มลพิษทางอากาศกลับมาในจีน

ยุโรปเสี่ยงที่จะกลับไปสู่อนาคตที่สกปรก การเสียชีวิตจาก Covid-19 โยงกับมลพิษทางอากาศ

21 เมษายน 2563, กรุงบรัสเซล – มลพิษทางอากาศกลับมาในจีนแล้วหลังจากมีการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง ดังข้อมูลล่าสุดจากภาพดาวเทียม

แผนที่แสดงการกระจายตัวของ NO₂ จากการแปลผลข้อมูลดาวเทียมโดย ESA Credit: ESA / EEB / James Poetzscher

The European Environmental Bureau(EEB) เป็นเครือข่ายขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

Margherita Tolotto เจ้าหน้าที่นโยบายอากาศของ EEB กล่าวว่า : “ในช่วงการระบาดของไวรัสนี้ สิง่ที่เกิดขึ้นในจีนจะเป็นหน้าต่างที่ทำให้เราได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ ในเวลาต่อมา การหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษเข้าไปมีผลต่อสุขภาพของเราและทำให้เรามีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นจากภัยคุกคามต่อสุขภาพ รัฐบาลและกรรมาธิการยุโรปต้องลงมือทำเพื่อไม่ให้มลพิษทางอากาศกลับมา และพัฒนายุทธศาสตร์ที่เป็นทางออกที่จะหลีกเลี่ยงให้เรากลับคืนไปสู่อนาคตที่สกปรกอีกครั้งหนึ่ง ”

EEA ระบุว่า มลพิษทางอากาศคือภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของความเสี่ยงด้านสุขภาพของผู้คนในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เมือง  มลพิษทางอากาศเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทรงพลังของโรคที่เกี่ยวกับปอดและหัวใจซึ่งเชื่อมโยงกับ อัตราการตายที่เพิ่มขึ้นจาก Covid-19 ฝุ่นละออง(PM) ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO₂) และโอโซนระดับพื้นดินนั้นมีอันตรายมากที่สุด และนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 400,000 คนต่อปี ไนโตรเจนไดออกไซด์ปล่อยมาจากภาคคมนาคมขนส่งและภาคอุตสาหกรรม ส่วนการทำความร้อนในบ้านเรือนและเกษตรกรรมเป็นแหล่งกำเนิดของฝุ่นละออง มีขั้นตอนการละเมิดหลากหลายที่ดำเนินอยู่ในประเทศต่างๆ ของสหภาพยุโรปในเรื่องของคุณภาพอากาศ ไนโตรเจนไดออกไซด์และฝุ่นละอองมีระดับลดลงในหลายส่วนของยุโรปในช่วงมาตรการปิดเมือง

แผนการ The European Green Deal ที่จะมีขึ้นนั้นรวมถึงพันธกิจของแผนปฏิบัติการมลพิษเหลือศูนย์ โดยเฉพาะการริเริ่มลดมลพิษทางอากาศ

Tolotto กล่าวเพิ่มเติมว่า : “แผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังจากการระบาดของไวรัสต้องไปด้วยกันเจตจำนงของ the European Green Deal และเป้าหมายมลพิษเหลือศูนย์ นั่นหมายถึงการส่งเสริมพลังงานสะอาด การคมนาคมขนส่งที่ชาญฉลาด เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน เพื่อสร้างอนาคตที่ปลอดภัยและทนทานจากแรงกระแทก”

การแปลผลข้อมูลภาพดาวเทียม Sentinel-5 ขององค์การอวกาศแห่งยุโรปเปรียบเทียบปี พ.ศ. 2562 และ 2563 เป็นไปตามการประมวลผลตามคำแนะนำ ที่ให้ใช้ข้อมูลที่มีคุณภาพอย่างน้อยที่สุด(0.75) การแปลผลข้อมูลภาพดาวเทียมของประเทศอื่นๆ สามารถติดต่อขอได้ที่นี่

ที่มา : https://eeb.org/air-pollution-returns-to-china/

ภาพสองด้านของวิกฤตมลพิษทางอากาศไทยในสถานการณ์ COVID-19

ธารา บัวคำศรี

ประเด็นแรกสุดและสำคัญมากที่สุดในเรื่องการระบาดของโคโรนาไวรัส(COVID-19) คือประเด็นว่าด้วยสาธารณสุขและความปลอดภัย แต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและแบบแผน ในชีวิตประจำวันของคนในสังคมเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงการระบาดก็ได้ส่งผลกระทบที่ลึกซึ้งต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน อาจยังมีความเข้าใจและการสื่อสารข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนในเรื่องดังกล่าว และต่อไปนี้คือ ภาพสองด้านของวิกฤตมลพิษทางอากาศไทยในสถานการณ์ COVID-19

