หมอกควันเข้าปกคลุมเซาเปาลู(São Paulo) เมืองที่ใหญ่ที่สุดในซีกโลกตะวันตกให้อยู่ในความมืดมิดในเวลากลางวัน

ควันที่ลอยมาจากแหล่งกำเนิดหลายร้อยไมล์เข้าปกคลุมให้เมืองเซาเปาลูนกอยู่ในความมืดในช่วงกลางวัน (Courtesy of Leandro Mota)

ในช่วงกลางวันแสกๆ ท้องฟ้ากลับกลายเป็นสีดำในทันที กลางวันกลายเป็นกลางคืนในเซาเปาลู

แน่นอน หมอกควันคือข่าวร้ายในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในซีกโลกตะวันตกโดยที่มีรถยนต์ติดยาวหลายไมล์บนท้องถนน

ผู้เชี่ยวชาญพยายามหาว่าเหตุกลางวันมืดในวันจันทร์(19 สิงหาคม 2562) เกิดจากอะไร แต่ข้อสรุปของพวกเขาในเวลานั้นกลับย้อนแย้งกัน สถาบันอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติระบุว่า เมืองเซาเปาลูซึ่งตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 2,500 ฟุต นั้นตก”อยู่ในเมฆหมอก” ส่วนสำนักอื่นๆ บอกว่ามันเป็นแนวอากาศเย็น บริษัท MetSul ซึ่งเชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาบอกว่า ตัวการคือหมอกควันที่มาจากไฟป่าในโบลิเวีย ปารากวัยและที่อันห่างไกลของบราซิล

ที่จริง ดูเหมือนมาจากปัจจัยสามอย่างนี้รวมกัน เมฆหมอก ควันและแนวอากาศเย็น ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของควันจากจุดกำเนิดในระยะไกล เข้าปกคลุมเมืองจนมืดมิดในเวลากลางวัน

Sao Paulo ในช่วงเที่ยงวันของวันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2562(Courtesy of Helena Artemis)

Josélia Pegorim นักอุตุนิยมวิทยาจาก Climatempo ให้สัมภาษณ์ กับ Globo ว่า “หมอกควันไม่ได้มาจากไฟในรัฐเซาเปาลู แต่มาจากควันไฟป่าที่หนาทึบที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนในเขตรัฐรอนโดเนีย(ของบราซิล)และโบลิเวีย มวลอากาศเย็นเปลี่ยนทิศทางและกระแสลมนั้นได้พาหมอกควันมายังเซาเปาลู

ข่าวสารต่างๆ รายงานถึงจำนวนการเกิดไฟในบราซิล โดยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 ในปี พ.ศ.2562 นี้ โดยเฉพาะข้อมูลที่ปล่อยออกมาจากสถาบันแห่งชาติว่าด้วยการวิจัยอวกาศ (the National Institute for Space Research หรือ INPE) ในช่วงสัปดาห์

Alberto Setzer นักวิจัยที่ INPE ให้สัมภาษณ์ กับสื่อท้องถิ่นว่า “พื้นที่แอมะซอนส่วนใหญ่นั้นครั้งหนึ่งเป็นพื้นที่ทนไฟ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการทำลายป่าสร้างโลกใหม่ขึ้น ไฟป่าเพิ่มความถี่และความเข้มข้นขึ้น จากงานวิจัยต่างๆ ที่มีการศึกษาและนำเสนอไว้”

นักวิจัยชาวอังกฤษเขียน ลงใน the Conversation ปีนี้ ระบุว่า “ไฟป่าในแอมะซอนไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สาเหตุมาจากความแห้งแล้งและกิจกรรมของมนุษย์รวมกัน ทั้งวิกฤตโลกร้อนและการทำลายป่า นั้นเชื่อมโยงกัน นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความถี่และความเข้มข้นของความแห้งแล้งในพื้นที่แอมะซอน”

นักวิจัยเชื่อว่าหมอกควันที่ปกคลุมเมืองเซาเปาลูจนมืดมิดในเวลากลางวันของวันจันทร์ที่ 19 สิงหาคมเดินทางมาไกลหลายร้อยกิโลเมตร (Courtesy of Juliana Muncinelli.)

การขับเคลื่อนหลายระดับเพื่อพลิกวิกฤติมลพิษทางอากาศ

ธารา บัวคำศรี

มลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในยุคมนุษย์ครองโลก ถูกจัดให้เป็นวาระหลักภายใต้หัวข้อ Beat Air Pollution ของวันสิ่งแวดล้อมโลกในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2562 นี้ ส่วนเจ้าภาพใหญ่คือ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก 1.39 พันล้านคน มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกและขยายตัวรวดเร็วเป็นอันดับต้นๆของโลก ในขณะที่มลพิษทางอากาศในกรุงปักกิ่งกลับมาอีกครั้งหลังจากอัตราการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 มีการคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2593 อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในมหานครที่มีประชากรเกิน 10 ล้านคน (megacities) และพึ่งพาระบบเชื้อเพลิงฟอสซิลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

วาระ Beat Air Pollution เน้นถึงเรื่องที่เราทุกคนสามารถทำได้ในชีวิตประจำวันเพื่อลดมลพิษทางอากาศ และผลกระทบต่อสุขภาพของตัวเราเอง ปฏิบัติการลดมลพิษทางอากาศยังช่วยชะลอวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เป็นอีกด้านของเหรียญเดียวกัน มลพิษทางอากาศกลางแจ้งเป็นสาเหตุอันดับ 4 ของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรโลก และคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับโลกถึง 2.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

ชุดข้อมูลมลพิษ PM2.5 ในรายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศโลก พ.ศ.2561 ระบุว่าร้อยละ 64 ของเมืองกว่า 3,000 แห่งทั่วโลก มีความเข้มข้น PM2.5 สูงเกินกว่าข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก ส่วนการจัดอันดับเมืองมลพิษ PM2.5 โดยกรีนพีซ ช่วงปี พ.ศ.2561 ในประเทศไทย 39 เมืองจากทั้งหมด 53 เมืองใน 29 จังหวัดมีความเข้มข้น PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินมาตรฐานของประเทศไทย(50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) โดยมีวันที่เกินมาตรฐานตั้งแต่ 1 วันไปจนถึง 68 วัน ร้อยละ 98 ของเมืองในประเทศไทยมีความเข้มข้น PM2.5 เฉลี่ยรายปีสูงเกินกว่าข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก

แผนที่แสดงปริมาณละอองลอย(aerosol)ในบรรยากาศโลกระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ.2543-เมษายน 2562 จากการเก็บข้อมูลโดยเครื่องมือวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ขององค์การนาซา เป็นการวัดความทึบแสงของละอองลอย(aerosol optical thickness) ค่าความทึบแสงที่น้อยกว่า 0.1 (สีเหลืองจางในแผนที่)แสดงถึงท้องฟ้าแจ่มใสและทัศนวิสัยดี)  ส่วนค่าความทึบแสงเป็น 1 (สีน้ำตาลเข้มในแผนที่) แสดงถึงสภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมอกควัน) ที่มา : https://earthobservatory.nasa.gov/global-maps/MODAL2_M_AER_OD

ไม่ต้องกล่าวเลยว่าผู้คนต้องเผชิญกับผลที่จะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวจากการรับสัมผัสมลพิษ ทางอากาศที่เกินมาตรฐานเป็นระยะเวลานาน และหากไร้ซึ่งมาตรการจัดการที่ก้าวหน้า ผลที่ตามมา คือวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ขยายวงกว้างมากขึ้น

การพลิกวิกฤตมลพิษทางอากาศต้องมีการขับเคลื่อนหลายระดับ ดังนี้

เริ่มจากตนเองและครอบครัว

  • ตรวจสอบรายงานและการพยากรณ์คุณภาพอากาศในพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่โดยใช้แอปพลิเคชั่นต่างๆ เช่น Air4Thai แต่เนื่องจากยังไม่มีการรายงานตามเวลาจริง(real time) และโครงข่ายสถานีตรวจวัดยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ ทางเลือกคือ Dustboy โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน หรือ AirVisual, AQICN, Plume ซึ่งใช้กันแพร่หลายทั่วโลกโดยรายงานข้อมูลและคาดการณ์โดยใช้เกณฑ์ดัชนีคุณภาพของ USEPA ที่ยึดโยงกับผลกระทบสุขภาพตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก การเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศตามเวลาจริงนั้นมีความสำคัญไม่เพียงสร้างความเข้มแข็งของประชาชนให้รับมือกับมลพิษทางอากาศและปกป้องสุขภาพ แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความ ตระหนักและขับเคลื่อนแนวทางต่างๆเพื่อต่อกรกับมลพิษทางอากาศในระยะยาวอีกด้วย
  • ร่วมขยายเครือข่ายการตรวจวัดคุณภาพอากาศ รวมข้อมูลการตรวจวัดโดยภาคประชาชน โดยใช้นวัตกรรม
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมและการออกกำลังกายกลางแจ้งในวันที่คุณภาพอากาศไม่ดี หากจะต้องออกนอกบ้าน ใช้หน้ากากปิดจมูกเพื่อลดการสัมผัสกับมลพิษ แม้ว่าจะไม่ใช่การป้องกันที่ดีที่สุด รวมถึงปลูกต้นไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยฟอกอากาศ และเพิ่มความชุ่มชื่นของอากาศภายในบ้าน

ตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

  • มีการศึกษาผลกระทบของมลพิษอากาศต่อสุขภาพประชาชนอันเป็นรากฐานท่ีสำคัญของยุทธศาสตร์การจัดการคุณภาพอากาศหรือไม่อย่างไร?
  • มีการทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศทุก 5 ปี และกำหนดเป้าหมายและกรอบเวลาในการปรับปรุงมาตรฐานมลพิษ PM2.5 ให้เข้าสู่เป้าหมายขององค์การอนามัยโลกซึ่งกำหนดค่าเฉลี่ยรายปีไว้ที่ 10 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร หรือไม่อย่างไร?
  • มีการบูรณาการมาตรการควบคุมมลพิษจากรถยนต์และมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกชึ่งให้ผลประโยชน์เพิ่มข้ึนเป็นทวีคูณ เช่น การใช้ระบบขนส่งมวลชนซึ่งลดปริมาณการจราจร ลดปริมาณการระบายมลพิษ ลดการจราจรติดขัด ลดการใช้เชื้อเพลิง เป็นต้น หรือไม่อย่างไร?
  • มีการกำหนดค่ามาตรฐานการปลดปล่อยมลพิษ PM2.5 จากแหล่งกำเนิดมลพิษหลัก (Emission Standard) ทั้งโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงแหล่งกำเนิดเคลื่อนที่ เช่น รถยนต์ เป็นต้น ตลอดจนหรือไม่อย่างไร?
  • มีกรอบเวลาในการผ่าน(ร่าง)กฎหมายว่าด้วยทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ(PRTR) หรือไม่อย่างไร?
  • มีการนำ Emission Standard มาใช้เป็นฐานข้อมูลการปล่อยมลพิษทางอากาศของรถยนต์ในถนน หรือตำแหน่งการเผาในที่โล่ง หรือไม่อย่างไร? ทั้งนี้เพื่อทำให้เห็นภาพรวมการพัฒนาและศักยภาพการรองรับมลพิษทั้งหมด และพิจารณาได้ว่าควรอนุมัติโครงการใดให้เข้ามาตั้งในพื้นที่เพิ่มเติมได้อีกหรือไม่ รวมทั้ง หากเกิดวิกฤติมลพิษขึ้นอย่างในปัจจุบัน จะเข้าไปควบคุมแหล่งกำเนิดในพื้นที่ใดเป็นพิเศษ
  • มีระบบการจัดเก็บภาษีจากการปล่อยมลพิษหรือระบบการประกันความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม เพื่อนำเงินที่เก็บได้มาใช้ป้องกันเยียวยาชีวิตผู้คนจากมลพิษทางอากาศรวมถึง PM2.5 หรือ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการจัดการมลพิษที่แหล่งกำเนิด (Mitigation) (เช่น การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ หรือสร้างสถานีเติมไฟให้รถยนต์ไฟฟ้า) หรือไม่อย่างไร?
  • มีการติดตามตรวจสอบและรายงานความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศอื่น ๆ ที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพอนามัยของประชาชน เช่น โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) โดยให้เป็นรายชื่อมลพิษเป้าหมาย (targeted substances/pollutants) ที่ถูกกำหนดขึ้นภายใต้ระบบทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Registers: PRTR) หรือไม่อย่างไร?
  • มีมาตรการทางเศรษฐศาสตร์และการปรับแก้กฏระเบียบในการเบิกจ่ายเงินในกองทุนสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกร กลุ่มชุมชน หรือนักวิจัย ศึกษาวิธีการนำวัสดุที่มักจะถูกเผาจนก่อมลพิษมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสิ่งของใหม่ ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมและอาชีพใหม่ในชุมชนหรือไม่อย่างไร?
  • มีมาตรการและกฎหมายบังคับให้บริษัทและภาคเอกชนในการจัดตั้งกองทุนความเสี่ยง ป้องกัน และเยียวยาต่อประชาชนที่ได้รับหรืออาจจะได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศและข้ามพรมแดนหรือไม่อย่างไร?
  • มีความจริงจังในการสร้างความร่วมมือและประสานประเทศเพื่อนบ้านให้ลดการเผาและหมอกควัน ผ่านการผลักดันการดาเนินงานตาม Roadmap on ASEAN Cooperation towards Transboundary Haze Pollution Control with Means of Implementation เพื่อเปลี่ยนให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2563 มากน้อยเพียงใด?
  • จะเป็นผู้นำขับเคลื่อนในระดับอาเซียนให้ริเริ่มระบบติดตามสถานการณ์หมอกควันของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Sub-Regional Haze Monitoring System) เพื่อเฝ้าระวังและระบุตำแหน่งที่เกิดไฟและ/หรือพื้นที่เผาไหม้(burnt scar) และระบุภาระรับผิดในกรณีท่ีเกิดการเผาและก่อให้เกิดมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนจากพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมพันธสัญญา หรือไม่อย่างไร?

จับตาบรรษัท(บริษัทและภาคธุรกิจเอกชน)

ในโลกปัจจุบันที่ถูกครอบงำด้วยระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้เล่นหลัก (Keystone Actors) ทั้งในประเทศและ ข้ามพรมแดน ความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางอากาศที่เกิดจากภาคธุรกิจหรือเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายตลอดห่วงโซ่อุปทาน(Supply Chain)

เราจำเป็นต้องมีเครื่องมือเพื่อรับรองว่าบรรษัทจะไม่บิดพริ้วต่อภาระรับผิดในทางสาธารณะ(Corporate Accountability) มีการการติดตามผลการรายงานและตรวจสอบพฤติกรรมความรับผิดชอบของบรรษัท ในกรณีที่เกิดมลพิษทางอากาศที่สร้างความเสียหายต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนขึ้น เครื่องมือดังกล่าวประกอบด้วยสิทธิการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การชดเชยความเสียหาย และการฟื้นฟู รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งเพื่อพลิกวิกฤตมลพิษทางอากาศ(Beat Air Pollution)เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกและการขับเคลื่อนเพื่อ “ขออากาศดีคืนมา” ได้ที่ https://www.greenpeace.org/thailand/act/righttocleanair/

อ้างอิง :

แม่สายในดงฝุ่น PM2.5 : ข้อสังเกตว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ธารา บัวคำศรี

ดังที่เรารับรู้กัน ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยอยู่ภายใต้ดงฝุ่น PM2.5 มานานนับเดือนแล้ว เมื่อดูข้อมูลย้อนหลังจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ 13 แห่งที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ เราจะเห็นสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ผู้คนในภาคเหนือกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างชัดเจน นี่คือวิกฤตด้านสาธารณสุข(public health emergency) ที่ไม่จบลงเพียงแค่เมื่อฝุ่นจางหายไป

กราฟแสดงความเข้มข้นของ PM2.5 ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 11 เมษายน 2562 จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 13 แห่ง ของกรมควบคุมมลพิษในเขตภาคเหนือตอนบน ที่มา : http://air4thai.pcd.go.th/webV2/history/

ในที่นี้จะตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นถึงความรุนแรงและยาวนานของปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งต้องตกอยู่ท่ามกลางมลพิษ PM2.5 ในระดับที่ไม่ปลอดภัย (unhealthy)มาเป็นเวลานาน ดัชนีคุณภาพอากาศ(air quality index)ตามเกณฑ์ของประเทศไทยเป็นสีแดงทุกวัน อย่างน้อยที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมจนถึงวันที่ 11 เมษายน ดังภาพ (ซึ่งเรายังไม่ต้องไปนึกถึงดัชนีคุณภาพอากาศของ USEPA ที่ยึดโยงกับข้อแนะนำของ WHO เลยแม้แต่น้อย)

ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ

เมื่อเราพิจารณาเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ใน 9 จังหวัดภาคเหนือในช่วงเวลาเดียวกัน ตามฐานข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษจะพบว่าไม่มีพื้นที่(ที่เป็นที่ตั้งของตรวจวัดคุณภาพอากาศ)แห่งใดเลยที่มีดัชนีคุณภาพอากาศเป็นสีแดงต่อเนื่องกันทุกวันดังเช่นคุณภาพอากาศที่อำเภอแม่สาย

หมอกควันพิษข้ามพรมแดนปกคลุมอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (Santi Chang อนุเคราะห์ภาพ)

เพราะเหตุใดแม่สายต้องงวยงงในดงฝุ่น PM2.5 เป็นแรมเดือน เราจะพลิกวิกฤตนี้และหลีกเลี่ยง-ป้องกัน-บรรเทามิให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตร่วมกันอย่างไร? และนี่คือข้อสังเกตเบื้องต้น

1) แม่สายตกอยู่ในวงล้อมของจุดความร้อนสะสมหนาแน่นในเมียนมาและ สปป.ลาว

ที่มา : https://www.globalforestwatch.org

แผนที่ด้านบนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพื้นที่อำเภอแม่สาย(ในตำแหน่งที่แสดงเป็นเครื่องหมาย + ในแผนที่) ตกอยู่ในวงล้อมของจุดความร้อนที่สะสมหนาแน่นในเมียนมาและ สปป.ลาว โดยการใช้ข้อมูลจากการตรวจวัดจุดความร้อนสะสมด้วยเครื่องตรวจวัด Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) ที่ติดต้ังบนดาวเทียม Suomi NPP ระหว่างวันที่ 6-12 เมษายน พ.ศ.2562

ในประเทศไทย มีการใช้ข้อมูลจากดาวเทียม ชั้นข้อมูล GIS และข้อมูล GPS เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน ตลอดจนจำแนกแหล่งที่เกิดจุดความร้อนในพื้นที่ต่างๆ ตามลักษณะการใช้ที่ดินไว้ 6 ประเภท ได้แก่ ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ เขตการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ริมทางหลวง (250 เมตร) และชุมชน-อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ.2558 ได้มีการจำแนกพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในแต่ละประเภทการใช้ที่ดินด้วย

นอกจากจุดความร้อน ประเทศไทยโดย GISTDA ยังวิเคราะห์และคำนวณพื้นที่เผาไหม้ (burnt scar) ด้วยการใช้ค่าความแตกต่างของดัชนีการเผาไหม้ (Difference Normalized Burn Ratio; DifNBR) ที่คำนวณจากภาพดาวเทียม LANDSAT-8 ครอบคลุมบริเวณภาคเหนือโดยใช้ภาพต่างช่วงเวลาคือภาพก่อนเกิดไฟป่าและภาพเมื่อเกิดไฟป่าจากความสัมพันธ์ของค่าการสะท้อนแสงของพื้นที่เกิดไฟป่า เมื่อได้ตำแหน่งและพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ก็จะนำข้อมูลพื้นท่ีขอบเขตป่าสงวนแห่งชาติ ขอบเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ขอบเขตพื้นที่ สปก. รวมถึงข้อมูลการใช้ประโยชน์ท่ีดินอื่นๆ มาร่วมวิเคราะห์โดยการซ้อนทับ(overlay)กันก็จะทราบได้ว่ามีบริเวณใดบ้างที่เกิดไฟป่า ชุดข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาเชื่อมโยงภาระรับผิดชอบ(accountability)ของคน กลุ่มคนหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้นได้

คำถามคือในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เรามีข้อมูลในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่? เราจะขับเคลื่อนผู้นำอาเซียนให้ริเริ่มระบบติดตามสถานการณ์หมอกควันของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Sub-Regional Haze Monitoring System) เพื่อเฝ้าระวังและระบุตำแหน่งที่เกิดไฟและ/หรือพื้นที่เผาไหม้(burnt scar) และระบุภาระรับผิดในกรณีท่ีเกิดการเผาและก่อให้เกิดมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนจากในพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมพันธสัญญาได้อย่างไร?

2) แม่สาย ใจกลางดงฝุ่น PM2.5 ข้ามพรมแดน

โดยพิจารณาจากข้อมูลแผนที่ Regional Haze Situation จากศูนย์เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งอาเซียน (ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC) ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม ถึง 12 เมษายน 2562 แม่สายคือตัวแทนพื้นที่ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่อยู่ ณ ใจกลางดงฝุ่น

แม่สายในดงฝุ่นนี้สะท้อนเรื่องราวทุกมิติว่าด้วยมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็น (1) การถอด ASEAN Transboundary Haze-Free Roadmap ออกมาเป็นแผนงาน (2) การบรรลุเป้าหมายให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นภูมิภาคปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2563 (3) มาตรการปกป้องและติดตามตรวจสอบผลกระทบสุขภาพระยะยาวของประชาชน (4)การทบทวนเป้าหมายและเพื่อความหลากหลายของตัวชี้วัดในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและการเผาในที่โล่งในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงนอกเหนือจากการที่ใช้จุดความร้อนสะสม ฯลฯ

ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC
ที่มา : ASEAN Specialised Meteorological Centre: ASMC

แผนที่ “แม่สายในดงฝุ่น” ด้านบนแสดงการกระจายตัวและความเข้มข้นของหมอกควันพิษข้ามพรมแดน (regional haze situation) ระหว่างวันที่ 14 มีนาคม-12 เมษายน 2562 พื้นที่แรเงาสีน้ำตาลอ่อนแสดงขอบเขตของหมอกควันพิษข้ามพรมแดนที่มีความเข้มข้นปานกลาง พื้นที่แรเงาสีน้ำตาลเข้มคือขอบเขตหมอกควันพิษข้ามพรมแดนที่เข้มข้นมาก จุดสีแดงบนแผนที่คือจุดความร้อน(hotspot)ที่บันทึกโดยเครื่องวัดบนดาวเทียม NOAA ส่วนจุดวงกลมสีดำคือตำแหน่งของอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

สุดท้าย การที่อำเภอแม่สายทำลายสถิติพื้นที่ที่มีดัชนีคุณภาพอากาศเป็นสีแดงตามเกณฑ์ของประเทศไทยทุกวันนานนับเดือนดังที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นเสียงปลุก(wake up call)ผู้กำหนดนโยบายและผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกระดับให้ตื่นขึ้นมาจากสภาวะความไม่สนใจใยดี(state of denial) เพื่อทำงานร่วมกับภาคประชาชนที่ตื่นตัว/เข้มแข็ง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้เล่นในภาคอุตสาหกรรมที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับการขยายตัวของการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารสัตว์และพืชเชิงเดี่ยวอื่นๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ PM2.5 โดยตั้งเป้าหมายไปสู่ทางออกที่ก้าวหน้า ยั่งยืน เป็นธรรมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เรามีพร้อมทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหา เหลือแต่เจตจำนงที่ถูกต้องและกล้าหาญของผู้กำหนดนโยบายและผู้มีอำนาจตัดสินใจเท่านั้น

Hazy Perceptions มองเรื่องมลพิษทางอากาศผ่านโซเชียลมีเดีย

ธารา บัวคำศรี

ในการเรียกร้องให้อากาศดีกลับคืนมา หรือข้อเสนอให้ออกกฏหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) นั้นต้องการความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นของประชาชนในเรื่องของมลพิษทางอากาศ ในการระบุช่องว่างดังกล่าวและมองหาโอกาสในการสื่อสารที่ดีขึ้น รายงานเรื่อง Hazy Perceptions  ได้สำรวจการรับรู้ของผู้รับสาร (audience perception) ผ่านบทสนทนาบนโซเชียลมีเดียและสื่อแขนงต่างๆ ที่เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศและผลกระทบสุขภาพในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 11 ประเทศ

การวิเคราะห์ทำขึ้นผ่านเนื้อหาข่าวและโซเชียลมีเดีย 530,000 ชิ้น ในช่วงเดือนมกราคม 2558 ถึงเดือนตุลาคม 2561 ในอินเดีย ศรีลังกา เนปาล ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกีนี อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ มองโกเลียและปากีสถาน ผลจากรายงาน Hazy Perceptions ที่ศึกษาโดย Vital Strategies ยังเป็นข้อแนะนำให้กับผู้กำหนดนโยบาย ผู้สนับสนุน นักวิชาการและกลุ่มต่างๆ ที่สื่อสารกับผู้สื่อข่าวและสาธารณะชนในประเด็นอันตรายและแหล่งกำเนิดของมลพิษทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยหลักของความเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและโรคปอด

ผลจาก Hazy Perceptions บอกอะไรเรา?

สาธารณชนมีความเข้าใจที่จำกัดถึงผลกระทบด้านสุขภาพในระยะยาวจากคุณภาพอากาศที่เลวร้าย

ส่วนใหญ่ ข่าวสารและโพสต์บนโซเชียลมีเดียเรื่องมลพิษทางอากาศจะกล่าวถึงปฏิกิริยาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นและมีระยะสั้น – คนทั่วไปจะคุยถึงอาการเฉียบพลันจากมลพิษทางอากาศ เช่น ปัญหาการหายใจและตาระคายเคียง มากกว่าความเสี่ยงจากการรับสัมผัสซ้ำๆ ในระยะยาวซึ่งนำไปสู่ภัยคุกคามสุขภาพที่ร้ายแรง

หน่วยงานรัฐด้านสุขภาพไม่ใช่แหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประชาชนมากที่สุด

การศึกษาแสดงให้เห็นว่า ช่องทางเผยแพร่สื่อและข่าวสารและกลุ่มคนผู้มีอิทธิพลในการตัดสินใจของประชาชน (public influencers) ในเรื่องมลพิษทางอากาศนั้นมีความหลากหลายมาก อินฟลูเอนเซอร์สามอันดับต้นในช่วงเกือบสี่ปีของการวิเคราะห์โดย Vital Strategies รวมถึง นายกรัฐมนตรี(ในบางประเทศ) ช่างภาพ และกรีนพีซ โดยอินฟลูเอนเซอร์จะเปลี่ยนแปลงปีต่อปี แต่ที่ชัดเจนคือหน่วยงานแพทย์และสาธารณสุขไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์อันดับต้น

วาทกรรมสาธารณะ(Public discourse)ไม่ได้อยู่ที่ปัจจัยสำคัญที่สุดของมลพิษทางอากาศ

แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่มีความสำคัญรองลงไป เช่น มลพิษจากยานยนต์ เป็นต้น ได้รับการพูดถึงมากกว่าแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่มีความสำคัญมากกว่า เช่น โรงไฟฟ้าและการเผาขยะ

การพูดคุยถึงการแก้ปัญหาเน้นไปที่การป้องกันตนเอง เช่น การใช้หน้ากาก แต่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีการพูดคุยกันมากขึ้นถึงการหาทางออกในระยะยาว

แม้ประชาชนจะพูดถึงการป้องกันตนเอง เช่น การใช้หน้ากาก เป็นต้น โดยมีมากขึ้นในช่วงเหตุรุนแรงของมลพิษทางอากาศอย่างวิกฤตหมอกควันพิษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี พ.ศ. 2558 ขณะเดียวกัน การพูดคุยถึงทางออกระยะยาวโดยเฉพาะแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดนั้นเพิ่มขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และสอดคล้องกับประเด็นสาธารณะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

คุณภาพอากาศที่แปรผันตามฤดูกาลพร้อมกับเนื้อหาที่แสดงความรู้สึกนั้นเป็นเรื่องที่เข้าถึงคนได้มากที่สุด

ความถี่ของมลพิษทางอากาศเป็นหัวข้อพูดคุยที่เปลี่ยนแปลงไปปีต่อปี โดยจะมีความถี่มากที่สุดในช่วงเกิดเหตุวิกฤต หรือมีข่าวใหญ่ หรือมีกิจกรรมสาธารณะที่โยงกับมลพิษทางอากาศ ที่เหลือจากนั้น ปริมาณเนื้อหาข่าวและโซเชียลมีเดียจะค่อนข้างต่ำ ถือเป็นความท้าทายเมื่อเราต้องการให้ประชาชนสนับสนุนให้เกิดมาตรการป้องกันมลพิษทางอากาศซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องในระยะยาว

การโพสข้อความบนโซเชียลมีเดียและบทความข่าวเรื่องมลพิษทางอากาศที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือผลกระทบสุขภาพที่มีต่อเด็กนั้นทำให้คนมีส่วนร่วมในการสนทนาได้มากกว่าเนื้อหาที่ไม่มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าว

การวิเคราะห์ที่ทำขึ้นผ่านเนื้อหาข่าวและโซเชียลมีเดีย 530,000 ชิ้น ช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2558 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2561 ใน 11 ประเทศในเอเชียรวมถึงประเทศไทยนี้ ชี้ให้เห็นว่า นอกเหนือจากความจำเป็นที่จะต้องมียุทธศาสตร์ในการสื่อสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพโดยเน้นไปที่ผลกระทบระยะยาวของมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประชากรกลุ่มเสี่ยง การชี้ให้เห็นแหล่งกำเนิดหลักของมลพิษทางอากาศและความเชื่อมโยงกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายจะต้องดำเนินการป้องกันมลพิษทางอากาศโดยเน้นไปที่แหล่งกำเนิดหลักด้วย

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวเพื่อ  #ขออากาศดีคืนมา #RightToCleanAir

หมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่งลอยได้สูงและไกลแค่ไหน?

