ภาพสองภาพที่ควรใช้เป็นบทเรียนเพื่อฟื้นฟูเมืองยั่งยืนและเป็นธรรมหลังวิกฤต COVID-19

ธารา บัวคำศรี

แสงไฟยามค่ำคืนไม่ได้บอกเพียงว่าเราอยู่ที่ไหนแต่อยู่อย่างไรด้วย

ภาพถ่ายจากดาวเทียม Suomi Npp ระบบเวียร์ (VIIRS) บันทึกภาพทุกค่ำคืนในช่วงเวลา 01.00 – 02.00 น. เพื่อดูอัตราการใช้ไฟฟ้าในภาพรวมทั้งประเทศ เปรียบเทียบใน 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงก่อนเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 โดยบันทึกภาพวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2562 , ช่วงสถานการณ์ที่กำลังแพร่ระบาดโดยบันทึกภาพวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 และวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2563 (ที่มา : http://www.gistda.or.th/main/th/node/3781)

ภาพถ่ายดาวเทียมด้านบนที่วิเคราะห์โดยทีมของจิสดา(GISTDA) เปรียบเทียบให้เห็นถึงสัญญานของการปิดตัวลงของกิจกรรมทางธุรกิจและการคมนาคมขนส่งในประเทศไทย ผลจากการที่รัฐบาลประกาศใช้ “พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน” มาเป็นระยะ เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นมา

นักวิจัยทำการวิเคราะห์ไฟกลางคืนเพื่อแสดงแบบแผนของการใช้พลังงาน การคมนาคมขนส่ง การย้ายถิ่น และกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจอื่นๆ ในกรณีของประเทศไทย ภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบสามช่วงเวลาแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนของแบบแผนดังกล่าว การใช้พลังงาน(ไฟฟ้า)ลดลงอย่างชัดเจนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรม ตลอดจนจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางของภาคต่างๆ ขณะที่เดียวกัน การเดินทางระหว่างเมืองและจังหวัดก็ลดลงไปด้วย

ไฟกลางคืนทำให้ได้เห็นมุมมองที่แตกต่างของการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ แผนที่เปรียบเทียบด้านบนนี้ นักวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ไม่เพียงแต่ดูว่าถนนอยู่ที่ไหน ไฟกลางคืนที่ตรวจจับโดยดาวเทียมจะบอกเราว่าถึงพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น มีการใช้ถนนสายนี้หรือไม่ เวลาใด เป็นต้น ในระดับโลก นักวิจัยใช้ข้อมูลไฟกลางคืนศึกษาวิเคราะห์ถึงแบบแผนต่างๆ ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลไฟกลางคืนถูกนไปใช้ศึกษาเมืองต่างๆ ทั่วโลก ดูว่า เมืองต่างๆ นั้น จะน่าอยู่หรือมีความยั่งยืนหรือไม่ มีการใช้พลังงานอย่างไร ผู้คนในเมืองจะเคลื่อนย้ายอย่างไร ไปที่ไหน เมื่อไร และทำไม โดยสรุป ไฟกลางคืนให้ข้อมูลในเชิงบริบทเพราะกระบวนการกลายเป็นเมืองไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องสถานที่ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจสังคม ประชากรและการใช้ที่ดิน

มลพิษทางอากาศลดลงจากการเปลี่ยนแปลงแบบแผนชีวิตในสถานการณ์ COVID-19 แต่หลังจากนั้นเล่า?

ข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-5 ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) เผยให้เห็นแหล่งกำเนิดและความหนาแน่นเฉลี่ยรายเดือนของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ในบรรยากาศของช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ของปี 2562 เปรียบเทียบกับ 2563 บริเวณตอนกลางของประเทศไทย (ที่มา : http://www.gistda.or.th/main/th/node/3777)

ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของจิสดา(GISTDA) จากแผนที่ด้านบนชี้ให้เห็นว่า ปริมาณความหนาแน่นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์มีอัตราลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคมของทั้ง 2 ปี โดยเฉพาะในเดือนมีนาคม 2563 มีการลดลงมากอย่างเห็นได้ชัด โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ค่าสูงสุดของเดือนมีนาคม 2562 อยู่ที่ประมาณ 190 µmol/m² และต่อมาค่าสูงสุดของเดือนมีนาคม 2563 ลดเหลืออยู่ที่ประมาณ 130 µmol/m² ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากกิจกรรมต่างๆ เริ่มยุติลงเนื่องจากมาตรการการป้องกันโรคโควิด-19 เช่น ลดการเดินทาง ทำงานที่บ้าน ปิดสถานที่สาธารณะ เป็นต้น ส่งผลให้ปริมาณการเผาไหม้เชื้อเพลิงซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ซึ่งเป็นคู่หูของ PM2.5 ลดลง

คำถามสำคัญคือเราจะต่อกรกับวิกฤตมลพิษทางอากาศให้เหมือนกับที่เราทำเพื่อหยุดการระบาดของไวรัสหรือไม่ อย่างไร?