การลดลงมลพิษทางอากาศชนิดหนึ่ง(จากการวิเคราะห์ด้วยภาพถ่ายดาวเทียม) ไม่ได้หมายถึงว่าอากาศจะปลอดจากมลพิษทั้งหมด

ข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-5 ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) เผยให้เห็นแหล่งกำเนิดและความหนาแน่นเฉลี่ยรายเดือนของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ในบรรยากาศของช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ของปี 2562 เปรียบเทียบกับ 2563 บริเวณตอนกลางของประเทศไทย (ที่มา : http://www.gistda.or.th/main/th/node/3777)

ภาพแรกเป็นข้อมูลจากการวิเคราะห์ของจิสดา(GISTDA) ชี้ให้เห็นว่า ปริมาณความหนาแน่นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์มีอัตราลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคมของทั้ง 2 ปี โดยเฉพาะในเดือนมีนาคม 2563 มีการลดลงมากอย่างเห็นได้ชัด โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ค่าสูงสุดของเดือนมีนาคม 2562 อยู่ที่ประมาณ 190 µmol/m² แต่ค่าสูงสุดของเดือนมีนาคม 2563 ลดเหลืออยู่ที่ประมาณ 130 µmol/m² ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากกิจกรรมต่างๆ เริ่มยุติลงเนื่องจากมาตรการการป้องกันโรคโควิด-19 เช่น ลดการเดินทาง ทำงานที่บ้าน ปิดสถานที่สาธารณะ เป็นต้น ส่งผลให้ปริมาณการเผาไหม้เชื้อเพลิงซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของ มลพิษทางอากาศโดยเฉพาะก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ซึ่งเป็นคู่หูของ PM2.5 ลดลง

ภาพแรกอาจมองดูว่าเป็นความตื่นตาตื่นใจที่เราสามารถติดตามตรวจสอบตัวชี้วัดของระดับกิจกรรมที่ลดลงของสังคมมนุษย์ได้ อย่างไรก็ตาม ต้องกล่าวในที่นี้ว่า การลดลงมลพิษทางอากาศ ชนิดหนึ่ง (จากการวิเคราะห์ด้วยภาพถ่ายดาวเทียม)ไม่ได้หมายถึงว่า อากาศจะปลอด จากมลพิษทั้งหมด

อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเจอทั้งฝุ่นและเชื้อโรคในเวลาเดียวกัน

ขอบเขตการกระจายตัวของมลพิษทางอากาศจากหมอกควันข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคแม่โขง (the Mekong sub-region)และจุดความร้อนที่กระจายตัวอย่างหนาแน่นในเมียนมาร์ สปป.ลาวและไทย ในวันที่ 15 มกราคม 2563 และ 28 มีนาคม 2563 (ที่มา : http://asmc.asean.org/home/#)

ภาพที่สองแสดงแบบแผนการกระจายตัวของมลพิษทางอากาศในวันที่ 15 มกราคม 2563 และ 28 มีนาคม 2563 โดยเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามสถานการณ์มลพิษทางอากาศ จากหมอกควันข้ามพรมแดน (transboundary haze pollution) ของ ASEAN Specialised Meteorological Centre(ASMC) ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษทางอากาศ จากหมอกควันข้ามพรมแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution) จะเห็นว่าในเดือนมีนาคม 2563 อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงรวมถึงภาคเหนือตอนบนของไทยต้อง เผชิญกับมลพิษทางอากาศที่มีผลต่อผลกระทบต่อสุขภาพสูงมาก

เมื่อนำภาพทั้งสองมาเปรียบเทียบกัน โดยเฉพาะในเดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมา เราได้เห็นความแตกต่างกันอย่างสุดขั้วของมลพิษทางอากาศในสถานการณ์ COVID-19 ของไทย

มาตรการการป้องกันการระบาดโควิด-19 เช่น ลดการเดินทาง ทำงานที่บ้าน ปิดสถานที่สาธารณะ เป็นต้น ทำให้การปล่อยมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคการคมนาคมขนส่งและภาคอุตสาหกรรมลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ภาคเหนือตอนบนของไทยเผชิญกับวิกฤตสองด้านคือ ทั้งการแพร่ระบาด COVID-19 และหมอกควันพิษจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง

ภาพที่สองท้าทายเราให้พิจารณาถึงมลพิษทางอากาศในฐานะเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ซ้อนทับลงไปบนความขัดแย้งที่ลงลึกในทุกมิติและทุกระดับของสังคม และเห็นได้ชัดว่าแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ที่อ้างว่าจะ “สร้างอากาศดี เพื่อคนไทย และผู้มาเยือน” นั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

แน่นอนว่าเรายังคงมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้จากโรคระบาดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จริงๆ แล้ว ระบบต่างๆ ที่เราเห็นอยู่และสำคัญยิ่งยวดในการต่อกรกับ COVID-19 นั้นเป็นที่ต้องการอย่างมากในการแก้ไขปัญหาผลกระทบสุขภาพที่เกิดจากมลพิษทางอากาศด้วย

ปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เป็นไปได้ ถ้าหากรัฐบาลและเราทุกคนตระหนักว่าทุกสิ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน (Everything Is Connected to Everything Else) และเมื่อเรารับรู้ร่วมกันต่อสภาวะที่เร่งด่วนร้อนรน ไม่ว่าจะเป็น การแพร่ระบาดของโรคหรือมลพิษทางอากาศ นอกจากภาวะผู้นำที่ใช้กำหนดทิศทางที่ชัดเจนต่อสาธารณะ ทำทุกอย่างอย่างมีเป้าหมาย และมีความเห็นอกเห็นใจแล้ว การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมเพื่อสังคมที่ยั่งยืนและเป็นธรรมก็มีความสำคัญในระดับเดียวกัน

หมอกควันพิษปกคลุมไทยและเมียนมาร์

18 มีนาคม 2563

เช่นเดียวกับการติดตามตรวจสอบในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเผาในที่โล่งและไฟป่าก่อให้เกิดหมอกควันปกคลุมทางภาคเหนือตอนของไทยและเมียนมาร์ เครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Aqua ขององค์การนาซาบันทึกภาพในวันที่ 18 มีนาคม 2563 มลพิษทางอากาศจากหมอกควันอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศมากที่สุดในโลกหลายครั้งในเดือนมีนาคมนี้

ที่มา :|NASA Earth Observatory image by Lauren Dauphin, using MODIS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview. Text by Kasha Patel

มาตรการปิดยุโรปจาก COVID-19 ทำให้มลพิษทางอากาศลดลง

ภาพถ่ายดาวเทียมขององค์การอวกาศแห่งยุโรปแสดงการลดลงของมลพิษทางอากาศ(ไนโตรเจนไดออกไซด์)อันเป็นมาจากมาตรการปิดเมืองที่เกิดขึ้นในยุโรป (ที่มา : ESA)

การปิดเมืองทางตอนเหนือของอิตาลีเพื่อรับมือกับโคโรนาไวรัสนำไปสู่การลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ตามที่แสดงในการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม

ดาวเทียมขององค์การอวกาศแห่งยุโรปตรวจจับการลดลงของไนโตรเจนไดออกไซด์อันเป็นมลพิษทาอากาศที่มีแหล่งกำเนิดมาจากยานยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลและกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ในทางตอนเหนือของอิตาลี

โครงการ Copernicus Atmosphere Monitoring Service ขององค์การอวกาศแห่งยุโรปรายงานในวันอังคารที่ผ่านมา(17 มีนาคม 2563) ว่า จากการเปลี่ยนแปลงอย่างทันทีทันใดของกิจกรรมต่างๆ ในทางตอนเหนือของอิตาลี ได้มีการติดตามถึงแนวโน้มการลดลงของไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2)ในช่วง 4-5 สัปดาห์ที่ผ่านมา

จนถึงขณะนี้ อิตาลีเป็นประเทศที่ประสบผลกระทบมากที่สุดในยุโรปจากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส(โควิด-19) รัฐบาลอิตาลีใช้มาตรการปิดประเทศ ประกาศให้ประชาชน 62 ล้านคนอยู่ในที่พำนัก หากไม่มีความจำเป็นอย่างถึงที่สุดไม่ควรออกจากบ้าน

การลดลงของมลพิษทางอากาศยังตรวจพบในจีนหลังจากรัฐบาลดำเนินมาตรการปิดเมืองเพื่อชะลอการแพร่ระบาดของโควิด-19

ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) เป็นมลพิษที่มีอายุสั้น โดยทั่วไปอยู่ในชั้นบรรยากาศได้ไม่เกิน 1 วันก่อนที่ตกลงสะสมหรือทำปฏิกิริยากับก๊าซตัวอื่นๆ ในบรรยากาศ นั่นหมายถึงว่า มลพิษไนโตรเจนไดอกไซด์นี้จะยังคงลอยตัวอยู่ ณ จุดที่เป็นแหล่งกำเนิด

แหล่งกำเนิดของไนโตรเจนไดออกไซด์ส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การจราจร การผลิตไฟฟ้า การทำความร้อนในบ้านเรือนและกิจการอุตสาหกรรม

Vincent-Henri Peuch ผู้อำนวยการ Copernicus Atmosphere Monitoring Service กล่าว่า “มันน่าตื่นตาตื่นใจมากที่เราสามารถติดตามตรวจสอบตัวชี้วัดของระดับกิจกรรมที่ลดลงของสังคมมนุษย์ได้

เป็นการแสดงให้เห็นถึงขอบเขตของมาตรการที่เกิดขึ้นในอิตาลี

SOURCE : AAP – SBS

มลพิษทางอากาศลดลงหลังจากทางตอนเหนือของอิตาลีถูกปิดจากมาตรการสู้ไวรัสโควิด-19

ข้อมูลใหม่จากภาพถ่ายดาวเทียมระบุว่า มลพิษทางอากาศมีระดับลดลงทางตอนเหนือของอิตาลีหลังจากมาตรการปิดเมืองอันเนื่องมาจากโคโรนาไวรัส

ระดับไนโตรเจนไดออกไซด์จะเป็นสีส้มเข้ม ระดับความเข้มข้นลดลงไปตามลำดับจากรูปภาพด้านบน ภาพถ่ายดาวเทียมมาจากเครื่องมือที่บันทึกบนดาวเทียม Sentinel 5 ขององค์การอวกาศแห่งยุโรป

การติดตามตรวจสอบความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศในยุโรปดำเนินการในช่วงสามสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 24 กุมภาพันธ์ 4 มีนาคม และ 8 มีนาคม พ.ศ.2563

ภาพถ่ายเหล่านี้อัพโหลดขึ้น Twitter โดย Santiago Gassò – นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Washington และที่นาซา ในวันเดียวกับองค์การอนามัยโลกประกาศให้โคโรนาไวรัสเป็นโรคระบาด(pandemic)

Santiago Gassò เขียนลงไปใน social media ของเขาว่า “ผลการวิเคราะห์จากภาพถ่ายดาวเทียม เพียง 1 เดือน มีการลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์อย่างชัดเจนในทางตอนเหนือของอิตาลี”

ความลึกเชิงแสงของละอองลอย(Aerosol Optical Depth)

เราเรียกอนุภาคของแข็งและของเหลวที่แขวนลอยอยู่ในบรรยากาศว่า “ละอองลอย(aerosol)” ตัวอย่างเช่น ฝุ่นที่ลอยมาตามกระแสลม เกลือทะเล เถ้าจากการระเบิดของภูเขาไฟ ควันไฟป่า และมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ละอองลอยสามารถทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกอุ่นขึ้นหรือเย็นลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาด ชนิดและตำแหน่งของมัน ละอองลอยช่วยทำให้เมฆก่อตัวหรือจำกัดการก่อตัวของเมฆ ละอองลอยบางชนิดมีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์หากรับเข้าไปในร่างกาย

แผนที่ด้านบนแสดงปริมาณเฉลี่ยรายเดือนของละอองลอยทั่วโลกจากข้อมูลการเก็บบันทึกโดยเครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ของนาซา เราเรียกวิธีการวัดละอองลอยด้วยดาวเทียมว่าความลึกเชิงแสงของละอองลอย(aerosol optical thickness) การวัดอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่าอนุภาคจะเปลี่ยนวิธีการที่บรรยากาศสะท้อนและดูดกลืนแสงที่ตามองเห็นและแสงอินฟาเรด ความลึกเชิงแสงที่น้อยกว่า 0.1 (สีเหลืองซีดสุด) นั้นสภาพท้องฟ้าจะโปร่งใสและมีความสามารถมองเห็นได้มากที่สุด ถ้าความลึกเชิงแสงเป็น 1 (สีน้ำตามเข้ม) สภาพท้องฟ้าจะขมุกขมัว

ปริมาณละอองลอยที่สูงที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างๆ ในสถานที่ต่างๆ และช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของปี ละอองลอยเกิดขึ้นมากในแถบอเมริกาใต้จากเดือนกรกฏาคมถึงกันยายน อันเนื่องมาจากการเตรียมพื้นที่และการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วทั้งลุ่มน้ำแอมะซอนและภูมิภาค Cerrado ในช่วงฤดูแล้ง ละอองลอยมีแบบแผนที่คล้ายคลึงในอเมริกากลางช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ในแอฟริกาตอนกลางและใต้ช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน

ในหลายกรณี ความเข้มข้นของละอองลอยไม่ได้เกี่ยวข้องกับไฟ เช่น จากเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมของทุกปี ปริมาณละอองลอยเพิ่มขึ้นอย่างมากในแถบคาบสมุทรอาราเบียและทะเลโดยรอบอันเนื่องมาจากพายุฝุ่นทราย ปริมาณละอองลอยที่สูงมากขึ้นยังพบในแถบเชิงเขาหิมาลัยทางตอนเหนือของอินเดียในบางเดือน และปกคลุมภาคตะวันออกของจีนในช่วงหลายเดือนอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์

View, download, or analyze more of these data from NASA Earth Observations (NEO): Aerosol Optical Depth

มลพิษทางอากาศในจีนไม่ได้ลดลงจากมาตรการควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัสเท่านั้น

การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสหรือโควิด-19 เป็นประเด็นพูดคุยบนโลกออนโลน์อีกครั้งหลังจากที่ดาวเทียมตรวจสอบมลพิษของนาซาหรือองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (The National Aeronautics and Space Administration:NASA) และอีซาหรือองค์การอวกาศแห่งยุโรป(European Space Agency:ESA) ตรวจพบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เหนือจีนแผ่นดินใหญ่ ในภาพรวมอย่างน้อยที่สุดร้อยละ 36

นอกจากการลดลงของมลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์ที่เป็นคู่หูของฝุ่นพิษ PM2.5 แล้ว การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในจีนก็ลดลงด้วย ศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด ออกมาระบุว่า มาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ทำให้ผลิตผล(Output)ทางอุตสาหกรรมทั้งหมดของจีนลดลงร้อยละ 15-40 รวมถึงการใช้ถ่านหินในโรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน(โดยเฉพาะในมณฑลกวางตุ้งที่มีอัตราการผลิตต่ำสุด) การผลิตเหล็กและการเดินทางโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ

ผลผลิตทางอุตสาหกรรมที่ลดลงทำให้การใช้ไฟฟ้าลดลงผลคือปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของจีนหายไปมากกว่า 1 ใน  4 ในช่วง 2 สัปดาห์ที่มีการควบคุมการระบาดของไวรัสในจีน

กราฟแสดงแนวโน้มของการใช้ถ่านหินรายวันในโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เป็นของบริษัทใหญ่ 6 แห่งในจีนเทียบก่อนและหลังจากเทศกาลตรุษจีน ระหว่างปี พ.ศ.2557-2563 เส้นสีแดงแสดงถึงแนวโน้มการใช้ที่ลดลงหลังเทศกาลตรุษจีนอันเนื่องมาจากมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส

แต่มลพิษทางอากาศยังเพิ่มสูงที่กรุงปักกิ่งในช่วงเวลาเดียวกัน

แม้คุณภาพอากาศหลายพื้นที่ในจีนแผ่นดินใหญ่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ที่ปักกิ่ง แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่มีผลต่อคุณภาพอากาศของปักกิ่งคืออุตสาหกรรมเหล็กและการทำความร้อนในบ้านเรือน โรงถลุงเหล็กรอบๆ ปักกิ่งยังคงทำการผลิตอยู่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีวัตถุดิบรอป้อนเข้าสู่การผลิตสะสมมากขึ้นทุบสถิติ นอกจากนี้ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ยังเป็นช่วยทำให้มีการไหลเวียนของกระแสลมจากแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศรอบๆ เข้ามาในตัวเมือง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ลองจินตนาการดูว่า หากไม่มีมาตรการควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส มลพิษทางอากาศของปักกิ่งจะเลวร้ายยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

รู้จักไนโตรเจนไดออกไซด์

ไนโตรเจนไดออกไซด์คือสารมลพิษทางอากาศหลัก(creteria pollutants) ที่ประเทศทั่วโลกทำการติดตามตรวจสอบ เป็นหนึ่งในสารตั้งต้น(precursor)ของ PM2.5 โดยเป็นก๊าซสีน้ำตาลแดงที่เกิดจากกระบวนการสันดาปของเครื่องยนต์ รวมถึงกระบวนการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลสารประกอบหลัก 2 ชนิดที่ปล่อยออกจากกระบวนการดังกล่าวคือ ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) และไนตริกออกไซด์(NO) โดยทั่วไป สารมลพิษสองชนิดนี้เรียกรวมกันว่า ออกไซด์ของไนโตรเจน(NOx)

กรีนพีซใช้ข้อมูลจากเครื่องมือวัด TROPOMI บนดาวเทียม Sentinel 5P ขององค์การอวกาศแห่งยุโรป(The European Space Agency) เพื่อระบุจุดที่มีการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ข้อมูลที่เที่ยงตรงและมีรายละเอียดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนของระดับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในบรรยากาศนี้ ทำให้เราเห็นภาพตัวการสำคัญที่ทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายและทำลายสุขภาพประชาชน

ผลกระทบสุขภาพ

ไนโตรเจนไดออกไซด์(NO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน(NOx) เป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจและความเสียหายต่อปอดหากรับเข้าไปแบบเฉียบพลัน และเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคเรื้อรังหากรับเข้าไปในระยะยาว

การรับเอาก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในระยะยาว(Long-term exposure) สัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในสหภาพยุโรป การรับเอา NO2 เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 75,000 คนต่อปี ในจีน มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นโดยระบุว่า ผลจากการสัมผัส NO2 นำไปสู่การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของการเสียชีวิตจากโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจ

ทางออกจากวิกฤตรอบด้าน

แม้ว่าการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในกรณีของจีนเป็นผลมาจากเศรษฐกิจชะลอตัวจากมาตรการควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัส ก็ไม่ได้หมายความว่า เราควรละเลยแนวทางป้องกันมลพิษทางอากาศที่แหล่งกำเนิด  การศึกษาพบว่า ความเข้มข้นของไนโตรเจนไดออกไซด์ในภาพรวมในปี พ.ศ.2563 นั้นต่ำกว่าความเข้มข้นในปี พ.ศ.2562 อันเนื่องมาจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ในจีนที่นำมาบังคับใช้ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

จุดที่เป็นแหล่งกำเนิดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ซึ่งส่งผลให้คุณภาพอากาศเลวร้ายลงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพนั้นเกี่ยวข้องกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล – โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงงานอุตสาหกรรมและระบบการคมนาคมที่ไม่ยั่งยืน แหล่งกำเนิด(ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์)อื่นๆ ยังรวมถึงระบบเกษตรกรรมและการจัดการป่าไม้ที่ไม่ยั่งยืน ผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นจากการปล่อยมลพิษทางอากาศออกมาจากแหล่งกำเนิดดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นต้องมี “การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน(energy transition)” เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนั่นคือ การผลิตไฟฟ้าจากระบบพลังงานหมุนเวียน ประสิทธิภาพพลังงาน ระบบการเดินทางและการคมนาคมที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพายานยนต์ส่วนตัวและสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน

กฏเกณฑ์ที่หย่อนยานในการควบคุมและลดการปล่อยมลพิษที่แหล่งกำเนิดสำหรับโรงไฟฟ้านั้นเป็นเหตุผลหลักประการสำคัญของการปล่อยมลพิษทางอากาศในจุดต่างๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิด นอกเหนือจากการที่สาธารณะชนต้องเข้าถึงรายงานการวัดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่ปลายปล่องแล้ว มีความจำเป็นเร่งด่วนในการทำให้มาตรฐานการปล่อยมลพิษเข้มงวดมากขึ้น

ยานยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล(Diesel Engines) จะปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์มากกว่ายานยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซีน(Gasoline vehicles) อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์ดีเซลเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นที่ใหญ่กว่านั่นคือ เครื่องยนต์สันดาปภายใน(the internal combustion engine) ยานยนต์ส่วนตัวที่ใช้น้ำมันเป็นปัจจัยหลักของสาเหตุมลพิษทางอากาศ ดังนั้น เราจำเป็นต้องมีแผนการจัดการลดการพึ่งพายานยนต์แบบสันดาปภายใน ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลง เน้นระบบขนส่งมวลชนหรือระบบร่วมเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืน