Under the Dome ภาพยนตร์สารคดีเรื่องหมอกควันพิษในจีนกลายเป็นความรู้สึกร่วมในสังคมออนไลน์

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://www.chinadialogue.net/article/show/single/en/7757-China-documentary-on-smog-becomes-an-instant-internet-sensation

สารคดีที่ทำโดยอดีตผู้ประกาศข่าว CCTV เรื่องผลกระทบของหมอกควันพิษในปักกิ่งที่มีต่อลูกสาวของเธอ ได้มีคนนับล้านเข้าไปดูหลังจากมีการเผยแพร่ออนไลน์

หลังจากลูกสาวที่ยังอยู่ในครรภ์ของเธอตรวจพบว่ามีเนื้องอก Chai Jing ได้ลาออกจากงานที่โทรทัศน์ CCTV และระดมเงินทุนด้วยตัวเองทำสารคดีเกี่ยวกับหมอกควันพิษของจีนเรื่อง ‘Under the Dome’ ซึ่งใช้เวลา 1ปีเต็ม และนับแต่มีการเปิดตัวสารคดี ได้กลายเป็นความรู้สึกร่วมในโลกออนไลน์

ในวันที่ 1 มีนาคม 2558 Chen Jining รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมซึ่งเพิ่งได้รับตำแหน่งงานได้ 48 ชั่วโมง กล่าวชื่นชม Chai Jing ที่ใช้ประเด็นสุขภาพเพื่อกระตุ้นให้ประชาขนได้ตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม

สารคดียาว 103 นาทีนี้เปิดตัวในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพียงวันแรกมีผู้คนเข้าไปคลิกในเว๊บไซต์วิดีโอของจีน เช่น Youku ถึง 75 ล้านคลิก สองวันต่อมามีการเปิดเข้าไปดู 200 ล้านครั้ง เป็นสถิติใหม่ของสารคดีที่มีความยาวและมีเนื้อหาที่จริงจัง ถ้าจะเปรียบเทียบ house of cards ภาพยนตร์ชุดแนวการเมืองที่นิยมมากในสหรัฐมีการคลิก 20 ล้านเมื่อออกอากาศในจีนในช่วงสัปดาห์แรก

ในปี 2013 ลูกสาวในครรภ์ของ Chai ตรวจพบว่ามีเนื้องอก โชคดีที่ไม่ร้ายแรงมากและการรักษาหลังคลอดก็เป็นไปได้ด้วยดี Chai ลาออกจากงานในปี 2014 เพื่อดูแลลูกสาวของเธอ

Chai เป็นหนึ่งในอดีตนักข่าวแนวสืบสวนสอบสวนที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุดของสถานีโทรทัศน์ CCTV หนังสือบันทึกความทรงจำของการทำงานที่สถานีโทรทัศน์เป็นหนังสือที่ขายดีในปี 2013 ส่วนแบ่งจากการเขียนหนังสือเล่มนั้นนำมาใช้ในการทำสารคดี

เมื่อหมอกควันพิษในปักกิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้น ความโกรธของ Chai ยิ่งเพิ่มขึ้นเพราะเธอพบว่ามีความยากขึ้นที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติกับลูกน้อยที่เพิ่งลืมดูโลก

เธอกล่าวว่า “หมอกควันพิษเข้าปกคลุมชีวิตทั้งชีวิตของเรา” นครปักกิ่งมีวันที่หมอกควันพิษปกคลุม 175 วันในปี 2014 “ครึ่งปีที่ฉันต้องเก็บลูกสาวไว้ดังเช่นนักโทษ”

ในตอนเช้า บางครั้งฉันจะพบเธอยืนที่หน้าต่าง วางมือไว้ที่กระจก พยายามจะแสดงให้ฉันรู้ว่าเธออยากไปข้างนอก“

ชื่อสารคดีอิงจากชื่อนิยายวิทยาศาสตร์ของอเมริกาและภาพยนตร์ชุด ที่เขียนโดยสตีเฟนคิง นักเขียนนวนิยายขายดี เป็นเรื่องเกี่ยวกับสนามพลังลึกลับและมองไม่เห็นที่คืบคลานเข้าสู่เมืองเล็กๆ กักขังเอาชาวเมืองไว้ข้างในและตัดขาดพวกเขาออกจากอารยธรรม

Chai ตัดสินใจสำรวจปัญหามลพิษทางอากาศอันเรื้อรังของจีน เธออธิบายว่าทุกๆ สิ่งที่ทำก็เพื่อที่ตอบคำถามที่เธอจะถาม อะไรคือหมอกควันพิษ(Smog) มันมาจากไหน เราทำอะไรได้บ้าง

เพื่อหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ เธอต้องเดินทางไปยังพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษทั่วประเทศจีน นอกจากนี้ยังเดินไปลอส แองเจลีส และลอนดอนเพื่อหาคำตอยว่าเมื่อเหล่านี้จัดการกับมลพิษทางอากาศอย่างไร

สารคดี ’Under the Dome’ อธิบายว่าหมอกควันพิษ(Smog)คืออะไร อันตรายของมัน มันเกิดขึ้นได้อย่างไรและปัญหาในการจัดการกับหมอกควันพิษ รวมถึงว่าเราแต่ะคนทำอะไรได้บ้าง Chaiบอกว่าหมอกควันพิษเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพลังงานซะเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 60 ของมลพิษที่อากาศในกรณีภายในประเทศจีนมาจากการเผาใหม้ถ่านหินและน้ำมันเพื่อผลิตไฟฟ้า และในปี 2013 จีนเผาใหม้ถ่านหินมากกว่าทุกประเทศรวมกัน Chai ยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบและการจัดการมลพิษทางอากาศและหมอกควันพิษนี้

คำถามเรื่องสิ่งแวดล้อมและการเจริญเติบโต

ในการสัมภาษณ์กับ People.com.cn Chai กล่าวว่าที่ผ่านมารายงานข่าวของเธอเรื่องหมอกควันพิษนั้นตรงตามข้อเท็จจริง รายงานข่าวเรื่องบริษัทผู้ก่อมลพิษ หรือรัฐบาลท้องถิ่นที่ต้องการจะพัฒนาเศรษฐกิจ และตัวเธอเองก็ไม่แน่ใจ เราต้องการการเจริญเติบโต หรือการปกป้องสิ่งแวดล้อม

แต่การทำงานสืบสวนเรื่องราวในสารคดีนี้ เธอรู้สึกว่าไม่มีความย้อนแย้งระหว่างสองสิ่งนั้น มลพิษทางอากาศมิใช่ผลของการปฏิรูปหรือการเปิดกว้าง และจริงๆ แล้วการปฏิรูปตลาดอย่างเต็มที่นั้นจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อแก้ปัญหานี้

ในมุมมองของเธอ การปกป้องสิ่งแวดล้อมนั้นมิใช่ภาระ สำหรับ Chai กฎหมายที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้นคือแหล่งของนวัตกรรมที่จะส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน การจ้างงานและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ประสบการณ์จากหลายประเทศทั่วโลกสนับสนุนมุมมองดังกล่าวของเธอ

จากการอธิบายของ Chai ปัญหาของหมอกควันพิษจัดการได้หากรัฐบาลลดการแทรกแซงที่ไม่จำเป็นลงและปล่อยให้ตลาดเป็นผู้มีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากร บทบาทของรัฐบาลที่จำเป็นคือการออกนโยบายและบังคับใช้กฏหมาย ตลาดที่มีการแข่งขันและมีความเป็นธรรมจะช่วยกระจายทางออกที่สร้างสรรค์ในการแก้ปัญหามลพิษ ทั้งหลายเหล่านี้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการปฏิรูปของจีนในปัจจุบัน

Chai ส่งเอกสารและสื่อที่เธอรวมรวมในช่วงที่ถ่ายทำสารคดีไปให้คณะกรรมการที่ร่างการทบทวนกฏหมายมลพิษทางอากาศของจีน เธอยังได้รับการตอบรับเมื่อเธอส่งเอกสารและสื่อชุดเดียวกันไปให้คณะทำงานเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติและน้ำมันของจีน

เงื่อนเวลา

The Sina columnist Entertainment Capitalism ชมเชยงานสารคดีชิ้นเอกของเธอในการที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนก่อนที่จะมีการประชุมประจำปีของผู็นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือที่เรียกกันในภาษจีนว่า ‘Lianghui’

Cao Jingxing นักวิพากษ์ที่โด่งดังจาก Phoenix TV commentator ส่งข้อความทวีตว่า “ขอบคุณ Chai Jing สมาชิก ตัวแทน และเจ้าหน้าที่คณะกรรมการทุกชุดที่ Lianghui ควรดูสารคดีนี้”

อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์สารคดีของ Chai ก็มีคนวิจารณ์ ผู้ซึ่งกล่าวว่า มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์ที่จะระบุว่าปัญหาสุขภาพของลูกสาวเธอมาจากผลกระทบของหมอกควันพิษ และการใช้กรณีของลูกสาวเธอ ทำให้สารคดีสืบสวนสอบสวนนั้นมีน้ำหนักน้อยลง

Cui Yongyuan ผู้ประกาศข่าวและอดีตเพื่อนร่วมงานของ Chai ที่สถานีโทรทัศน์ CCTV บอกกับสื่อมวลชนว่า Chai จะเจอกับการโจมตีด้วยคำถามและการกล่าวหาให้เสียหายทางออนไลน์ ปีก่อน Cui ทำงานสารคดี ‘The Gene Report’ ที่ใช้เงินทุนของตัวเองเพื่อตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยของอาหารจีเอ็มโอ ข้อคันพบของเขานั้นถูกโจมตีจากเจ้าหน้าที่รัฐบาล

Cui เพิ่มเติมว่า สารคดีสองเรื่องนั้นส่งผลสะเทือนต่อผลประโยชน์ หากเจ้าหน้าที่รัฐหรือบริษัทต้องขายหน้า และถ้าพวกเขาต้องสูญเสียเงินหรือไม่มีการเลื่อนตำแหน่ง พวกเขาจะโจมตีคุณ

ฤดูใบไม้ผลิที่เงียบเหงาแห่งจีน?

ความรู้สึกร่วมจากสารคดีของ Chai ได้ทำให้นักวิจารณ์ในจีนประหลาดใจ Li Jiangtao นักวิชาการอาวุโสที่สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Tsinghua กล่าวในบทความของเขาว่า ปัจจัยสามประการที่ทำให้ภาพยนตร์สารคดีนี้มีความน่าสนใจต่อผู้ชมคือ เหตการณ์ใหญ่ๆ (หมอกควันพิษในจีน) มุมแรงๆ ที่นำเสนอเรื่องมนุษย์ที่โยงกับผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียง และความตื่นตัวที่เพิ่มมากขึ้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม

Li ระบุว่า ช่วงเวลาการนำเสนอนั้นก็ยิ่งน่าสนใจ พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้มีการประชุมสูงสุด การแต่งตั้งนาย Chen Jining รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม และการรณรงค์ต่อต้านคอรัปชั่นของผู้นำจีน

Chen กล่าวว่า เมื่อดูสารคดีทำให้นึกย้อนถึงความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลกตอนที่หนังสือ “ความเงียบในฤดูใบไม้ผลิ Silent Spring ของราเชล คาร์สันตีพิมพ์ออกมาในปี 1962 และสารคดีของ Chai มีนัยะสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับความตื่นตัวของสาธารณะชนในเรื่องสิ่งแวดล้อมและผลกระทบสุขภาพที่เกิดขึ้นจากมลพิษ

Chen กล่าวว่ากระทรวงของเขาและสื่อมวลชนนั้นอยู่ข้างเดียวกัน และภาพยนตร์สารคดี ‘Under the Dome’ แสดงถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล สังคมและสื่อมวลชน

ผลสะเทือนของสารคดียังเกิดขึ้นต่อตลาดหลักทรัพย์ของจีนอีกด้วย โดยที่ส่วนแบ่งตลาดของบริษัทธุรกิจอุปกรณ์ลดมลพิษนั้นเพิ่มขึ้น ทำให้หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมจำนวนหนึ่งเพิ่มขึ้นกว่าขอบเขตที่มีการซื้อขายกัน

วาระสิ่งแวดล้อมผ่านงานรณรงค์ของกรีนพีซปี 2556

พ.ศ. 2556 เป็นปีที่ 13 ของกรีนพีซในการปฏิบัติการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคที่ทวีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในทางเศรษฐกิจและการเมืองภายใต้ระบบโลกาภิวัฒน์โดยมีกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมเป็นกลจักรใหญ่บ่อนทำลายทำลายฐานทรัพยากรและระบบนิเวศ

งานรณรงค์ของกรีนพีซเพื่อยุติการทำลายป่าฝนเขตร้อนและปฏิวัติพลังงานหมุนเวียนคือกุญแจสำคัญในการลดอัตราเร่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วและเป็นหายนะ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ล่อแหลมที่สุดและมีความสามารถในการเตรียมการรับมือน้อยที่สุดจากหายนะที่เกิดขึ้น

ในสถานการณ์ที่ข้าวยากหมากแพงอันเป็นผลมาจากความไม่เท่าเทียมของการกระจายความมั่งคั่งและวิกฤตสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ยากที่เพิ่มมากขึ้นของผู้ยากไร้ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นจึงมิได้เป็นแต่เพียงศูนย์กลางแห่งความหลากหลายทางชีวภาพและแหล่งกำเนิดพืชพรรณโดยเฉพาะข้าว เป็นต้น หากยังเป็นสมรภูมิที่กำหนดชะตากรรมความมั่นคงทางอาหารของโลก กรีนพีซทำงานรณรงค์ปกป้องพืชอาหารจากการครอบงำของบรรษัทข้ามชาติด้านสารเคมีเกษตรและพันธุวิศวกรรม กรีนพีซเห็นว่าระบบเกษตรกรรมของโลกต้องทำหน้าที่ผลิตอาหารที่ปลอดภัยเพื่อป้อนประชากรอย่างเท่าเทียมกัน หาใช่การเพิ่มผลกำไรให้กับอุตสาหกรรมที่กำลังครอบงำอาหารโลกด้วยสารเคมีและยาปราบศัตรูพืช

ความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งไม่เป็นที่สองรองใครในโลก ยังคงเผชิญกับวิกฤตรอบด้านอย่างต่อเนื่องทวีคูณ นอกเหนือจากการทำประมงเกินขนาดและไม่ยั่งยืนที่เบียดขับเศรษฐกิจประมงพื้นบ้านและอาจนำไปสู่การล่มสลายของแหล่งทำการประมงที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจมหภาค โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ตามแนวชายฝั่งคือภัยคุกคามหลักภายใต้ข้ออ้างของความเจริญทางเศรษฐกิจโดยอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเข้าไปในระบบ ยังไม่นับถึงภัยคุกคามที่มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ทะเลและมหาสมุทรเป็นกรด

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงสถานะความเป็น “สรวงสวรรค์แห่งมลพิษ” ของการลงทุนอุตสาหกรรมสกปรกของบรรษัทข้ามชาติทั้งในและนอกภูมิภาค และเป็น “ที่ทิ้งขยะกากสารพิษ” รวมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ อีกต่อไป ตามระดับการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) มีการยกระดับกฎหมายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อควบคุมดูแลปัญหา แต่ถึงกระนั้น ความท้าทายของปัญหามลพิษนั้นก็คือ กฎหมายและการบังคับใช้นั้นตามไม่ทันกับเล่ห์กลของการค้าเสรีที่ถือเอากำไรสูงสุดเป็นสรณะ

ไม่เกินเลยไปที่จะกล่าวว่า “เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือปัจจัยชี้ขาดว่าเราจะชนะหรือแพ้ในการปกป้องสิ่งแวดล้อมของโลก”

เรามาดูกันว่าปี พ.ศ.2556 งานรณรงค์ที่กรีนพีซดำเนินการในประเทศไทยและภูมิภาคได้ไปถึงหลักไมล์ใดแล้วบ้าง

ระหว่างการปกป้องและการทำลาย

การทำงานรณรงค์ด้านป่าไม้ของกรีนพีซอย่างเข้มข้นกว่าทศวรรษเพื่อระดมพลังมวลชนและผู้บริโภคทั่วโลกกดดันให้บริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ออกนโยบายและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนเพื่อยุติการทำลายป่าเขตร้อนในอินโดนีเซีย เราได้ผลสำเร็จบางประการที่ตั้งเอาไว้ตลอดช่วงปี 2556 ดังเช่น

กุมภาพันธ์ 2556 บริษัทเอเชียพัลพ์และเพเพอร์ (APP) ประกาศนโยบายยุติการทำลายป่า

มีนาคม 2556 รัฐมนตรีกระทรวงป่าไม้ของอินโดนีเซียส่งมอบใบอนุญาตการจัดการป่าไม้ให้กับชุมชนในจังหวัดเรียว(Riau) บนเกาะสุมาตรา และในเดือนเดียวกันนี้เองที่บริษัทโกลเดน อะกริ รีซอร์ส(GAR)ได้ประกาศความก้าวหน้าของโครงการนำร่องเพื่อทดสอบว่าจะจัดการกับพื้นที่ที่แหล่งกักเก็บคาร์บอนระดับสูงในป่าพรุซึ่งเป็นเขตสัมปทานของตนเองอย่างไร

พฤษภาคม 2556 ประธานาธิบดีสุซิโล บัมบัง ยูโดโยโน่ แห่งอินโดนีเซียประกาศขยายเวลาการห้ามใช้พื้นที่ป่าไม้สมบูรณ์(Forest Moratorium) ออกไปอีก 2 ปี และอีก 1 เดือนถัดมา ประธานาธิบดีพร้อมครอบครัวตอบรับคำเชิญของกรีนพีซโดยให้เกียรติเยือนเรือเรนโบว์วออริเออร์ลำใหม่ที่จอดเทียบท่าเรือ ณ กรุงจาการ์ตาหลังจากเดินทางรณรงค์เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพโดยเริ่มที่ปาปัวตะวันตก

เดือนมิถุนายน 2556 กรีนพีซทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกน้ำมันปาล์มและองค์กรพัฒนาเอกชนหลักๆ ในการเปิดตัว “กลุ่มนวัตกรรมน้ำมันปาล์ม” (Palm Oil Innovation Group หรือ POIG) ซึ่งให้คำมั่นสัญญาต่อนโยบายยุติการทำลายป่า

และในเดือนธันวาคม 2556 นี้เอง วิลมาร์(Wilmar) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีฐานอยู่ในสิงคโปร์ได้ออกมาประกาศนโยบายยุติการทำลายป่า

ถ่านหินคือมายา ข้าวปลาสิของจริง

ตลอดช่วงระยะเวลากว่าทศวรรษของการปฏิบัติการรณรงค์ในประเทศไทย กรีนพีซมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อยกระดับวิวาทะเรื่องความมั่นคงทางพลังงานซึ่งนำไปสู่กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงทิศทางของนโยบายพลังงานแห่งชาติ หายนะภัยครั้งใหญ่ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมาในญี่ปุ่นส่งผลให้การผลักดันโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยหมดความชอบธรรมลง แต่แทนที่ผู้กำหนดนโยบายพลังงานจะมีวิสัยทัศน์ก้าวไกลเรื่องระบบพลังงานที่ยั่งยืน กลับยัดเยียด “ถ่านหิน” ให้เป็นทางเลือกที่ไม่ได้เลือกของระบบการผลิตไฟฟ้าไทย

เหตุการณ์ไฟฟ้าดับในเดือนพฤษภาคม 2556 ซึ่งส่งผลให้ประชาชนมากกว่าแปดล้านคนใน  14 จังหวัดภาคใต้ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เช่น เกาะสมุย และภูเก็ต ตกอยู่ในความมืด หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่าเหตุเกิดจากการขัดข้องของระบบสายส่งไฟฟ้า ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ใช้เหตุการณ์นี้บอกว่าไม่มีทางเลือกอื่น ต้องเดินหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้

กรีนพีซแย้งว่าเหตุการณ์นี้ไฟฟ้าดับนี้ไม่เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชนตามที่ กฟผ. กล่าวอ้าง หากเป็นเรื่องความเสี่ยงของระบบพลังงานแบบรวมศูนย์ที่ขาดการรองรับ เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องพิจารณาเชื่อมโยงถึงระบบการผลิตไฟฟ้าที่ยั่งยืนที่ไม่ก่อมลพิษและผลกระทบต่อสุขภาพ วิถีชีวิตของผู้คน รวมถึงสภาพภูมิอากาศ

ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ล่าสุด (PDP2013) จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่รวมกำลังการผลิตราว 10,000 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ที่จะมีการดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 800 เมกะวัตต์ที่จังหวัดกระบี่

ตลอดระยะเวลากว่าปีที่ผ่านมา กรีนพีซ ชุมชนท้องถิ่นและเครือข่ายประชาสังคมรวมถึงกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวร่วมกันทำงานรณรงค์อย่างเข้มแข็งเพื่อคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กรีนพีซชี้ให้เห็นว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงต่อชุมชน ระบบนิเวศป่าชายเลน หญ้าทะเล และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติอย่างไร กรีนพีซส่งสาร “ถ่านหิน ไม่ใช่คำตอบ” จากหน้าผาสูงของหาดไร่เลย์ว่า การแลก “กระบี่” ด้วยถ่านหินคือการตัดสินใจทางนโยบายที่ผิดพลาด และกระบี่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้อย่างสอดคล้องเกื้อกูลโดยไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แท้ที่จริงแล้ว จังหวัดกระบี่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ได้ร้อยละ 100 ในอีก 4 ปีข้างหน้า

แม้ว่าบริษัทที่ปรึกษาได้จัดทำร่างรายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 ยังไม่สามารถทำได้เพราะขาดการยอมรับ

แม้ว่าจะมีการปรับปรุงกระบวนจัดทำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA)ของประเทศไทย แต่การตัดสินใจอนุมัติรายงานยังเป็นกระบวนการที่ขาดความชอบธรรมและโปร่งใสตรวจสอบได้ ด้วยเหตุนี้เอง ในกรณีของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งผลักดันโดยบริษัทแนชันแนลเพาว์เวอร์ซับพลาย (NPS) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือแอดวานซ์อะโกร หรือ ดับเบิลเอ (AA) อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษรายใหญ่ในประเทศไทย แม้ว่ารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการจะผ่านการพิจารณาโดยคณะผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อมในรอบแรก แต่เมื่อชุมชนในพื้นที่หยิบยกถึงความสำคัญของพื้นที่เขาหินซ้อนในฐานะเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารสำคัญของประเทศและจะถูกทำลายอย่างถาวรด้วยโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในที่สุดคณะผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อม สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็มีมติไม่อนุมัติรายงาน EHIA ในการประชุมพิจารณาครั้งที่สอง

ตอบโจทย์พลังงานด้วยการปฏิวัติพลังงานหมุนเวียน

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยอยู่แถวหน้าในเรื่องการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดโดยเฉพาะการขยายตัวของธุรกิจและการลงทุนพลังงานหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีกลไกสนับสนุนอย่างเช่น ระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็ก(SPP) และผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กมาก(VSPP) รวมถึงโครงการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเซลแสงอาทิตย์บนหลังคาที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่สถานะของพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดในสังคมไทยจำต้องถูกยกระดับให้เท่าเทียม มิใช่เพียงแต่ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนในตลาดพลังงาน แต่รวมถึงการกลการสนับสนุนเชิงสถาบันและทางกฎหมาย

งานรณรงค์ของกรีนพีซเพื่อผลักดันให้เกิดกลไกทางกฎหมายที่สร้างความสมดุลและความมั่งคงทางพลังงานบนพื้นฐานของระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดมีผลคืบหน้าเมื่อกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงานได้จัดทำ(ร่าง)พระราชบัญญัติพลังงานทดแทนขึ้น อย่างไรก็ตาม กรีนพีซมีความเห็นว่า ในภาพรวม ร่าง พรบ. ฉบับนี้ยังมีหลักการและเหตุผลที่ไม่ชัดเจน หากปราศจากการออกแบบบนพื้นฐานการปฏิรูประบบพลังงานหมุนเวียนเพื่อเป็นหลักประกันแห่งสิทธิ การเข้าถึงและความเป็นธรรมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง คงเป็นการยากที่กฏหมายฉบับนี้จะเป็นคำตอบสำหรับอนาคตพลังงานหมุนเวียนของประเทศ และในขณะเดียวกันได้เสนอว่า ร่าง พรบ. ต้องเน้นไปที่การลดและขจัดอุปสรรคในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศ ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการของนโยบายพลังงานหมุนเวียนทั้งระบบโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ (ก) การเคารพในสิทธิร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (ข) การสร้างสมดุลและพลังสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างการพัฒนาทางเทคโนโลยี การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน และ (ค) การกระจายศูนย์อำนาจการตัดสินใจและการเสริมพลังอานาจของท้องถิ่นชุมชนและภาคประชาสังคม

หากนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมีความชัดเจน เราจะพบว่า อีก 15 ปีนับจากนี้ พลังงานหมุนเวียนจะกลายเป็นกระแสหลัก และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 4,500,000 ตันต่อปี ลดการปล่อยไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์มากกว่า 320,000 ตัน ลดต้นทุนผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพกว่า 18,000 ล้านบาท ทำให้เกิดการลงทุนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเกือบ 35,000 ล้านบาท ลดต้นทุนทั้งการดำเนินการและการบำรุงรักษาซึ่งถูกกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน และประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงได้ 2,500 ล้านบาทและทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก 60,000 ตำแหน่งและทำให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 20,000 ล้านบาทและลดการนำเข้าพลังงานได้มากกว่า 4,000 ล้านบาท  และหากนำมาตรการที่มีต้นทุนถูกที่สุดนั่นคือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมาใช้ให้เต็มที่ จะสามารถลดการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้ถึง 20,091 เมกะวัตต์(ประมาณ 25 โรง)

สิงหาคม 2556 ชาวอำเภอหัวไทรและอาสาสมัครกรีนพีซร่วมนำว่าวนับร้อยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า ณ บริเวณทุ่งกังหันลม กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน เพื่อแสดงถึงศักยภาพพลังงานลมที่มีอยู่อย่างล้นเหลือในจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งจังหวัด แทนการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน นครศรีธรรมราชนั้นเป็นพื้นที่สำคัญในการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมทั้งบนฝั่งและนอกชายฝั่งของอ่าวไทย โดยสามารถผลิตไฟฟ้าได้ที่ 1,294 และ 18,444 เมกะวัตต์ ตามลำดับ ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าในจังหวัดภาคใต้

กันยายน 2556 กรีนพีซออกรายงานแผนปฎิวัติพลังงานแห่งอาเซียนความร่วมมือระหว่างกรีนพีซและองค์การอวกาศของเยอรมนี(DLR) และผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาค ระบุว่า อาเซียนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะจากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานความร้อนใต้พิภพ เข้าสู่ระบบสายส่งได้ถึงร้อยละ 70 ภายใน พ.ศ. 2593 รายงานชี้ให้เห็นว่า การผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ในอดีตนั้นเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น แต่ปัจจุบันประชาชนนับแสนนับล้านคนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่หลากหลายได้ด้วยตนเองทั้งการเชื่อมต่อและไม่เชื่อมต่อกับระบบสายส่ง

ตัวเลขการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของอาเซียนในอนาคตจะมีมูลค่าถึง 2,752,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงคิดเป็น 2,698,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และก่อให้เกิดการจ้างงานอย่างน้อยที่สุด 1.1 ล้านตำแหน่งภายในปี พ.ศ.2573 หากเริ่มต้นปฏิวัติพลังงานหมุนเวียนในตอนนี้

ปกป้องอธิปไตยทางอาหาร

มีนาคม 2556 กรีนพีซเรียกร้องรัฐบาลไทยยับยั้งการอนุมัติการทดลองปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรม(จีเอ็มโอ)ในพื้นที่เปิด หลังจากมหาวิทยาลัยนเรศวรได้ร่วมมือกับบริษัทมอนซานโต้(ไทยแลนด์)จำกัด ดำเนินโครงการวิจัย “ทดสอบข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมสายพันธุ์ NK603 ในแปลงทดลองแบบเปิด” โดยยื่นเอกสารเพื่อขออนุญาตผ่านกรมวิชาการเกษตรและผลักดันเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี กรีนพีซได้ยื่นหนังสือคัดค้านไปยังมหาวิทยาลัยนเรศวรและส่งสำเนาถึงบริษัท มอนซานโต้

หากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการก็เท่ากับเปิดโอกาสให้มีการปนเปื้อนของพืชจีเอ็มโอขึ้นอีกครั้งในประเทศไทย และยังเป็นการเปิดช่องให้พืชจีเอ็มโอชนิดอื่นๆ รุกเข้ามา กรีนพีซเสนอให้รัฐบาลใช้งบประมาณและบุคคลากรของรัฐเพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ทางการเกษตรที่สนับสนุนให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง และปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรณีนี้เห็นได้ชัดว่า บริษัทมอนซานโต้ยืมมือหน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจของตนเอง หากโครงการนี้สำเร็จก็จะขยายไปสู่การปลูกเชิงพาณิชย์ การผูกขาดเมล็ดพันธุ์ ซึ่งบริษัทมอนซานโต้จะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรง สุดท้ายประเทศไทยจะสูญเสียอธิปไตยทางอาหารให้กับบรรษัทข้ามชาติ

ด้วยแรงกดดันอย่างกว้างขวางจากประชาชนและนักวิชาการ และการที่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2544 ซึ่งห้ามมิให้มีการทดสอบพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นาถือเป็นด้านหน้าสำคัญของการตัดสินใจเชิงนโยบาย ดังนั้นการผลักดันโครงการ “ทดสอบข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมสายพันธุ์ NK603 ในแปลงทดลองแบบเปิด” จึงยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

ทะเลคือชีวิต

ปี 2556 ถือเป็นหลักไมล์สำคัญของการเริ่มงานรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทรในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรือ“เอสเพอรันซา”(หมายถึง “ความหวัง” ในภาษาสเปน) ออกเดินทางรณรงค์ในอ่าวไทยเริ่มต้นจากจังหวัดสงลาเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและนำเสนอทางออกจากวิกฤตการทำประมงเกินขนาด

เรือเอสเพอรันซาเดินทางรณรงค์ในทะเลไทยตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน และทำงานร่วมกับเครือข่ายอนุรักษ์ และเครือข่ายประมงพื้นบ้านในจังหวัดสงขลาและประจวบคีรีขันธ์ ลูกเรือเอสเพอรันซาและนักกิจกรรมของกรีนพีซออกลาดตระเวนโดยใช้เรือยาง และเรดาร์ระบุตำแหน่งของเรือประมงแบบทำลายล้างและประมงผิดกฎหมาย เช่น เรืออวนลาก และเรือคราดหอย ในน่านน้ำอ่าวไทย จากการลาดตระเวณทางทะเลพบการทำประมงแบบทำลายล้างรุกล้ำเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลหมู่เกาะอ่างทอง เขตอนุรักษ์หรือเขตประมงพื้นบ้าน 3 ไมล์ทะเล (ประมาณ 5.5 กิโลเมตร) ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เขตอนุรักษ์ทางทะเลในจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเลส่วนใหญ่ถูกกำหนดไว้ที่ 3 กิโลเมตรจากชายฝั่ง ซึ่งถือเป็นพื้นที่น้อยนิดสำหรับการทำประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก และประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดแรกของไทยที่สามารถเรียกร้องการขยายเขตอนุรักษ์จาก 3,000 เมตร เป็น 3 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 5,500 เมตร (5.4 กิโลเมตร) ได้เป็นผลสำเร็จ และประกาศเป็นกฏหมายของจังหวัด

เมื่อเรือเอสเพอรันซาเข้าเทียบท่า ณ ท่าเรือคลองเตย ปลายเดือนมิถุนายน กรีนพีซเปิดเผยรายงาน “เจาะวิกฤตทะเลไทย” นำเสนอภาพปัญหาของทะเลในภาวะวิกฤตอย่างหนัก รายงานระบุว่า ระบบนิเวศทางทะเลของไทย เช่น แนวปะการัง หญ้าทะเล ป่าชายเลน ถูกทำลายอย่างมาก เราจับปลาจากทะเลขึ้นมามากเกินกว่าที่ศักยภาพของทะเลจะรับได้ รายงานยังระบุถึงปัญหาจากการประมงแบบทำลายล้างที่ดำเนินการอย่างแพร่หลาย และส่งผลให้ทะเลไทยเสื่อมโทรมถึงขั้นวิกฤต การทำประมงของไทยในปัจจุบันอยู่ในขั้นที่ประชากรปลาอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้ จากสถิติพบว่าทะเลไทยมีผลผลิตลดลงตั้งแต่ พ.ศ. 2547 อัตราการจับสัตว์ทะเลลดลงจาก 300 กิโลกรัมต่อชั่วโมงใน พ.ศ. 2504 มาเป็น 25 กิโลกรัมต่อชั่วโมงใน พ.ศ. 2554

ในการรณรงค์ปกป้องทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซเรียกร้องรัฐบาลให้คำมั่นที่จะฟื้นฟูคืนความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งทะเลภายใน 5 ปี โดยเริ่มจากการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการประมงและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่คำนึงผลประโยชน์ของประชาชน วิถีชีวิตและวัฒนธรรม และสิทธิชุมชนในการมีส่วนร่วมและดูแลทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งต้องครอบคลุมถึง 1) ยุติการทำประมงแบบทำลายล้าง ซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร ทรัพยากรหน้าดินและในดิน เช่น การใช้อวนลาก อวนรุน คราดหอย เรือดำหอยจอบ และการปั่นไฟล้อมจับในการจับสัตว์น้ำ 2) ขยายเขตอนุรักษ์ทางทะเลทั่วประเทศจากชายฝั่ง 3 กิโลเมตรเป็นอย่างน้อย 5 ไมล์ทะเล (9.275 กิโลเมตร) และขยายเขตอนุรักษ์ทางทะเลจากชายฝั่ง 5 ไมล์ทะเล เป็น 12 ไมล์ทะเล (22.224 กิโลเมตร) ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบรูณ์มาก เพื่อลดการถูกทำลายของแหล่งเพาะตัวและอนุบาลของสัตว์น้ำบริเวณพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเล 3) ขยายขนาดตาอวนและปรับปรุงอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำประมงเพื่อให้สามารถจับได้เพียงสัตว์น้ำที่โตเต็มวัยแล้วเท่านั้น และ 4) หยุดการขยายตัวและพัฒนาโครงการอุตสาหกรรมสกปรกบริเวณแนวชายฝั่งทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์ บริเวณพื้นที่ผลิตอาหาร และบริเวณมีความอ่อนไหวต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมรวมถึงยุติสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างบริเวณชายหาด

นอกจากการประมงแบบทำลายล้างและผิดกฎหมาย ภัยคุกคามที่ทะเลไทยเผชิญอยู่ยังมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลและการตักตวงทรัพยากรปิโตรเลียมในทะเล ในระหว่างการเดินทางของเรือเอสเพอรันซาจากสงขลา เรือประมงพื้นบ้านจังหวัดสงขลากว่า 200 ลำ เคลื่อนขบวนวนรอบแท่นขุดเจาะน้ำมันและวางทุ่นข้อความ”หยุดทำร้ายทะเลไทย” พร้อมประกาศแถลงการณ์ที่บริเวณแท่นขุดเจาะน้ำมันของบริษัท นิวคอสตอล จำกัด (CEC International Limited) ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลอ่าวไทยในเขตอำเภอสทิงพระของจังหวัดสงขลาเพียง 12 กิโลเมตร แท่นขุดเจาะน้ำมันนี้เป็นหนึ่งในหลายร้อยแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย มีเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลลงทะเลอ่าวไทยไม่น้อยกว่า 200 ครั้งจากการเดินเรือ การขนส่งน้ำมัน และการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในทะเล

หายนะภัยด้านสิ่งแวดล้อมจากน้ำมันดิบรั่วลงทะเลครั้งใหญ่ในประเทศไทย

กรกฎาคม 2556 หลังจากท่อส่งน้ำมันดิบกลางทะเลรั่วทำให้น้ำมันดิบปริมาณกว่า 50,000 ลิตร ไหลลงสู่ทะเลห่างจากฝั่งท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดประมาณ 20 กิโลเมตร ท่อส่งน้ำมันดิบนี้เป็นของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กรีนพีซได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องโดยระบุว่า ทะเลอ่าวไทยซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของไทยถูกคุกคามมาตลอดจากการรั่วไหลของน้ำมันตามเส้นทางขนส่งน้ำมันกลางทะเล ในบริเวณที่มีการขนถ่ายของเรือบรรทุกน้ำมัน หรือจากการดำเนินการขุดเจาะน้ำมัน การรั่วไหลของน้ำมันในครั้งนี้เป็นเพียงเหตุการณ์ล่าสุดในเหตุน้ำมันรั่วไหลกว่า 200 ครั้ง ที่เกิดขึ้นในทะเลไทยในช่วง 30 ปีนี้ ปตท. และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ต้องรับผิดชอบต่อหายนะครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ดำเนินการขจัดคราบน้ำมันรั่วไหล แต่ควรจะเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างโดยทันทีเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้กับระบบนิเวศทางทะเล ชุมชนชายฝั่งทะเล และการท่องเที่ยวของไทย

กรีนพีซเห็นว่าบริษัทพีทีทีโกลบอลเคมิคอลจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรการที่กำหนดไว้ในแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติซึ่งระบุว่า การแก้ปัญหาและขจัดคราบน้ำมันนั้นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน ถ้าการขจัดคราบน้ำมันนั้นอยู่นอกเหนือความสามารถของประเทศไทยที่จะจัดการได้ ก็สามารถขอความช่วยเหลือจากองค์กรสากลได้ และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่ตามมาในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และควรต้องมีการดำเนินการตรวจสอบโดยคณะอนุกรรมการว่าด้วยการฟื้นฟูและการประเมินความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดจากมลพิษจากน้ำมัน

กรีนพีซยังได้ร่วมมือกับกลุ่มประชาสังคมกดดันให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่การตอบสนองเป็นอย่างเชื่องช้าและผู้ก่อมลพิษจากน้ำมันคือ ปตท. และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ก็ยังลอยนวลอยู่

การขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผนพลังงานแห่งชาติ มีอุตสาหกรรมปิโตรเลียมอย่างน้อย 39 บริษัท ดำเนินการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หายนะภัยน้ำมันรั่วครั้งใหญ่ที่สุดนี้ ถือเป็นการเตือนให้รัฐบาลพิจารณาถึงนโยบายพลังงานแห่งชาติที่ต้องพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล การอนุญาตให้มีการสัมปทานเพื่อขุดเจาะน้ำมันทำให้ระบบนิเวศทางทะเลที่เกื้อกูลสรรพชีวิตตกอยู่ในความเสี่ยง รัฐบาลควรเน้นมาตรการพัฒนาพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน การริเริ่มใช้ยานพาหนะที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยที่มาตรฐานที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับยานพาหนะทุกประเภทต้องไม่ใช่เพียงเพื่อประหยัดน้ำมันนับล้านๆ บาร์เรล แต่ลดความต้องการใช้น้ำมัน และลดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลที่เป็นหายนะลง”

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

ในยุคที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ของทุกรัฐบาลทั่วโลกเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทางเศรษฐกิจ การปกป้องสิ่งแวดล้อมในทุกระดับจึงเป็นเงาสะท้อนถึงกันและกัน การทำงานของกรีนพีซในประเทศไทยมิอาจคืบหน้าหรือประสบผลสำเร็จได้เลยหากปราศจากความร่วมมือของพลเมืองที่มีจิตสำนึกซึ่งเป็นทั้งผู้บริจาคและหรืออาสาสมัครนับหมื่นคนตามวาระต่างๆ รวมถึงเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนและประชาสังคมที่เจ้าหน้าที่ของกรีนพีซทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่

ชัยชนะของชุมชนคลิตี้ล่างกรณีคดีสารตะกั่วปนเปื้อนลำห้วยถือเป็นกรณีตัวอย่างของการลงมือปฏิบัติการตามปัญหาที่เกิดขึ้นจริง (pragmatic environmentalism) ที่นำโดยมูลนิธินิติธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม งานเก็บตัวอย่างน้ำและดินตะกอนจากลำห้วยคลิตี้โดยกรีนพีซเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันทางวิทยาศาสตร์ช่วยเสริมกระบวนการต่อสู้ของชุมชนซึ่งไม่ได้รับความเป็นธรรมมาอย่างยาวนานจากกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานรัฐเกี่ยวข้องนั้นเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมของไทย ล่าสุด กรมควบคุมมลพิษที่ให้คำมั่นในการฟื้นฟูห้วยคลิตี้อย่างจริงจังหลังจากหลายทศวรรษแห่งยืนหยัดต่อสู้ของชุมชน

นักกิจกรรมออนไลน์ที่ปฏิบัติการผ่านสื่อสังคม(social media) เองก็มีบทบาทสำคัญมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากงานรณรงค์ปกป้องอาร์กติกซึ่งเป็นผลให้นักรณรงค์ของกรีนพีซถูกจับกุมและกักขังเป็นเวลาหลายเดือน รวมถึงการยึดเรือรณรงค์อาร์กติกซันไรส์ในสหพันธรัฐรัสเซีย โดยการใช้สื่อสังคมและการรณรงค์แนวดิจิตอล มีผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกรวมถึงนักกิจกรรมออนไลน์และอาสาสมัครในประเทศไทยเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมหลากหลายในตลอดปี 2556 ช่วยสร้างแรงกดดันให้นักรณรงค์ปกป้องอาร์ติกของกรีนพีซเป็นอิสระและพ้นจากข้อกล่าวหาต่ออาชญากรรมที่พวกเขามิได้ก่อขึ้น

เทคโนโลยีดิจิตอลและอินเทอร์เนตได้นำเสนอเครื่องมือเพื่อการยืนหยัดต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อมและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยให้กรีนพีซประสบความสำเร็จในยุคออนไลน์สมัยใหม่ สิ่งที่อยู่บนโลกออนไลน์เหล่านี้เป็นเครื่องมือนำไปสู่เป้าหมาย หาใช่เป็นเป้าหมายในตัวเองไม่ ลำพังอินเทอร์เนตและสื่อสังคมออนไลน์นั้นมิอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ ผู้คนต่างหากที่เป็นพลังหลักของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไม่ว่าในประเทศไทยหรือที่ใดบนโลก เทคโนโลยีดิจิตอลช่วยกรีนพีซสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้น แต่ถึงที่สุดแล้ว คือ ผู้คนในทุกย่าวก้าวของชีวิต พลเมืองผู้ตื่นรู้ ผู้บริจาค อาสาสมัคร นักรณรงค์ นักกิจกรรมและผู้ปิดทองหลังพระที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ในปี 2556 ดังที่กล่าวมาแล้ว

จนกว่าจะพบกันอีก

ธารา บัวคำศรี

“ถ่านหิน” และ “พลังงานสกปรกอื่นๆ” : บทนำ

เรื่องนี้จะเป็นซีรีย์ยาวไม่มีวันจบง่าย ๆ ด้วยสาเหตุสองสามประการดังนี้

1) ไฟฟ้าที่มนุษย์ใช้กันในโลกส่วนใหญ่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ดังนั้น ผมไม่ค่อยแปลกใจที่เห็นรัฐมนตรีพลังงานเกือบทุกคนพูดกล่าวหาว่าใครต่อต้านถ่านหินคือพวกต่อต้านสังคม เพราะท่านรัฐมนตรีพูดคนละเรื่องเดียวกัน และไม่ “get” ในสิ่งผมและผองเพื่อนนำเสนอ เราไม่ได้ต่อต้านให้คนเลิกใช้ไฟฟ้าและกลับไปกินข้าวกับตะเกียงในถ้ำ เราต้องการเห็นการผลิต การจัดส่ง การใช้ไฟฟ้าเป็นไปในทิศทางที่ยั่งยืนและส่งเสริมให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและเท่าเทียม และแน่นอนที่สุด “ไฟฟ้าจากถ่านหิน” ไม่ได้อยู่ในสมการนี้

2) สถานการณ์พลังงานของโลกกำลังเปลี่ยนไป ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเทคโนโลยีกังหันลมในประเทศจีนได้แซงหน้าไฟฟ้าจากถ่านหินไปเรียบร้อยแล้ว พลังงานหมุนเวียนมีราคาถูกลงและมีบทบาทในโลกยุคใหม่มากยิ่งขึ้น คำถามที่ว่ามันจะมาแทนพลังงานแบบเดิมได้หรือไม่ ผมจะขอตอบแบบฟันธงโดยใช้เพลงของจอห์น เลนนอนว่า “คำตอบอยู่ในสายลม เพื่อนเอย”

