หิมะแห่งคีลีมานจาโร (Snow of Kilimanjaro)

คงไม่เกินเลยไปนัก หากจะกล่าวว่าเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway) ไม่ได้คิดถึงเรื่อง ‘ปรากฏการณ์เรือนกระจก’ ในขณะที่เขาเขียนเรื่องของชายคนหนึ่งที่ทิ้งร่างไร้วิญญาณซึ่งเน่าเปื่อยไว้ใกล้กับเทือกเขาที่ซึ่งหิมะที่ปกคลุมบนยอดกำลังจะหายไป เรื่องสั้นคลาสสิกของเฮมิงเวย์ที่ชื่อ ‘หิมะแห่งคีลิมานจาโร (Snow of Kilimanjaro)’ ขณะนี้เป็นผลงานมาตรฐานของภาพลักษณ์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แท้จริงแล้วหิมะที่ปกคลุมยอดเขาที่สูงที่สุดของทวีปแอฟริกากำลังหายไปอย่างรวดเร็ว นี่เป็นกระบวนการที่เริ่มขึ้นมาหลายทศวรรษแล้วก่อนที่เฮมิงเวย์จะจับปากกาเขียนเรื่องของเขา ในจำนวนยอดเขา 3 แห่งที่ประกอบเป็นคีรีมานจาโรอันมหึมา มีเพียงยอดเดียว คือ คิโบ (Kibo) ความสูง 5,893 เมตร ซึ่งเป็นยอดที่สูงที่สุดที่ยังมีน้ำแข็งปกคลุม

หิมะบนยอดคิโบลดขนาดลงร้อยละ 80 ในช่วงศตวรรษที่ 20 และมีการรายงานว่า ความหนาของชั้นหิมะก็ลดลงในอัตราราว 50 เซนติเมตรต่อปีนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ถึงแม้ว่ายอดภูเขาจะมีหิมะปกคลุมในช่วงฤดูหนาว แต่การหดตัวของหิมะที่มีอย่างต่อเนื่องในระยะยาวนำไปสู่การคาดการณ์ที่ค่อนข้างจะเที่ยงตรงว่า หิมะบนคีลีมานจาโรจะหายไปในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2558-2563

อาจเรียกได้ว่า ‘คีลีมานจาโร’ เป็นตำราว่าด้วย ‘การเกิดความร้อนและการละลาย’ ซึ่งได้กลายเป็นประเด็นที่เรียกความสนใจ นำไปสู่หัวข้อในการถกเถียงเชิงจิตวิญญาณในหมู่นักวิจัยด้านธารน้ำแข็ง รวมถึงเป็นหัวข้อนิยมของผู้ที่สงสัยเรื่องโลกร้อน ซึ่งคาดประมาณการหายไปของหิมะบนยอดเขาเพียงยอดเดียวเพื่อเป็นข้อโต้แย้งกับปรากฏการณ์ของการหดตัวของธารน้ำแข็งในพื้นที่อื่นๆ ของโลก

อะไรที่ทำให้เรื่องของหิมะแห่งคีลีมานจาโรยังไม่มีข้อสรุป ประเด็นหนึ่งก็คือ อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยเหนือยอดคิโบนั้นอยู่ใต้จุดเยือกแข็งจนถึงประมาณลบ 7 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี ทั้งนี้ยังไม่ได้มีการปฏิเสธปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปเสียทั้งหมด แต่ก็มีปัจจัยบางอย่างที่มากไปกว่าภาวะโลกร้อน

ลักษณะของหิมะที่ปกคลุมยอดเขาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชี้ให้เห็นความเกี่ยวข้อง แทนที่ยอดหิมะจะเป็นรูปร่างกลม ด้านหนึ่งของยอดหิมะมีลักษณะชันมาก สูงประมาณ 20 เมตร นักวิจัยชื่อจอร์จ กีเซอร์ (George Geiser) แห่งมหาวิทยาลัยอินสบรุก (Insbruke) เสนอว่าถ้าปัจจัยด้านอุณหภูมิอากาศอย่างเดียวเปลี่ยนแปลงตามลักษณะการละลาย การหดตัวของหิมะจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตามเส้นชั้นความสูง ดังนั้น ดวงอาทิตย์น่าจะเป็นตัวการหลักของการละลายของหิมะมากกว่าอุณหภูมิของอากาศ

หลักฐานด้านอิทธิพลของดวงอาทิตย์ คือ แนวตะวันออก-ตะวันตกของยอดหิมะ การที่ภูเขาอยู่ใต้เส้นศูนย์สูตรลงมาเพียง 370 กิโลเมตร ทำให้พื้นผิวของยอดน้ำแข็งสัมผัสรังสีดวงอาทิตย์ในช่วงต่างๆ ของปี ประกอบกับการเกิดฤดูแล้งบนยอดเขา 2 ช่วง (ธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ และมิถุนายนถึงกันยายน) ซึ่งเป็นช่วงไร้เมฆ ทำให้รังสีดวงอาทิตย์ส่องตรงลงมาได้มากขึ้น และโดยทั่วไป ลมประจำถิ่นเป็นลมอ่อน ดังนั้น พื้นผิวที่ละลายจากรังสีดวงอาทิตย์จึงไม่ได้แห้งไปทั้งหมด และกลับมาเย็นอีกครั้งในอากาศ

แม้ว่าเหตุผลนี้จะช่วยอธิบายรูปร่างของหิมะแห่งคีลีมานจาโร แต่ก็ไม่ได้บอกเราว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้หิมะเริ่มหายไป นักวิชาการได้เสนอแนวคิดว่า น่าจะเป็นความแห้งแล้งในระดับพื้นที่ (ยืนยันจากการลดลงของทะเลสาบวิกตอเรียที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง) ซึ่งเริ่มต้นในช่วงทศวรรษ 1880 และอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการละลายของหิมะในปัจจุบัน สิ่งที่ยังไม่มีข้อมูลก็คือว่า ยอดหิมะนั้นเป็นอย่างไร

ในช่วงที่เกิดความแห้งแล้งขึ้นก่อนทศวรรษ 1880 ข้อมูลจากแกนน้ำแข็งระบุว่า บางส่วนของพืดน้ำแข็งบนยอดเขาอยู่มานานกว่า 11,000 ปี แต่ก็มีข้อถกเถียงว่า ส่วนใหญ่ของพืดน้ำแข็งนั้นเกิดขึ้นในช่วง 200-300 ปีก่อน นักวิจัยเองนั้นไม่ได้ตัดเอาปัจจัยเรื่องภาวะโลกร้อนออกไปในฐานะที่เป็นตัวการของการเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนของอากาศบนยอดเขา – ที่มีอิทธิพลมาจากมหาสมุทรอินเดีย – ซึ่งช่วยทำให้เกิดความแห้งแล้งบนยอดเขา

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 เป็นต้นมา มีการติดตั้งสถานีตรวจวัดอากาศแห่งใหม่ 3 แห่ง ซึ่งจะทำให้มีข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นในเรื่องภาวะความร้อนและความแห้งแล้งที่ดำเนินอยู่ ขณะเดียวกัน แบบจำลองคอมพิวเตอร์ชิ้นใหม่ก็ได้เริ่มทำการเชื่อมโยงสภาวะอากาศในระดับย่อยรอบๆ คีลีมานจาโรกับบรรยากาศในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ปฏิสัมพันธ์ของผู้คนกับยอดเขาคีลีมานจาโรได้เป็นประเด็นถกเถียงอีกประเด็นหนึ่ง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอินสบรุกเสนอว่า การทำลายพื้นที่ป่าเชิงเขาก็เป็นสาเหตุสำคัญของความแห้งแล้งในพื้นที่ แนวคิดนี้ใช้ได้กับพื้นที่อื่นๆ แต่ไม่มีข้อพิสูจน์ที่คีลีมานจาโร

