ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพของคนในกรุงเทพฯ มาจากไหน

D5E4220F-2AA1-46A3-8894-FD251996C23Cแหล่งกำเนิด PM2.5 มีทั้งแบบปล่อยโดยตรงกับแหล่งกำเนิดปฐมภูมิ ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า การเผาในที่โล่งและอุตสาหกรรมการผลิต ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่ใดมีแหล่งกำเนิดแบบใดเป็นหลัก(Primary PM2.5 และจากปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศโดยมีสารกลุ่มซัลเฟอร์หรือกลุ่มไนโตรเจนและแอมโมเนียเป็นสารตั้งต้น(Secondary PM2.5) ดังนั้น การปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนจากแหล่งกำเนิดต่างๆ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลและการผลิตทางอุตสาหกรรม เมื่อเกิดการรวมตัวกันในบรรยากาศจะมีผลต่อการก่อตัวของ PM2.5 ขั้นทุติยภูมิอีกด้วย

หลายคนมักจะพูดถึงการเผาในที่โล่งว่าเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ในช่วงระยะเวลานี้ แต่จากข้อมูลดาวเทียม จุดเกิดความร้อนที่เกิดขึ้นในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาในเขตประเทศไทยมีน้อยมาก ดังนั้น PM2.5 จากการเผาในที่โล่งนั้นจึงไม่ใช่ปัจจัยหลัก เราไม่ควรโยนความผิดให้เกษตรกรที่มักถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุ

แผนที่แสดงจุดความร้อนสะสมย้อนหลัง 24 ชั่วโมง(10-11 กุมภาพันธ์ 2561)
ที่แปลผลจากภาพถ่ายดาวเทียม(http://fire.gistda.or.th)

ดังนั้น ในช่วงนี้ ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพของคนกรุงเทพฯ ก็ต้องมุ่งตรงไปที่แหล่งกำเนิดจากการคมนาคมขนส่ง(ให้นึกภาพถึงรถยนต์ส่วนตัวนับล้านคันบนถนน) และการเคลื่อนตัวของมลพิษจากพื้นที่อื่นๆ เช่น ผลการคำนวณแบบจำลองบรรยากาศ (Atmospheric Modeling) ที่ดำเนินการโดยทีมวิจัย Atmospheric Chemistry Modeling ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่าแบบจำลองการเคลื่อนที่ของเคมีในบรรยากาศ (Atmospheric chemistry-transport model- GEOS-Chem) ซึ่งระบุว่า….”โรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีและเก็คโค-วัน ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศของแหล่งท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียงอย่างเกาะเสม็ด เกาะแสมสารและพัทยา รวมทั้งกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงกันยายน เมื่อลมพัดจากทางทิศใต้มายังทิศตะวันตกเฉียงใต้(ดูภาพแรกแสดงทิศทางของกระแสลม) และในช่วงสภาวะอากาศที่แย่ที่สุด ในแต่ละวันฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองแห่งสามารถแพร่ กระจายเข้าสู่พื้นที่แหล่งท่องเที่ยวในสัดส่วนร้อยละ 40 และในเขตกรุงเทพมหานครร้อยละ 20 เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยรายปี”

สนธิ คชวัฒน์ เลขาธิการชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครช่วงที่ผ่านมามีสภาพอากาศนิ่ง การฟุ้งกระจายในแนวราบไม่ระบาย มีลมสงบความเร็วลมต่ำ และการฟุ้งกระจายในแนวดิ่งมีน้อย หรืออีกนัยหนึ่ง การเกิดมีสภาพอากาศเย็นหรืออุณภูมิต่ำที่พื้นดินรวมทั้งมีละอองน้ำหรือหมอกปกคลุมเหนือพื้นดินจำนวนมาก แต่ที่ระดับความสูงขึ้นไปอากาศกลับมีอุณภูมิสูงขึ้นเนื่องจากความร้อนจากดวงอาทิตย์ จึงทำให้มลพิษที่พื้นดิน เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก สารเบนซิน ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นต้น ที่ออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์ซึ่งมีความร้อนมากกว่าอากาศโดยรอบจะเคลื่อนที่ลอยขึ้น(จากร้อนไปเย็น) ในระดับหนึ่งแล้วลอยต่อไปไม่ได้เนื่องจากไปปะทะละอองน้ำและความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่อุณหภูมิสูงกว่าจึงตกลงมาปกคลุมพื้นที่ใกล้เคียงทำให้มีค่ามลพิษเกินมาตรฐานบริเวณริมถนนซึ่งเปรียบเสมือนเอาฝาชีทึบครอบอาหารร้อนๆไว้ ความร้อนก็จะกระจายอยู่ในฝาชีนั่นเอง”

กรุงเทพเป็นพื้นที่ราบ อิทธิพลของลมมรสุมช่วยกระจายให้ฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศ เคลื่อนตัวออกไปได้ง่าย แต่เมื่อพิจารณาถึงคุณลักษณะที่สำคัญของมลพิษทางอากาศ PM2.5 ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายจากแหล่งกำเนิดไปในระยะไกลนับร้อยนับพันกิโลเมตรได้ แหล่งกำเนิด PM2.5 ขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน การผลิตทางอุตสาหกรรม เป็นต้น จึงมีส่วนสำคัญและส่งผลต่อคุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานครภายใต้สภาวะทางอุตุนิยมวิทยา(ลม อุณหภูมิ ความกดอากาศ ความชื้น) และช่วงเวลาที่เหมาะสม

บทความโดย ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผูกพันกับธรรมชาติในยุคมนุษย์ครองโลก

ธารา บัวคำศรี

ชีวิตฉันผูกพันกับธรรมชาติ (Connecting People to nature) คือประเด็น(theme)ของวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2560 ที่เวียนมาครบอีกวาระหนึ่งในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ โดยเชิญชวนให้ผู้คนทั้งหลายออกสัมผัสโลกกว้าง ซึมซาบความงามและตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติเพื่อปกป้องโลกที่เราอยู่อาศัยร่วมกัน

กิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 สองปีหลังจากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ หรือเอิร์ธซัมมิทครั้งแรก (United Nations Conference on the Human Environment, 2515) เป็นต้นมา คนทั่วโลกร่วมเฉลิมฉลองวันสิ่งแวดล้อมโลกมาเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว ดังนั้น มาดูกันว่า จริงๆ แล้วสถานการณ์ของ ธรรมชาติและระบบนิเวศที่ค้ำจุนชีวิตเราขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะออกไปชื่นชมและผูกพันกับธรรมชาติ

ผืนดินเปลี่ยน

ตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 การขยายพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ตลอดจนการพัฒนาสวนป่าเพื่อตอบสนอง ความต้องการไม้และกระดาษส่งแรงกดดันอย่างทวีคูณต่อโลก ในขณะที่เราได้ทำลายระบบนิเวศที่หลากหลายเพื่อนำพื้นที่ มาใช้ตามความต้องการของเรา แลกกับชีวิตสัตว์ป่าและพรรณพืช ผลคือผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์กลายสภาพ เป็นทะเลทราย(desertification) ผืนดินกลายเป็นทรัพยากรหายากในบางประเทศ และหลายประเทศเริ่มเข้าไปลงทุน  ในผืนดินอันห่างไกลเพื่อผลิตอาหาร และเชื้อเพลิงชีวภาพ ข้อมูลระบุว่ามากกว่าร้อยละ 50 ของที่ดิน(Land)ซึ่งควบคุม โดยนักลงทุนต่างชาติอยู่ในเขตภูมิภาคด้านใต้ทะเลทรายซะฮาราของทวีปแอฟริกา

ร้อยละ 70 ของความหลากหลายของสัตว์ป่าและพรรณพืชบนบกอยู่ในเขตป่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบนิเวศป่าเขตร้อน องค์กรอนุรักษ์สากล(Conservation International) ระบุว่า มีจุดเสี่ยงภัยต่อความหลากหลายทางชีวภาพ(Biodiversity Hotspots) 35 แห่งทั่วโลก ในจำนวนนั้นมีผืนป่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดเสี่ยงภัยต่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Hotspots)เหล่านี้รวมกันแล้วครอบคลุมผิวโลกในส่วนที่เป็นผืนดินเพียงร้อยละ 3.2 แต่พบชนิดพันธุ์พืชมากกว่า ร้อยละ 50 และมีชนิดพันธุ์สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังบนบกทั้งหมดร้อยละ 42 พืชพรรณตามธรรมชาติสูญเสียไปมากกว่าร้อยละ 70 แล้ว

เขตอนุรักษ์ที่เป็นศูนย์กลางของความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 20 ของประเทศรวมถึง อุทยานแห่งชาติ 127 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 28 แห่งและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 67 การดูแลถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์ป่าและพรรณพืชที่เหลืออยู่นี้จึงมิใช่เป็นเรื่องของ “การอนุรักษ์” เท่านั้น หากคือการปกป้องอนาคตของมนุษยชาติด้วย

ท้องทะเลป่วน

คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ประมาณครึ่งหนึ่งจะถูกดูดซับโดยทะเลและมหาสมุทรทำให้สิ่งแวดล้อมทางทะเล มีความเป็นกรดมากขึ้นซึ่งเป็นสภาพการณ์ที่โลกไม่เคยประสบมาก่อนตลอดระยะเวลา 20 ล้านปีที่ผ่านมา และส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งต่อสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญในระบบนิเวศรวมถึงสัตว์จำพวกหอย ปะการังและแพลงก์ตอน การลดลงของสัตว์และพืชทะเล เหล่านี้จะเป็นเหตุของการพังทลายของข่ายใยอาหารในทะเล ภาวะที่เป็นกรดมากขึ้นจะจำกัดความสามารถของระบบนิเวศ ทางทะเลในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เนื่องจากการลดลงของสิ่งมีชีวิตในทะเลที่ใช้คาร์บอเนตเป็นเปลือก

นอกจากมลพิษพลาสติกในทะเลที่เป็นปัญหาทั่วโลก มลพิษต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นในทะเลและมหาสมุทรก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล สารประกอบอย่างไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่เป็นธาตุอาหารได้กระตุ้นกระบวนการยูโทรฟิเคชั่น (Eutrophication)โดยดึงเอาอ๊อกซิเจนออกจากน้ำจนเหลือศูนย์และสร้าง “แหล่งน้ำที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่(Dead Zone)” ข้อมูลระบุว่ามี ​dead zone 405 บริเวณตามชายฝั่งทะเลทั่วโลก

ถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเลก็ยังอยู่ในภาวะวิกฤต ทะเลไทยมีปะการังรวม 400 สายพันธุ์ แนวปะการังทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันมีพื้นที่รวมกันราว 153 ตารางกิโลเมตร ร้อยละ 40.3 ของพื้นที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล ร้อยละ 60 ของสายพันธุ์ปะการัง มีปะการังที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงร้อยละ 50 ; ทะเลไทยมีหญ้าทะเล 12 สายพันธุ์ ครอบคลุมพื้นที่ 149.97 ตารางกิโลเมตร มีเพียงร้อยละ 35 ของพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง ชายฝั่งทะเลไทยมีไม้โกงกาง 35 สายพันธุ์ มีป่าชายเลน ครอบคลุมพื้นที่ 2,501.94 ตารางกิโลเมตร มีเพียงร้อยละ 7 ของพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง

แรงกดดันจากการประมงเกินขนาดนำไปสู่การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการจับปลาและสัตว์น้ำจากทะเลเพิ่มจาก 76 ล้านตัน เป็น 102.5 ล้านตัน ส่วนปลาและสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงเพิ่มจาก 5.5 ล้านตัน เป็น 69 ล้านตัน จีนมีส่วนแบ่งร้อยละ 60 ของการผลิตปลาและสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงทั่วโลก แม้ว่าจะช่วยตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงทางอาหาร แต่ก็นำมาซึ่งความท้าทายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ

อากาศแปดเปื้อน

มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ในปี พ.ศ.2555 ประมาณ 3.7 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศ ราวร้อยละ 88 ของการเสียชีวิตดังกล่าวนี้อยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางโดยที่ กลุ่มประเทศดังกล่าวนี้มีประชากรรวมกันร้อยละ 82 ของประชากรโลก ความต้องการใช้พลังงานและการคมนาคมขนส่ง ทำให้สถานการณ์มลพิษทางอากาศเลวร้ายลง

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนคาดการณ์ว่า เมืองขนาดใหญ่ที่มีคนเกิน 10 ล้านคน (megacities)และขึ้นอยู่กับระบบเชื้อเพลิงฟอสซิล ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปี พ.ศ. 2593 เมื่อเทียบกับตัวเลขในปี พ.ศ.2555

ความเป็นเมืองรุกล้ำและกลืนกินโลกธรรมชาติมากขึ้น ในปี . 2550 คือจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์เมื่อประชากรบนโลกมากกว่าครึ่งอาศัยอยู่ในเมือง มีการคาดการณ์ว่าภายในปี ..2593 เขตเมืองจะเพิ่มขึ้นเป็น 175 เท่าของกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับการขยายตัวเมืองและประชากรเมือง ในกรุงเทพมหานคร ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 25 แห่ง มีพื้นที่รวมกัน 2,926 ไร่ มากกว่าสวนสาธารณะขนาดใหญ่ 25 แห่งซึ่งมีพื้นที่รวมกัน 2,556 ไร่

คาดกันว่าภายในปี ..2567 จะมีคนบนโลก 8 พันล้านคน และในปี ..2593 จะมีมากกว่า 9 พันล้านคน มากกว่าครึ่งหนึ่งของคนบนโลกอาศัยอยู่ในวงกลมที่แรเงาด้านล่างนี้(ครอบคลุมเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก) ซึ่งมีการปะทะประสานสามเส้าระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การปกป้องสิ่งแวดล้อมและความเป็นธรรมทางสังคมอย่างเป็นพลวัตรมากที่สุดของโลก

worldmap1

ที่มา : https://thetersetraveler.com/2015/05/06/its-a-small-densely-populated-world/

พื้นที่เชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

เราจะผูกพันกับธรรมชาติอย่างไรท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมซึ่งกลายมาเป็นภัยคุกคามต่อความก้าวหน้าทางสังคมของมนุษย์เอง Kate Raworth นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนจากสหราชอาณาจักรนำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจโดนัท (Doughnut Economics) เพื่อตอบโจทย์อันย้อนแย้งนี้ โดยเป็นแนวทางเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและ ปรับปรุงสภาพสังคมให้ดีขึ้นโดยเคารพข้อจำกัดทางนิเวศวิทยา

ขอบด้านนอกของโดนัทคือพรมแดนแห่งพิภพ(planetray boundaries)ซึ่งมี 9 ด้าน คือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) การใช้น้ำจืด(Freshwater Use) ปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัส(Nitrogen and Phosphorus Loading) การกลายเป็นกรดของมหาสมุทร (Ocean Acidification) มลพิษจากสารเคมี(Chemical Pollution) มลพิษในบรรยากาศ (Atmospheric Pollution) การลดลงของชั้นโอโซน(Ozone Depletion), การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ(Biodiversity Loss) และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน(Land Use Change) เกินจากพรมแดนเหล่านี้ไปคือหายนะทางนิเวศวิทยาที่ไม่อาจรับได้

ขอบด้านในของโดนัทคือรากฐานทางสังคม 12 ด้านคือ สุขภาพ(Health) อาหาร(Food) น้ำ(Water) พลังงาน(Energy) การศึกษา(Education) รายได้/การงาน(Income/Work) สันติภาพ/ความยุติธรรม(Peace/Justice) สิทธิในการแสดงความคิดเห็น(Political Voice) ความเป็นธรรมทางสังคม(Social Equity) ความเท่าเทียมทางเพศสภาพ (Gender equality) ที่อยู่อาศัย(Housing) และข่ายใยทางสังคม(Networks) การละเลยรากฐานเหล่านี้นำมาซึ่งความทุกข์ยาก และความโกลาหลอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในสังคมมนุษย์

Screen Shot 2560-05-31 at 6.06.48 PM

ที่มา : ดัดแปลงจาก https://www.kateraworth.com/doughnut/

ระหว่างขอบด้านนอกและด้านใน(ของโดนัท) คือ พื้นที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับมนุษยชาติและระบบเศรษฐกิจแบบ กระจายศูนย์และฟื้นฟูขึ้นใหม่ได้ ที่เอื้อให้มนุษย์ผูกพันกับธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ไม่เบียดเบียนผู้อื่น(ความเป็นธรรมทางสังคม) จากเรื่องเล็กๆ ที่ทำด้วยตนเองไม่ว่าจะเป็นการลดขยะ ปลูกพืชผักสวนครัว ฉลาดใช้พลังงาน การเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การศึกษาธรรมชาติ ฟื้นฟูป่าไม้ ฯลฯ ไปจนถึงปฏิบัติการขับเคลื่อนร่วมมือกับผู้คน กลุ่มบุคคลและองค์กรต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและอนาคตที่เราต้องการร่วมกัน

อ่านเพิ่มเติม

  1. Tony Juniper, “What’s really happening to our planet? The facts simply explained”, Penguin Random House, 2016.
  2. Thailand’s Sustainable Development Sourcebook 2016.

 

Our silent killer, taking a toll on millions

Tara Buakamsri 

Published in Bangkok Post, 8 December 2016

In a city like Bangkok where bumper-to-bumper traffic, raging heat and all-consuming noise are enough to give you a migraine, a clear city skyline is a welcome view to make you appreciate this bustling city. But hovering over Bangkok and other cities like it, lies a hidden layer that’s affecting the health of millions.

Air pollution is one of the most pressing issues in major Thai cities. A 2015 study by the University of Washington and supported by the World Bank, shows that air pollution causes 50,000 premature deaths in the country yearly. Most at risk are children and the elderly, and people living in areas near coal-fired power plants and polluting industries. At the heart of it is the invisible and harmful pollutant, PM2.5.

Measuring less than 2.5 micrometres in diameter — less than the width of a single human hair — particulate matter (PM) 2.5 is the worst form of air pollution. PM2.5 penetrates deeply into the lungs, allowing harmful chemicals to be carried into internal organs; and is attributed to causing a wide range of illnesses including cancer, strokes, respiratory diseases, foetal damage and even death.

Globally, air pollution is turning out to be a very serious issue. According to Unicef, it contributes to the deaths of around 600,000 children each year; and a recent World Bank study has shown that total deaths from air pollution have risen in Thailand from roughly 31,000 in 1990 to 48,000 in 2013. In fact, Thailand’s Pollution Control Department has identified ground-level ozone and airborne particles as the two pollutants that pose the greatest threats to human health.

Unfortunately, PM2.5 levels in many parts of Thailand are way above acceptable levels. The annual safe limit according to Thailand’s National Ambient Air Quality Standard is at 25 microgrammes per cubic metre, a figure Thailand’s major cities have failed to reach for the past several years. Greenpeace Southeast Asia recently looked into this. Our recent report ranked Thai cities according to their PM2.5 readings — the first of its kind for the country — and what we found highlights the hidden public health crisis we have on our hands.

Based on 2015 data, out of 29 provinces that are equipped with air monitoring stations, 23 exceeded the average annual particulate matter of less than 10 micrometres (PM10) levels. Between January-May this year, the five cities with the highest annual average concentrations of PM2.5 were Chiang Mai, Khon Kaen, Lampang, Bangkok and Ratchaburi. This means, that there are levels reaching into “unhealthy”, “very unhealthy” and “hazardous” levels, according to the World Health Organisation. If you want a real-time measurement of what we’re breathing, there is a website that you can check out the visual map, just key “Bangkok AQI”.

So why isn’t the Thai government factoring in PM2.5? Many other countries such as China and India have already incorporated PM2.5 in their air quality indexes, and PM2.5 concentrations are crucial in determining the country’s smog and pollution alerts. In Beijing, residents are advised to wear masks and avoid outdoor activities in similar circumstances. In Delhi, a severe bout of smog enveloped the city and the government was forced to temporarily shut down schools. But the same warnings or measures are not in place in Thailand.

The country is well equipped to do so though. Although pollution monitoring stations are capable of measuring PM2.5 concentrations, Thailand’s Air Quality Index (AQI) does not factor it in. While the AQI provides Thais with timely and reliable information about air pollution levels, it only considers PM10 (larger dust particles). Comparatively, the World Health Organisation also uses PM2.5 AQI values, rather than PM10, to more accurately judge potential health effects from pollution.

So if PM2.5 can give us a better understanding of pollution and the toll it takes on human lives, why is this silent killer hidden from official data? The unfettered growth of industries, the construction of even more coal-fired power plants, the addition of more vehicles on our roads, and the unsolved haze problem from Indonesia affecting Thailand and other Southeast Asian countries will mean pollution will certainly worsen in the coming years.

To protect people’s health, the Thai government needs to urgently upgrade the AQI to include PM2.5. Additionally, it should strengthen pollution monitoring and regulation of existing coal plants and shift away from the use of coal. PM2.5 and mercury emissions should be measured at source, and the current standards for other toxic pollutants such as sulphur oxides and nitrous oxides, aside from dust emissions should be reviewed.

Legal protection for the right to clean air in Thailand is inadequate and will remain so as long as the government continues to sacrifice public health whenever it is perceived to come into conflict with industry. The Thai government must take a step back from this myopic approach and tackle the issue from a public health perspective. The government must challenge industry to meet better standards through innovation — and thus pave the way for a sustainable approach to pollution prevention.

ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5)จากโรงไฟฟ้าถ่านหินคือภัยคุกคามสุขภาวะของคนไทย

กรณีการวิพากษ์รายงาน “ต้นทุนชีวิต: โรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย” ในประเด็นผลกระทบสุขภาพจากถ่านหินผ่านสื่อต่างๆ และการที่ กฟผ. ยืนยันว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ. มีเทคโนโลยีทันสมัยและการควบคุมมลภาวะที่ดีกว่ามาตรฐานกฎหมาย รวมทั้งผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศทุกตัวอยู่ในเกณฑ์ดี จึงไม่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอย่างแน่นอน กฟผ. อ้างถึงเรื่องฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน แบบหลบเลี่ยงประเด็นโดยบอกว่า “ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน(PM2.5) ซึ่งรายงานของ กรีนพีซระบุว่า หากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่และเทพาจะทำให้เกิดมลภาวะแพร่กระจายข้ามจังหวัดหรือข้ามประเทศนั้น จากการที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. ทั้ง 2 โครงการมีมาตรการควบคุม PM10 และ PM2.5 จากแหล่งผลิตตามมาตรฐานสากลโดยได้กำหนดไว้ในรายงาน EHIA ดังกล่าวมาแล้ว ประกอบกับการตรวจวัดค่าจริงในบรรยากาศรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินในปัจจุบันของ กฟผ. จึงมั่นใจได้ว่า โครงการทั้ง 2 จะไม่ทำให้เกิดมลภาวะแพร่กระจายตามแบบจำลองของกรีนพีซ…”

แท้ที่จริงแล้ว นอกจากฝุ่นละอองแขวนลอยรวม (Total Suspended Particulate Matters-TSP) ไม่มีที่ใดในรายงาน EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองที่อธิบายเรื่องการควบคุม PM2.5 และการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจาก PM2.5 แม้แต่น้อย!

บทความนี้นำเสนอว่า ผลกระทบด้านสุขภาพจากการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่และมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น ในอินเดีย การศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพของการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ระบุว่าร้อยละ 75 ของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรนั้นเกี่ยวข้องฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่เป็นผลมาจากการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ การศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพจาก PM2.5 ในแง่ของมลพิษที่กระจายในระยะทางไกลในสหรัฐอเมริกา การศึกษาการก่อตัวของ PM2.5 ขั้นทุติยภูมิอันเป็นสาเหตุของหมอดควันพิษในปักกิ่งของจีนซึ่งมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นมีบทบาทสำคัญ การประเมินความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรกับมลพิษทางอากาศโดยวิทยาลัยสาธารณสุขศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่งและกรีนพีซ เอเชียตะวันออก การศึกษาในไต้หวันกรณีการปล่อยมลพิษทางอากาศและ PM2.5 จากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลกและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า มลพิษทางอากาศสร้างความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอด เส้นเลือดในสมองแตก โรคหัวใจและโรคทางเดินหายใจ และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของผู้คนในประเทศไทยและผู้คนนับล้านทั่วโลกทั้งจากแหล่งกำเนิดมลพิษของแต่ละประเทศและและข้ามพรมแดน รวมถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่า 3 ล้านรายต่อปี ดังนั้น ในปี 2553 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออกประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อกำหนดมาตรฐานฝุ่นละอองไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)ในบรรยากาศทั่วไปขึ้น  การกำหนดค่ามาตรฐานดังกล่าวนี้เพื่อเพิ่มระดับการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนโดยทั่วไป

การศึกษาโดยกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่าจากการทบทวนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การศึกษาทางด้านระบาดวิทยาทั้งในและต่างประเทศแสดงถึงความสัมพันธ์ของการได้รับ PM2.5 ในบรรยากาศกับผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย เช่น การตายก่อนเวลาอันควร การเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจและอาการระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน จะมีโอกาสเข้าสู่และค้างในระบบทางเดินหายใจส่วนปลายได้มากกว่าฝุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่าซึ่งการศึกษาทางระบาดวิทยาของประเทศไทยที่มีอยู่ก็พบผลกระทบของ PM2.5 ต่อสุขภาพอนามัยในระดับใกล้เคียงกับที่พบในการศึกษาที่เมืองต่างๆ ทั่วโลก

กราฟแสดงการประมาณการปล่อยมลพิษทางอากาศ(หน่วยเป็นตันต่อปี)จากแหล่งกำเนิดมลพิษ

Screen Shot 2559-01-01 at 5.27.14 PM

(ที่มา : รายงานพลังงานของประเทศไทย 2549-กระทรวงพลังงาน, รายงานโครงการติดตามและประเมินสถานการณ์การเผาในที่โล่งในพื้นที่การเกษตรของประเทศไทย 2548-กรมควบคุมมลพิษ, ระบบฐานข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศและเสียงในประเทศไทย 2537-กรมควบคุมมลพิษ)

จากกราฟ แม้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นแหล่งกำเนิด PM2.5 เป็นลำดับรองจากการเผาในที่โล่งและการขนส่ง แต่การปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนต่อปีจากโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นมีสัดส่วนมากที่สุดในบรรดาแหล่งกำเนิดต่างๆ ซึ่งนำไปสู่เกิด PM2.5 จากกระบวนการทางเคมีในบรรยากาศที่มีก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนเป็นสารตั้งต้น

รายงาน ต้นทุนชีวิต: โรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย ใช้แบบจำลอง GEOS-Chem แสดงแบบแผนการกระจายตัวของมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งในปัจจุบันและในอนาคต โดยเน้นศึกษาฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ทั้งที่ปล่อยจากปล่อง(ปฐมภูมิ) และ PM2.5(ทุติยภูมิ) ที่เกิดจากกระบวนการทางเคมีในบรรยากาศที่มีก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนเป็นสารตั้งต้น กลุ่มนักวิจัยมากกว่า 100 รายทั่วโลกนำแบบจำลอง GEOS-Chem ไปใช้อย่างแพร่หลายและดำเนินการภายใต้กลุ่มศึกษาแบบจำลองบรรยากาศของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด โดยมีศาสตราจารย์จาค็อปส์ผู้มีประสบการณ์สูงและเป็นที่ยอมรับในการสร้างแบบจำลององค์ประกอบบรรยากาศในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ผลกระทบต่อสุขภาพจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทยประเมินจากการคาดการณ์ผลกระทบต่อสุขภาพทั้งหมดจาก PM2.5 และใช้ฐานข้อมูลการศึกษาภาระโรคในระดับโลก (Global Burden of Disease)ที่ตีพิมพ์ในวารสารแลนเซ็ต(Lancet)ซึ่งเป็นวารสารทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก การประเมินผลกระทบพิจารณาถึงโครงสร้างอายุของประชากร อัตราการเสียชีวิตที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ ระดับมลพิษทางอากาศในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ แบบจำลอง GEOS-Chem จะคาดการณ์ระดับมลพิษทางอากาศทั้งหมดในแต่ละจุดพิกัดและสัดส่วนมลพิษที่เกิดจากการปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ผลลัพธ์ที่ได้จะแสดงขนาดผลกระทบต่อสุขภาพจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจากมลพิษทางอากาศจากการคมนาคมขนส่งซึ่งจัดทำโดยธนาคารโลกในปี พ.ศ. 2557 ก็ใช้ระเบียบวิธีนี้เช่นเดียวกัน รายละเอียดระเบียบวิธีการศึกษาดู ที่นี่

โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นแหล่งกำเนิดของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนที่เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ แม้ว่าอุตสาหกรรมถ่านหินจะทุ่มเงินโฆษณาถ่านหินสะอาดและเทคโนโลยีการดักจับเพื่อลบล้างผลกระทบดังกล่าวและตัดตอนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเถ้าถ่านหิน แต่มลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินยังคงมีและไม่มีวันที่จะทำให้มลพิษเป็นศูนย์ได้  การศึกษาเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก(PM2.5) จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน Manjung ที่ใช้เทคโนโลยี ultra super critical ในมาเลเซียและผลกระทบด้านสุขภาพ พบฝุ่นละอองที่ร่างกายรับเข้าไปจากการหายใจอย่าง PM2.5 ที่ปล่อยออกมีค่าเกินมาตรฐานที่กำหนดโดย USEPA จากการวัดที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคมและกรกฎาคม 2554 ในที่นี้ ต้องเข้าใจว่ามาเลเซียและทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งไทยยังไม่มีค่ามาตรฐาน PM2.5 จากปลายปล่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ดังนั้น กฟผ. ไม่ควรจะด่วนสรุปว่ามลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ได้เป็นภัยคุกคามด้านสุขภาพ(การเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร)!

จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยต้องให้ความสำคัญในการวางแผนการใช้พลังงานของประเทศที่ลดผลกระทบจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งผู้นำในประเทศแถบยุโรป อเมริกา จีนกำหนดมาตรการและนโยบายที่คุ้มครองสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องและส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านพลังงาน

ตัวเลขการประมาณอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำลังเดินเครื่องและโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่รัฐบาลประกาศจะเดินหน้าทั้งหมดนั้นในรายงาน “ต้นทุนชีวิต: โรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพของคนไทย” จึงเป็นสิ่งที่ผู้นำและผู้ตัดสินใจเชิงนโยบายของประเทศไทยไม่ควรเพิกเฉยและต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะลุกขึ้นมาปกป้องประชาชนจากจากมลพิษทางอากาศของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เป็นภัยคุกคาม แทนที่จะคุ้มครองอุตสาหกรรมถ่านหิน รัฐบาลไทยต้องคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่จะมีชีวิตอยู่ในอากาศสะอาดและสิ่งแวดล้อมที่ดี

เหนือแอ่งแม่เมาะ

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

จนกระทั่งต้นฤดูฝนปี 2539 ผมจึงได้มายืนอยู่เหนือแอ่งแม่เมาะ คำพูดของนักข่าวที่เป็นเพื่อนร่วมทางวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึง “เท่าที่รู้กัน ข่าวสารพิษจากเหมืองและโรงไฟฟ้าแม่เมาะครึกโครมออกมาในปี 2535 จริงๆ ปัญหามีมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร จนกระทั่งหมอคนหนึ่งบอกว่าเกิดจากซัลเฟอร์ไดออกไซด์”

มองจากมุมสูง พื้นผิวโลกที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของผมดูคล้ายหลุมอุกกาบาตมหึมาวางตัวอยู่ในแอ่งภูเขาสลับซับซ้อน นี่คือเหมืองลิกไนต์แม่เมาะ บาดแผลแห่งโลกที่มนุษย์ขุดเจาะหาแหล่งฟอสซิลเพื่อผลิตไฟฟ้า

ดอยแม่มาน ผาก้าน ผาคัน ห้วยน้ำเงิน ดอยหนอก ผาตูบ ดอยกอ ห้วยเดื่อ ขอนห่ม ผาหอน หนองม้าและผาหิ้ง เทือกเขาชรา 14 ลูก เลือนรางในม่านฝุ่นแขวนลอยสีขาวบาง ปล่องสูง 80 เมตร 3 ปล่องของโรงไฟฟ้าลิกไนต์ที่ขอบเหมืองด้านตะวันตกพ่นควันสีเทาจางเป็นระยะลอยหายไปกับท้องฟ้าหม่น

“แม่เมาะเป็นอำเภอเล็กๆ ของลำปางมี 5 ตำบล ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 7,000-8,000 คน เป็นเมืองน่าอยู่ เทือกเขาหินปูนสวยงาม แต่โชคร้ายที่มีลิกไนต์อยู่ด้วย” คนพูดถึงความงามของถิ่นเกิด แต่ฟอสซิลใต้ผืนโลกกลับเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเขาโดยสิ้นเชิง

ลิกไนต์จากแอ่งแม่เมาะถูกขุดขึ้นมาใช้อย่างจริงจังในปี 2549 ในโรงบ่มใบยาสูบ โรงปูน โรงไฟฟ้าวัดเลียบและสามเสน เป็นเชื้อเพลิงของโรงจักรแม่เมาะเพื่อผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้เมืองลำปาง โรงปุ๋ยเคมีแม่เมาะและงานก่อสร้างที่เขื่อนภูมิพล โรงจักรแม่เมาะปิดกิจกรรมในปี 2512 พร้อมกับการเริ่มกิจการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยหรือ กฟผ.

กฟผ. ดำเนินการขยายเหมืองแม่เมาะเพื่อผลิตถ่านลิกไนต์ป้อนโรงไฟฟ้าที่สร้างใหม่และเปิดดำเนินการในปี 2521 การสำรวจพบลิกไนต์ราว 1,468 ล้านตัน ขุดมาใช้ประโยชน์ได้ราว 1,468 ล้านตัน ใช้ในเชิงพาณิชย์ 628 ล้านตัน พอเป็นพลังงานสำหรับหน่วยผลิต 19 หน่วย แต่ทำเลที่ตั้งของแอ่งแม่เมาะไม่เหมาะสมในการขยายกำลังการผลิตได้ถึงขนาดนั้น

“การผลิตไฟฟ้าที่แม่เมาะ เขาใช้ถ่านหินบดละเอียดเป็นผงพ่นเข้าเตา ต้มน้ำให้เป็นไอเพื่อปั่นกังหันไฟฟ้า ถ่านหินที่พ่นออกมาก็เป็นซัลเฟอร์ไดออกไซด์และฝุ่น ผมไม่แน่ใจว่าประสิทธิภาพของเครื่องดักฝุ่นของโรงไฟฟ้าเป็นไปตามที่ กฟผ. คุยไว้หรือเปล่า” เพื่อนนักข่าวตั้งคำถาม

ในบันทึกของผม

“วันที่ 1-2 ตุลาคม 2535 เครื่องดักจับฝุ่นของโรงไฟฟ้าแม่เมาะหน่วยที่ 2 เกิดขัดข้องเนื่องจากเครื่องเก็บเถ้าอุดตัน ต้องระบายฝุ่นและขี้เถ้าออกมามากกว่าปกติ ประจวบกับสภาพอากาศปิดเนื่องจากความกดอากาศสูงและการผกผันของชั้นอุณหภูมิ ทำให้ฝุ่นและควันของโรงไฟฟ้าไม่สามารถแพร่กระจายได้ดีเท่าที่ควร ทิศทางลมพัดจากโรงไฟฟ้าไปยังหมู่บ้านสบป้าดซึ่งตั้งอยู่ด้านใต้ด้วยความเร็วต่ำ เวลานั้นเอง ชาวบ้านสบป้าดล้มป่วยด้วยโรคทางเดินทางหายใจเป็นจำนวนมาก มีอาการแสบจมูก แสบคอ แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก หายใจฝืด หายใจติดขัดเกิดขึ้นพร้อมกัน ต้นไม้ใบหญ้าไหม้เกรียมเหมือนถูกเผา ชาวบ้านรู้สึกว่ามีกลุ่มควันหนาแน่นและเหม็นกลิ่นซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เดือนเมษายนอีกสองปีถัดมา ฝนตกติดต่อกันที่แม่เมาะทำให้อากาศปิด ฝุ่นและควันจากโรงไฟฟ้าฟุ้งกระจายลงหมู่บ้านสบป้าดและแม่จาง ชาวบ้านต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก”

ปัญหามิได้มีเพียงมลพิษจากการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น การทำเหมืองแบบเปิด ฝุ่นถ่านหินจะกระจาย ก่อให้เกิดการระคายเคืองมากกว่าฝุ่นธรรมดา ทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาว ความชื้นในอากาศต่ำ ฝุ่นจึงกระจายได้มากขึ้น

“จากปี 2521 เป็นต้นมา ปริมาณถ่านหินที่ขุดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผลกระทบที่มีต่อคนแม่เมาะที่อยู่ใกล้เหมืองคงจะมีมากขึ้น แต่ไม่รู้ว่าฝุ่นฟุ้งกระจายไปไกลแค่ไหน” ผมนึกถึงคำพูดของคุณศรีสะเกษ สมาน คนทำงานพัฒนาชนบทที่ลำปาง บอกว่า “ขี้เถ้าถ่านหินจะลำเลียงสายพานมาใส่รถบรรทุกแล้วไปทิ้ง คนที่ทำงานอยู่ตรงสายพานนี้เป็นโรคกระดูก โรคข้อกันมาก หลายคนเป็นโรคหืดหอบ สายพานตรงนี้แทบไม่มีคนทำ ถ้ามีก็มาจากภาคอิสาน”

การศึกษาสภาวะเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจของคนในอำเภอแม่เมาะเทียบกับคนจังหวัดลำปางของคณะแพทย์กลุ่มหนึ่งโดยเก็บข้อมูลย้อนหลังผู้ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจทุกชนิดที่มารับการบริการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลแม่เมาะ สถานีอนามัยตำบล กองการแพทย์และอนามัยของ กฟผ. ช่วงเดือนตุลาคม 2531 ถึงเดือนกันยายน 2533 พบว่าจำนวนครั้งของการป่วยของคนอำเภอแม่เมาะมีอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ยของจังหวัดลำปางประมาณ 3 เท่า การเกิดโรคทางเดินหายใจส่วนใหญ่เกิดในเด็กอายุ 0-14 ปี และกลุ่มวัยแรงงานที่ทำงานในเหมือง ลักษณะการกระจายโรค กระจายอยู่ทางทิศเหนือและตะวันออกเป็นส่วนใหญ่ สัมพันธ์กับทิศทางลมจากใต้ไปเหนือตามแนวช่องเขาในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคม

การศึกษานี้ตรงกับสมมุติฐานที่ว่า ชุมชนบริเวณใกล้เหมืองถ่านหิน อาจได้รับผลกระทบจากฝุ่นและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่เกิดจากการขนส่ง การเปิดหน้าดิน การสันดาปในตัวเองโดยมีลมเป็นปัจจัยของการฟุ้งกระจาย และบริเวณที่ไกลจากโรงไฟฟ้าจะได้รับผลกระทบเนื่องจากฝุ่นและซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ปล่อยออกจากปล่องโดยมีลมเป็นปัจจัยของการฟุ้งกระจาย

คณะผู้ศึกษายังได้ตั้งข้อสังเกตถึงระดับของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่มีผลต่อมนุษย์ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ระดับที่น่าจะมีผลต่อมนุษย์น้อยคือต่ำกว่า 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรใน 24 ชั่วโมง รายงานการตรวจอากาศของ กฟผ. แม่เมาะปี 2531 ในเขตปฏิบัติงานต่าง ๆ ล้วนแต่มีค่าสูงกว่ามาตรฐานทั้งสิ้น

“การวัดระดับคุณภาพอากาศที่ดำเนินการอยู่เป็นการวัดคุณภาพอากาศหลังจากที่มีการฟุ้งกระจายของฝุ่นและก๊าซต่าง ๆ ในบรรยากาศ หลังจากที่ปล่อยออกจากปล่องหรือจากเหมือง ค่าเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปแล้วแต่อุณหภูมิ ความชื้นในอากาศ ทิศทางลม การควบคุมจึงทำได้ยากและไม่ทราบว่าฝุ่นและก๊าซที่ระดับเท่าไรที่จะไม่มีผลต่อมนุษย์ น่าจะวัดที่ปากปล่องว่าจะปล่อยออกมาไม่เกินระดับเท่าใด หรือควบคุมที่บ่อเหมืองว่าจะให้มีการฟุ้งกระจายเท่าไร” ข้อเสนอจากการศึกษานี้แสดงถึงความห่วงใยต่อสุขภาพของคนแม่เมาะ แต่หลังจากนั้น นายแพทย์ไชยอนันต์ ทยาวิวัฒน์ ผู้ทำการศึกษาก็ไม่ได้เป็นผู้อำนายการของโรงพยาบาลแม่เมาะอีกแล้ว

สิ่งที่คนแม่เมาะเผชิญอยู่ ศรีสะเกษ สมาน เล่าว่า “วิธีการแก้ปัญหาของ กฟผ. ไม่ตรงจุด เมื่อเกิดเรื่องก็เข้าไปทำสาธารณูปโภค ทำถนน ต่อประปา เอาเงินค่ารักษาพยาบาลให้ แต่ว่ามันไม่หายป่วย ชาวบ้านขอร้องบอกว่า ไม่ต้องจ่ายเงิน เราไม่อยากได้เงินคุณ อยากให้คุณยอมรับว่าพวกเราป่วย สัตว์เลี้ยงเราเป็นโรค ต้นไม้เราเสียหายจากมลพิษ”

ผมเดินทางเข้าไปหมู่บ้านสบป้าดหลังจากมีข่าวว่าจะมีการอพยพโยกย้ายหมู่บ้านหลายแห่งออกไปจากพื้นที่ ไถ่ถามชาวบ้าน ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาไม่อยากย้ายไปไหน มีคนไม่กี่คนที่ต้องการย้ายออกไป ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ข่าวการประท้วงที่ปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับนั้น ชาวบ้านขอเจรจาให้ กฟผ. ลดการผลิตลง

การแก้ปัญหามลพิษและอ้างความจำเป็นต้องขยายเหมืองถ่านหินโดยการอพยพชุมชนไม่ใช่เรื่องง่ายดายเหมือนในอดีต คำพูดของแม่อุ๊ยที่หาข้าวปลามาเลี้ยงผมและเพื่อนนักข่าวยืนยันชัดเจนว่า กฟผ. ต้องแก้ปัญหามลพิษ นี่คือความรับผิดชอบที่แท้จริง ไม่ใช่การอพยพโยกย้ายชุมชนเพื่อหนีปัญหา

ในฐานะคนแปลกหน้าผู้มาเยือน ท่าทีของชาวบ้านสบป้าดระมัดระวังที่จะพูดเรื่องผู้ป่วยจากมลพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่เสียชีวิตไปแล้ว พวกเขาบอกว่า ปัญหาไม่รุนแรงเหมือนปี 2535 และ 2537 คนในหมู่บ้านทักทายเราด้วยสายตาประหลาดใจแล้วเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม รอบยิ้มต่อชะตากรรมที่อาจแปรเปลี่ยน เมื่อเราพ้นออกมาจากเขตหมู่บ้าน ความมืดเริ่มห่มคลุมเทือกเขาชราที่ทะมึนอยู่เบื้องหลัง ในความมืดเราเห็นแสงไฟและกลุ่มหมอกควันทะมึนจากโรงไฟฟ้า ผมอยากรู้เหลือเกินว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีกบ้างในวันข้างหน้า…

ฝุ่นละอองขนาดเล็กและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรโลก

The Global Toll of Fine Particulate Matter

Color bar for The Global Toll of Fine Particulate Matter
acquired January 1, 1850 – January 1, 2000download large image (453 KB, PNG, 1440×720)

ความผันผวนของสภาพอากาศในระยะสั้นเมื่อรวมเข้ากับการปล่อยมลสารจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้นำไปสู่การเกิดมลพิษทางอากาศ ในเดือนมกราคม 2556 มลพิษทางอากาศจากอุตสาหกรรมเข้าปกคลุมภาคอิสานของสาธารณะรัฐประชาชนจีน และช่วงเดือนมิถุนายน 2556 ควันไฟป่าจากสวนปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่บนเกาะสุมาตราเข้าปกคลุมสิงคโปร์และคาบสมุทรมลายูรวมถึงบางส่วนของภาคใต้ของไทย

ในหลายๆ กรณี มลพิษทางอากาศจะคงตัวอยู่เป็นเวลาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์ ทำให้มีคนป่วยจากโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากขึ้น เมื่อมลพิษทางอากาศจางลง อากาศสดใส ความจำเรื่องอากาศแย่ ๆ ค่อยจางหายไป แต่ความเสี่ยงด้านสุขภาพมิได้จางหายไปด้วย ระดับมลพิษทางอากาศแม้จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็อาจมีผลอย่างมากต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ได้

คำถามคือ คนทั่วโลกรับสัมผัสกับมลพิษทางอากาศมากน้อยเพียงใด? แล้วความเสียหายด้านสุขภาพนั้นเป็นเท่าใด? ด้วยเหตุที่มีช่องว่างในเครือข่ายของการตรวจวัดภาคพื้นดิน เจสัน เวสต์ นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาได้พยายามหาคำตอบเหล่านี้โดยการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์

ในปี ค.ศ.2010 เวสต์และทีมงานจัดพิมพ์เผยแพร่การประเมินผลกระทบสุขภาพระดับโลกจากมลพิษทางอากาศโดยใช้แบบจำลองสภาพอากาศแบบจำลองเดียว ต่อมา พวกเขาคิดว่าเพื่อปรับปรุงการคำนวณให้ดีขึ้นโดยใช้ผลจากแบบจำลองแบบต่าง ๆ หลาย ๆ แบบจำลอง แทนที่จะเป็นแบบเดียว ในปี ค.ศ. 2013 พวกเขาตีพิมพ์ผลงานเผยแพร่ลงใน  Environmental Research Letters โดยสรุปว่ามีคน 2.1 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากผลกระทบโดยตรงจากมลพิษทางอากาศที่รู้จักกันในชื่อว่า “ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (fine particulate matter) หรือ PM2.5

แผนที่ด้านบนแสดงแบบจำลองการประเมินจำนวนการเสียชีวิตโดยเฉลี่ยต่อพื้นที่ 1,000 ตารางกิโลเมตร (386 ตารางไมล์) ต่อปีอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศ นักวิจัยใช้ระดับของมลพิษทางอากาศระหว่างปี ค.ศ. 1850 และ 2000 เป็นมาตรวัดของมลพิษทางอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ พื้นที่สีน้ำตาลเข้มแสดงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่าพื้นที่สีน้ำตาลอ่อน พื้นที่สีฟ้าเป็นพื้นที่ที่มีการปรับปรุงในเรื่องมาตรฐานขอมลพิษทางอากาศที่สัมพันธ์กับข้อมูลในปี ค.ศ. 1850 และมีการลดลงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันคว ฝุ่นละอองขนาดเล็กก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลทางภาคอิสานของสาธารณะรัฐประชาชนจีน ภาคเหนือของอินเดียและยุโรป ซึ่งพื้นที่เหล่านี้มีการพัฒนาและการขยายตัวของเมืองอย่างเข้มข้นโดยปล่อย PM2.5 เป็นจำนวนมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Earth Observatory image by Robert Simmon based on data provided by Jason West. Caption by Adam Voiland.

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : เหมืองถ่านหินแอฟริกาใต้ที่ปิดตัวลงแต่ยังเป็นที่จดจำ

แอฟริกาใต้เป็นหนึ่งในผู้ผลิตถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหกของโลก และเป็นผู้บริโภคที่ใหญ่เป็นอันดับเจ็ดอีกด้วย ด้วยแนวชั้นถ่านหินบางๆ และแรงงานราคาถูก เหมืองถ่านหินจึงผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดไปทั่วประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการทำเหมืองนั้นเพิ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อเหมืองนั้นได้ทำหน้าที่ของมันเสร็จสิ้นแล้ว

มีเหมืองถ่านหินอยู่นับร้อยอยู่ทั่วแอฟริกาใต้ที่ไม่ได้ใช้งานและถูกทิ้งร้าง เหมืองแต่ละแห่งนั้นเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ยังคงทำงานอยู่และพร้อมที่จะทำลายสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้นได้ทุกเมื่อ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากน้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด (Acid Mine Drainage-AMD) น้ำเหือดหายไปจากการที่มีเกลือซัลเฟต โลหะหนัก และสารก่อมะเร็งอยู่เต็มบริเวณเหมืองอาทิ เบนซิน และโทลูอีน เป็นต้น

น้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด (AMD) นี้ส่งผลเสียหายต่อสัตว์ป่าและยังแพร่กระจายความเจ็บป่วยและโรคต่างๆ อีกด้วย และตามรายงานของกระทรวงกิจการน้ำและป่าไม้ ประกอบกับความล้มเหลวด้านงานจัดการน้ำเสีย น้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรด (AMD) ยังเป็นอันตรายอย่างสูงกับคุณภาพแหล่งน้ำที่มีอยู่จำกัดของแอฟริกาอีกด้วย

ประสบการณ์ตรงของผลกระทบจากเหมืองถ่านหินร้าง

เมืองอีมาลาเลนี (Emalahleni) คือสถานที่ที่เราสามารถสัมผัสถึงผลกระทบที่น่าตกใจนี้ ชื่อของเมืองนี้แปลว่า “สถานที่ของถ่านหิน” ไม่น่าแปลกใจกับชื่อเลยเมื่อพิจารณาจากการที่เมืองนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยเหมืองถ่านหินกว่า 22 แห่ง แล้วยังมีโรงงานเหล็ก วานาเดียม และแมงกานีสอีกด้วย

หนึ่งในเหมืองถ่านหินที่ถูกทิ้งร้างในพื้นที่นั้นได้แก่เหมืองทรานวาลล์(Transvaal) และเดลากัวเบย์(Delagoa Bay-T&DB) ซึ่งเปิดทำการในปี 2439 เมื่อเหมืองถูกปิดลงในปี 2496 เหมืองก็ถูกทิ้งร้างไร้เจ้าของและทำให้เกิดมลพิษขึ้นโดยไม่มีผู้ใดป้องกัน

ปัญหาสุขภาพ

กลุ่มที่เสี่ยงที่สุดในเมืองอีมาลาเลนี ได้แก่ เด็กที่อาศัยอยู่บนถนนไนล์เรเร(Nyerere) เมืองมากูควา(Maguqa) สนามฟุตบอลของเด็กๆ ตั้งอยู่ในที่ราบน้ำท่วมถึงของลำธารสายเล็กๆ ลำธารนั้นสกปรกและเป็นอันตรายเพราะมันเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลจากเทศบาลเมือง

ฤดูร้อนที่ผ่านมา การไหลบ่าของน้ำได้ทิ้งคราบเกลือไว้ทั่วสนามฟุตบอล ซึ่งมาจากการปนเปื้อนมลพิษทางน้ำ(AMD) โดยมีต้นเหตุมาจากเหมืองที่ตั้งอยู่โดยรอบนั้นเอง เด็กๆ ต้องย้ายสนามไปที่อื่นเมื่อเกลือเหล่านั้นเริ่มสร้างความระคายเคืองต่อตาของพวกเขา

เมื่อไม่ได้เล่นฟุตบอล (ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลายอย่างของเด็กๆ) เด็กในเมืองมากูควา ก็จะไปว่ายน้ำในสระน้ำอุ่นที่อยู่เหนือลำธารขึ้นไปสองกิโลเมตร สระน้ำดังกล่าวซ่อนเร้นความเป็นจริงที่เลวร้ายเอาไว้ เหตุผลที่น้ำในสระอุ่นนั้นเพราะได้ความร้อนจากไฟถ่านหินที่ยังคงเผาไหม้อยู่ในเหมืองที่ถูกทิ้งร้างเหล่านั้น ซึ่งเหมืองส่วนใหญ่เผาผลาญถ่านหินมาตั้งแต่ปี 2483 เป็นต้นมา

ที่น่าประหลาดใจก็คือสระน้ำนั้นสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายและไม่มีแม้กระทั่งป้ายเตือนอันตราย ทั้งที่น้ำในสระเป็นพิษ ไม่สามารถใช้ในการชลประทาน ดังนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะใช้สระสำหรับว่ายน้ำหรืออาบน้ำเลย

แหล่งน้ำที่ปนเปื้อน

ในปี 2549 และ 2550 มีเหตุการณ์เกิดขึ้น 3 เหตุการณ์โดยรอบเขื่อนลอสกอบ(Loskop) ห่างออกไปราว 60 กิโลเมตรจากเมืองอีมาลาเลนิเกิดการปนเปื้อนสารพิษในแหล่งน้ำขึ้นทำให้ปลา จระเข้ และเต่าน้ำจืดต้องตายไปหลายพันตัว ลงไปตามแม่น้ำก็ยังมีเรือกสวนไร่นาที่เสียหายและเกิดการปนเปื้อนในน้ำที่ชุมชนใช้ดื่มกินอีกด้วย

ดร.ยาน ไมเบอร์ก(Jan Myburgh) สัตวแพทย์และนักวิชาการของมหาวิทยาลัย พรีโตเรีย(Pretoria)เรียกสถานการณ์นี้ว่า “ความหายนะของระบบนิเวศ” ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้น คือ การที่น้ำทิ้งจากเหมืองมีสภาพเป็นกรด(AMD) หมายความว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับแหล่งน้ำนั้นจะยังคงดำเนินต่อไปในระยะยาวเพราะหากเหมืองเจาะระดับน้ำใต้ดินลงไปแล้วชั้นหินใต้ดินก็จะสัมผัสกับอากาศและน้ำฝนซึ่งจะทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่จะปล่อยสารพิษที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนทางน้ำขึ้น

ขึ้นเหนือแม่น้ำไปอีกก็จะพบว่ามีการปนเปื้อนในน้ำของเขื่อนนับร้อยในรัศมีกว่า 10 กิโลเมตร น้ำนั้นมีสีแดงและเหลืองทองเนื่องจากการละลายของเหล็ก ทุกๆ ที่ที่เกิดพื้นดินยุบตัว คุณก็จะพบกับการรั่วไหลของการปนเปื้อนทางน้ำ หากเหลือบมองแม่น้ำบรักรุส(Brugspruit) ดูแล้วคิดว่ามันมีหิมะปกคลุมอยู่ล่ะก็ไม่มีใครโทษคุณแน่เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่เห็นนั้นเป็นเกลือจากเกลือขาวที่ตกค้างอยู่นั่นเอง

“ที่แห่งนี้เป็นนรกบนดินชัดๆ” นายแมธธิว ฮลาเบน(Matthews Hlabane) นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมผู้มีประสบการณ์นานปีกล่าว “ดินนั้นถูกเผาไหม้และเต็มไปด้วยเกลือ น้ำก็ถูกปนเปื้อน อากาศก็เป็นอันตราย และที่สำคัญเรายังไม่เห็นว่ามันจะได้รับการแก้ไขเลย”

สิบปีที่แล้วเกิดความพยายามในการแก้ปัญหาขึ้นเมื่อนักเคลื่อนไหวจากชุมชนในพื้นที่ออกมาร้องเรียน แต่ถึงกระนั้น แมธธิวก็ชี้ให้เห็นถึงความจริงที่น่าวิตกว่า “เมื่อไรก็ตามที่เราเลิกร้องเรียนก็ไม่มีใครมาสนใจ”

มันดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่เป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ไข ในเมืองอีมาลาเลนิ ระบบการระบายของเสียก็ไม่ได้มาตรฐานและไม่เหมาะในการทำงานจริง แล้วยังเรื่องที่ระบบดังกล่าวเป็นตัวการที่สร้างมลพิษสู่แม่น้ำก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง โรงงานบำบัดน้ำเสียตรงต้นแม่น้ำ บรักรุสก็มีอายุกว่าสิบปีแล้วแถมยังปิดใช้งานมานานกว่าหนึ่งปีอีกด้วย ซึ่งโรงบำบัดดังกล่าวนั้นถึงเวลาที่จะทำการแก้ไขปรับปรุงใหม่ได้แล้ว แต่ก็ยังมีปัญหานอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วอีกนั่นก็คือ การลักขโมยสายไฟ การขาดบุคลากร น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม และน้ำโสโครกที่ยังไม่ได้รับการบำบัด

มลพิษทางอากาศ

เมืองอีมาลาเลนิตั้งอยู่ในจังหวัดปูมาลังกา(Mpumalanga) และมลพิษทางอากาศที่เกิดจากไฟเผาถ่านหินในเหมืองที่ไม่ได้ใช้งานแล้วก็กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักทั่วทั้งภูมิภาค ยังไม่มีใครคำนวณความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่เมื่อสุขภาพเริ่มย่ำแย่ลงความเป็นจริงก็เริ่มปรากฏให้เห็น เจ้าหน้าที่ในจังหวัดปูมาลังกายังได้กล่าวถึง “แนวโน้มที่เป็นไปได้อย่างมากว่าภายในช่วงหน้าหนาวจะเกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างในเด็กอายุต่ำกว่าห้าปีที่อาศัยอยู่ในพื้นที่”

ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2550 รัฐบาลแห่งชาติประกาศให้พื้นที่ของจังหวัดปูมาลังกาซึ่งครอบคลุมกว่า 301,106 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษที่มีความสำคัญแห่งชาติ หลังจากได้ตรวจวัดระดับมลภาวะทางอากาศไปแล้วพบว่ามีสภาพที่แย่กว่าที่เกิดขึ้นในอดีตเยอรมันตะวันออก

สถานการณ์โดยรวมและแนวโน้มในอนาคต

แอฟริกาใต้กำลังหวังพึ่งเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด(Clean Coal Technology) ซึ่งยังไม่ได้มีการพิสูจน์มาก่อนว่าใช้ได้จริงหรือไม่ รวมไปถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีราคาแพงในการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยในขณะเดียวกันก็จะผลิตไฟฟ้าขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2593 อีกด้วย โดยไม่คำนึงถึงปัญหาไฟฟ้าที่มักจะดับอยู่บ่อยๆ โรงไฟฟ้าถ่านหินและการทำเหมืองถ่านหินกำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ความสำคัญในการจัดการกับมลภาวะที่เกิดจากเหมืองร้างยังมีอยู่น้อย

คณะกรรมการธรณีศาสตร์ซึ่งเป็นคณะที่ปรึกษาให้แก่กระทรวงเหมืองแร่และพลังงาน (DME) ได้ทำการรวบรวมรายชื่อของเหมืองที่ถูกทิ้งร้างไร้เจ้าของกว่า 6,000 แห่งที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งเหมืองถ่านหิน T&DB ก็มีชื่อติดอยู่ในระดับต้นๆ โดยมีการประมาณการค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูอยู่ที่ราว 100 ล้านแรนด์ (10.7 ล้านเหรียญสหรัฐ) นี่เป็นแค่ส่วนเดียวจากงบการฟื้นฟูของเหมืองทั้งหมดซึ่งมีงบจำนวนเต็มอยู่ที่ 30,000 – 100,000 ล้านแรนด์

เห็นได้ชัดเลยว่าค่าใช้จ่ายนั้นเป็นจำนวนมหาศาล ในขณะที่เจ้าของเหมืองบางบริษัท อย่างเช่นแองโกลโคล(Anglo Coal) และบีเอชพีบิลลิตัน(BHP Billiton) ก็กำลังจัดการปัญหาการปนเปื้อนทางน้ำ(AMD) ของตนด้วยงบกว่า 300 ล้านแรนด์ (32.5 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งนี่เป็นแค่กรณีเดียวเท่านั้น ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในการฟื้นฟูจะตกเป็นภาระของสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ หรือไม่ก็ค่าดูแลรักษาที่มาจากเงินของสาธารณะเอง

—————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี