค่าสินค้าต่างๆ
    2. ให้ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมการตัดไฟฟ้า 107 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีที่มีการค้างชำระค่าไฟฟ้า  เนื่องจากผู้บริโภคได้จ่ายค่าธรรมเนียมการใช้ไฟฟ้าประจำเดือนและถูกลงโทษด้วยการระงับการจ่ายไฟฟ้าอยู่แล้ว และไม่เห็นควรให้มีการจัดเก็บข้อมูลค้างชำระค่าสาธารณูปโภคในเครดิตบูโร
    3. ให้ยกเลิกสูตรการคำนวณโครงสร้างค่าไฟฟ้าทั้งหมดที่มีมาก่อนการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และให้มีการจัดทำสูตรคำนวณการคิดค่าบริการไฟฟ้าใหม่ภายใน 2 ปีโดยให้กลุ่มผู้ใช้ไฟทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาอย่างเต็มที่
    4. ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้ไฟฟ้าตามประเภทพลังงานได้ โดยผ่านใบแจ้งค่าไฟฟ้า
  3. ข้อเสนอในการสนับสนุนพลังงานทางเลือกและการตัดสินใจการใช้ประเภทเชื้อเพลิง
    1. ต้องไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตามแผนพีดีพีใดๆ เพราะยังขาดความชัดเจนในมาตรการด้านความปลอดภัย และการกำจัดกากนิวเคลียร์
    2. ให้รัฐบาลยอมรับและสนับสนุนแผนพลังงานหมุนเวียนในจังหวัดที่มีความพร้อมตามศักยภาพ
    3. ให้ชุมชนมีสิทธิเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อผลิตพลังงานทางเลือก
    4. ให้ลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์ของพลังงานทางเลือก
    5. ให้มีนโยบายสนับสนุนการผลิตและการลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์
    6. กรณีพลังงานทางเลือกขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มชีวมวล ต้องทำ IEE ก่อนแต่หากมีข้อพิพาทกับชุมชนจะต้องจัดทำ EIA และให้ระงับการดำเนินการชั่วคราวก่อน
    7. พลังงานทางเลือกที่ใช้ทรัพยากรร่วมกับชุมชน คือ พลังงานน้ำ ชีวมวล จะต้องทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นก่อน
    8. ให้มีการชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบโครงการอย่างเป็นธรรม
  4. ข้อเสนอต่อการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า
    1. ให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุน DSM และเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ของการลงทุนด้านพลังงานของประเทศภายใน 10 ปี
    2. รัฐควรมีนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าที่เปิดกว้างไม่ผูกขาดและสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าทางเลือกของชุมชน
    3. ให้ปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าเดิมก่อนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั่วประเทศ
    4. การสำรองพลังงานไฟฟ้าไม่ควรเกินร้อยละ 10
    5. ค่าใช้จ่าย DSM ให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของงบการลงทุนของการไฟฟ้า
    6. ควรมีมาตรการส่งเสริมและจำกัดเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

“นิวเคลียร์” ไม่ใช่ยาแก้สิว

“นิวเคลียร์ไม่ใช่ยาแก้สิว” เป็นเพลงร้องเสียดสีแบบขำ ๆ ของศิลปินเพื่อชีวิต(หงา คาราวาน, มงคล อุทก ฯลฯ) บนเวทีต้านนิวเคลียร์ที่เครือข่ายชุมชนที่ตำบลมะขามเฒ่า ชัยนาทจัดขึ้นเมื่อกลางปี 2552 คราวนั้น กระทรวงพลังงานต้องทำจดหมายชี้แจงถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทว่า การลงสำรวจพื้นที่พบว่า “มีสภาพทางธรณีวิทยาไม่เหมาะสม” จดหมายออกมาก่อนเลย ทั้งๆ ที่กระบวนการศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่งเริ่มต้นขึ้นโดยบริษัท Burn&Roe จากสหรัฐอเมริกา

ถ้า “สิว” เป็นเรื่องธรรมชาติ เรื่องของการปะทะสังสรรค์ของระบบในร่างกายมนุษย์ อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่มนุษย์เป็นมนุษย์

ระบบพลังงานของประเทศ ก็คงมี “สิว” เช่นกัน ขออนุญาตเปรียบเทียบง่าย ๆ แบบนี้แล้วกัน

ผู้กำหนดนโยบายพลังงานพยายามป่าวประกาศว่า ระบบพลังงานไทยนั้นเพิ่งพาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติมากไป แล้วมันก็กำลังจะหมดไปจากอ่าวไทยเร็ว ๆ นี้ (แต่ไม่มีใครบอกได้เป๊ะๆ ว่าจริง ๆ แล้ว มันจะหมดเมื่อไร ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องระบบโครงสร้างการสำรวจ ขุดเจาะและอำนาจควบคุมเหนือแหล่งก๊าซธรรมชาติ)

ส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ผู้กำหนดนโยบายพลังงานก็บอกว่า “ไปสร้างที่ไหนคนก็ต้าน” ถึงแม้พยายามโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง “ถ่านหินสะอาด” แล้วก็ตาม

การพูดมั่วๆ เช่นนี้ ถือเป็นการปัดสวะพ้นตัว คือไม่ดูว่าคนที่ดูแลนโยบายพลังงานตั้งแต่ที่ประเทศไทยเป็นประเทศขึ้นมาเนี่ยได้ทำอะไรไว้ที่เป็นเรื่องที่ผิดพลาดบ้าง เอะอะก็โทษชาวบ้าน กล่าวหาว่าขัดขวางความเจริญ ต่อต้านการพัฒนา ถอยหลังเข้าคลอง และอื่น ๆ

เอาเป็นว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินก็ทำให้เกิดยาก ก๊าซธรรมชาติก็กำลังหมด ก็เลยต้องพึ่งพลังงานนิวเคลียร์ ไม่มีทางเลือกอื่น

ส่วน “พลังงานทดแทน” ซึ่งเป็นคำประดิษฐ์ที่ราชการและอุตสาหกรรมใช้ (คำว่าพลังงานหมุนเวียนนั้นยังเป็นภาษาที่อยู่ชายขอบ) เขาก็บอกว่า ยังไงมันก็ไม่พอ ชีวมวลก็เต็มแล้ว ลมก็ไม่ค่อยเยอะ พลังงานน้ำขนาดเล็กก็ทำเท่าที่ทำได้ ที่สำคัญ “พลังงานทดแทน” ไม่สามารถใช้เป็น เบสโหลด(baseload) คือเป็นโรงไฟฟ้าที่ต้องเดินเครื่องตลอดสำหรับไฟฐานซึ่งในแต่ละวันจะมีราว 7,00 เมกะวัตต์ ที่ต้องใช้ตลอดเวลา

สรุป ยังไงก็ต้องเป็นไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ เพราะไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก(เกาะกระแสโลกร้อน สวมรอยเอาโลกร้อนมาเป็นข้ออ้าง ทั้งๆ ที่แต่ก่อนปฏิเสธกันเป็นพัลวัน) และราคาถูก (แต่พักหลัง ๆ ผู้กำหนดนโยบายพลังงานเริ่มโง่น้อยลงนิดนึง คือ จะบอกว่าการลงทุนมันสูง ก็แพงนั่นแหละ ที่ราคาถูกคือค่าดำเนินการและเชื้อเพลิง ซึ่งจริงๆ แล้วมีประเด็นถกเถียงเยอะว่ามันไปไม่ได้ถูกเอาเสียเลย)

ส่วนเรื่องความปลอดภัย หรือ นิวเคลียร์เซฟตี้ ก็จะดูแลเป็นอย่างดี แล้วก็อ้างมาตรฐานการกำกับดูแลของทบวงปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA  ว่ากว่าจะได้ใบอนุญาตมานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ดังนั้น โดยสรุปของสรุป ประเทศไทยหนีไม่พ้นที่จะต้อง “GO NUCLEAR” เพราะมีทางนี้ทางเดียว เราจะได้เป็นอารยะเหมือนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน อินเดีย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (อันนี้เป็นวาทกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย)

ติดอยู่เรื่องเดียวคือ การยอมรับของประชาชน ซึ่งได้มีการโหมใช้สื่อโฆษณาว่า นิวเคลียร์ดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้ ช่วยกันเชื่อหน่อย!!!

วิธีแก้สิวมีมากมาย และเท่าที่ทราบ ก็ไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งหรือยาขนานใดขนานหนึ่งที่เป็นสูตรสำเร็จ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ “การป้องกัน” มิให้มันเกิดและต้องเป็นการป้องกันโดยการดูแลตัวเราเองและสุขภาวะของเรา

ถ้าระบบพลังงานไทยเกิด “สิว” ขึ้น นิวเคลียร์ก็ไม่ใช่ยาแก้สิว

แพทย์แนะนำว่า วิธีการปฎิบัติตนเพื่อไม่ให้เกิดสิวขึ้นหรือการป้องกันสิวเกิด คือ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียดหรือวิตกกังวลเกินไป

เราควรจะแนะนำนักการเมืองและข้าราชการประจำที่ดูแลนโยบายพลังงานทำเช่นเดียวกัน คือตั้งใจฟังเสียงของประชาชน อย่าหลงเชื่อนักเจรจาหว่านล้อมที่ถูกจ้างโดยอุตสาหกรรมนิวเคลียร์

แพทย์แนะนำว่า “อย่าบีบ หรือแกะหัวสิวให้แตก เพราะจะทำให้อักเสบมากขึ้น หายช้าลง หรือทำให้เกิดแผลเป็นได้”

เราควรจะแนะนำนักการเมืองและข้าราชการประจำที่ดูแลนโยบายพลังงานทำเช่นเดียวกัน เป็นคำเตือนว่า อย่าบีบ “สิว” พลังงานให้ “แตก” สังคมไทยอักเสบด้วยนโยบายพลังงานที่รวมศูนย์และไม่ยืดหยุ่นมานานเท่าไรแล้ว เราไม่ควรจะทำให้ระบบพลังงานของเราเกิดบาดแผลมากไปกว่านี้อีกเลย

»»อ่านเพิ่มเติม
ยุติยุคนิวเคลียร์
จับตานิวเคลียร์
ประวัติและพัฒนาการมาเฟียพลังงาน(Energy Godfather)

ว่าด้วยเมืองเชอริบอน

tricycle

เมืองเชอริบอนเป็นเมืองขนาดกลางของบนเกาะชวา มีประชากร 3 แสนคน เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งทางชายฝั่งเกาะชวาทางตอนเหนือ อยู่ทางตะวันออกของเมืองบันดุง เมืองหลวงของชวาตะวันตก 138 กิโลเมตร และห่างจากกรุงจาการ์ตาประมาณ 250 กิโลเมตร เมืองนี้เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างเมืองบันดุงกับจาการ์ตา กับเมืองอื่น ๆ ในชวาตอนกลางและชวาตะวันออก

ชื่อของเมืองมาจากคำพื้นเมืองในแถบซุนดา(Sundanese) หมายถึง แม่น้ำกุ้ง ‘Shrimp River’ คงเป็นเพราะมีแม่น้ำและทะเลที่อุดมสมบูรณ์ เมืองเชอริบอนยังรุ่มรวยไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผสมผสานกันทั้งยุโรป(น่าจะเป็นชาวดัชท์ที่มาครองแผ่นดินนี้หลายร้อยปี) อาราบิก, จีน, ชวาและซุนดา

คำขวัญของเมืองคือ Unity in Diversity

People of Cirebon, Java, Indonesia

เมืองเชอริบอนเป็นพื้นที่แห่งเดียวในเขตชวาตะวันตกมีท่าเรือน้ำลึกที่เชื่อมต่อเส้นทางการค้าทางทะเลทั้งในและต่างประเทศ และนี่เองก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่มาตั้งอยู่ เพราะสามารถขนถ่ายถ่านหินจากเหมืองถ่านหินบนเกาะกาลิมันตันมาที่นี่ได้โดยง่าย

เชอริบอนยังเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่อง “ผ้าบาติก” ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของศิลปะแขนงนี้ในอินโดนีเซีย

ชุมชนท้องถิ่นที่นี่เป็นมิตร มีอัธยาศัยงดงาม พวกเขาดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติสุข

เฉกเช่นกับชุมชนหลาย ๆ แห่งในไทยและในเอเชีย พวกเขารวมตัวกันต่อสู้กับสิ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับวิถีชีวิตนั่นคือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

คำประกาศชุมชนต่อต้านถ่านหินและสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดได้เกิดขึ้นที่นี่ เพื่อเป็นหลักหมายของการต่อสู้รณรงค์ของประชาชนในเอเชียเพื่อยุติถ่านหิน