นอกจากการเป็นสัญลักษณ์ของแอฟริกาแล้ว การสูญเสียหิมะแห่งคีลีมานจาโรมิได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่มากนัก อาจส่งผลบ้างต่อการท่องเที่ยว แต่ตัวภูเขาเองก็ยังเป็นแรงดึงดูดใจที่ดี การสูญเสียหิมะบนยอดเขายังไม่ส่งผลต่อการขาดแคลนน้ำครั้งใหญ่ของคนในท้องถิ่น ผลการวัดสภาพการสูญเสียนี้แสดงให้เห็นว่าร้อยละ 90 ของน้ำแข็งที่หายไปจากยอดเขานั้นระเหยขึ้นไปในบรรยากาศโดยตรง การไหลของน้ำผิวดินจากยอดภูเขาน้ำแข็งส่วนใหญ่นั้นก็ระเหยไปในอากาศก่อนที่จะถึงแหล่งน้ำทางด้านเชิงเขา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รับความชื้นในช่วงมรสุมเสียเป็นส่วนใหญ่

ถึงแม้ว่าชะตากรรมของยอดเขาน้ำแข็งจะเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน แต่นักวิจัยก็ยังเชื่อว่า จะยังคงมีธารน้ำแข็งเล็กๆ กระจายอยู่ต่อไป นักวิทยาศาสตร์เองก็อยากจะเห็นว่า ความสนใจจะพุ่งเป้ามากขึ้นไปที่ธารน้ำแข็งอื่นๆ นับพันแห่งที่มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ที่มาของภาพประกอบ
NASA Earth Observatory
ภาพสามมิติข้างบนนี้ทำขึ้นโดยใช้ข้อมูลสภาพภูมิประเทศจาก Shuttle Radar Topography Mission (SRTM) ซึ่งถ่ายโดยดาวเทียมแลนแซต 7
ขนาด: ทิวทัศน์ตามแนวกว้าง 124 กิโลเมตร (77 ไมล์) ตามแนวยาว 166 กิโลเมตร (103 ไมล์)
ที่ตั้ง : ละติจูด 3 องศาใต้ ลองติจูด 37 องศาตะวันออก
การจัดวาง : View North, 2 degrees below horizontal, 2 times vertical exaggeration
ข้อมูลที่ได้รับ : กุมภาพันธ์ 2543 (SRTM); 21 กุมภาพันธ์ 2543 (Landsat 7)



อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก

This slideshow requires JavaScript.

ช่วงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ (องศาเซลเซียส)

 

โลกกำลังร้อนขึ้น ไม่ว่าจะมาจากกิจกรรมของมนุษย์หรือความแปรปรวนของธรรมชาติ และหลักฐานบอกเราว่า มนุษย์เป็นตัวการสำคัญ เทอร์โมมิเตอร์ทั่วโลกตรวจวัดบักทึกอุณหภูมินับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เริ่มต้นขึ้น

การวิเคราะห์โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ NASA’s Goddard Institute for Space Studies (GISS) และภาพสไลด์ที่แสดงข้างต้น อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นโดยประมาณ 0.8 องศาเซลเซียส (1.4 องศาฟาเรนไฮท์) นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880  ความร้อนที่เพิ่มขึ้นสองในสามเกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 ที่อัตราประมาณ 0.15-0.20 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ

คำถามคือ ทำไมเราต้องสนใจอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียงแต่หนึ่งองศา จะว่าไปแล้ว การผกผันของอุณหภูมิเกิดขึ้นหลายองศาในทุก ๆ วัน ในที่ที่เราอาศัยอยู่

บันทึกอุณหภูมิโลกนี้เป็นค่าเฉลี่ยทั่วทั้งผิวโลก อุณหภูมิที่เราประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันและในระยะเวลาสั้น ๆ นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้มากเนื่องจากเหตุการณ์ที่เป็นวัฐจักรที่เราสามารถทำนายได้ เช่น กลางวัน กลางคืน ฤดูร้อน ฤดูหนาว เป็นต้น และแบบแผนการตกของน้ำจากฟากฟ้า(precipitation) และการเคลื่อนที่ของลมที่ยากแก่การคาดการณ์

ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกนั้นขึ้นอยู่กับว่ามีพลังงานเท่าไรที่โลกรับจากดวงอาทิตย์และมีจำนวนเท่าใดที่สะท้อนกลับจากผิวโลกออกสู่อวกาศ ปริมาณพลังงานดังกล่าวนี้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย รังสีความร้อนที่แผ่ออกจากผิวโลกนั้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางเคมีของชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณของก๊าซเรือนกระจกที่เป็นตัวกักเก็บความร้อน

การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก 1 องศา นั้นจึงมีความสำคัญเพราะว่ามันต้องใช้ความร้อนปริมาณมหาศาลเพื่อที่จะทำให้มหาสมุทร ชั้นบรรยากาศ และแผ่นดินอุ่นขึ้น ในอดีต อุณหภูมิที่ลดลง 1 ถึง 2 องศา ทำให้โลกทั้งโลกอยู่ในยุคน้ำแข็งน้อย (the Little Ice Age) อุณหภูมิที่ลดลง 5 องศา นั้นเพียงพอที่จะฝังให้ทวีปอเมริกาเหนือให้อยู่ภายใต้ชั้นน้ำแข็งมหึมาเมื่อ 20,000 ปีก่อน

แผนที่ข้างบนแสดงถึงความแปรปรวนหรือความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ มิใช่”อุณหภูมิสัมบูรณ์ (absolute temperature) แผนที่ชี้ให้เห็นว่า ภูมิภาคต่างๆ ของโลกร้อนขึ้นหนือเย็ยลงเท่าไรเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงปี ค.ศ.1951-1980 ซึ่งใช้เป็นปีฐาน (ต้องไม่ลืมว่าอุณหภูมิอากาศเหนือพื้นผิวโลกในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ที่ราว ๆ 14 องศาเซลเซียส (หรือ 57 องศาฟาเรนไฮท์) โดยค่าความไม่แน่นอนนั้นอยู่ราวสิบเท่า) หรืออีกนัยหนึ่ง แผนที่พยายามจะบอกว่า ภูมิภาคต่างๆ ของโลกจะร้อนกว่าหรือเย็นกว่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาคนั้นในช่วงปี ค.ศ.1951-1980

ข้อมูลในแผนที่เริ่มจากปี ค.ศ.1880 เพราะการสังเกตการณ์ในระดับโลกไม่อาจทำได้ก่อนหน้านี้ มีการเลือกช่วงปี ค.ศ. 1951-1980 เนื่องจาก the U.S. National Weather Service ใช้ช่วง 3 ทศวรรษ (a three-decade period) เพื่อกำหนดค่าปกติหรืออุณหภูมิเฉลี่ย การวิเคราะห์อุณหภูมิของ GISS เริ่มในราวปี ค.ศ.1980 ดังนั้น ช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาล่าสุดคือปี ค.ศ.1951-1980 มันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่คนรุ่นผู้ใหญ่ในปัจจุบันได้เติบโตขึ้น จึงเป็นจุดอ้างอิงร่วมกันของคนจำนวนมากสามารถระลึกถึงได้

การทำการวิเคราะห์ GISS ใช้ข้อมูลที่อยู่จากสถานีอุตุนิยมวิทยา 6,300 แห่งทั่วโลก ตลอดจนดาวเทียมและเรือสังเกตการณ์อุณหภูมิพื้นผิวทะเล และสถานีวิจัยในแอนตาร์กติก ข้อมูลทั้งสามชุดนี้ถูกป้อนเข้าในโปรแกรมวิเคราะห์คอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถให้สาธารณะชนดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของ GISS ซึ่งคำนวณแนวโน้มในความผันผวนของอุณหภูมิที่สัมพันธ์กับอุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนเดียวกันในช่วงปี ค.ศ. 1951-1980

เป้าหมายของทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ GISS คือต้องการให้ข้อมูลการประมาณการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่สามารถเปรียบเทียบกับการคาดการณ์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกอันเกี่ยวเนื่องกับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ฝุ่นละออง(aerosols) และการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของดวงอาทิตย์

จากที่แผนที่แสดงให้เห็น ภาวะโลกร้อน(global warming) มิได้หมายถึง การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศา ในทุกหนทุกแห่ง ในทุกๆ วันเวลา อุณหภูมิในแต่ละช่วงปีหรือช่วงทศวรรษอาจเพิ่มขึ้น 5 องศา ในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งและลดลงมา 2 องศาในอีกช่วงปีหรือช่วงทศวรรษหนึ่ง ฤดูหนาวที่เย็นยะเยือกสุดขั้วในที่ที่หนึ่งอาจตามมาด้วยฤดูร้อนสุด ๆ หรือฤดูกาลอันหนาวเย็นในพื้นที่หนึ่งอาจทำให้เกิดสมดุลโดยฤดูหนาวอันอบอุ่นในอีกพื้นที่หนึ่งของโลก

โดยทั่วไป การเกิดความร้อนจะอยู่ในแผ่นดินมากกว่าในมหาสมุทรเพราะน้ำดูดซับและคายความร้อนได้ช้ากว่า (thermal inertia) การเกิดความร้อนอาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงภายในมวลแผ่นดินและแอ่งมหาสมุทรแต่ละแห่ง

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (ค.ศ.2000-2009) การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิบนผิวดินเกิดขึ้นร้อยละ 50 มากกว่าการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในมหาสมุทร ในกรณีของสหรัฐอเมริกา ในแถบยูเรเชียเกิดขึ้นสองในสามเท่า และในกรณีของอาร์กติกและคาบสมุทรแอนตาร์กติกเกิดขึ้นสามในสี่เท่า พื้นผิวมหาสมุทรที่เกิดความร้อนมากที่สุดคือมหาสมุทรอาร์กติก รองลงมาเป็นมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตก ตามาด้วยมหาสมุทรแอตแลนติก

จากการวิเคราะห์ ปี ค.ศ. 1880 ถึง 1950 ดูเหมือนจะเย็นกว่า (มีสีฟ้ามากกว่าสีแดง) และเริ่มเย็นน้อยลงเมื่อเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1950s ทศวรรษในช่วงปีฐานนั้นไม่พบว่ามีความร้อนหรือเย็นเพราะใช้เป็นค่ามาตรฐานเทียบกับช่วงทศวรรษต่าง ๆ ที่มีการวัดค่า ระดับที่แตกต่างกันมากขึ้นระหว่างทศวรรษ 1940s และ 1970s อาจมาจากความแปรปรวนของธรรมชาติและโดยฝุ่นละออง(Aerosols) ที่ส่งผลให้เกิดการเย็นลง อันเป็นผลมาจากการเจริฐเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

เจมส์ แฮนเซน ผู้อำนวยการ GISS ระบุว่า การใช้เชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์นั้นเพิ่มขึ้นในช่วงหลังสงครามด้วยเช่นกัน (ร้อยละ 5 ต่อปี) ผลคือก๊าซเรือนกระจกเพิ่มปริมาณมากขึ้น แต่เนื่องจากผลการทำให้เย็นลงของฝุ่นละออง(Aerosols) นั้นเป็นผลกระทบในทันที ในขณะที่ ก๊าซเรือนกระจกจะสะสมตวัอย่างช้า ๆ และใช้เวลานานกว่าในการสลายไปจากชั้นบรรยากาศ  แนวโน้มการเกิดความร้อนที่มากขึ้นในช่วงสามทศวรรษล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่าอิทธิพลของการเกิดความร้อนจากก๊าซเรือนกระจกนั้นมามีมากขึ้นกว่าผลของฝุ่นละออง(Aerosols) ที่ทำให้เกิดความเย็นลง พร้อมๆ กับการที่ฝุ่นละอองนั้นลดปริมาณลงจากมาตรการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อม