8 ขั้นตอนในการกู้วิกฤตมลพิษพลาสติกในมหาสมุทร

ทะเลและมหาสมุทรให้ทุกสิ่งที่เราต้องการ : อาหาร ออกซิเจน แรงบันดาลใจและการงาน ทะเลและมหาสมุทรยังช่วยรักษาสมดุลของสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าความสำคัญของมหาสมุทรที่มีต่อชีวิต มนุษย์ยังคงทำประหนึ่งทะเลและมหาสมุทรเป็นดังที่ระบายของเสีย ประมาณว่าทุกๆ นาที ขยะพลาสติกที่เท่ากับปริมาณที่บรรจุในรถบรรทุกขยะหนึ่งคันถูกทิ้งลงทะเล และเป็นความเร่งด่วนในการทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหา และเรามีเวลาไม่มากในการทำอะไรบางอย่างกับปัญหา ข่าวดีคือเรามีทางออกของปัญหา

มันน่าเศร้าแต่เป็นวันที่สำคัญเมื่อ วาฬ Cuvier’s beaked) ขึ้นเกยตื้นบนหาด Sotra ในนอร์เวย์โดยมีพลาสติก 30 ชิ้นอยู่ในท้องของมัน เราทั้งหลายที่ทำงานในประเด็นมหาสมุทรมาหลายปีต่างรับรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ นักวิจัยทำงานศึกษาเรื่องมลพิษพลาสติกในมหาสมุทรย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ.2513 สำหรับหลายๆ คน ปี พ.ศ.2560 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่รับรู้อย่างจริงจัง ปัญหาเรื่องพลาสติกมันใหญ่โตมากโดยที่เราสามารถเห็นได้บนชายหาด/ชายฝั่งทะเลทั่วทุกมุมโลก

ประมาณว่า ทุกๆ ปี พลาสติกราว 8 ล้านตันลงไปอยู่ในมหาสมุทร ผลิตภัณฑ์ซึ่งครึ่งหนึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานแห่งอัจริยะได้กลายมาเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ขยายตัวเร็วที่สุดในโลก มันยากที่จะจินตนาการว่าขยะพลาสติก 8 ล้านตันมันมากแค่ไหน ถ้าจะให้เทียบ มันก็ประมาณกับนำหนักของประชากรทั้งหมดของประเทศสเปนและสพราชอาณาจักรรวมกัน ประมาณว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้น 60 ตันต่อนาทีภายในปี พ.ศ.2593 หากแนวโน้มการใช้พลาสติกและการขาดการจัดการของเสียที่เพียงพอยังคงเป็นอยู่เช่นในปัจจุบัน

พลาสติกสร้างปัญหาใหญ่ต่อสัตว์ป่าและพรรณพืชและต่อมนุษย์ นกทะเล เต่าทะเล และสิ่งมีชีวิตในทะเลอื่นๆ เข้าไปติดอยู่ในถุงพลาสติก ติดอยู่ในเครื่องมือประมงที่ทิ้งไว้ไม่ใช้แล้ว และเสียชีวิตจากการกินพลาสติกเข้าไปในท้องของมัน พลาสติกหลุดเข้าห่วงโซ่อาหารและอาหารที่เรากิน และพบอยู่ในสายพันธุ์ปลาเกือบทุกชนิดที่มีการสำรวจ รวมถึงหอยและปู และนี่อาจเป็นเพียงการเร่ิมต้น พลาสติกเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นปัญหาที่มีทางออก เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือเดี๋ยวนี้

8 ขั้นตอนที่เราสามารถทำได้

1. ลดการพึ่งพาพลาสติก

เราใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งในปริมาณที่เหลือเชื่อ ทั้ง หลอดพลาสติก ถุงพลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติก แก้วพลาสติก ถ้วย ชาม ช้อนและซ่อมพลาสติก เราต้องยุติการใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้งเหล่านี้ ประเทศต่างๆ มากขึ้นได้นำเอามาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกและพลาสติกใช้แล้วทิ้ง หรือตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมในการลดการใช้พลาสติกและของเสียพลาสติก ความพยายามดังกล่าวนี้ต้องถูกยกระดับเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้การใช้พลาสติกในระดับโลกลดลง และพวกเราสามารถทำในส่วนของเราได้เพื่อปฏิเสธผลิตภัณฑ์เหล่านี้

2. ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต

ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา การผลิตพลาสติกของโลกเพิ่มขึ้น 2 เท่า ผู้ผลิตพลาสติกชั้นนำวางแผนจะเพิ่มการผลิตอีกหนึ่งในสามในอีก 5 ปีข้างหน้า ในปี พ.ศ.2517 การใช้พลาสติกต่อหัวต่อปีอยู่ที่ 2 กิโลกรัม 2kg ปัจจุบันเพิ่มเป็น 43 กิโลกรัมต่อหัวต่อปี! โลกกำลังเดินไปผิดทิศทาง จำต้องมีการพัฒนาทางเลือกต่อพลาสติกที่ไม่อาจย่อยสลายได้ และจะต้องมีการพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมที่รับผิดชอบต่อขยะพลาสติกโดยข้อตกลงด้านอุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจงและข้อตกลงว่าด้วยภาระรับผิดชอบของผู้ผลิตในการจัดการ เก็บจัดเก็บ และการนำมาใช้ใหม่

A member of Algeria's Under the Sea diving club collects plastic bottles.

3. เพิ่มค่าธรรมเนียมและภาษีให้กับพลาสติกที่เป็นมลพิษ

พลาสติกส่วนใหญ่ที่เราใช้ในปัจจุบันผลิตมาจากน้ำมันและเป็นทั้งแหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจกและมลพิษ ในนอรเวย์ มีพลาสติกเพียงร้อยละ 0.5 ที่ผลิตมาจากทรัพยากรที่หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ พลาสติกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงถูกว่า รัฐบาลต่างๆ จำเป็นต้องดำเนินการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมพลาสติกที่เป็นมลพิษเหล่านี้ ค่าธรรมเนียมจำต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้พลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่มีราคาถูกกว่า

4. ขยายการจัดการของเสียที่มีประสิทธิภาพ

พลาสติกส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา การขยายตัวของประชากรและชนชั้นกลางที่เพิ่มมากขึ้นทำให้การใช้พลาสติกเพิ่มได้รวดเร็วกว่าศักยภาพในการจัดการขยะพลาสติก พลาสติกจึงถูกทิ้งและออกสู่ทะเลในที่สุด  จีนและอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีส่วนทำให้เกิดขยะพลาสติกในทะเลมากที่สุด จำเป็นต้องมีโครงการในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการขยะพลาสติกและการรีไซเคิล

5. ผลักดันให้เกิดวิสัยทัศน์ขยะพลาสติกในทะเลเป็นศูนย์

ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 ที่ประชุมสหประชาชาติด้านสิ่งแวดล้อมยกร่างเป้าหมายระดับโลกเพื่อยุติการปล่อยทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล ขั้นตอนต่อมาคือการจัดทำข้อตกลงนานาชาติที่มีเป้าหมายและกรอบเวลาที่ชัดเจนเพื่อรับรองว่าจะมีการจัดทำแผนที่ของแหล่งกำเนิดขยะทะเล ความรับผิดชอบทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันการแพร่หลายของขยะพลาสติกในทะเล และเพิม่ความเข้มแข็งในการจัดการของเสียที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั่วโลก

6. เพิ่มการวิจัย การติดตามตรวจสอบและแผนที่แหล่งกำเนิดขยะพลาสติก

ยังมีอีกมากที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับพลาสติก นักวิจัยคาดว่าร้อยละ 70 ของขยะพลาสติกลงไปอยู่ในพื้นใต้ทะเล เมื่อเวลาผ่านไป พลาสติกเหล่านี้แตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ แต่เรายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ หรือ เราจะกำจัดมันอย่างไร ความพยายามจะสร้างแผนที่และติดตามตรวจสอบ ตลอดจนการวิจัยถึงผลกระทบเชิงลบนั้นจะต้องถูกยกระดับขึ้น ดูข้อมูงเพิ่มเติมจาก การริเริ่ม นี้

7. ยุติการปล่อยทิ้งขยะพลาสติกลงสู่ทะเล

ประมาณร้อยละ 80 ของขยะพลาสติกในทะเลมาจากกิจกรรมต่างๆ และอุตสาหกรรมบนบก ทุกๆ อย่างตั้งแต่ยางรถยนต์ อุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้า ไปจนถึงก้นบุหรี่และก้านสำลีเช็ดหู ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ลดการใช้พลาสติกลงในชีวิตประจำวัน

8. ช่วยกันทำความสะอาดและฟื้นฟูแหล่งปนเปื้อนขยะพลาสติก

ปฏิบัติทำความสะอาดและฟื้นฟูพื้นที่และชายฝั่งทะเลที่เผชิญกับวิกฤตมลพิษ แม้ว่าจะเป็นกิจกรรมการแก้ปัญที่ปลายเหตุ ก็ยังมีความสำคัญในฐานะเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้ผู้คนมารวมตัวกันในความพยายามยุติมลพิษพลาสติก

นโยบาย 7 GO Green ของ 7-Eleven ช่วยกู้วิกฤตมลพิษพลาสติกหรือไม่?

จากการที่ ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้าน 7-Eleven ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้อครบวงจรในประเทศไทย เดินหน้านโยบาย 7 GO Green(เซเว่น โก กรีน) ได้ฤกษ์วันที่ 7 เดือน 11 ประกาศเจตนารมณ์ “ลด และเลิกใช้ถุงพลาสติก” ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ ตามปณิธานอันมุ่งมั่นของซีพี ออลล์  “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” ที่จะร่วมพัฒนาชุมชนและสังคมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดังนั้น บทความสั้นนี้จะเน้นวิเคราะห์ถึงนโยบาย 7 GO Green รวมถึงโครงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ Green Packaging ตามรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ ซีพี ออลล์ เพื่อตอบคำถามว่า นโยบายดังกล่าวมีความมุ่งมั่นและส่งผลสะเทือนมากน้อยเพียงใดต่อการหาทางออกจากวิกฤตมลพิษพลาสติกในประเทศไทย

ข้อมูลในปี พ.ศ.2560 ร้าน 7-Eleven มีจำนวนรวม 10,268 สาขาทั่วประเทศรวมถึงร้านสาขาบริษัท ซีพี ออลล์ ร้านสาขาประเภทร่วมลงทุน (store business partner) และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต (sub area) มีลูกค้าเข้าร้าน 7-Eleven เฉลี่ยวันละ 11.8 ล้านคน การดำเนินการเพื่อลดใช้ถุงพลาสติกในรูปแบบต่างๆ ในปี พ.ศ. 2560 สามารถลดได้ถึง 24.09 ล้านใบ

เนื่องจากรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ ซีพี ออลล์ ที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะไม่มีข้อมูลว่าด้วย “รอยเท้าพลาสติก (plastic footprint)” จึงไม่สามารถประเมินได้อย่างถูกต้องว่ามาตรการของ 7-Eleven ที่ดำเนินการไปนั้นทำให้เกิดการลดถุงพลาสติกเป็นสัดส่วนเท่าไรเมื่อเทียบกับปริมาณถุงพลาสติกทั้งหมดที่มีการใช้

“รอยเท้าพลาสติก” ที่ ซีพี ออลล์ เปิดเผยนั้นมีเพียงการยกเลิกการใช้วัสดุ PVC โดยระบุว่า ในปี พ.ศ.2560 สามารถยกเลิกการใช้วัสดุ PVC สำหรับกลุ่มสินค้าตราสินค้าของบริษัทประเภทผลิตภัณฑ์อาหาร เพิ่มอีก 3 รายการคิดเป็น 33% และมีเป้าหมายยกเลิกการใช้ PVC เป็นส่วนประกอบของบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้ากลุ่มดังกล่าวภายในปี 2563

”รอยเท้าพลาสติก (plastic footprint)” คือปริมาณ (หน่วย)ของพลาสติกทั้งหมดที่บริษัทใช้ในห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์และการขนส่งภายในช่วงเวลา 12 เดือนที่มีการระบุไว้ รวมถึงประเภทของผลิตภัณฑ์และข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลาสติก ความโปร่งใสเรื่อง “รอยเท้าพลาสติก” นี้รวมถึงการรายงานว่ามีการใช้พลาสติกมากเท่าไร จำนวนของบรรจุภัณฑ์ ชนิดของพลาสติกและวัตถุประสงค์ในการใช้พลาสติกนั้น ทั้งนี้เพื่อสร้างเส้นฐาน(baseline)ในการวัดผลการดำเนินงาน ด้วยเหตุนี้ การนำเสนอข้อมูลการขายอย่างเดียวหรือข้อมูลบางส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ไม่ได้เป็นการเปิดเผยถึง “รอยเท้าพลาสติก” ของบริษัท

โดยการตั้งสมมุติฐานว่า ลูกค้าทุกคนที่เข้าร้าน 7-Eleven รับถุงพลาสติกโดยเฉลี่ย 1 ถุงต่อวัน ในปีหนึ่งๆ จะมีถุงพลาสติกออกจากร้าน 7-Eleven จำนวน 4,307 ล้านใบ ดังนั้น การลดการใช้ถุงพลาสติก 24.09 ล้านใบของ 7-Eleven ในปี 2560 คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.5 เท่านั้น

เมื่อพิจารณาถึงร้านสะดวกซื้อครบวงจรอย่าง 7-Eleven ที่มีกระจายอยู่แทบทุกหัวระแหงของประเทศและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่เรียกว่า Fast Moving Consumer Goods (FMCGs)ให้กับผู้บริโภค นโยบาย 7 GO Green ดังกล่าวแม้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดูดี แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่การลดปริมาณพลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง อย่างมีนัยยะสำคัญใด ๆ

นอกเหนือจากถุงพลาสติกหูหิ้ว สิ่งที่ 7-Eleven ยังไม่ได้ระบุไว้ในนโยบาย 7 GO Green (เซเว่น โก กรีน) คือบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ผลิตทั้งหมดที่นอกเหนือไปจากพลาสติก PVC

บรรจุภัณฑ์พลาสติกมีส่วนสำคัญในการก่อปัญหาขยะพลาสติกทั่วโลกสูงที่สุด แบรนด์ต่างๆ ได้ออกแบบบรรจุภัณฑ์พลาสติกให้มีความโดดเด่นจากคู่แข่ง และเพื่อให้เกิดความจงรักภักดีจากลูกค้า (Brand Loyalty) พร้อมทั้งถูกออกแบบมาเพื่อใช้ครั้งเดียวและทิ้งหลังใช้ได้เลย โดยแทบจะไม่ได้มีการคำนึงถึงผลที่จะเกิดตามมาเลยแม้แต่น้อย การขยายธุรกิจในตลาดใหม่ ๆ บริษัทผู้ผลิต FMCGs จึงขายสินค้าที่บรรจุอยู่ในซองพลาสติกชั้นเดียวที่มีขนาดเล็ก (Single Portion) ให้มากขึ้นโดยซองพลาสติกชั้นเดียวขนาดเล็กเหล่านี้นำมารีไซเคิล (Recycle) ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ  บริษัทผู้ผลิต FMCGs ทั้งหลายเหล่านี้เองก่อให้เกิดวิกฤติแห่งความสะดวกสบาย(Crisis of Convenience)

ในประเทศไทยพบว่ามีสัดส่วนการใช้พลาสติกเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์มากที่สุด และเป็นการใช้ในระยะสั้นก่อให้เกิดขยะมากที่สุด ในปี พ.ศ.2558 มีการใช้พลาสติกเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์สูงถึง 2.048 ล้านตัน

ผลการตรวจสอบแบรนด์ (Brand Audit) จากขยะพลาสติกโดยอาสาสมัครของกรีนพีซที่หาดวอนนภาซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองแสนสุข ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ในเดือนกันยายน พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา ก็พบบรรจุภัณฑ์อาหารที่เป็นพลาสติก(food packaging)เป็นส่วนใหญ่โดยพบแบรนด์ของกลุ่ม CP มากเป็นลำดับที่ 2

หาก ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในประเทศไทย มีความมุ่งมั่นที่จะทำนโยบาย 7 GO Green (เซเว่น โก กรีน) ให้เป็นแบบอย่างเพื่อร่วมกู้วิกฤตมลพิษพลาสติก ควรที่จะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นกับแนวทางปฏิบัติ 4 ประการดังต่อไปนี้

  • เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสของ “รอยเท้าพลาสติก (plastic footprint)” ทั้งหมดโดยสาธารณชนเข้าถึงได้
  • มุ่งมั่นที่จะลดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งโดยตั้งเป้าหมายที่มุ่งมั่นและชัดเจนในแต่ละปี
  • ขจัดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งที่เป็นปัญหาและไม่จำเป็นมากที่สุดภายปี 2562
  • ลงทุนกับระบบนำกลับมาใช้ซ้ำและระบบกระจายสินค้าแบบใหม่