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/144658/how-the-smoke-rises

หมอกควันมีความลับอยู่มากมายที่ซ่อนเร้นไปจากสายตาของมนุษย์ หมอกควันสามารถลอยได้สูงและไกลแค่ไหน? มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเคลื่อนตัว? ในหมอกควันมีองค์ประกอบของอนุภาคขนาดเล็กใดอยู่บ้าง?

คำถามข้างต้นกลายมาเป็นเรื่องด่วนมากขึ้นเมื่อฤดูกาลไฟป่าเพิ่มความเข้มข้นและยาวนานขึ้นอันเนื่องมาจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังกรณีไฟป่าที่เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ในขณะที่เกิด ไฟป่า ลุกลามขยายตัวทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2561 ดาวเทียม Terra ได้เก็บข้อมูลภาพของกลุ่มหมอกควันไฟ และภาพจากเครื่องมือตรวจวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) ดาวเทียมแสดงให้เห็นถึงกลุ่มหมอกควันขนาดใหญ่ลอยตัวอยู่เหนือบริเวณเกิดไฟ(ภาพบนซ้าย) กล้อง MISR(Multi-angle Imaging SpectroRadiometer) ที่ติดตั้งบนดาวเทียม Terra แสดงถึงแนวหมอกควันไฟที่ลอยตัวขึ้นไปสูง 2-3 กิโลเมตร (ภาพบนขวา) เหนือพื้นที่ พอที่จะทำให้หมอกควันจากการเผายกตัวขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ที่เรียกว่า free troposphere ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้หมอกควันกระจายตัวกว้างขวางออกไป กลุ่มหมอกควันได้ค่อยๆ ลดตัวลงลอยสูงจากพื้นราว 1 กิโลเมตรเมื่อเคลื่อนตัวไปทางด้านใต้และตะวันตก และออกสู่มหาสมุทร(แปซิฟิก) แผนภาพด้านล่างแสดงถึงระดับความสูงของกลุ่มหมอกควันในระยะทางต่างๆ จากแหล่งกำเนิดที่มาจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่บางอันไม่ได้มาจากการวิเคราะห์ภาพใดภาพหนึ่งหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่มาจากการรวบรวมข้อมูลจากหลายร้อยหลายพันเหตุการณ์ของของหมอกควันที่บันทึกภาพด้วยเครื่องวัดต่างๆ เช่น MISR ทีมงานวิจัยทำการรวมรวมฐานข้อมูลมาเป็นเวลาหลายปีในเรื่องนี้ ในปี พ.ศ.2553 Maria Val Martin และเพื่อนร่วมงาน ตีพิมพ์ข้อมูล การสังเกตการณ์ 5 ปีในอเมริกาเหนือ และทีมงานวิจัยนี้ได้ วิเคราะห์ขยายครอบคลุม การเกิดไฟทั่วโลกช่วง 3 ปี

พวกเขาพบว่าบางส่วนของหมอกควันไฟป่าที่เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือราวร้อยละ 4-12 ลอยตัวขึ้นไปบริเวณชั้นบรรยากาศโทรไพสเฟียร์ที่เรียกว่า planetary boundary layer ในทวีปอเมริกาเหนือ ไฟป่าดังกล่าวมีขนาดใหญ่ที่สุดและมักจะเกิดขึ้นในเขตป่าบอเรียลของแคนาดาและอลาสะกาในช่วงฤดูแล้ง การเผาในที่โล่งที่เกิดขึ้นในภาคเกษตรและพื้นที่ทุ่งหญ้าจะเกิดขึ้นทั่วไปใน 48 รัฐของสหรัฐอเมริกาซึ่งจะเกิดกลุ่มหมอกควันที่มีขนาดเล็กและมีทางยาวน้อยกว่า

นาย Val Martin นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศที่มหาวิทยาลัย Sheffield กล่าวว่า “ความสูงที่หมอกควันสามารถลอยขึ้นไปถึงนั้นมีความสำคัญ มันจะเป็นตัวกำหนดช่วงชีวิตของมลพิษทางอากาศ เส้นทางใต้ลมที่มันจะเคลื่อนตัวไปและขนาดของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม นี่คือข้อมูลที่เป็นหัวใจในการเตือนประชาชนเมื่อเกิดเหตุการณ์มลพิษทางอากาศซึ่งจะช่วยลดหรือเลี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพได้

นักวิจัยกำลังทำงานเพื่อสรุปข้อมูลจาก MISR เข้าไปในแบบจำลองบรรยากาศที่สำคัญๆ แบบจำลองต่างๆ ยังขาดข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับความสูงของกลุ่มหมอกควัน “ถ้าแบบจำลองบรรยากาศของเราสามารถจัดการข้อมูลในโลกจริง เราก็มีโอกาสมากขึ้นในการได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น กลุ่มหมอกควันจะเคลื่อนตัวไปที่ไหน และพื้นที่ใดที่หมอกควันจะส่งผลต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของคน”

ทำไมรัฐบาลจึงไม่สามารถรับมือกับวิกฤตฝุ่น PM2.5 ได้ทันท่วงที

ธารา บัวคำศรี

หลังจากช่วงท่ีเกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2561 กรมควบคุมมลพิษได้จัดทำ “โครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในพื้นท่ีกรุงเทพและปริมณฑล” ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการมลพิษฝุ่น PM2.5 และ “เพื่อเตรียมการรับมือและลดความรุนแรงของสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่อาจเกิดขึ้นอีก ในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2562 และปีต่อๆ ไป”

บทความนี้ตั้งคำถามว่า “ทำไมรัฐบาลจึงไม่สามารถรับมือกับวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลในเดือนธันวาคม 2561-มกราคม 2562 ทั้งที่มีแผนและมาตรการอยู่ในมือ” ขณะเดียวกัน จะวิเคราะห์และตั้งข้อสังเกตบางประการถึงแผนและมาตรการต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน

1) การเพิกเฉยต่อวิกฤต

เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น เรามักจะได้ยินคำกล่าว เช่น “สถานการณ์ยังไม่รุนแรงถึงขั้นวิกฤต” หรือ “แม้ปริมาณฝุ่นเกินมาตรฐานแต่ไม่ได้วิกฤต เป็นปกติของช่วงเปลี่ยนฤดู”  หรือ “ฝุ่นยังไม่วิกฤต ตรวจเจอแค่ 70-100” นี่คือทัศนคติที่มองว่า มลพิษทางอากาศไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งเป็นแนวโน้มของกระแสการเพิกเฉยเรื่องมลพิษทางอากาศของกลุ่มผู้กำหนดนโยบายในหลายประเทศทั่วโลก

ส่วนหนึ่งของการเพิกเฉยก็เนื่องมาจากกรอบคิดที่ว่า “มลพิษทางอากาศต้องมีความเข้มข้นถึงระดับหนึ่ง จึงจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ” ในกรณีของประเทศไทย “หากฝุ่น PM2.5 เกิน 90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรถึงจะมีผลต่อสุขภาพ และหากมีค่าเกิน 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเกิน 3 วันติดต่อกันจะเข้าสู่สภาวะวิกฤต” ในขณะที่ ข้อมูลที่รวบรวมระหว่างวันที่ 1-29 มกราคม 2562 คนกรุงเทพฯ อยู่ใต้เงามลพิษฝุ่น PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานของไทยตั้งแต่ 9-21 วัน และเกินมาตรฐาน 24 ชั่วโมงตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งแต่ 24-29 วัน แต่รัฐบาลก็ยังเพิกเฉยและไม่ได้คิดว่าเป็นวิกฤต

แม้ว่ามติการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันจันทร์ที่ 4 ก.พ. 2562 จะให้ใช้ค่าความเข้มข้นเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของฝุ่น PM2.5 ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นแนวทางปฏิบัติ 3 ขั้นตอนในช่วงที่เกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 แต่การดำเนินงานก็ยังคงอยู่บนพื้นฐานของอำนาจหน้าที่ของ ”ทุกส่วนราชการ” ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลและไร้ประสิทธิภาพ

องค์การอนามัยโลก (WHO, 2011) ระบุว่า ไม่มีหลักฐานท่ีชี้ว่ามีระดับฝุ่นละอองท่ีปลอดภัยหรือระดับฝุ่นละอองท่ีไม่แสดงผลเสียต่อสุขภาพอนามัย (There is no evidence of a safe level of exposure or a threshold below which no adverse health effects occur) ถือเป็นภารกิจของหน่วยงานรัฐทั้งในด้านสุขภาพอนามัยและหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมจะต้องพยายามปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศให้เข้มงวดข้ึนในระยะยาว

2) นโยบาย แผนงานและมาตรการที่มีอยู่และยึดโยงกับทุกส่วนราชการไม่มีประสิทธิภาพเมื่อวิกฤตมาเยือน

การเพิกเฉยกับวิกฤตทำให้ขาดโอกาสในการรับมือกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ความเชื่อที่ว่า “สถานการณ์ PM 2.5 ในปีนี้ ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตและเราเอาอยู่” และการชี้แจงว่า“ ขอให้ประชาชนมีความตระหนักแต่อย่าตระหนก เพราะสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงเท่ากับปี 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งค่าสูงสุดเคยไปแตะที่ 120 -130 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตรในช่วง 1-2 วัน” รวมถึงการปลอบประโลมว่า “ถ้ามันเกิดวิกฤตจริงๆ PM2.5 ขึ้นสูง 2-3 วันติดๆ กัน ทางหน่วยราชการจะออกมาแจ้งเตือนและเราก็จะมีมาตรการเข้มงวดขึ้นไปอีกกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

นำไปสู่ข้อกังขาและคำถามของสาธารณชนถึงมาตรการเฉพาะหน้า เช่น การฉีดน้ำเป็นละอองฝอย ตามถนนและพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจากการตรวจวัดของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและงานวิจัย ยืนยันตรงกันว่าฝนโปรยไม่ได้ช่วยลดความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศลงมากนัก และการล้างถนนและการฉีดน้ำเป็นละอองฝอยก็ยิ่งไร้ประโยชน์ การแก้ปัญหาที่แท้จริงคือ การลดการปล่อยจากแหล่งกำเนิดเท่านั้น

เมื่อวิกฤตมลพิษทางอากาศมาเยือน รัฐบาลควรตั้งทีมงานปฏิบัติการตอบสนองเหตุการณ์ฉุกเฉิน (Emergency Response Team) ขึ้นมาสำหรับปัญหามลพิษอากาศเป็นการเฉพาะ เพราะแนวทางที่มีอยู่ในการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศและการรับมือและลดความรุนแรงของฝุ่น PM2.5 หรือแม้กระทั่งแนวทางปฏิบัติ 3 ขั้นตอนในช่วงที่เกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 ตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งยึดโยงอยู่กับอำนาจหน้าที่ของ ”ทุกส่วนราชการ” ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลและไร้ประสิทธิภาพ

3) ช่องว่างมหาศาลระหว่างนโยบาย องค์ความรู้และการปฏิบัติ

รัฐบาลมักจะร่างนโยบายบริหารจัดการมลพิษทางอากาศไว้อย่างสวยหรู แต่ไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง

3.1 ความย้อนแย้งเรื่องผลประโยชน์ที่ได้รับและต้นทุนเพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5

การดำเนินงานในต่างประเทศพบว่าการลงทุนเพื่อควบคุม/ป้องกันฝุ่นละอองให้ประโยชน์ตอบแทน มากกว่าต้นทุนหลายเท่า ในสหรัฐอเมริกา การศึกษาความคุ้มทุนของมาตรการตามกฎหมายอากาศ สะอาด(The 1990 Clean Air Act Amendment)ในรอบ 30 ปี (พ.ศ.2533-2563) พบว่าการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดข้ึนจะป้องกันการเสียชีวิตของผู้คน 230,000 รายในปี ค.ศ. 2020 ท้ังนี้ ประโยชน์ท่ีได้ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 85) มาจากผลท่ีได้จากการลดระดับฝุ่นละออง ในกรณีของไทย มาตรการทั้งหมดในโครงการกลยุทธในการควบคุมฝุ่น PM10 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี พ.ศ.2540 มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ(NPV-net present value) เป็นบวก และมีมูลค่าในระยะ 5 ปี สูงระหว่างร้อยล้านเหรียญถึงหมื่นล้านเหรียญ หรืออีกนัยหนึ่งผลประโยชน์ที่ได้จากการลดอัตราความเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากมลพิษฝุ่นละออง PM10 มีมากมหาศาลเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ใช้ในมาตรการต่างๆ เพื่อลดปริมาณฝุ่นละออง และในบทคัดย่อของโครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในพื้นท่ีกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระบุชัดเจนว่า การลงทุนเพื่อควบคุมมลพิษ PM2.5 “น่าจะ” เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

แต่เมื่อพิจารณาถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนและนโยบายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในปัจจุบัน มิติของการลงทุนเพื่อควบคุมและป้องกันมลพิษ PM2.5 ถูกละเลยโดยสิ้นเชิง เช่น ประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ฉบับที่ 7/2558 ยกเว้นการจัดทำอีไอเอในโรงไฟฟ้าขยะทุกขนาด และคำสั่งมาตรา 44 ที่ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมในกิจการบางประเภทประกอบด้วย 1.โรงไฟฟ้า 2.โรงผลิตก๊าซซึ่งมิใช่ก๊าซธรรมชาติ ส่งหรือจำหน่วยก๊าซ 3.โรงงานปรับปรุงคุณภาพของรวม (โรงบำบัดน้ำเสีย/เตาเผาขยะ) 4.โรงงานคัดแยกและฝังกลบ 5.โรงงานเพื่อการรีไซเคิล หรือล่าสุด ร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ฉบับ คสช. ที่จะซ้ำเติมปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้มากขึ้น

3.2 การยื้อเวลาหลีกเลี่ยงปรับมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศ

ข้อเสนอในรายงานโครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในพื้นท่ีกรุงเทพฯ และปริมณฑลของกรมควบคุมมลพิษระบุชัดเจนว่า มาตรการด้านกฎหมายในการควบคุมแหล่งกำเนิดเป็นมาตรการที่มีประสิทธิผลชัดเจน ง่ายต่อการปฏิบัติและการกำกับดูแลและมีผลในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง และในการบังคับใช้มาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดกว่าหรือการตั้งเป้าหมายท่ีสูงขึ้นจะให้ผลประโยชน์ท่ีมากกว่า และการนำมาตรการที่เข้มงวดกว่ามาใช้และเร่งรัดใช้มาตรการให้เร็วขึ้นจะให้ผลประโยชน์ที่สูงขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นคือการทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศของฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศหลัก(Criteria Pollutants)ตัวอื่นๆ ไม่ถูกทบทวนและปรับปรุงในทุกๆ 5 ปี โดยที่มีเป้าหมายและกำหนดเวลาให้เข้าสู่มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ตามที่ระบุเอาไว้ และในการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 ที่ผ่านมาซึ่งคาดว่าน่าจะมีวาระการพิจารณาเรื่องนี้ โดยที่การปรับจากค่าเฉลี่ย PM2.5 (24 ชั่วโมง) จาก 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็น 35 ไมโครกรัมต่อลูกบากศ์เมตรนั้นสามารถทำได้โดยการปรับให้เป็นรูปแบบเปอร์เซ็นไทล์ที่ 95 กล่าวคือยอมให้มีจำนวนวันที่เกิดมาตรฐานได้ร้อยละ 5 ใน 365 วัน หรือเท่ากับ 18 วันในรอบปี  แต่สุดท้ายคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติยังไม่ปรับลดมาตรฐานฝุ่น PM2.5 และให้คณะกรรมการควบคุมมลพิษพิจารณาใหม่ โดยให้เหตุผลว่าก่อนประกาศใช้ค่าเฉลี่ยเกณฑ์ใหม่ในอนาคต ระบบคมนาคมขนส่งต้องเสร็จสมบูรณ์และตรวจสอบจากสถิติค่าฝุ่นละอองในช่วง 6-7 ปี ต้องลงอยู่ในระดับมาตรฐานเพื่อไม่ให้ฝุ่นละอองส่งผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว

นั่นหมายถึงว่ามาตรฐานใหม่ของคุณภาพอากาศในบรรยากาศของฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศหลักตัวอื่นๆ จะต้องรอไปอีก 6-7 ปีข้างหน้าด้วย

3.3 ขาดกรอบทางกฎหมายที่เอื้อให้มีฐานข้อมูลแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ที่ครอบคลุมและเป็นระบบ

เรามีองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการได้มาซึ่งข้อมูลและฐานข้อมูลแหล่งที่มาของฝุ่น PM2.5 ได้ แม้ว่าขณะนี้เราจะยังไม่มีก็ตาม แต่ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าคือสิทธิการรับรู้ของชุมชน(Community Right to Know) ถึงฐานข้อมูลเหล่านั้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้ขับเคลื่อนผลักดัน กฎหมายว่าด้วยทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Registers: PRTR) ซึ่งจะเป็นกรอบในการพัฒนาระบบการรายงานข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำมลพิษ PM2.5 และสารตั้งต้นของ PM2.5 อยู่ในรายชื่อมลพิษเป้าหมาย (target substances/pollutants) กฎหมาย PRTR นี้จะแตกต่างไปจาก   ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องการจัดทํารายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษท่ีระบายออกจากโรงงาน พ.ศ. 2558 ในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนและระบบฐานข้อมูลที่สาธารณชนเข้าถึงได้

หากกฏหมาย PRTR มีผลบังคับใช้ก็จะเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยภาครัฐให้มีฐานข้อมูลฝุ่น PM2.5 ที่ครอบคลุมและเป็นระบบ ช่วยเสริมประสิทธิภาพและความเข้มแข็งแก่หน่วยงานของรัฐ ในการประเมินสถานการณ์มลพิษ PM2.5 ได้อย่างถูกต้อง มีข้อมูลที่ดีเพื่อประกอบการวางแผนการป้องกันสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตลอดจนการจัดการวิกฤตฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ต้นทางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกันนี้ ยังช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมตรวจสอบระบบและกระบวนการผลิตของตนให้รัดกุม ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินกิจการและการแข่งขันทางการค้าในระยะยาว  

กฏหมาย PRTR จะรับรองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการคุ้มครอง ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  อีกทั้งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5

ขณะนี้ เรามีโครงการนำร่อง และจนถึงปัจจุบัน เรายังไม่มีกฎหมายว่าด้วยทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Registers: PRTR)

4) ความล้าหลังในเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน

ข้อเสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละออง PM2.5 ของกรมควบคุมมลพิษระบุไว้ชัดเจนในหัวข้อ “ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน” ว่า

“…ความสนใจของประชาชนต่อภาวะมลพิษอากาศดังปรากฏเมื่อต้นปี 2561 เป็นปรากฏการณ์ใหม่ซึ่งชี้ถึงความสนใจต่อสภาวะแวดล้อมของคนช้ันกลางรุ่นใหม่ ประกอบกับการเข้าถึงสื่ออิเล็กทรอนิคส์และข้อมูลจากต่างประเทศ เป็นแรงผลักดันให้หน่วยงานราชการต้องให้ความสาคัญต่อการเผยแพร่ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมและไม่น้อยกว่าสื่อทางอื่น เพื่อสร้างความเข้าใจถูกต้องและระดมกำลังของประชาชนในการปรับปรุงคุณภาพอากาศ…เนื่องจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศมีจำนวนจำกัด อาจไม่อยู่ในพื้นท่ีท่ีประชาชนให้ความสนใจ ประกอบกับปัจจุบันมีเครื่องวัดมลพิษอากาศราคาถูกที่ประชาชนสามารถหาซื้อมาใช้ได้เอง หน่วยงาน ของรัฐควรมีมาตรการในการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจวัดมลพิษอากาศ โดยให้ข้อแนะนำการซื้อและใช้อุปกรณ์และการตรวจสอบความถูกต้องของอุปกรณ์…”

นอกเหนือจากที่รัฐบาลจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร (communication specialists) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร (communication consultants) ไว้ใน Emergency Response Team เมื่อเกิดวิกฤตมลพิษทางอากาศขึ้น รัฐบาลสามารถจัดทำระบบการสื่อสารที่รวดเร็ว ฉับไว แม่นยำ เที่ยงตรง เอาไว้อธิบายให้ประชาชนเข้าใจปัญหาที่แท้จริงอย่างแท้จริง แต่จนถึงปัจจุบันรัฐบาลสอบตกในประเด็นนี้อย่างสิ้นเชิง ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ล้าหลังอย่างมากในการที่หน่วยงานของรัฐจะมีมาตรการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจวัดมลพิษทางอากาศ โดยให้ข้อแนะนำการซื้อและใช้อุปกรณ์และการตรวจสอบความถูกต้องของอุปกรณ์

วิกฤตฝุ่น PM2.5 เผยให้เห็นถึงกระบวนการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายและกลไกการทำงานของรัฐที่ยังพิกลพิการ จำเป็นต้องมีการรื้อสร้างใหม่(deconstruct) ในขณะเดียวกัน ภาคประชาชนยังต้องมุ่งมั่นทำงานขับเคลื่อนต่อไปเพื่อสุขภาวะที่ดีของทุกคนในสังคมและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น

3 ประเด็นสิ่งแวดล้อมปี 2561 ที่ไม่ควรพลาด

ปี พ.ศ.2561 มีเรื่องราวด้านสิ่งแวดล้อมมากมายเกิดขึ้นในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลก และนี่คือ 3 เรื่องที่ไม่ควรพลาดในมุมมองของเรา

มลพิษพลาสติก(Plastic Pollution)

แม้จะมีมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องการใช้พลาสติกอย่างเข้มข้น แต่วิกฤตมลพิษพลาสติกก็ไม่มีท่าทีว่าจะลดลง กลางปี พ.ศ.2561 วาฬนำร่องครีบสั้นว่ายน้ำเกยตื้น ที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หลังยื้อชีวิต 5 วันแต่ไม่สำเร็จ ผลชันสูตรพบขยะกว่า 8 กิโลกรัมในตัววาฬ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2561 วาฬหัวทุย (Sperm Whale) เข้ามาเกยตื้นตายที่สุลาเวสี อินโดนีเซีย และพบทั้งแก้วพลาสติก ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก รองเท้าและเชือก

โศกนาฏกรรมของวาฬทั้งสองกรณีเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของวิกฤตมลพิษพลาสติก การสำรวจทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามีสิ่งมีชีวิตในทะเล 700 สายพันธุ์ ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษพลาสติกในมหาสมุทร นกทะเล 9 ใน 10 ชนิดพันธ์ุ เต่าทะเล 1 ใน 3 ชนิดพันธุ์ ครึ่งหนึ่งของชนิดพันธุ์วาฬและโลมาทั้งหมด ต่างกินพลาสติกเป็นอาหาร

นี่คือความท้าทายในยุคมนุษย์ครองโลก(Anthropocene) ภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตพลาสติกยักษ์ใหญ่ ผู้ก่อมลพิษ แนวร่วมของเสียเหลือศูนย์ ห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นต้น จะต้องขึ้นมาอยู่ในเวทีระดับเดียวกันเพื่อหาทางออกจากวิกฤต ช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีความพยายามผลักดันให้เกิด ความตกลงระหว่างประเทศ(International Agreement)แบบพหุภาคีที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดมลพิษพลาสติก

มลพิษทางอากาศ

องค์การอนามัยโลก(WHO)จัดการประชุมสุดยอดว่าด้วยมลพิษทางอากาศและสุขภาพ ครั้งแรกของโลกในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และเผยแพร่แผนที่แสดงค่าเฉลี่ยต่อปีของความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) ล่าสุด และแถลงว่าประชากรทั่วโลก 9 ใน 10  คนหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนเข้าไป และแม้ว่ามีการยกระดับการจัดการคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ของโลก แต่มหานครหลายแห่งยังมีคุณภาพอากาศเกินเกณฑ์ที่ WHO กำหนด

ในช่วงวันที่ 1 มกราคมถึง 21 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายที่สุด ในจำนวนรวม 52 วัน บางพื้นที่มีความเข้มข้นเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM2.5 เกินค่ามาตรฐานในบรรยากาศทั่วไปตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลกถึง 40 วัน

ด้วยแรงผลักดันของสาธารณะชน ในที่สุดในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2561 กรมควบคุมมลพิษประกาศ ใช้ดัชนีคุณภาพอากาศ(Air Quality Index)ใหม่ที่รวมค่า PM2.5 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับการจัดการคุณภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม การรายงาน ดัชนีคุณภาพอากาศโดยใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงนั้น ไม่สามารถรับมือกับวิกฤตมลพิษ ทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนได้ทันท่วงที จำเป็นต้องรายงานโดยใช้ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตขึ้น

ความปั่นป่วนของสภาพภูมิอากาศ

เวทีเศรษฐกิจโลก(World Economic Forum)นำเสนอรายงาน the Global Risk Report ก่อนหน้าการประชุมประจำปีที่มีขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 โดยสะท้อนมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายระดับโลกในเรื่องความเสี่ยงสำคัญที่โลกเผชิญ และเหตุการณ์ภูมิอากาศสุดขั้ว(extreme weather events)เป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับโลกอันดับต้น

เราสัมผัสถึงความจริงใหม่ที่กระทบกับเราโดยตรงมากขึ้น และประจักษ์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไล่เรียงกันจากความแห้งแล้งไปถึงอุทกภัยทั่วโลก รวมถึง อุณหภูมิเย็นยะเยือกต่ำสุดเท่าที่มีการบันทึกตามแนวชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอมเริกา และหิมะตกในทะเลทรายซะฮาราในเดือนมกราคม คลื่นความร้อนในสหราชอาณาจักรในเดือนมิถุนายนและกรกฏาคม คลื่นความร้อนในญี่ปุ่นที่ทุบสถิติและตามมาด้วยพายุใต้ฝุ่นในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ไฟป่าตามแนวเส้นวงรอบอาร์กติกในสวีเดนและในกรีซในเดือนกรกฏาคม อุทกภัยร้ายแรงในจีนและอินเดียช่วงเดือนสิงหาคม และการแผลงฤทธิ์ของซูปเปอร์ไต้ฝุ่นมังคุดในเดือนกันยายน

ปี พ.ศ.2561 ยังได้เห็นถึงการเรียกร้องให้ลงมือทำจากชุมชนวิทยาศาสตร์ โลกเรือนกระจก (Hothouse Earth) เป็นคำเตือนที่นักวิทยาศาสตร์ประกาศในเอกสารสรุปการประชุมของ สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences)ที่ตีพิมพ์ในเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2561 ว่า ทั่วโลกจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิลสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นโลกอาจเข้าสู่ Hothouse state ซึ่งเป็นสภาวะอันตรายถาวร ส่วนที่ประชุม Global Climate Action Summit ที่ซานฟรานซิสโกได้มี ข้อเสนออย่างถอนรากถอนโคน ถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2573 จากทุกภาคส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ(ภาคพลังงาน ภาคการผลิตทางอุตสาหกรรม ภาคอาคารบ้านเรือน ภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคการบริโภคอาหาร ภาคเกษตรกรรมและป่าไม้)

รายงาน IPCC ฉบับพิเศษว่าด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก 1.5 องศาเซลเซียส (IPCC Special Report on 1.5 Degrees) ซึ่งเปิดตัวที่เกาหลีใต้ ระบุว่าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เป็นหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในอีก 10 ปีข้างหน้า ทั่วโลกต้องลดการใช้ถ่านหินอย่างน้อย 2 ใน 3 ของการใช้ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 และยุติการใช้ถ่านหินภายในปี พ.ศ.2593 อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงการประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 24(COP 24) ที่เมืองคาโตวีตเซ(โปแลนด์) ก็มีสหรัฐอเมริกา ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และคูเวต คัดค้านไม่ให้ที่ประชุมยอมรับรายงาน IPCC ฉบับนี้

จุดไฮท์ไลท์ของ COP24 คือสุนทรพจน์ของเกรตา ธันเบิร์ก นักกิจกรรมเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมอายุ 15 ปีชาวสวีเดนที่หยิบยกประเด็น “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ”

ถึงแม้อาจกล่าวได้ว่าการประชุม COP 24 จบลงโดยบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกฎกติกาต่างๆ ภายใต้ความตกลงปารีสปี 2015 – แต่ก็ยังไม่เข้มข้นพอที่จะทำให้โลกเข้าถึงเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นครั้งแรกรอบ 4 ปี