3) การต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงให้สังคมมนุษย์น่าอยู่ขึ้น เป็นการต่อสู้ระหว่างความทรงจำกับความหลงลืม เราจะเห็นกันบ่อยครั้งว่า นักการเมืองชอบกินน้ำลายตัวเอง กลับกลอก ไร้ซึ่งสัจจะและความกล้าหาญทางจริยธรรม ด้วยเหตุนี้ ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีพลังงานรวมถึงเหล่าลูกสมุนและบริวารทั้งหลายกินปลาให้มากขึ้น (เพราะจะได้ฉลาดขึ้น) แต่ไม่ต้องสวาปามจนปลาหมดทะเลก็แล้วกัน

ธารา บัวคำศรี

วันก่อนวันสงกรานต์ปี 2556

การพยากรณ์ย้อนหลังเพื่อยุโรปที่ยั่งยืน

สถาบันวัปเปอร์ทัลในเยอรมนีมอบหมายให้ Friend of the Earth(FoE) ในยุโรปศึกษาขนาดของผลกระทบที่เกิดจากการบริโภคของชาวยุโรปที่มีต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศของตน รวมถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมต่อประเทศกำลังพัฒนา

จากการทำรอยพิมพ์ทางนิเวศ  FoE หาขนาดของการบริโภคต่อหัวของคนในยุโรปแล้วนำไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานสำหรับการบริโภคทั่วโลกอย่างเท่าเทียม  จากผลการศึกษา มีการกำหนดให้ลดระดับของการบริโภคภายในปี พ.ศ.2553 และปี พ.ศ.2583  มีการเสนอแนะแนวทางเพื่อไปสู่การลดการบริโภคลง  วิธีพยากรณ์ย้อนหลังช่วยเสริมให้เกิดการอภิปรายว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร  และควรลงมือเร็วเพียงใด  การวิจัยนี้ทำขึ้นเพื่อริเริ่มการแสดงความคิดเห็นทั้งในระดับชาติและทั่วทวีปยุโรป และเพื่อเชื่อมโยงปัญหาเรื่องการบริโภคเข้ากับการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม

ต่อไปนี้คือบทคัดย่อว่าด้วยข้อเสนอแนะเรื่องการลดการบริโภคทรัพยากร จากรายงาน ยุโรปที่ยั่งยืน ของกลุ่ม Friend of  The Earth

พลังงาน ภายในปี พ.ศ.2548 ควรลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงร้อยละ 20-30 ของปริมาณก๊าซที่ปล่อยออกมาในปี พ.ศ.2530  และลดลงเป็นร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ.2563  และลดให้ได้ถึงร้อยละ 80 ภายในปี พ.ศ.2593

ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้โดยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน  ใช้แหล่งพลังงานทดแทนใหม่ได้ให้มากขึ้น  เปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงที่มีคาร์บอนต่ำลง  และควบคุมความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นของภาคบริการที่ใช้พลังงานมหาศาล

วัตถุดิบที่ทดแทนใหม่ไม่ได้ ในปัจจุบัน ประชากรโลกร้อยละ 20 บริโภคทรัพยากรมากถึงร้อยละ 80  เมื่อคำนวณการใช้ทรัพยากรโดยยึดหลักความเท่าเทียมกันพบว่า ยุโรปต้องลดปริมาณการใช้ทรัพยากรลงในสัดส่วนที่สูงกว่าทวีปอื่น วัสดุที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายว่าควรลดการใช้ลงภายในปี พ.ศ. 2583  ได้แก่ ซีเมนต์ ควรลดลงร้อยละ 85  เหล็กลดลงร้อยละ 87  ลดการใช้อลูมิเนียมร้อยละ 90  และคลอรีนลดลงร้อยละ 100

ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้โดย 1.ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ซ่อมแซมได้ มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น  ใช้ซ้ำได้ และรีไซเคิลได้ทั้งหมด  2.เพิ่มการนำวัสดุมาใช้ซ้ำ  3.ใช้วัสดุปลอดสารพิษแทนวัสดุที่มีสารประกอบคลอรีน และ 4.เช่าหรือใช้ผลิตภัณฑ์ร่วมกันให้มากขึ้น

การใช้ที่ดิน การนำเข้าผลิตภัณฑ์การเกษตรจากประเทศกำลังพัฒนาของยุโรปเป็นการจำกัดพื้นที่ทำกินเพื่อเลี้ยงปากท้องประชากรในประเทศกำลังพัฒนาเหล่านั้น  การลดการใช้ที่ดินของยุโรปต้องรวมถึงการลดการใช้ที่ดินในประเทศที่ส่งออกผลิตผลการเกษตรให้กับยุโรปด้วย  ยุโรปควรพึ่งตนเองในการผลิตอาหารให้ได้มากกว่านี้

การลดปริมาณการบริโภคนั้นเป็นสิ่งจำเป็น การใช้ดินเพื่อปลูกธัญพืชต้องลดลงถึงร้อยละ 58  พื้นที่เลี้ยงสัตว์ต้องลดลงร้อยละ 47 การนำเข้าผลผลิตทางเกษตรกรรมต้องลดลงถึงร้อยละ 100  พื้นที่ป่าที่ไม่ได้รับการคุ้มครองต้องลดลงร้อยละ 16  และพื้นที่เมืองควรลดลงร้อยละ 3

ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้โดย วิธีการทำฟาร์มเชิงนิเวศ หยุดนำเข้าหญ้าแห้งสำหรับเลี้ยงสัตว์ภายในปี พ.ศ.2553 และใช้พืชที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้มากขึ้น

ไม้ ควรลดการใช้ไม้ลงร้อยละ 15 ของปริมาณที่ใช้ในปัจจุบันภายในปี 2553

ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้โดย การบำรุงป่าให้มีการใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย การทำไม้แบบเลือกตัดและเปิดโอกาสให้มีการทดแทนตามธรรมชาติ   การทำป่าไม้ที่ยั่งยืนเกี่ยวข้องกับการเลิกใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และไม้ต่างถิ่นที่โตเร็ว การกระทำเช่นนี้ไม่ได้ลดการผลิตไม้โดยรวมแต่เป็นการเปลี่ยนวิธีการใช้ไม้เช่น ใช้ไม้ในการผลิตพลังงานและกระดาษให้น้อยลง ดังนั้นเราจึงต้องใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น และหันมาใช้เส้นใยทางเลือกในการผลิตกระดาษให้มากขึ้น

น้ำ การนำน้ำมาใช้อย่างยั่งยืนขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่เกิดขึ้นทดแทนตามธรรมชาติ ซึ่งอัตราการทดแทนต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค  ปริมาณการใช้น้ำที่ควรลดลงของประเทศในยุโรปไม่สามารถคำนวณออกมาเป็นตัวเลขได้  แต่ก็สามารถวางแผนการใช้น้ำได้ เช่น ความเป็นไปได้ในการลดการใช้น้ำที่สะอาดดื่มได้ร้อยละ 50 ในหน่วยงานสาธารณะ เช่น โรงเรียน  สระว่ายน้ำ และสถานอำนวยความสะดวกอื่นๆ  ความเป็นไปได้ที่จะลดการใช้น้ำลงร้อยละ 40 ในภาคอุตสาหกรรม

ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้โดย ใช้น้ำที่ดื่มไม่ได้ทุกครั้งที่เป็นไปได้ (เช่น น้ำใช้ในห้องน้ำ น้ำที่ใช้ล้างรถ  เป็นต้น)  ควรนำน้ำผิวดินควรมาใช้โดยตรง เช่น เพื่อการชลประทานในอุทยานโดยตรง  ควรนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ในอาคารต่างๆ   ควรแยกติดตั้งท่อน้ำดื่มน้ำกับท่อน้ำที่ดื่มไม่ได้ในเขตที่เมืองที่ประชากรหนาแน่นเพื่อกักเก็บน้ำฝนซึ่งเป็นสิ่งที่เคยปฏิบัติมาก่อนเมื่อ 40 ปีที่แล้ว

เทคโนโลยีจะไม่ช่วยเรา

การพยากรณ์ย้อนหลัง (backcasting) สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อหาว่าจะลดปริมาณการใช้วัตถุดิบและพลังงานได้อย่างไรบ้าง  การพยากรณ์ย้อนหลังหมายถึงการกำหนดเป้าหมายไว้แล้วเริ่มทำงานจากหลังไปหน้าเพื่อตัดสินว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ วิธีการนี้ต่างจากวิธีการพยากรณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นและตั้งมาตรการขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น

เมื่อกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีที่ยั่งยืนของดัทช์ (The Dutch Sustainable Technology Development) ใช้วิธีพยากรณ์ย้อนหลังนี้มาพิจารณาว่าควรจะเปลี่ยนการบริโภคทรัพยากรอย่างที่เป็นอยู่อย่างไร  พวกเขาได้ข้อสรุปว่า “เทคโนโลยีจะไม่ช่วยเรา (technology will not save us)”  กลุ่มนี้ชี้ว่าต้องเปลี่ยนรูปแบบของระบบการขนส่งใหม่ เปลี่ยนรูปแบบการใช้ผลิตภัณฑ์ และเปลี่ยนรูปแบบการผลิตอาหารโดยสิ้นเชิง  ข้อมูลที่ได้มายิ่งทำให้ต้องเร่งใช้มาตรการต่างๆ เช่น ลดการใช้รถ ใช้เชื้อเพลิงทางเลือก การวางผังเมือง ใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด  ออกแบบเชิงนิเวศ ทำอุตสาหกรรมเบ็ดเสร็จคือจัดให้มีทุกอย่างอยู่ในพื้นเดียวกัน  ผลิตอาหารที่มีในท้องถิ่น และการผลิตอาหารอินทรีย์

ทุนทางนิเวศ(Ecological Rucksack)

มีวิธีการที่ใช้วัดการใช้ทรัพยากรและวัตถุดิบแบบต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการรณรงค์เพื่อการผลิตที่สะอาด  วิธีการเหล่านั้นทำให้เราเห็นภาพหรือตัวเลขโดยประมาณของวิธีการผลิตที่ไม่ยั่งยืน และช่วยสนับสนุนให้เกิดการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

เครื่องมือชิ้นหนึ่งคือ ทุนทางนิเวศ (Ecological Rucksack) คำนี้ใช้กันในยุโรปเพื่ออธิบายถึงปริมาณของทรัพยากรที่ใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ มักรู้จักกันในนาม วัตถุดิบที่ใช้ต่อหน่วยบริการที่ได้ (Material Input per Unit Service – MIPS) ดัชนีนี้ใช้วัดปริมาณพลังงานและของเสีย (ซึ่งไม่ใช่ของเสียเป็นพิษ) ที่ใช้และเกิดขึ้นในการบริการ

ตัวอย่าง: สถาบันวัปเปอร์ทัลในประเทศเยอรมนีคำนวณผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการผลิตน้ำส้ม 1 แก้ว โดยพิจารณาผลกระทบทางด้านปริมาณดิน พลังงาน น้ำ และวัตถุดิบอื่นๆ ที่ใช้  ผลการศึกษาพบว่าการผลิตน้ำส้ม 1 กิโลกรัม ต้องใช้วัตถุดิบและพลังงานสูงถึง 25 กิโลกรัม

ผลการศึกษานี้ทำให้กลุ่มผู้บริโภคในประเทศเยอรมนีหันมาโฆษณาถึงประโยชน์ของการดื่มน้ำแครนเบอร์รี่อันป็นผลไม้ในท้องถิ่นซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินซี แต่ใช้ทุนทางนิเวศต่ำกว่า  พูดอีกนัยหนึ่งคือ ผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ ซึ่งในที่นี้คือวิตามินซีในน้ำผลไม้ สามารถทดแทนได้ด้วยผลิตภัณฑ์อื่นที่สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศน้อยกว่า

“ประชาธิปไตย” ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง : การผลิตที่สะอาด(4)

หลัก 4 ประการของการผลิตที่สะอาด

หลักการระวังไว้ก่อน (The Precautionary Principle)

เมื่อปี พ.ศ. 2541 แถลงการณ์วิงสเปรด (Wingspread Statement) ในเรื่องหลักการระวังไว้ก่อนได้ให้นิยามหลักการนี้ว่า “ในการทำกิจกรรมใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพนั้น ควรนำมาตรการระวังไว้ก่อนมาใช้ แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุและผลกระทบอาจยังพิสูจน์ไม่ได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์”  ภายใต้หลักการนี้ความรับผิดชอบจึงตกอยู่กับผู้ประกอบการที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า วิธีประกอบการของตนปลอดภัยที่สุด แทนที่ผู้ได้รับผลกระทบหรืออาจได้รับผลกระทบจะต้องเป็นผู้พิสูจน์ว่าการประกอบกิจกรรมนั้นๆ ก่อให้เกิดอันตรายแก่ตน

หลักการป้องกัน (The Preventive Principle)

การป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวิธีที่ถูกกว่าและมีประสิทธิภาพกว่าความพยายามจัดการหรือ “ฟื้นฟู” ความเสียหายนั้น  การป้องกันทำได้ก็โดยการตรวจสอบทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาของวัตถุดิบไปจนถึงการกำจัดเมื่อเลิกใช้  หลักการป้องกันกระตุ้นให้เกิดการหาทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดขึ้น ตัวอย่างเช่น การป้องกันต้องประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงทั้งตัวผลิตภัณฑ์และกระบวนการการผลิต – โดยการออกแบบผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษจากวัสดุที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้อย่างปลอดภัย หรือย่อยสลายได้ – เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างขยะซึ่งจะถูกทำลายโดยการเผา

หลักการประชาธิปไตย (The Democratic Principle)

การผลิตที่สะอาดเกี่ยวข้องกับทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมทางอุตสาหกรรมซึ่งได้แก่ คนงาน ผู้บริโภค และชุมชน การเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทั้งในส่วนพลังงานและทรัพยากร  แสดงให้เห็นถึงกระบวนควบคุมที่เป็นประชาธิปไตย การผลิตที่สะอาดจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคนงานและผู้บริโภคมีส่วนร่วมในสายการผลิตอย่างแท้จริง

หลักการแบบองค์รวม (The Holistic Principle)

สังคมต้องยอมรับแนวทางแบบบูรณาการในการใช้ทรัพยากรและการบริโภค เราต้องการการคิดอย่างเป็นระบบ เราต้องเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุ พลังงาน และผู้คนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าทุกชิ้นที่เราซื้อ การเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้จะเอื้อให้เกิดการสร้างพันธมิตรเพื่อการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนขึ้นได้ เราต้องใช้แนวคิดแบบองค์รวม ดังนั้นเราจะไม่สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาจากการแก้ปัญหาเก่า (เช่น ลดการใช้ยาฆ่าแมลงด้วยการปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรม) หรือนำความเสี่ยงจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง