Hazy Perceptions มองเรื่องมลพิษทางอากาศผ่านโซเชียลมีเดีย

ธารา บัวคำศรี

ในการเรียกร้องให้อากาศดีกลับคืนมา หรือข้อเสนอให้ออกกฏหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) นั้นต้องการความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นของประชาชนในเรื่องของมลพิษทางอากาศ ในการระบุช่องว่างดังกล่าวและมองหาโอกาสในการสื่อสารที่ดีขึ้น รายงานเรื่อง Hazy Perceptions  ได้สำรวจการรับรู้ของผู้รับสาร (audience perception) ผ่านบทสนทนาบนโซเชียลมีเดียและสื่อแขนงต่างๆ ที่เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศและผลกระทบสุขภาพในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 11 ประเทศ

การวิเคราะห์ทำขึ้นผ่านเนื้อหาข่าวและโซเชียลมีเดีย 530,000 ชิ้น ในช่วงเดือนมกราคม 2558 ถึงเดือนตุลาคม 2561 ในอินเดีย ศรีลังกา เนปาล ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกีนี อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ มองโกเลียและปากีสถาน ผลจากรายงาน Hazy Perceptions ที่ศึกษาโดย Vital Strategies ยังเป็นข้อแนะนำให้กับผู้กำหนดนโยบาย ผู้สนับสนุน นักวิชาการและกลุ่มต่างๆ ที่สื่อสารกับผู้สื่อข่าวและสาธารณะชนในประเด็นอันตรายและแหล่งกำเนิดของมลพิษทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยหลักของความเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและโรคปอด

ผลจาก Hazy Perceptions บอกอะไรเรา?

สาธารณชนมีความเข้าใจที่จำกัดถึงผลกระทบด้านสุขภาพในระยะยาวจากคุณภาพอากาศที่เลวร้าย

ส่วนใหญ่ ข่าวสารและโพสต์บนโซเชียลมีเดียเรื่องมลพิษทางอากาศจะกล่าวถึงปฏิกิริยาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นและมีระยะสั้น – คนทั่วไปจะคุยถึงอาการเฉียบพลันจากมลพิษทางอากาศ เช่น ปัญหาการหายใจและตาระคายเคียง มากกว่าความเสี่ยงจากการรับสัมผัสซ้ำๆ ในระยะยาวซึ่งนำไปสู่ภัยคุกคามสุขภาพที่ร้ายแรง

หน่วยงานรัฐด้านสุขภาพไม่ใช่แหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประชาชนมากที่สุด

การศึกษาแสดงให้เห็นว่า ช่องทางเผยแพร่สื่อและข่าวสารและกลุ่มคนผู้มีอิทธิพลในการตัดสินใจของประชาชน (public influencers) ในเรื่องมลพิษทางอากาศนั้นมีความหลากหลายมาก อินฟลูเอนเซอร์สามอันดับต้นในช่วงเกือบสี่ปีของการวิเคราะห์โดย Vital Strategies รวมถึง นายกรัฐมนตรี(ในบางประเทศ) ช่างภาพ และกรีนพีซ โดยอินฟลูเอนเซอร์จะเปลี่ยนแปลงปีต่อปี แต่ที่ชัดเจนคือหน่วยงานแพทย์และสาธารณสุขไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์อันดับต้น

วาทกรรมสาธารณะ(Public discourse)ไม่ได้อยู่ที่ปัจจัยสำคัญที่สุดของมลพิษทางอากาศ

แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่มีความสำคัญรองลงไป เช่น มลพิษจากยานยนต์ เป็นต้น ได้รับการพูดถึงมากกว่าแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่มีความสำคัญมากกว่า เช่น โรงไฟฟ้าและการเผาขยะ

การพูดคุยถึงการแก้ปัญหาเน้นไปที่การป้องกันตนเอง เช่น การใช้หน้ากาก แต่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีการพูดคุยกันมากขึ้นถึงการหาทางออกในระยะยาว

แม้ประชาชนจะพูดถึงการป้องกันตนเอง เช่น การใช้หน้ากาก เป็นต้น โดยมีมากขึ้นในช่วงเหตุรุนแรงของมลพิษทางอากาศอย่างวิกฤตหมอกควันพิษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี พ.ศ. 2558 ขณะเดียวกัน การพูดคุยถึงทางออกระยะยาวโดยเฉพาะแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดนั้นเพิ่มขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และสอดคล้องกับประเด็นสาธารณะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

คุณภาพอากาศที่แปรผันตามฤดูกาลพร้อมกับเนื้อหาที่แสดงความรู้สึกนั้นเป็นเรื่องที่เข้าถึงคนได้มากที่สุด

ความถี่ของมลพิษทางอากาศเป็นหัวข้อพูดคุยที่เปลี่ยนแปลงไปปีต่อปี โดยจะมีความถี่มากที่สุดในช่วงเกิดเหตุวิกฤต หรือมีข่าวใหญ่ หรือมีกิจกรรมสาธารณะที่โยงกับมลพิษทางอากาศ ที่เหลือจากนั้น ปริมาณเนื้อหาข่าวและโซเชียลมีเดียจะค่อนข้างต่ำ ถือเป็นความท้าทายเมื่อเราต้องการให้ประชาชนสนับสนุนให้เกิดมาตรการป้องกันมลพิษทางอากาศซึ่งเป็นมาตรการที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องในระยะยาว

การโพสข้อความบนโซเชียลมีเดียและบทความข่าวเรื่องมลพิษทางอากาศที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือผลกระทบสุขภาพที่มีต่อเด็กนั้นทำให้คนมีส่วนร่วมในการสนทนาได้มากกว่าเนื้อหาที่ไม่มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าว

การวิเคราะห์ที่ทำขึ้นผ่านเนื้อหาข่าวและโซเชียลมีเดีย 530,000 ชิ้น ช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2558 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2561 ใน 11 ประเทศในเอเชียรวมถึงประเทศไทยนี้ ชี้ให้เห็นว่า นอกเหนือจากความจำเป็นที่จะต้องมียุทธศาสตร์ในการสื่อสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพโดยเน้นไปที่ผลกระทบระยะยาวของมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประชากรกลุ่มเสี่ยง การชี้ให้เห็นแหล่งกำเนิดหลักของมลพิษทางอากาศและความเชื่อมโยงกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายจะต้องดำเนินการป้องกันมลพิษทางอากาศโดยเน้นไปที่แหล่งกำเนิดหลักด้วย

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวเพื่อ  #ขออากาศดีคืนมา #RightToCleanAir

หมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่งลอยได้สูงและไกลแค่ไหน?

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/144658/how-the-smoke-rises

หมอกควันมีความลับอยู่มากมายที่ซ่อนเร้นไปจากสายตาของมนุษย์ หมอกควันสามารถลอยได้สูงและไกลแค่ไหน? มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเคลื่อนตัว? ในหมอกควันมีองค์ประกอบของอนุภาคขนาดเล็กใดอยู่บ้าง?