แน่นอนว่าเรายังคงมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้จากโรคระบาดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ระบบต่างๆ ที่เราเห็นอยู่และสำคัญยิ่งยวดสำหรับแก้ไขโคโรนาไวรัสนั้นเป็นที่ต้องการอย่างใหญ่หลวงในการแก้ไขปัญหาผลกระทบสุขภาพที่เกิดจากมลพิษทางอากาศ วิกฤตโลกร้อน คลื่นความร้อน เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว จะสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานของการบริการสุขภาพและทางการแพทย์ ระบบสนับสนุนทั้งหลายเหล่านี้จะต้องเสริมสร้างให้เข้มแข็งเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับมลพิษทางอากาศที่รุนแรงขึ้นและสภาพภูมิอากาศที่ทวีความสุดขั้วมากขึ้น

ปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แสดงให้เห็นถึงอะไรที่เป็นไปได้ถ้าหากรัฐบาลและปัจเจกชนทุกคนเลิกการคิดในระยะสั้น เมื่อเรารับรู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ฉุกเฉิน ไม่เพียงแต่นโยบายภายใต้ภาวะผู้นำที่กำหนดทิศทาง/แนวทางแก่ประชาชนอย่างชัดเจน ทำทุกอย่างอย่างมีเป้าหมาย และมีความเห็นอกเห็นใจแล้ว การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อวิสัยทัศน์ว่าด้วยเมืองยั่งยืนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

มาตรการปิดพื้นที่จากโคโรนาไวรัสช่วยปกป้องชีวิตคนจากมลพิษทางอากาศได้มากกว่าการติดเชื้อไวรัส

แปลเรียบเรียงจาก Jeff McMahon Senior Contributor Green Tech ใน https://www.forbes.com/sites/jeffmcmahon/2020/03/11/coronavirus-lockdown-may-save-more-lives-from-pollution-and-climate-than-from-virus/#26f583465764

มาตรการปิดเมืองเพื่อจัดการกับวิกฤตการแพร่ระบาดโคโรนาไวรัสหรือโควิด-19 นำไปสู่การลดการเดินทางและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องปิดตัวลง ผลคือมลพิษทางอากาศที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพก็ลดลง รวมถึงก๊าซเรือนกระจกซึ่งก่อให้เกิดวิกฤตโลกร้อน

François Gemenne ผู้อำนวยการ The Hugo Observatory กล่าวว่า การปิดเมืองอาจช่วยชีวิตผู้คนจากมลพิษทางอากาศที่ลดลงได้มากกว่าการแพร่ของไวรัส François Gemenne อ้างอิงถึงการศึกษาวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธุ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม การย้ายถิ่นฐานของมนุษย์ และการเมือง

Gemenne ยกตัวอย่างอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศ 48,000 คนต่อปีในฝรั่งเศส และมากกว่า 1 ล้านคนในจีน เขากล่าวว่า “มันแปลกอยู่ไม่น้อย ผมคิดว่า ท้ายที่สุดแล้ว ความสูญเสียชีวิตจากโคโรนาไวรัสน้อยกว่า เมื่อเราพิจารณาถึงการเสียชีวิตที่มีสาเหตุมาจากมลพิษ ทางอากาศ”

นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่าการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศในสหรัฐอเมริกามากกว่า 100,000 ต่อปี และองค์การอนามัยโลกประมาณว่าการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศทั่วโลกอยู่ที่ 7 ล้านคน

ส่วนการเสียชีวิตโรคระบาดที่ยังไม่สามารถควบคุมได้นั้นยังไม่มีข้อสรุป การคาดการณ์ที่แรงที่สุดที่ยังไม่แน่ใจว่าผ่านการการทบทวนโดยผู้รู้เสมอกัน (Peerreview) ระบุว่าน่าอยู่ราวๆหลายล้านคน—โดยเป็นจำนวนรวม ไม่ใช่รายปี การประเมินที่น่าเชื่อถือได้นั้นประเมินต่ำกว่านี้ ผู้เชี่ยวชาญบางคนเปรียบเทียบตัวเลขกับการระบาดของไข้หวัดปี ค.ศ. 1957ที่คร่าชีวิตประชาชนมากกว่า 1 ล้านคน การสูญเสียชีวิตจากการแพร่ระบาดที่ควบคุมได้ก็จะน้อยกว่านี้มาก

การลดมลพิษทางอากาศและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถลดการสูญเสียชีวิตคนได้มากกว่า

Gemenne พูดในรายการทีวีFrance 24’s The Debate ว่า “จำนวนคนที่หายจากโรคไวรัสระบาดจากมาตรการปิดเมืองจะมากกว่าจำนวนคนที่จะต้องเสียชีวิตไปจากการติดเชื้อไวรัส”

เราต้องมาหยุดคิดพิจารณาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า ทำไมเราจึงตอบรับอย่างแรงกับสิ่งที่เป็นอันตรายถึงชีวิตน้อยกว่าเทียบกับการตอบรับที่อ่อนปวกเปียกกับวิกฤตที่ร้ายแรงถึงชีวิตมากกว่า

François Gemenne

Gemenne บอกว่า เป็นห้วงเวลาที่น่าสนใจ สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ มาตรการที่เราพร้อมที่รับมือกับโคโรนนาไวรัสนั้นเป็นมาตรการที่เข้มข้นอย่างถึงที่สุดกว่ามาตรการที่เราใช้เพื่อเผชิญกับวิกฤตโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ

สิ่งหนึ่งที่เราต้องตั้งคำถามกับตัวเราเองในฐานะเป็นสมาชิกของสังคมคือ ทำไมเราจึงเกรงกลัวต่อโคโรนาไวรัสมากกว่าภัยคุกคามที่เป็นหายนะและเกิดขึ้นแล้วจากวิกฤตโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ อะไรที่เป็นเรื่องพิเศษเกี่ยวกับโคโรนาไวรัสที่เราพร้อมจะหยุดโลกโดยการปิดเมืองหรือปิดประเทศเพราะว่าไวรัสนั้น?

ควันไฟป่าหนาทึบปกคลุมออสเตรเลียตะวันออกเฉียงใต้

ฤดูกาลไฟที่อันตรายถึงขั้นชีวิตและทุบสถิติเท่าที่เคยมีมาในออสเตรเลียกลายมาเป็นดรามาในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม 2562 และช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2563 ที่ผ่านมา ประชาชนในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียบอกเล่าผ่านสื่อมวลชนถึงกลางวันที่กลับกลายเป็นกลางคืนจากการที่ควันไฟป่าหนาทึบปกคลุมเต็มท้องฟ้าและไฟป่าที่ทวีความรุนแรงทำให้ผู้คนต้องหนีออกจากบ้านเรือนของตน

ใน Mallacoota เมืองท่องเที่ยวชายฝั่ง ไฟป่าได้ขวางถนนสายหลัก เพื่อหาที่ปลอดภัย ชาวเมือง นักท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ดับไฟต้องร่นมาอยู่ตามชายหาดจากการที่ไฟป่าขยายรุกเข้ามา นักดับไฟป่าและเจ้าหน้าที่รัฐบาลเตือนนักท่องเที่ยวให้ออกจากพื้นที่ชายฝั่งของรัฐวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลส์ และมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน 7 วัน นับจากวันที่ 3 มกราคม 2563 การประกาศภาวะฉุกเฉินรวมถึงการบังคับให้ย้ายออกหากคาดการณ์ว่าอันตรายจากไฟป่ามีมากขึ้นในวันต่อๆ ไป

ในวันที่ 1 มกราคม 2563 อุปกรณ์ Operational Land Imager (OLI) บนดาวเทียม Landsat 8 บันทึกภาพสีธรรมชาติของควันไฟป่าหนาทึบที่ปกคลุมออสเตรเลียตะวันตกเฉียงใต้ในระหว่างเขตแดนรัฐวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลส์ โดยเปรียบเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมอีกภาพหนึ่งที่ปราศจากเมฆและควันไฟซึ่งบันทึกในวันที่ 24 กรกฏาคม 2562

ภาพถ่ายดาวเทียมอีกภาพบันทึกในวันที่ 1 มกราคม 2563 โดย Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Aqua ของนาซาแสดงเป็นสีแทน ส่วนเมฆจะเป็นสีขาวสว่าง

จากแหล่งข่าวของออสเตรเลียและนานาชาติ มีบ้านเรือนผู้คนอย่างน้อย 1,200 หลังถูกทำลายจากฤดูกาลแห่งไฟซึ่งเริ่มต้นเร็วในช่วงฤดูใบไม้ผลิและยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง รายงานข่าวระบุว่ามีอย่างน้อย 18 คนเสียชีวิตจากไฟป่าและมีพื้นที่เผาไหม้ 5.9 ล้านแฮกแตร์ ดัชนีคุณภาพอากาศในออสเตรเลียตะวันตกเฉียงใต้และไปไกลจนถึงนิวซีแลนด์อยู่ในระดับสูงสุดเท่าที่มีการรายงาน

รายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งออสเตรเลียปลายเดือนธันวาคม 2562 ระบุว่าดัชนีอันตรายจากไฟป่า Forest Fire Danger Index (FFDI) ที่วิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลอุณหภูมิอากาศ ความชื้น น้ำฟ้า ลม และปัจจัยอื่นๆ มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 95 ของทั้งประเทศ มากกว่าร้อยละ 60 ของดัชนีอันตรายจากไฟป่า Forest Fire Danger Index (FFDI) ในออสเตรเลียทำสถิติสูง และฤดูร้อนเพิ่งจะเริ่มต้น

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using Landsat data from the U.S. Geological Survey and MODIS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview. Story by Mike Carlowicz.