วีรบุรุษที่โลกลืมและความทุเรศ โง่เง่าและขลาดเขลาของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์(3)

ธาราบัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก Disposable Heroes : The ‘Fukushima 50′ are all but forgotten a year after a tsunami crippled one of Japan’s biggest nuclear facilities. By Takashi Yokota and Toshihiro Yamada. Newsweek, 12 March 2012

หมายเหตุ : บุคคลในบทความนี้เป็นชื่อสมมุติเพื่อปกป้องพวกเขาจากการคุกคามของบริษัท TEPCO

 

ส่วนคนอื่น ๆ ก็บอกว่า พวกเขาถูกขู่ หรือโดนกดดันให้ทำงานต่อไปที่โรงไฟฟ้า เคนจิ ยามาโมโต เจ้าของร่วมของบริษัทวิศวกรรมไฟฟ้ากล่าวว่าหลังจากการระเบิด บริษัท TEPCO และผู้รับเหมาในเครือผลักดันให้ผู้ประกอบการธุรกิจในพื้นที่ส่งคนงานไปที่โรงไฟฟ้า “เทปโกต้องการคนงานเป็นอย่างมาก พวกเขาขู่บริษัทหลายแหล่งว่าจะไม่ได้ทำธุรกิจกับเครือเทปโกอีกหากปฏิเสธที่จะส่งคนงานไป” คำขู่นั้นเป็นเรื่องจริงสำหรับคนที่อยู่อาศัยและทำงานในจังหวัดฟูกูชิมา ซึ่งเศรษฐกิจในพื้นที่ผูกติดอยู่กับบริษัทด้านพลังงานอย่างเทปโก การประกอบการธุรกิจหลายประเภทจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีบริษัทเทปโก

เช่นเดียวกับหลายๆ คน นากากาว่าซึ่งเติบโตขึ้นใต้เงนทะมึนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พ่อแม่ของเขาพยายามชักจูงให้เขาทำงานที่บริษัทเทปโกเมื่อเขาจบชั้นมัธยมปลาย แต่เขาปฏิเสธเพราะว่า ความใหญ่โตและก้าวร้าวของมัน แต่เขาเองก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงอิทธิพลของบริษัทเทปโกได้ บริษัทไฟฟ้าขนาดเล็กที่เขาทำงานก็ยังคงขึ้นกับเทปโกในทางธุรกิจ นากากาว่าบอกว่า “ผมคิดจะเปลี่ยนงาน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เราไม่มีอุตสาหกรรมอื่น ๆ นอกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ผมต้องหาเลี้ยงครอบครัว ผมไม่มีทางเลือก”

อย่างน้อยที่สุด เมื่อนากากาว่ากลับมาทำงานที่โรงไฟฟ้าครั้งที่สองในเดือนเมษายน(2554) เขาได้รับชุดป้องกันภัยและเครื่องตรวจระดับรังสี แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว ตอนที่เขาออกจากโรงไฟฟ้าในเดือนสิงหาคม (2554) ร่างกายของเขาได้รับปริมาณรังสีเกินขนาด สามเท่าของระดับที่จำเป็นต้องมีการตรวจร่างกายอย่างสมบูรณ์ การตรวจสภาพร่างกายของคนงาน กว่ารัฐบาลจะดำเนินการนั้นก็เป็นช่วงฤดูในไม้ร่วง

ตามกฎหมาย คนงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องบันทึกปริมาณการรับรังสีของเขาลงในสมุด แต่คนงานอย่างเช่น จุนจิ โทมิตะและอินาดะนั้นไม่ได้รับอุปกรณ์เหล่านั้นตั้งแต่ที่พวกเขาทำงานที่โรงไฟฟ้าฟูกูชิมาไดอิชิ โทมิตะไม่รู้เลยว่ามีปริมาณรังสีสะสมอยู่ในร่างกายของเขาเท่าไร “ผมไม่เคยเข้าไปในด้านในของโรงไฟฟ้า ไม่มีใครบอกผมเรื่องสมุดบันทึกจนกระทั่งถึงเดือนมิถุนายน ผมรู้สึกถูกปฏิบัติเหมือนคนงานที่ไร้ค่า”

ในขณะที่คนงานหลายคนไม่รู้เรื่องขั้นตอนเรื่องความปลอดภัย คนงานอื่น ๆ หลายคนก็ดูเหมือนไม่ใส่ใจ ขีดจำกัดการรับรังสีต่อปีของคนงานที่ทำงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตั้งไว้ที่ 50 มิลลิซีเวอร์ส หรือ 100 มิลลิซีเวอร์สต่อ 5 ปี ใครที่รับรังสีเกินระดับนี้จะถูกห้ามทำงานในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตามคำให้การของอินาดะ คนงานหลายคนถอดเครื่องมือวัดปริมาณรังสีออกเพื่อที่ตนเองจะได้ทำงานมีรายได้ต่อไป คนงานหลายคนถอดหน้ากากป้องกันรังสีออกเพื่อจุดไฟสูบบุหรี่

บริษัท TEPCO บอกว่า ความปลอดภัยมาก่อนทุกสิ่งทุกอย่าง สองสามเดือนหลังจากเกิดอุบัติภัย TEPCO ทำการบรรยายเรื่องความปลอดภัยให้กับคนมาใหม่อย่างอินาดะ ผู้บรรยายคนหนึ่งกล่าวว่า “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเรามีความปลอดภัยเพราะว่าปกป้องด้วยผนังคอนกรีตหลายชั้น” อินาดะกล่าวว่า “ปลอดภัย ? โรงไฟฟ้านรกนั่นมันระเบิดไปแล้ว ล้อเล่นกันรึ”

(โปรดติดตามตอนจบ)

 

วีรบุรุษที่โลกลืมและความทุเรศ โง่เง่าและขลาดเขลาของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์(2)

ธาราบัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก Disposable Heroes : The ‘Fukushima 50′ are all but forgotten a year after a tsunami crippled one of Japan’s biggest nuclear facilities. By Takashi Yokota and Toshihiro Yamada. Newsweek, 12 March 2012

หมายเหตุ : ชื่อบุคคลในบทความนี้ใช้ชื่อสมมุติเพื่อปกป้องแหล่งข่าวจากการคุกคามของบริษัท TEPCO

หลังจากที่เตาปฏิกรณ์หน่วยที่ 1 ระเบิด นากากาว่ารับโทรศัพท์จากหัวหน้าของเขาซึ่งถามด้วยความแตกตื่นว่า “เอ็งมัวทำอะไรอยู่ว่ะ ออกมาจากที่นั่นได้แล้ว” ในชั่วขณะนั้น ทุก ๆ คนโดยรอบต่างพูดถึงหายนะของวันสิ้นโลกหากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั่ง 6 หน่วย ระเบิดขึ้นมา นากากาว่าบอกว่า “ผมรับกับเรื่องนี้ไม่ได้อีกแล้ว” เขารู้ว่ามีคนจับตาอยู่สองสามคน เขาค่อย ๆ แอบออกมาจากอาคารและขับรถกลับบ้าน

แต่บ้านที่เขาอยู่กลายเป็นเมืองร้างไปแล้ว ครอบครัวของเขาและเพื่อนบ้านต่างอพยพออกไปกันหมด แต่รถยนต์ของเขาไม่มีน้ำมันพอที่จะขับไปถึงศูนย์อพยพได้ มีอาหารเหลือทิ้งไว้ในบ้านอยู่เล็กน้อย แม้ว่าจะมีไฟฟ้าอยู่ ต่อมาหัวหน้าของเขาโทรศัพท์มาอีกพร้อมข้อเสนอเพิ่มเงินเดือนให้อีก 10 เท่า ถ้าเขากลับไปที่โรงไฟฟ้าฟูกูชิมา นากากาว่าโทรศัพท์หาคนรู้จักที่บริษัทเทปโกเพื่อขอให้มารับเขากลับไป

นั่นอาจเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ วันต่อมา นากากาว่าได้เห็นกลุ่มเมฆทรงดอกเห็ดสีชมพูอยู่เหนืออาคารเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 3 ที่เกิดการระเบิดขึ้น เขากำลังซ่อมสายไฟฟ้าบริเวณด้านใต้ของพื้นที่โรงไฟฟ้าและยังคงสวมชุดพนักงานที่เป็นผ้าฝ้าย

ถึงแม้จะมีการกล่าวขานเรื่องความเป็นวีรบุรุษของคนงาน ณ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมาหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ คนงานแต่ละคนนั้นก็มีแรงจูงใจที่แตกต่างกันไป ในกรณีของนากากาว่า บริษัทรับเหมาที่เขาทำงานอยู่นั้นผูกติดอยู่บริษัทเทปโก จากปากคำของผู้ให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้ ยังมีคนงานรายวันจากย่านคนจนในเขตโตเกียวและโอซากาที่มาฟูกูชิมาเพราะอยากได้เงิน บางคนเป็นสมาชิกของแก๊งยากูซ่ากิจกรรมเหล่านั้นดำเนินสืบเนื่องไปจนถึงฤดูร้อนซึ่งมีการผ่านกฎหมายที่ระบุว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมายหากบริษัทมีความสัมพันธ์กับกลุ่มอาชญากรรม คนงานที่ให้สัมภาษณ์กล่าวว่า ตราบเท่าที่ คนเหล่านี้ประสงค์จะทำงาน ก็ไม่ต้องสนใจว่าพวกเขามาจากไหน

จริง ๆ แล้ว มีคนงานนับร้อยที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน คิมูรากล่าวว่า “เดิมก่อนเกิดอุบัติภัย เรามีการตรวจสอบคนงานแต่ละคนอย่างเข้มงวด แต่หลังจากอุบัติภัย กฎเกณฑ์ที่ใช้อยู่ก็รวนไปหมด เราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร และมีคนงานกี่คนที่ทำงานที่นี่”

แม้กระทั่งพนักงานตามกฎหมายที่ทำงานที่โรงไฟฟ้าก็ได้รับคำสัญญาว่าพวกเขาจะไม่มีอันตรายใด ๆ มาโกโต อินาดะ ซึ่งทำงานเป็นวิศวะกร ณ โรงไฟฟ้ามาเป็นเวลาหลายปี ได้รับโทรศัพท์จากหัวหน้าของเขาสองสามสัปดาห์หลังจากเกิดอุบัติภัยวันที่ 11 มีนาคม ให้เข้าร่วมภารกิจกอบกู้โรงไฟฟ้าฟูกูชิมาไดอิชิ

อินาดะกล่าวว่า ทั้งหมดที่เขาต้องทำ เขาถูกสั่งให้ทำการจ่ายไฟฟ้าเข้าไปในโรงไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหาย นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาคิด เมื่ออินาดะโผล่หน้ามาที่โรงไฟฟ้าในเดือนเมษายน เขาถูกสั่งให้เข้าไปในอาคารเตาปฏิกรณ์สองหน่วยที่ได้รับความเสียหายเพื่อซ่อมแผงคอมพิวเตอร์ในห้องควบคุมหลัก “ผมร้องเรียนหัวหน้า เขาจึงขึ้นเงินเดือนให้ผมเป็นสองเท่า หัวหน้าดีกับผมตลอดมา และผมเองก็คิดว่าต้องมีคนที่ทำงานนั้น”

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

มหันตภัยนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมา : ในที่สุดหมาป่าก็จะมากินแกะ

เด็กเลี้ยงแกะและมหันตภัยนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมา – กรณีหายนะภัยจากแผ่นดินไหว-สึนามิ-นิวเคลียร์ครั้งแรกของโลก

ในห้วงแห่งวิกฤตที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับหายนะภัยทางธรรมชาติและนำไปสู่ความล้มเหลวในการกอบกู้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมามาจนถึงปัจจุบันนี้ ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งแปลมาจากภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ชื่อเรื่องว่า Fukushima Genpatsu Merutodaun (Fukushima Nuclear Power Plant Meltdown) เขียนโดย ทากาชิ ฮิโรเซ (Takashi Hirose) ซึ่งเขียนหนังสือวิจารณ์อุตสาหกรรมนิวเคลียร์sหลายเล่ม เช่น Tokyo ni, Genpatsu wo!(Nuclear Plants in Tokyo, 1981), Genshiro Jigen Bakudan(Nulcear Reactor Timebomb, 2010)

ส่วนหนังสือ Fukushima Genpatsu Merutodaun (Fukushima Nuclear Power Plant Meltdown) ตีพิมพ์เมื่อปี 2554 โดย Ashahi Shimbun Publications และแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยทีมงานที่ประกอบด้วยคน 9 คน และจัดจำหน่ายออนไลน์(kindle book) หนังสือเขียนด้วยภาษาง่ายๆ เพื่ออธิบายความสลับซับซ้อนของการทำงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของญี่ปุ่น และเบื้องหลังของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ญี่ปุ่นที่นำมาผูกร้อยกันเป็นเรื่อง

ประเด็นหลักของหนังสือเล่มนี้ที่ฮิโรเชหยิกยกขึ้นมาคือ วิกฤตหลายด้านที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญอยู่ เขาบอกว่า เป็นการอธิบายสถานการณ์ที่ดูเหมือนที่จะเข้าใจยาก เต็มไปด้วยคำศัพท์วิชาการซึ่งผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายพูดออกทีวีหรือเขียนลงหนังสือพิมพ์ด้วยความเข้าใจแบบง่ายๆ ดังนี้

1) หายนะภัยที่เกิดขึ้น ณ โรงไฟฟ้าฟูกูชิมาเป็นหายนะภัยที่มนุษย์สร้างขึ้นจากความเชื่อถือที่ผิดพลาด ต่างจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่น ๆ ที่อาจอยู่เหนือความคาดเดาและความเข้าใจของมนุษย์ หายนะภัยนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมาครั้งนี้สามารถคาดการณ์และป้องกันได้ง่าย เจ้าหน้าที่ของบริษัท TEPCO (Tokyo Electric Power Company) มักจะกล่าวในทำนองที่ว่า “เราไม่อาจจินตนาการได้ว่าแผ่นดินไหวหนึ่งในรอบพันปีจะเกิดขึ้น” หรือ “สึนามิอยู่เหนือความคาดหมายของเรา” คำพูดเหล่านี้คลุมเครือมาก ฮิโรเชได้อธิบายรายละเอียดในหนังสือโดยแสดงให้เห็นว่า แผ่นดินไหวครั้งใหญ่พร้อมกับอุบัติภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นอะไรบางอย่างที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของความน่าจะเป็น ความน่าจะเป็นเหล่านี้ได้รับการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจากเจ้าหน้่าที่ของ TEPCO การใช้คำพูดที่ว่า “อยู่เหนือความคาดหมาย” ของรัฐบาลญี่ปุ่นและบริษัท TEPCO นั้น ไม่สมควรอย่างยิ่ง อุบัติภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมาสามารถป้องกันได้ การที่ประชาชนซึ่งตกเป็นเหยื่อของสึนามิได้พยายามหาที่ยึดเหนี่ยวเพื่อลดความสูญเสียกลับต้องถูกซ้ำเติมด้วยรังสีนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นจากความบกพร่องของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่สะเทือนใจ

2) คำว่า Genpatsu Shinsai (Nuclear Power Plant Earthquake Disaster) – ฮิโรเซใช้คำนี้ในภาษาญี่ปุ่นจากศาสตราจารย์อิชิบาชิ กัตสุฮิโก ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวที่มหาวิทยาลัยโกเบที่คาดการณ์เรื่องภัยพิบัติจากแผ่นไหวที่มีต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และแนะนำให้มีการเตือนภัยในช่วงปลายทศวรรษ 1990 คำว่า Genpatsu Shinsai โดยตัวมันเองเป็นปรากฎการณ์ใหม่ ยังไม่มีคำแปลที่ตรงตัวในภาษาอังกฤษ ความหมายของคำนี้คือ อธิบายถึงสถานการณ์ของการที่ความเสียหายจากแผ่นดินไหวขยายตัวในวงกว้าง และสถานการณ์ได้ถูกซ้ำเติมให้เลวร้ายขึ้นโดยความเสียหายจากรังสีนิวเคลียร์ และเหตุการณ์ที่ฟูกูชิมาในวันที่ 11 มีนาคม 2554 นั้นเป็นเหตุการณ์แรกที่อธิบาย คำว่า Genpatsu Shinsai ได้เป็นอย่างดี

3) สื่อมวลชนไม่ได้รายงาน “ข้อเท็จจริง” และ “การคาดการณ์” ในกรณีหายนะภัยนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมา ฮิโรเซ ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเหตุเกิดขึ้นที่ฟูกูชิมา และสถานการณ์เลวร้ายลงทุกวัน โทรทัศน์และสื่ออื่น ๆ (ในญี่ปุ่น)ยังคงรายงานอย่างต่อเนื่องว่า ไม่มีวิกฤตเกิดขึ้น ไม่มีอะไรต้องกังวล และไม่ได้รายงานเจาะลึกว่าอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา ฮิโรเซ ตั้งข้อสังเกตว่า ในรายงานโทรทัศน์ ก็จะมีเพียงนักวิชาการที่สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์มาให้ความเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ประชาชนก็ได้แต่รับฟังคำโกหกหลอกลวงและการคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และด้วยเหตุนี้เอง ประชาชนก็ไม่ได้รับข้อมูลใดที่เป็นข้อเท็จจริงและดำรงชีวิตอย่างปกติสุขท่ามกลางขอบเหวแห่งหายนะ และปัจจุบัน ทุก ๆ สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญบอกนั้นผิดพลาด และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดได้เกิดขึ้น

4) การคาดการณ์ที่เป็นไปได้ ในบทที่ 4 ของหนังสือ ฮิโรเซ กล่าวถึงเดืิอนมกราคม ปี 1995 ซึ่งเกิดแผ่นดินไหวที่มีชื่อว่า Southern Hyogo Prefectural Earthquake โดยเป็นเหตการณ์หายนะภัยที่ถือว่าหมู่เกาะญี่ปุ่นเข้าสู่ช่วงแผ่นดินไหวที่บ่อยขึ้น และจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว Great Tohoku Earthquake ในวันที่ 11 มีนาคม 2554 ซึ่งเป็นแผ่นดินไหวที่เกิดจากขอบรอยเลื่อนของเปลือกโลกและนำมาซึ่ง Genpatsu Shinsai ฮิโรเซคาดว่า มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่า แผ่นดินไหวขนาดที่ใหญ่กว่าจะเกิดขึ้นตรงรอยแยกของเปลือกโลกที่ยังมีพลังอยู่ใต้พื้นดิน และหากมันเกิดขึ้นใต้พื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ยังทำงานอยู่ อะไรจะเกิดขึ้น

5) ในที่สุดหมาป่าก็จะมากินแกะ – ฮิโรเซ ตระหนักว่า การเขียนหนังสือเรื่อง Fukushima Genpatsu Merutodaun (Fukushima Nuclear Power Plant Meltdown) หลังจากเกิดหายนะภัยนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมา เป็นการเตือนภัยครั้งที่สองของเขาในเรื่อง Genpatsu Shinsai คนทั่วไปอาจมีคำถามว่า “คุณต้องการจะสร้างความแตกตื่นหรือ” ฮิโรเซเห็นว่า “ความแตกตื่น” นั้นเกิดขึ้นเมื่อคนไม่รู้ความจริงต่างหาก

หากเราบอกคนว่า รังสีจะมีไม่มีผลกระทบร้ายแรงในทันที แต่เมื่อปริมาณรังสีเริ่มสร้างผลกระทบ ก็เป็นเวลาที่คนเริ่มตื่นตระหนก คนที่เข้าใจถึงอันตรายอย่างแท้จริงเท่านั้น จึงจะตอบรับและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ฮิโรเซบอกว่าเขาเขียนในสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับภัยจาก Genpatsu Shinsai หรือ Genpatsu Shinsai Symdrome การตัดสินใจขึ้นอยู่กับวิจารณญานของผู้อ่าน ฮิโรเซได้หยิบยกนิทานอิสปเรื่อง เด็กเลี้ยงแกะ โดยเปรียบเปรยให้ตัวเขาเหมือนเด็กเลี้ยงแกะที่วิ่งตะโกนบอกชาวบ้านว่าหมาป่าจะมากินแกะ แต่หมาป่าก็ไม่มา จนกระทั่งหมาป่าปรากฏตัวขึ้นจริง เด็กเลี้ยงแกะพยายามร้องให้ช่วยก็ไม่ใครเชื่อ และแกะก็ถูกกินทั้งฝูง

สำหรับ ฮิโรเซ แม้เขาเปรียบตัวเองเหมือนเด็กเลี้ยงแกะ แต่หนังสือที่เขาเขียนนั้นไม่มีคำโกหก หมาป่าอาจไม่มาในวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่ไม่ได้หมายถึงว่าหมาป่าจะไม่มา เพียงแต่อาจใช้เวลาอีกนิดหน่อย ในที่สุดหมาป่าก็มา เมื่อเกิดเหตุขึ้น หากเราไม่มีมาตรการเตรียมพร้อม ก็ไม่เพียงเรื่องของชีวิตลูกแกะ แต่เป็นเรื่องของชีวิตทุกชีวิต

หนังสือ Fukushima Genpatsu Merutodaun (Fukushima Nuclear Power Plant Meltdown) เขียนโดย ทากาชิ ฮิโรเซ (Takashi Hirose) ฉบับภาษาอังกฤษหาสั่งซื้อได้จาก http://www.amazon.com/Fukushima-Meltdown-Earthquake-Tsunami-Nuclear-Disaster-ebook/dp/B005OD75J2