คำถามข้างต้นกลายมาเป็นเรื่องด่วนมากขึ้นเมื่อฤดูกาลไฟป่าเพิ่มความเข้มข้นและยาวนานขึ้นอันเนื่องมาจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังกรณีไฟป่าที่เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ในขณะที่เกิด ไฟป่า ลุกลามขยายตัวทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2561 ดาวเทียม Terra ได้เก็บข้อมูลภาพของกลุ่มหมอกควันไฟ และภาพจากเครื่องมือตรวจวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) ดาวเทียมแสดงให้เห็นถึงกลุ่มหมอกควันขนาดใหญ่ลอยตัวอยู่เหนือบริเวณเกิดไฟ(ภาพบนซ้าย) กล้อง MISR(Multi-angle Imaging SpectroRadiometer) ที่ติดตั้งบนดาวเทียม Terra แสดงถึงแนวหมอกควันไฟที่ลอยตัวขึ้นไปสูง 2-3 กิโลเมตร (ภาพบนขวา) เหนือพื้นที่ พอที่จะทำให้หมอกควันจากการเผายกตัวขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ที่เรียกว่า free troposphere ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้หมอกควันกระจายตัวกว้างขวางออกไป กลุ่มหมอกควันได้ค่อยๆ ลดตัวลงลอยสูงจากพื้นราว 1 กิโลเมตรเมื่อเคลื่อนตัวไปทางด้านใต้และตะวันตก และออกสู่มหาสมุทร(แปซิฟิก) แผนภาพด้านล่างแสดงถึงระดับความสูงของกลุ่มหมอกควันในระยะทางต่างๆ จากแหล่งกำเนิดที่มาจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่บางอันไม่ได้มาจากการวิเคราะห์ภาพใดภาพหนึ่งหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่มาจากการรวบรวมข้อมูลจากหลายร้อยหลายพันเหตุการณ์ของของหมอกควันที่บันทึกภาพด้วยเครื่องวัดต่างๆ เช่น MISR ทีมงานวิจัยทำการรวมรวมฐานข้อมูลมาเป็นเวลาหลายปีในเรื่องนี้ ในปี พ.ศ.2553 Maria Val Martin และเพื่อนร่วมงาน ตีพิมพ์ข้อมูล การสังเกตการณ์ 5 ปีในอเมริกาเหนือ และทีมงานวิจัยนี้ได้ วิเคราะห์ขยายครอบคลุม การเกิดไฟทั่วโลกช่วง 3 ปี

พวกเขาพบว่าบางส่วนของหมอกควันไฟป่าที่เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือราวร้อยละ 4-12 ลอยตัวขึ้นไปบริเวณชั้นบรรยากาศโทรไพสเฟียร์ที่เรียกว่า planetary boundary layer ในทวีปอเมริกาเหนือ ไฟป่าดังกล่าวมีขนาดใหญ่ที่สุดและมักจะเกิดขึ้นในเขตป่าบอเรียลของแคนาดาและอลาสะกาในช่วงฤดูแล้ง การเผาในที่โล่งที่เกิดขึ้นในภาคเกษตรและพื้นที่ทุ่งหญ้าจะเกิดขึ้นทั่วไปใน 48 รัฐของสหรัฐอเมริกาซึ่งจะเกิดกลุ่มหมอกควันที่มีขนาดเล็กและมีทางยาวน้อยกว่า

นาย Val Martin นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศที่มหาวิทยาลัย Sheffield กล่าวว่า “ความสูงที่หมอกควันสามารถลอยขึ้นไปถึงนั้นมีความสำคัญ มันจะเป็นตัวกำหนดช่วงชีวิตของมลพิษทางอากาศ เส้นทางใต้ลมที่มันจะเคลื่อนตัวไปและขนาดของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม นี่คือข้อมูลที่เป็นหัวใจในการเตือนประชาชนเมื่อเกิดเหตุการณ์มลพิษทางอากาศซึ่งจะช่วยลดหรือเลี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพได้

นักวิจัยกำลังทำงานเพื่อสรุปข้อมูลจาก MISR เข้าไปในแบบจำลองบรรยากาศที่สำคัญๆ แบบจำลองต่างๆ ยังขาดข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับความสูงของกลุ่มหมอกควัน “ถ้าแบบจำลองบรรยากาศของเราสามารถจัดการข้อมูลในโลกจริง เราก็มีโอกาสมากขึ้นในการได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น กลุ่มหมอกควันจะเคลื่อนตัวไปที่ไหน และพื้นที่ใดที่หมอกควันจะส่งผลต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของคน”

ทำไมรัฐบาลจึงไม่สามารถรับมือกับวิกฤตฝุ่น PM2.5 ได้ทันท่วงที

ธารา บัวคำศรี

หลังจากช่วงท่ีเกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2561 กรมควบคุมมลพิษได้จัดทำ “โครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในพื้นท่ีกรุงเทพและปริมณฑล” ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการมลพิษฝุ่น PM2.5 และ “เพื่อเตรียมการรับมือและลดความรุนแรงของสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่อาจเกิดขึ้นอีก ในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2562 และปีต่อๆ ไป”

บทความนี้ตั้งคำถามว่า “ทำไมรัฐบาลจึงไม่สามารถรับมือกับวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลในเดือนธันวาคม 2561-มกราคม 2562 ทั้งที่มีแผนและมาตรการอยู่ในมือ” ขณะเดียวกัน จะวิเคราะห์และตั้งข้อสังเกตบางประการถึงแผนและมาตรการต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน

1) การเพิกเฉยต่อวิกฤต

เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น เรามักจะได้ยินคำกล่าว เช่น “สถานการณ์ยังไม่รุนแรงถึงขั้นวิกฤต” หรือ “แม้ปริมาณฝุ่นเกินมาตรฐานแต่ไม่ได้วิกฤต เป็นปกติของช่วงเปลี่ยนฤดู”  หรือ “ฝุ่นยังไม่วิกฤต ตรวจเจอแค่ 70-100” นี่คือทัศนคติที่มองว่า มลพิษทางอากาศไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งเป็นแนวโน้มของกระแสการเพิกเฉยเรื่องมลพิษทางอากาศของกลุ่มผู้กำหนดนโยบายในหลายประเทศทั่วโลก

ส่วนหนึ่งของการเพิกเฉยก็เนื่องมาจากกรอบคิดที่ว่า “มลพิษทางอากาศต้องมีความเข้มข้นถึงระดับหนึ่ง จึงจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ” ในกรณีของประเทศไทย “หากฝุ่น PM2.5 เกิน 90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรถึงจะมีผลต่อสุขภาพ และหากมีค่าเกิน 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเกิน 3 วันติดต่อกันจะเข้าสู่สภาวะวิกฤต” ในขณะที่ ข้อมูลที่รวบรวมระหว่างวันที่ 1-29 มกราคม 2562 คนกรุงเทพฯ อยู่ใต้เงามลพิษฝุ่น PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานของไทยตั้งแต่ 9-21 วัน และเกินมาตรฐาน 24 ชั่วโมงตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งแต่ 24-29 วัน แต่รัฐบาลก็ยังเพิกเฉยและไม่ได้คิดว่าเป็นวิกฤต

แม้ว่ามติการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันจันทร์ที่ 4 ก.พ. 2562 จะให้ใช้ค่าความเข้มข้นเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของฝุ่น PM2.5 ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นแนวทางปฏิบัติ 3 ขั้นตอนในช่วงที่เกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 แต่การดำเนินงานก็ยังคงอยู่บนพื้นฐานของอำนาจหน้าที่ของ ”ทุกส่วนราชการ” ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลและไร้ประสิทธิภาพ

องค์การอนามัยโลก (WHO, 2011) ระบุว่า ไม่มีหลักฐานท่ีชี้ว่ามีระดับฝุ่นละอองท่ีปลอดภัยหรือระดับฝุ่นละอองท่ีไม่แสดงผลเสียต่อสุขภาพอนามัย (There is no evidence of a safe level of exposure or a threshold below which no adverse health effects occur) ถือเป็นภารกิจของหน่วยงานรัฐทั้งในด้านสุขภาพอนามัยและหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมจะต้องพยายามปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศให้เข้มงวดข้ึนในระยะยาว

2) นโยบาย แผนงานและมาตรการที่มีอยู่และยึดโยงกับทุกส่วนราชการไม่มีประสิทธิภาพเมื่อวิกฤตมาเยือน

การเพิกเฉยกับวิกฤตทำให้ขาดโอกาสในการรับมือกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ความเชื่อที่ว่า “สถานการณ์ PM 2.5 ในปีนี้ ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตและเราเอาอยู่” และการชี้แจงว่า“ ขอให้ประชาชนมีความตระหนักแต่อย่าตระหนก เพราะสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงเท่ากับปี 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งค่าสูงสุดเคยไปแตะที่ 120 -130 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตรในช่วง 1-2 วัน” รวมถึงการปลอบประโลมว่า “ถ้ามันเกิดวิกฤตจริงๆ PM2.5 ขึ้นสูง 2-3 วันติดๆ กัน ทางหน่วยราชการจะออกมาแจ้งเตือนและเราก็จะมีมาตรการเข้มงวดขึ้นไปอีกกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

นำไปสู่ข้อกังขาและคำถามของสาธารณชนถึงมาตรการเฉพาะหน้า เช่น การฉีดน้ำเป็นละอองฝอย ตามถนนและพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจากการตรวจวัดของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและงานวิจัย ยืนยันตรงกันว่าฝนโปรยไม่ได้ช่วยลดความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศลงมากนัก และการล้างถนนและการฉีดน้ำเป็นละอองฝอยก็ยิ่งไร้ประโยชน์ การแก้ปัญหาที่แท้จริงคือ การลดการปล่อยจากแหล่งกำเนิดเท่านั้น

เมื่อวิกฤตมลพิษทางอากาศมาเยือน รัฐบาลควรตั้งทีมงานปฏิบัติการตอบสนองเหตุการณ์ฉุกเฉิน (Emergency Response Team) ขึ้นมาสำหรับปัญหามลพิษอากาศเป็นการเฉพาะ เพราะแนวทางที่มีอยู่ในการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศและการรับมือและลดความรุนแรงของฝุ่น PM2.5 หรือแม้กระทั่งแนวทางปฏิบัติ 3 ขั้นตอนในช่วงที่เกิดวิกฤตฝุ่น PM2.5 ตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งยึดโยงอยู่กับอำนาจหน้าที่ของ ”ทุกส่วนราชการ” ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลและไร้ประสิทธิภาพ

3) ช่องว่างมหาศาลระหว่างนโยบาย องค์ความรู้และการปฏิบัติ

รัฐบาลมักจะร่างนโยบายบริหารจัดการมลพิษทางอากาศไว้อย่างสวยหรู แต่ไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง

3.1 ความย้อนแย้งเรื่องผลประโยชน์ที่ได้รับและต้นทุนเพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5

การดำเนินงานในต่างประเทศพบว่าการลงทุนเพื่อควบคุม/ป้องกันฝุ่นละอองให้ประโยชน์ตอบแทน มากกว่าต้นทุนหลายเท่า ในสหรัฐอเมริกา การศึกษาความคุ้มทุนของมาตรการตามกฎหมายอากาศ สะอาด(The 1990 Clean Air Act Amendment)ในรอบ 30 ปี (พ.ศ.2533-2563) พบว่าการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดข้ึนจะป้องกันการเสียชีวิตของผู้คน 230,000 รายในปี ค.ศ. 2020 ท้ังนี้ ประโยชน์ท่ีได้ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 85) มาจากผลท่ีได้จากการลดระดับฝุ่นละออง ในกรณีของไทย มาตรการทั้งหมดในโครงการกลยุทธในการควบคุมฝุ่น PM10 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี พ.ศ.2540 มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ(NPV-net present value) เป็นบวก และมีมูลค่าในระยะ 5 ปี สูงระหว่างร้อยล้านเหรียญถึงหมื่นล้านเหรียญ หรืออีกนัยหนึ่งผลประโยชน์ที่ได้จากการลดอัตราความเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากมลพิษฝุ่นละออง PM10 มีมากมหาศาลเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ใช้ในมาตรการต่างๆ เพื่อลดปริมาณฝุ่นละออง และในบทคัดย่อของโครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในพื้นท่ีกรุงเทพฯ และปริมณฑล ระบุชัดเจนว่า การลงทุนเพื่อควบคุมมลพิษ PM2.5 “น่าจะ” เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

แต่เมื่อพิจารณาถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนและนโยบายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในปัจจุบัน มิติของการลงทุนเพื่อควบคุมและป้องกันมลพิษ PM2.5 ถูกละเลยโดยสิ้นเชิง เช่น ประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ฉบับที่ 7/2558 ยกเว้นการจัดทำอีไอเอในโรงไฟฟ้าขยะทุกขนาด และคำสั่งมาตรา 44 ที่ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมในกิจการบางประเภทประกอบด้วย 1.โรงไฟฟ้า 2.โรงผลิตก๊าซซึ่งมิใช่ก๊าซธรรมชาติ ส่งหรือจำหน่วยก๊าซ 3.โรงงานปรับปรุงคุณภาพของรวม (โรงบำบัดน้ำเสีย/เตาเผาขยะ) 4.โรงงานคัดแยกและฝังกลบ 5.โรงงานเพื่อการรีไซเคิล หรือล่าสุด ร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ฉบับ คสช. ที่จะซ้ำเติมปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้มากขึ้น

3.2 การยื้อเวลาหลีกเลี่ยงปรับมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศ

ข้อเสนอในรายงานโครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในพื้นท่ีกรุงเทพฯ และปริมณฑลของกรมควบคุมมลพิษระบุชัดเจนว่า มาตรการด้านกฎหมายในการควบคุมแหล่งกำเนิดเป็นมาตรการที่มีประสิทธิผลชัดเจน ง่ายต่อการปฏิบัติและการกำกับดูแลและมีผลในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง และในการบังคับใช้มาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดกว่าหรือการตั้งเป้าหมายท่ีสูงขึ้นจะให้ผลประโยชน์ท่ีมากกว่า และการนำมาตรการที่เข้มงวดกว่ามาใช้และเร่งรัดใช้มาตรการให้เร็วขึ้นจะให้ผลประโยชน์ที่สูงขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นคือการทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศของฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศหลัก(Criteria Pollutants)ตัวอื่นๆ ไม่ถูกทบทวนและปรับปรุงในทุกๆ 5 ปี โดยที่มีเป้าหมายและกำหนดเวลาให้เข้าสู่มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ตามที่ระบุเอาไว้ และในการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 ที่ผ่านมาซึ่งคาดว่าน่าจะมีวาระการพิจารณาเรื่องนี้ โดยที่การปรับจากค่าเฉลี่ย PM2.5 (24 ชั่วโมง) จาก 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็น 35 ไมโครกรัมต่อลูกบากศ์เมตรนั้นสามารถทำได้โดยการปรับให้เป็นรูปแบบเปอร์เซ็นไทล์ที่ 95 กล่าวคือยอมให้มีจำนวนวันที่เกิดมาตรฐานได้ร้อยละ 5 ใน 365 วัน หรือเท่ากับ 18 วันในรอบปี  แต่สุดท้ายคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติยังไม่ปรับลดมาตรฐานฝุ่น PM2.5 และให้คณะกรรมการควบคุมมลพิษพิจารณาใหม่ โดยให้เหตุผลว่าก่อนประกาศใช้ค่าเฉลี่ยเกณฑ์ใหม่ในอนาคต ระบบคมนาคมขนส่งต้องเสร็จสมบูรณ์และตรวจสอบจากสถิติค่าฝุ่นละอองในช่วง 6-7 ปี ต้องลงอยู่ในระดับมาตรฐานเพื่อไม่ให้ฝุ่นละอองส่งผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว

นั่นหมายถึงว่ามาตรฐานใหม่ของคุณภาพอากาศในบรรยากาศของฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศหลักตัวอื่นๆ จะต้องรอไปอีก 6-7 ปีข้างหน้าด้วย

3.3 ขาดกรอบทางกฎหมายที่เอื้อให้มีฐานข้อมูลแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ที่ครอบคลุมและเป็นระบบ

เรามีองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการได้มาซึ่งข้อมูลและฐานข้อมูลแหล่งที่มาของฝุ่น PM2.5 ได้ แม้ว่าขณะนี้เราจะยังไม่มีก็ตาม แต่ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าคือสิทธิการรับรู้ของชุมชน(Community Right to Know) ถึงฐานข้อมูลเหล่านั้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้ขับเคลื่อนผลักดัน กฎหมายว่าด้วยทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Registers: PRTR) ซึ่งจะเป็นกรอบในการพัฒนาระบบการรายงานข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำมลพิษ PM2.5 และสารตั้งต้นของ PM2.5 อยู่ในรายชื่อมลพิษเป้าหมาย (target substances/pollutants) กฎหมาย PRTR นี้จะแตกต่างไปจาก   ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องการจัดทํารายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษท่ีระบายออกจากโรงงาน พ.ศ. 2558 ในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนและระบบฐานข้อมูลที่สาธารณชนเข้าถึงได้

หากกฏหมาย PRTR มีผลบังคับใช้ก็จะเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยภาครัฐให้มีฐานข้อมูลฝุ่น PM2.5 ที่ครอบคลุมและเป็นระบบ ช่วยเสริมประสิทธิภาพและความเข้มแข็งแก่หน่วยงานของรัฐ ในการประเมินสถานการณ์มลพิษ PM2.5 ได้อย่างถูกต้อง มีข้อมูลที่ดีเพื่อประกอบการวางแผนการป้องกันสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตลอดจนการจัดการวิกฤตฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ต้นทางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกันนี้ ยังช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมตรวจสอบระบบและกระบวนการผลิตของตนให้รัดกุม ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินกิจการและการแข่งขันทางการค้าในระยะยาว  

กฏหมาย PRTR จะรับรองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการคุ้มครอง ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  อีกทั้งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5

ขณะนี้ เรามีโครงการนำร่อง และจนถึงปัจจุบัน เรายังไม่มีกฎหมายว่าด้วยทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Registers: PRTR)

4) ความล้าหลังในเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน

ข้อเสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขฝุ่นละออง PM2.5 ของกรมควบคุมมลพิษระบุไว้ชัดเจนในหัวข้อ “ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน” ว่า

“…ความสนใจของประชาชนต่อภาวะมลพิษอากาศดังปรากฏเมื่อต้นปี 2561 เป็นปรากฏการณ์ใหม่ซึ่งชี้ถึงความสนใจต่อสภาวะแวดล้อมของคนช้ันกลางรุ่นใหม่ ประกอบกับการเข้าถึงสื่ออิเล็กทรอนิคส์และข้อมูลจากต่างประเทศ เป็นแรงผลักดันให้หน่วยงานราชการต้องให้ความสาคัญต่อการเผยแพร่ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมและไม่น้อยกว่าสื่อทางอื่น เพื่อสร้างความเข้าใจถูกต้องและระดมกำลังของประชาชนในการปรับปรุงคุณภาพอากาศ…เนื่องจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศมีจำนวนจำกัด อาจไม่อยู่ในพื้นท่ีท่ีประชาชนให้ความสนใจ ประกอบกับปัจจุบันมีเครื่องวัดมลพิษอากาศราคาถูกที่ประชาชนสามารถหาซื้อมาใช้ได้เอง หน่วยงาน ของรัฐควรมีมาตรการในการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจวัดมลพิษอากาศ โดยให้ข้อแนะนำการซื้อและใช้อุปกรณ์และการตรวจสอบความถูกต้องของอุปกรณ์…”

นอกเหนือจากที่รัฐบาลจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร (communication specialists) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร (communication consultants) ไว้ใน Emergency Response Team เมื่อเกิดวิกฤตมลพิษทางอากาศขึ้น รัฐบาลสามารถจัดทำระบบการสื่อสารที่รวดเร็ว ฉับไว แม่นยำ เที่ยงตรง เอาไว้อธิบายให้ประชาชนเข้าใจปัญหาที่แท้จริงอย่างแท้จริง แต่จนถึงปัจจุบันรัฐบาลสอบตกในประเด็นนี้อย่างสิ้นเชิง ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ล้าหลังอย่างมากในการที่หน่วยงานของรัฐจะมีมาตรการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจวัดมลพิษทางอากาศ โดยให้ข้อแนะนำการซื้อและใช้อุปกรณ์และการตรวจสอบความถูกต้องของอุปกรณ์

วิกฤตฝุ่น PM2.5 เผยให้เห็นถึงกระบวนการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายและกลไกการทำงานของรัฐที่ยังพิกลพิการ จำเป็นต้องมีการรื้อสร้างใหม่(deconstruct) ในขณะเดียวกัน ภาคประชาชนยังต้องมุ่งมั่นทำงานขับเคลื่อนต่อไปเพื่อสุขภาวะที่ดีของทุกคนในสังคมและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น

3 ประเด็นสิ่งแวดล้อมปี 2561 ที่ไม่ควรพลาด

ปี พ.ศ.2561 มีเรื่องราวด้านสิ่งแวดล้อมมากมายเกิดขึ้นในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลก และนี่คือ 3 เรื่องที่ไม่ควรพลาดในมุมมองของเรา

มลพิษพลาสติก(Plastic Pollution)

แม้จะมีมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องการใช้พลาสติกอย่างเข้มข้น แต่วิกฤตมลพิษพลาสติกก็ไม่มีท่าทีว่าจะลดลง กลางปี พ.ศ.2561 วาฬนำร่องครีบสั้นว่ายน้ำเกยตื้น ที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หลังยื้อชีวิต 5 วันแต่ไม่สำเร็จ ผลชันสูตรพบขยะกว่า 8 กิโลกรัมในตัววาฬ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2561 วาฬหัวทุย (Sperm Whale) เข้ามาเกยตื้นตายที่สุลาเวสี อินโดนีเซีย และพบทั้งแก้วพลาสติก ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก รองเท้าและเชือก

โศกนาฏกรรมของวาฬทั้งสองกรณีเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของวิกฤตมลพิษพลาสติก การสำรวจทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามีสิ่งมีชีวิตในทะเล 700 สายพันธุ์ ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษพลาสติกในมหาสมุทร นกทะเล 9 ใน 10 ชนิดพันธ์ุ เต่าทะเล 1 ใน 3 ชนิดพันธุ์ ครึ่งหนึ่งของชนิดพันธุ์วาฬและโลมาทั้งหมด ต่างกินพลาสติกเป็นอาหาร

นี่คือความท้าทายในยุคมนุษย์ครองโลก(Anthropocene) ภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตพลาสติกยักษ์ใหญ่ ผู้ก่อมลพิษ แนวร่วมของเสียเหลือศูนย์ ห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นต้น จะต้องขึ้นมาอยู่ในเวทีระดับเดียวกันเพื่อหาทางออกจากวิกฤต ช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีความพยายามผลักดันให้เกิด ความตกลงระหว่างประเทศ(International Agreement)แบบพหุภาคีที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดมลพิษพลาสติก

มลพิษทางอากาศ

องค์การอนามัยโลก(WHO)จัดการประชุมสุดยอดว่าด้วยมลพิษทางอากาศและสุขภาพ ครั้งแรกของโลกในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และเผยแพร่แผนที่แสดงค่าเฉลี่ยต่อปีของความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) ล่าสุด และแถลงว่าประชากรทั่วโลก 9 ใน 10  คนหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนเข้าไป และแม้ว่ามีการยกระดับการจัดการคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ของโลก แต่มหานครหลายแห่งยังมีคุณภาพอากาศเกินเกณฑ์ที่ WHO กำหนด

ในช่วงวันที่ 1 มกราคมถึง 21 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายที่สุด ในจำนวนรวม 52 วัน บางพื้นที่มีความเข้มข้นเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM2.5 เกินค่ามาตรฐานในบรรยากาศทั่วไปตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลกถึง 40 วัน

ด้วยแรงผลักดันของสาธารณะชน ในที่สุดในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2561 กรมควบคุมมลพิษประกาศ ใช้ดัชนีคุณภาพอากาศ(Air Quality Index)ใหม่ที่รวมค่า PM2.5 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับการจัดการคุณภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม การรายงาน ดัชนีคุณภาพอากาศโดยใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงนั้น ไม่สามารถรับมือกับวิกฤตมลพิษ ทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนได้ทันท่วงที จำเป็นต้องรายงานโดยใช้ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตขึ้น

ความปั่นป่วนของสภาพภูมิอากาศ

เวทีเศรษฐกิจโลก(World Economic Forum)นำเสนอรายงาน the Global Risk Report ก่อนหน้าการประชุมประจำปีที่มีขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 โดยสะท้อนมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายระดับโลกในเรื่องความเสี่ยงสำคัญที่โลกเผชิญ และเหตุการณ์ภูมิอากาศสุดขั้ว(extreme weather events)เป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับโลกอันดับต้น

เราสัมผัสถึงความจริงใหม่ที่กระทบกับเราโดยตรงมากขึ้น และประจักษ์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไล่เรียงกันจากความแห้งแล้งไปถึงอุทกภัยทั่วโลก รวมถึง อุณหภูมิเย็นยะเยือกต่ำสุดเท่าที่มีการบันทึกตามแนวชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอมเริกา และหิมะตกในทะเลทรายซะฮาราในเดือนมกราคม คลื่นความร้อนในสหราชอาณาจักรในเดือนมิถุนายนและกรกฏาคม คลื่นความร้อนในญี่ปุ่นที่ทุบสถิติและตามมาด้วยพายุใต้ฝุ่นในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ไฟป่าตามแนวเส้นวงรอบอาร์กติกในสวีเดนและในกรีซในเดือนกรกฏาคม อุทกภัยร้ายแรงในจีนและอินเดียช่วงเดือนสิงหาคม และการแผลงฤทธิ์ของซูปเปอร์ไต้ฝุ่นมังคุดในเดือนกันยายน

ปี พ.ศ.2561 ยังได้เห็นถึงการเรียกร้องให้ลงมือทำจากชุมชนวิทยาศาสตร์ โลกเรือนกระจก (Hothouse Earth) เป็นคำเตือนที่นักวิทยาศาสตร์ประกาศในเอกสารสรุปการประชุมของ สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences)ที่ตีพิมพ์ในเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2561 ว่า ทั่วโลกจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิลสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นโลกอาจเข้าสู่ Hothouse state ซึ่งเป็นสภาวะอันตรายถาวร ส่วนที่ประชุม Global Climate Action Summit ที่ซานฟรานซิสโกได้มี ข้อเสนออย่างถอนรากถอนโคน ถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2573 จากทุกภาคส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ(ภาคพลังงาน ภาคการผลิตทางอุตสาหกรรม ภาคอาคารบ้านเรือน ภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคการบริโภคอาหาร ภาคเกษตรกรรมและป่าไม้)

รายงาน IPCC ฉบับพิเศษว่าด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก 1.5 องศาเซลเซียส (IPCC Special Report on 1.5 Degrees) ซึ่งเปิดตัวที่เกาหลีใต้ ระบุว่าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เป็นหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในอีก 10 ปีข้างหน้า ทั่วโลกต้องลดการใช้ถ่านหินอย่างน้อย 2 ใน 3 ของการใช้ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 และยุติการใช้ถ่านหินภายในปี พ.ศ.2593 อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงการประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 24(COP 24) ที่เมืองคาโตวีตเซ(โปแลนด์) ก็มีสหรัฐอเมริกา ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และคูเวต คัดค้านไม่ให้ที่ประชุมยอมรับรายงาน IPCC ฉบับนี้

จุดไฮท์ไลท์ของ COP24 คือสุนทรพจน์ของเกรตา ธันเบิร์ก นักกิจกรรมเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมอายุ 15 ปีชาวสวีเดนที่หยิบยกประเด็น “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ”

ถึงแม้อาจกล่าวได้ว่าการประชุม COP 24 จบลงโดยบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกฎกติกาต่างๆ ภายใต้ความตกลงปารีสปี 2015 – แต่ก็ยังไม่เข้มข้นพอที่จะทำให้โลกเข้าถึงเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นครั้งแรกรอบ 4 ปี

ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพของคนในกรุงเทพฯ มาจากไหน

D5E4220F-2AA1-46A3-8894-FD251996C23Cแหล่งกำเนิด PM2.5 มีทั้งแบบปล่อยโดยตรงกับแหล่งกำเนิดปฐมภูมิ ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า การเผาในที่โล่งและอุตสาหกรรมการผลิต ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่ใดมีแหล่งกำเนิดแบบใดเป็นหลัก(Primary PM2.5 และจากปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศโดยมีสารกลุ่มซัลเฟอร์หรือกลุ่มไนโตรเจนและแอมโมเนียเป็นสารตั้งต้น(Secondary PM2.5) ดังนั้น การปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนจากแหล่งกำเนิดต่างๆ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลและการผลิตทางอุตสาหกรรม เมื่อเกิดการรวมตัวกันในบรรยากาศจะมีผลต่อการก่อตัวของ PM2.5 ขั้นทุติยภูมิอีกด้วย

หลายคนมักจะพูดถึงการเผาในที่โล่งว่าเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ในช่วงระยะเวลานี้ แต่จากข้อมูลดาวเทียม จุดเกิดความร้อนที่เกิดขึ้นในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาในเขตประเทศไทยมีน้อยมาก ดังนั้น PM2.5 จากการเผาในที่โล่งนั้นจึงไม่ใช่ปัจจัยหลัก เราไม่ควรโยนความผิดให้เกษตรกรที่มักถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุ

แผนที่แสดงจุดความร้อนสะสมย้อนหลัง 24 ชั่วโมง(10-11 กุมภาพันธ์ 2561)
ที่แปลผลจากภาพถ่ายดาวเทียม(http://fire.gistda.or.th)

ดังนั้น ในช่วงนี้ ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพของคนกรุงเทพฯ ก็ต้องมุ่งตรงไปที่แหล่งกำเนิดจากการคมนาคมขนส่ง(ให้นึกภาพถึงรถยนต์ส่วนตัวนับล้านคันบนถนน) และการเคลื่อนตัวของมลพิษจากพื้นที่อื่นๆ เช่น ผลการคำนวณแบบจำลองบรรยากาศ (Atmospheric Modeling) ที่ดำเนินการโดยทีมวิจัย Atmospheric Chemistry Modeling ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่าแบบจำลองการเคลื่อนที่ของเคมีในบรรยากาศ (Atmospheric chemistry-transport model- GEOS-Chem) ซึ่งระบุว่า….”โรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีและเก็คโค-วัน ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศของแหล่งท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียงอย่างเกาะเสม็ด เกาะแสมสารและพัทยา รวมทั้งกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงกันยายน เมื่อลมพัดจากทางทิศใต้มายังทิศตะวันตกเฉียงใต้(ดูภาพแรกแสดงทิศทางของกระแสลม) และในช่วงสภาวะอากาศที่แย่ที่สุด ในแต่ละวันฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองแห่งสามารถแพร่ กระจายเข้าสู่พื้นที่แหล่งท่องเที่ยวในสัดส่วนร้อยละ 40 และในเขตกรุงเทพมหานครร้อยละ 20 เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยรายปี”

สนธิ คชวัฒน์ เลขาธิการชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครช่วงที่ผ่านมามีสภาพอากาศนิ่ง การฟุ้งกระจายในแนวราบไม่ระบาย มีลมสงบความเร็วลมต่ำ และการฟุ้งกระจายในแนวดิ่งมีน้อย หรืออีกนัยหนึ่ง การเกิดมีสภาพอากาศเย็นหรืออุณภูมิต่ำที่พื้นดินรวมทั้งมีละอองน้ำหรือหมอกปกคลุมเหนือพื้นดินจำนวนมาก แต่ที่ระดับความสูงขึ้นไปอากาศกลับมีอุณภูมิสูงขึ้นเนื่องจากความร้อนจากดวงอาทิตย์ จึงทำให้มลพิษที่พื้นดิน เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก สารเบนซิน ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นต้น ที่ออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์ซึ่งมีความร้อนมากกว่าอากาศโดยรอบจะเคลื่อนที่ลอยขึ้น(จากร้อนไปเย็น) ในระดับหนึ่งแล้วลอยต่อไปไม่ได้เนื่องจากไปปะทะละอองน้ำและความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่อุณหภูมิสูงกว่าจึงตกลงมาปกคลุมพื้นที่ใกล้เคียงทำให้มีค่ามลพิษเกินมาตรฐานบริเวณริมถนนซึ่งเปรียบเสมือนเอาฝาชีทึบครอบอาหารร้อนๆไว้ ความร้อนก็จะกระจายอยู่ในฝาชีนั่นเอง”

กรุงเทพเป็นพื้นที่ราบ อิทธิพลของลมมรสุมช่วยกระจายให้ฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศ เคลื่อนตัวออกไปได้ง่าย แต่เมื่อพิจารณาถึงคุณลักษณะที่สำคัญของมลพิษทางอากาศ PM2.5 ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายจากแหล่งกำเนิดไปในระยะไกลนับร้อยนับพันกิโลเมตรได้ แหล่งกำเนิด PM2.5 ขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน การผลิตทางอุตสาหกรรม เป็นต้น จึงมีส่วนสำคัญและส่งผลต่อคุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานครภายใต้สภาวะทางอุตุนิยมวิทยา(ลม อุณหภูมิ ความกดอากาศ ความชื้น) และช่วงเวลาที่เหมาะสม

บทความโดย ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผูกพันกับธรรมชาติในยุคมนุษย์ครองโลก

ธารา บัวคำศรี

ชีวิตฉันผูกพันกับธรรมชาติ (Connecting People to nature) คือประเด็น(theme)ของวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2560 ที่เวียนมาครบอีกวาระหนึ่งในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ โดยเชิญชวนให้ผู้คนทั้งหลายออกสัมผัสโลกกว้าง ซึมซาบความงามและตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติเพื่อปกป้องโลกที่เราอยู่อาศัยร่วมกัน

กิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 สองปีหลังจากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ หรือเอิร์ธซัมมิทครั้งแรก (United Nations Conference on the Human Environment, 2515) เป็นต้นมา คนทั่วโลกร่วมเฉลิมฉลองวันสิ่งแวดล้อมโลกมาเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว ดังนั้น มาดูกันว่า จริงๆ แล้วสถานการณ์ของ ธรรมชาติและระบบนิเวศที่ค้ำจุนชีวิตเราขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะออกไปชื่นชมและผูกพันกับธรรมชาติ

ผืนดินเปลี่ยน

ตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 การขยายพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ตลอดจนการพัฒนาสวนป่าเพื่อตอบสนอง ความต้องการไม้และกระดาษส่งแรงกดดันอย่างทวีคูณต่อโลก ในขณะที่เราได้ทำลายระบบนิเวศที่หลากหลายเพื่อนำพื้นที่ มาใช้ตามความต้องการของเรา แลกกับชีวิตสัตว์ป่าและพรรณพืช ผลคือผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์กลายสภาพ เป็นทะเลทราย(desertification) ผืนดินกลายเป็นทรัพยากรหายากในบางประเทศ และหลายประเทศเริ่มเข้าไปลงทุน  ในผืนดินอันห่างไกลเพื่อผลิตอาหาร และเชื้อเพลิงชีวภาพ ข้อมูลระบุว่ามากกว่าร้อยละ 50 ของที่ดิน(Land)ซึ่งควบคุม โดยนักลงทุนต่างชาติอยู่ในเขตภูมิภาคด้านใต้ทะเลทรายซะฮาราของทวีปแอฟริกา

ร้อยละ 70 ของความหลากหลายของสัตว์ป่าและพรรณพืชบนบกอยู่ในเขตป่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบนิเวศป่าเขตร้อน องค์กรอนุรักษ์สากล(Conservation International) ระบุว่า มีจุดเสี่ยงภัยต่อความหลากหลายทางชีวภาพ(Biodiversity Hotspots) 35 แห่งทั่วโลก ในจำนวนนั้นมีผืนป่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดเสี่ยงภัยต่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Hotspots)เหล่านี้รวมกันแล้วครอบคลุมผิวโลกในส่วนที่เป็นผืนดินเพียงร้อยละ 3.2 แต่พบชนิดพันธุ์พืชมากกว่า ร้อยละ 50 และมีชนิดพันธุ์สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังบนบกทั้งหมดร้อยละ 42 พืชพรรณตามธรรมชาติสูญเสียไปมากกว่าร้อยละ 70 แล้ว

เขตอนุรักษ์ที่เป็นศูนย์กลางของความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 20 ของประเทศรวมถึง อุทยานแห่งชาติ 127 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 28 แห่งและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 67 การดูแลถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์ป่าและพรรณพืชที่เหลืออยู่นี้จึงมิใช่เป็นเรื่องของ “การอนุรักษ์” เท่านั้น หากคือการปกป้องอนาคตของมนุษยชาติด้วย

ท้องทะเลป่วน

คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ประมาณครึ่งหนึ่งจะถูกดูดซับโดยทะเลและมหาสมุทรทำให้สิ่งแวดล้อมทางทะเล มีความเป็นกรดมากขึ้นซึ่งเป็นสภาพการณ์ที่โลกไม่เคยประสบมาก่อนตลอดระยะเวลา 20 ล้านปีที่ผ่านมา และส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งต่อสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญในระบบนิเวศรวมถึงสัตว์จำพวกหอย ปะการังและแพลงก์ตอน การลดลงของสัตว์และพืชทะเล เหล่านี้จะเป็นเหตุของการพังทลายของข่ายใยอาหารในทะเล ภาวะที่เป็นกรดมากขึ้นจะจำกัดความสามารถของระบบนิเวศ ทางทะเลในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เนื่องจากการลดลงของสิ่งมีชีวิตในทะเลที่ใช้คาร์บอเนตเป็นเปลือก

นอกจากมลพิษพลาสติกในทะเลที่เป็นปัญหาทั่วโลก มลพิษต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นในทะเลและมหาสมุทรก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล สารประกอบอย่างไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่เป็นธาตุอาหารได้กระตุ้นกระบวนการยูโทรฟิเคชั่น (Eutrophication)โดยดึงเอาอ๊อกซิเจนออกจากน้ำจนเหลือศูนย์และสร้าง “แหล่งน้ำที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่(Dead Zone)” ข้อมูลระบุว่ามี ​dead zone 405 บริเวณตามชายฝั่งทะเลทั่วโลก

ถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเลก็ยังอยู่ในภาวะวิกฤต ทะเลไทยมีปะการังรวม 400 สายพันธุ์ แนวปะการังทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันมีพื้นที่รวมกันราว 153 ตารางกิโลเมตร ร้อยละ 40.3 ของพื้นที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล ร้อยละ 60 ของสายพันธุ์ปะการัง มีปะการังที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงร้อยละ 50 ; ทะเลไทยมีหญ้าทะเล 12 สายพันธุ์ ครอบคลุมพื้นที่ 149.97 ตารางกิโลเมตร มีเพียงร้อยละ 35 ของพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง ชายฝั่งทะเลไทยมีไม้โกงกาง 35 สายพันธุ์ มีป่าชายเลน ครอบคลุมพื้นที่ 2,501.94 ตารางกิโลเมตร มีเพียงร้อยละ 7 ของพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง

แรงกดดันจากการประมงเกินขนาดนำไปสู่การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการจับปลาและสัตว์น้ำจากทะเลเพิ่มจาก 76 ล้านตัน เป็น 102.5 ล้านตัน ส่วนปลาและสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงเพิ่มจาก 5.5 ล้านตัน เป็น 69 ล้านตัน จีนมีส่วนแบ่งร้อยละ 60 ของการผลิตปลาและสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงทั่วโลก แม้ว่าจะช่วยตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงทางอาหาร แต่ก็นำมาซึ่งความท้าทายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ

อากาศแปดเปื้อน

มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ในปี พ.ศ.2555 ประมาณ 3.7 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศ ราวร้อยละ 88 ของการเสียชีวิตดังกล่าวนี้อยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางโดยที่ กลุ่มประเทศดังกล่าวนี้มีประชากรรวมกันร้อยละ 82 ของประชากรโลก ความต้องการใช้พลังงานและการคมนาคมขนส่ง ทำให้สถานการณ์มลพิษทางอากาศเลวร้ายลง

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนคาดการณ์ว่า เมืองขนาดใหญ่ที่มีคนเกิน 10 ล้านคน (megacities)และขึ้นอยู่กับระบบเชื้อเพลิงฟอสซิล ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปี พ.ศ. 2593 เมื่อเทียบกับตัวเลขในปี พ.ศ.2555

ความเป็นเมืองรุกล้ำและกลืนกินโลกธรรมชาติมากขึ้น ในปี . 2550 คือจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์เมื่อประชากรบนโลกมากกว่าครึ่งอาศัยอยู่ในเมือง มีการคาดการณ์ว่าภายในปี ..2593 เขตเมืองจะเพิ่มขึ้นเป็น 175 เท่าของกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับการขยายตัวเมืองและประชากรเมือง ในกรุงเทพมหานคร ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 25 แห่ง มีพื้นที่รวมกัน 2,926 ไร่ มากกว่าสวนสาธารณะขนาดใหญ่ 25 แห่งซึ่งมีพื้นที่รวมกัน 2,556 ไร่

คาดกันว่าภายในปี ..2567 จะมีคนบนโลก 8 พันล้านคน และในปี ..2593 จะมีมากกว่า 9 พันล้านคน มากกว่าครึ่งหนึ่งของคนบนโลกอาศัยอยู่ในวงกลมที่แรเงาด้านล่างนี้(ครอบคลุมเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก) ซึ่งมีการปะทะประสานสามเส้าระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ การปกป้องสิ่งแวดล้อมและความเป็นธรรมทางสังคมอย่างเป็นพลวัตรมากที่สุดของโลก

worldmap1

ที่มา : https://thetersetraveler.com/2015/05/06/its-a-small-densely-populated-world/

พื้นที่เชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

เราจะผูกพันกับธรรมชาติอย่างไรท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมซึ่งกลายมาเป็นภัยคุกคามต่อความก้าวหน้าทางสังคมของมนุษย์เอง Kate Raworth นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนจากสหราชอาณาจักรนำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจโดนัท (Doughnut Economics) เพื่อตอบโจทย์อันย้อนแย้งนี้ โดยเป็นแนวทางเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและ ปรับปรุงสภาพสังคมให้ดีขึ้นโดยเคารพข้อจำกัดทางนิเวศวิทยา

ขอบด้านนอกของโดนัทคือพรมแดนแห่งพิภพ(planetray boundaries)ซึ่งมี 9 ด้าน คือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) การใช้น้ำจืด(Freshwater Use) ปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัส(Nitrogen and Phosphorus Loading) การกลายเป็นกรดของมหาสมุทร (Ocean Acidification) มลพิษจากสารเคมี(Chemical Pollution) มลพิษในบรรยากาศ (Atmospheric Pollution) การลดลงของชั้นโอโซน(Ozone Depletion), การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ(Biodiversity Loss) และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน(Land Use Change) เกินจากพรมแดนเหล่านี้ไปคือหายนะทางนิเวศวิทยาที่ไม่อาจรับได้

ขอบด้านในของโดนัทคือรากฐานทางสังคม 12 ด้านคือ สุขภาพ(Health) อาหาร(Food) น้ำ(Water) พลังงาน(Energy) การศึกษา(Education) รายได้/การงาน(Income/Work) สันติภาพ/ความยุติธรรม(Peace/Justice) สิทธิในการแสดงความคิดเห็น(Political Voice) ความเป็นธรรมทางสังคม(Social Equity) ความเท่าเทียมทางเพศสภาพ (Gender equality) ที่อยู่อาศัย(Housing) และข่ายใยทางสังคม(Networks) การละเลยรากฐานเหล่านี้นำมาซึ่งความทุกข์ยาก และความโกลาหลอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในสังคมมนุษย์

Screen Shot 2560-05-31 at 6.06.48 PM

ที่มา : ดัดแปลงจาก https://www.kateraworth.com/doughnut/

ระหว่างขอบด้านนอกและด้านใน(ของโดนัท) คือ พื้นที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับมนุษยชาติและระบบเศรษฐกิจแบบ กระจายศูนย์และฟื้นฟูขึ้นใหม่ได้ ที่เอื้อให้มนุษย์ผูกพันกับธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ไม่เบียดเบียนผู้อื่น(ความเป็นธรรมทางสังคม) จากเรื่องเล็กๆ ที่ทำด้วยตนเองไม่ว่าจะเป็นการลดขยะ ปลูกพืชผักสวนครัว ฉลาดใช้พลังงาน การเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การศึกษาธรรมชาติ ฟื้นฟูป่าไม้ ฯลฯ ไปจนถึงปฏิบัติการขับเคลื่อนร่วมมือกับผู้คน กลุ่มบุคคลและองค์กรต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและอนาคตที่เราต้องการร่วมกัน

อ่านเพิ่มเติม

  1. Tony Juniper, “What’s really happening to our planet? The facts simply explained”, Penguin Random House, 2016.
  2. Thailand’s Sustainable Development Sourcebook 2016.

Our silent killer, taking a toll on millions

Tara Buakamsri 

Published in Bangkok Post, 8 December 2016

In a city like Bangkok where bumper-to-bumper traffic, raging heat and all-consuming noise are enough to give you a migraine, a clear city skyline is a welcome view to make you appreciate this bustling city. But hovering over Bangkok and other cities like it, lies a hidden layer that’s affecting the health of millions.

Air pollution is one of the most pressing issues in major Thai cities. A 2015 study by the University of Washington and supported by the World Bank, shows that air pollution causes 50,000 premature deaths in the country yearly. Most at risk are children and the elderly, and people living in areas near coal-fired power plants and polluting industries. At the heart of it is the invisible and harmful pollutant, PM2.5.

Measuring less than 2.5 micrometres in diameter — less than the width of a single human hair — particulate matter (PM) 2.5 is the worst form of air pollution. PM2.5 penetrates deeply into the lungs, allowing harmful chemicals to be carried into internal organs; and is attributed to causing a wide range of illnesses including cancer, strokes, respiratory diseases, foetal damage and even death.

Globally, air pollution is turning out to be a very serious issue. According to Unicef, it contributes to the deaths of around 600,000 children each year; and a recent World Bank study has shown that total deaths from air pollution have risen in Thailand from roughly 31,000 in 1990 to 48,000 in 2013. In fact, Thailand’s Pollution Control Department has identified ground-level ozone and airborne particles as the two pollutants that pose the greatest threats to human health.

Unfortunately, PM2.5 levels in many parts of Thailand are way above acceptable levels. The annual safe limit according to Thailand’s National Ambient Air Quality Standard is at 25 microgrammes per cubic metre, a figure Thailand’s major cities have failed to reach for the past several years. Greenpeace Southeast Asia recently looked into this. Our recent report ranked Thai cities according to their PM2.5 readings — the first of its kind for the country — and what we found highlights the hidden public health crisis we have on our hands.

Based on 2015 data, out of 29 provinces that are equipped with air monitoring stations, 23 exceeded the average annual particulate matter of less than 10 micrometres (PM10) levels. Between January-May this year, the five cities with the highest annual average concentrations of PM2.5 were Chiang Mai, Khon Kaen, Lampang, Bangkok and Ratchaburi. This means, that there are levels reaching into “unhealthy”, “very unhealthy” and “hazardous” levels, according to the World Health Organisation. If you want a real-time measurement of what we’re breathing, there is a website that you can check out the visual map, just key “Bangkok AQI”.

So why isn’t the Thai government factoring in PM2.5? Many other countries such as China and India have already incorporated PM2.5 in their air quality indexes, and PM2.5 concentrations are crucial in determining the country’s smog and pollution alerts. In Beijing, residents are advised to wear masks and avoid outdoor activities in similar circumstances. In Delhi, a severe bout of smog enveloped the city and the government was forced to temporarily shut down schools. But the same warnings or measures are not in place in Thailand.

The country is well equipped to do so though. Although pollution monitoring stations are capable of measuring PM2.5 concentrations, Thailand’s Air Quality Index (AQI) does not factor it in. While the AQI provides Thais with timely and reliable information about air pollution levels, it only considers PM10 (larger dust particles). Comparatively, the World Health Organisation also uses PM2.5 AQI values, rather than PM10, to more accurately judge potential health effects from pollution.

So if PM2.5 can give us a better understanding of pollution and the toll it takes on human lives, why is this silent killer hidden from official data? The unfettered growth of industries, the construction of even more coal-fired power plants, the addition of more vehicles on our roads, and the unsolved haze problem from Indonesia affecting Thailand and other Southeast Asian countries will mean pollution will certainly worsen in the coming years.

To protect people’s health, the Thai government needs to urgently upgrade the AQI to include PM2.5. Additionally, it should strengthen pollution monitoring and regulation of existing coal plants and shift away from the use of coal. PM2.5 and mercury emissions should be measured at source, and the current standards for other toxic pollutants such as sulphur oxides and nitrous oxides, aside from dust emissions should be reviewed.

Legal protection for the right to clean air in Thailand is inadequate and will remain so as long as the government continues to sacrifice public health whenever it is perceived to come into conflict with industry. The Thai government must take a step back from this myopic approach and tackle the issue from a public health perspective. The government must challenge industry to meet better standards through innovation — and thus pave the way for a sustainable approach to pollution prevention.