8 ขั้นตอนในการกู้วิกฤตมลพิษพลาสติกในมหาสมุทร

ทะเลและมหาสมุทรให้ทุกสิ่งที่เราต้องการ : อาหาร ออกซิเจน แรงบันดาลใจและการงาน ทะเลและมหาสมุทรยังช่วยรักษาสมดุลของสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าความสำคัญของมหาสมุทรที่มีต่อชีวิต มนุษย์ยังคงทำประหนึ่งทะเลและมหาสมุทรเป็นดังที่ระบายของเสีย ประมาณว่าทุกๆ นาที ขยะพลาสติกที่เท่ากับปริมาณที่บรรจุในรถบรรทุกขยะหนึ่งคันถูกทิ้งลงทะเล และเป็นความเร่งด่วนในการทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหา และเรามีเวลาไม่มากในการทำอะไรบางอย่างกับปัญหา ข่าวดีคือเรามีทางออกของปัญหา

มันน่าเศร้าแต่เป็นวันที่สำคัญเมื่อ วาฬ Cuvier’s beaked) ขึ้นเกยตื้นบนหาด Sotra ในนอร์เวย์โดยมีพลาสติก 30 ชิ้นอยู่ในท้องของมัน เราทั้งหลายที่ทำงานในประเด็นมหาสมุทรมาหลายปีต่างรับรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ นักวิจัยทำงานศึกษาเรื่องมลพิษพลาสติกในมหาสมุทรย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ.2513 สำหรับหลายๆ คน ปี พ.ศ.2560 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่รับรู้อย่างจริงจัง ปัญหาเรื่องพลาสติกมันใหญ่โตมากโดยที่เราสามารถเห็นได้บนชายหาด/ชายฝั่งทะเลทั่วทุกมุมโลก

ประมาณว่า ทุกๆ ปี พลาสติกราว 8 ล้านตันลงไปอยู่ในมหาสมุทร ผลิตภัณฑ์ซึ่งครึ่งหนึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานแห่งอัจริยะได้กลายมาเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ขยายตัวเร็วที่สุดในโลก มันยากที่จะจินตนาการว่าขยะพลาสติก 8 ล้านตันมันมากแค่ไหน ถ้าจะให้เทียบ มันก็ประมาณกับนำหนักของประชากรทั้งหมดของประเทศสเปนและสพราชอาณาจักรรวมกัน ประมาณว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้น 60 ตันต่อนาทีภายในปี พ.ศ.2593 หากแนวโน้มการใช้พลาสติกและการขาดการจัดการของเสียที่เพียงพอยังคงเป็นอยู่เช่นในปัจจุบัน

พลาสติกสร้างปัญหาใหญ่ต่อสัตว์ป่าและพรรณพืชและต่อมนุษย์ นกทะเล เต่าทะเล และสิ่งมีชีวิตในทะเลอื่นๆ เข้าไปติดอยู่ในถุงพลาสติก ติดอยู่ในเครื่องมือประมงที่ทิ้งไว้ไม่ใช้แล้ว และเสียชีวิตจากการกินพลาสติกเข้าไปในท้องของมัน พลาสติกหลุดเข้าห่วงโซ่อาหารและอาหารที่เรากิน และพบอยู่ในสายพันธุ์ปลาเกือบทุกชนิดที่มีการสำรวจ รวมถึงหอยและปู และนี่อาจเป็นเพียงการเร่ิมต้น พลาสติกเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นปัญหาที่มีทางออก เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือเดี๋ยวนี้

8 ขั้นตอนที่เราสามารถทำได้

1. ลดการพึ่งพาพลาสติก

เราใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งในปริมาณที่เหลือเชื่อ ทั้ง หลอดพลาสติก ถุงพลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติก แก้วพลาสติก ถ้วย ชาม ช้อนและซ่อมพลาสติก เราต้องยุติการใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้งเหล่านี้ ประเทศต่างๆ มากขึ้นได้นำเอามาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกและพลาสติกใช้แล้วทิ้ง หรือตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมในการลดการใช้พลาสติกและของเสียพลาสติก ความพยายามดังกล่าวนี้ต้องถูกยกระดับเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้การใช้พลาสติกในระดับโลกลดลง และพวกเราสามารถทำในส่วนของเราได้เพื่อปฏิเสธผลิตภัณฑ์เหล่านี้

2. ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต

ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา การผลิตพลาสติกของโลกเพิ่มขึ้น 2 เท่า ผู้ผลิตพลาสติกชั้นนำวางแผนจะเพิ่มการผลิตอีกหนึ่งในสามในอีก 5 ปีข้างหน้า ในปี พ.ศ.2517 การใช้พลาสติกต่อหัวต่อปีอยู่ที่ 2 กิโลกรัม 2kg ปัจจุบันเพิ่มเป็น 43 กิโลกรัมต่อหัวต่อปี! โลกกำลังเดินไปผิดทิศทาง จำต้องมีการพัฒนาทางเลือกต่อพลาสติกที่ไม่อาจย่อยสลายได้ และจะต้องมีการพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมที่รับผิดชอบต่อขยะพลาสติกโดยข้อตกลงด้านอุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจงและข้อตกลงว่าด้วยภาระรับผิดชอบของผู้ผลิตในการจัดการ เก็บจัดเก็บ และการนำมาใช้ใหม่

A member of Algeria's Under the Sea diving club collects plastic bottles.

3. เพิ่มค่าธรรมเนียมและภาษีให้กับพลาสติกที่เป็นมลพิษ

พลาสติกส่วนใหญ่ที่เราใช้ในปัจจุบันผลิตมาจากน้ำมันและเป็นทั้งแหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจกและมลพิษ ในนอรเวย์ มีพลาสติกเพียงร้อยละ 0.5 ที่ผลิตมาจากทรัพยากรที่หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ พลาสติกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงถูกว่า รัฐบาลต่างๆ จำเป็นต้องดำเนินการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมพลาสติกที่เป็นมลพิษเหล่านี้ ค่าธรรมเนียมจำต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้พลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่มีราคาถูกกว่า

4. ขยายการจัดการของเสียที่มีประสิทธิภาพ

พลาสติกส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา การขยายตัวของประชากรและชนชั้นกลางที่เพิ่มมากขึ้นทำให้การใช้พลาสติกเพิ่มได้รวดเร็วกว่าศักยภาพในการจัดการขยะพลาสติก พลาสติกจึงถูกทิ้งและออกสู่ทะเลในที่สุด  จีนและอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีส่วนทำให้เกิดขยะพลาสติกในทะเลมากที่สุด จำเป็นต้องมีโครงการในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการขยะพลาสติกและการรีไซเคิล

5. ผลักดันให้เกิดวิสัยทัศน์ขยะพลาสติกในทะเลเป็นศูนย์

ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 ที่ประชุมสหประชาชาติด้านสิ่งแวดล้อมยกร่างเป้าหมายระดับโลกเพื่อยุติการปล่อยทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล ขั้นตอนต่อมาคือการจัดทำข้อตกลงนานาชาติที่มีเป้าหมายและกรอบเวลาที่ชัดเจนเพื่อรับรองว่าจะมีการจัดทำแผนที่ของแหล่งกำเนิดขยะทะเล ความรับผิดชอบทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันการแพร่หลายของขยะพลาสติกในทะเล และเพิม่ความเข้มแข็งในการจัดการของเสียที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั่วโลก

6. เพิ่มการวิจัย การติดตามตรวจสอบและแผนที่แหล่งกำเนิดขยะพลาสติก

ยังมีอีกมากที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับพลาสติก นักวิจัยคาดว่าร้อยละ 70 ของขยะพลาสติกลงไปอยู่ในพื้นใต้ทะเล เมื่อเวลาผ่านไป พลาสติกเหล่านี้แตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ แต่เรายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ หรือ เราจะกำจัดมันอย่างไร ความพยายามจะสร้างแผนที่และติดตามตรวจสอบ ตลอดจนการวิจัยถึงผลกระทบเชิงลบนั้นจะต้องถูกยกระดับขึ้น ดูข้อมูงเพิ่มเติมจาก การริเริ่ม นี้

7. ยุติการปล่อยทิ้งขยะพลาสติกลงสู่ทะเล

ประมาณร้อยละ 80 ของขยะพลาสติกในทะเลมาจากกิจกรรมต่างๆ และอุตสาหกรรมบนบก ทุกๆ อย่างตั้งแต่ยางรถยนต์ อุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้า ไปจนถึงก้นบุหรี่และก้านสำลีเช็ดหู ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ลดการใช้พลาสติกลงในชีวิตประจำวัน

8. ช่วยกันทำความสะอาดและฟื้นฟูแหล่งปนเปื้อนขยะพลาสติก

ปฏิบัติทำความสะอาดและฟื้นฟูพื้นที่และชายฝั่งทะเลที่เผชิญกับวิกฤตมลพิษ แม้ว่าจะเป็นกิจกรรมการแก้ปัญที่ปลายเหตุ ก็ยังมีความสำคัญในฐานะเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้ผู้คนมารวมตัวกันในความพยายามยุติมลพิษพลาสติก

เรื่องดีๆ ของมหาสมุทรในปี 2557

แปลเรียบเรียงจากบทความของ Ayana Elizabeth, Waitt Institute ใน Ocean Views on December 24, 2014

เราอาจจะรับรู้เรื่องราวของมหาสมุทรหลายเรื่อง พอจะมีข่าวดีอยู่บ้าง แม้ว่ามหาสมุทรของเรายังคงเจอปัญหาหนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประมงเกินขนาด มลพิษ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย แต่ในปี 2557 นี้ก็มีเรื่องฟินๆ หลายเรื่องด้วยกัน

#1 ปี 2557 เป็นปีสำคัญของเขตสงวนมหาสมุทร(marine reserves) หมู่เกาะคิริบาติ ปาเลาและคุกทำการปิดทะเลในน่านน้ำของตนกว่าครึ่งโดยห้ามมิให้ทำประมงเชิงพาณิชย์ ส่วนสหรัฐอเมริกาได้ขยายเขตอนุรักษ์ทะเลในหมู่เกาะแปซิฟิกอันห่างไกลของตนเพิ่มเป็นห้าเท่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมิใช่เพราะการอนุรักษ์ที่ทำให้ผู้นำทางการเมืองรู้สึกถึงภาวะกดดัน และก็มิใช่เพียงแค่เหตุผลทางเศรษฐกิจการประมง แต่ยังเป็นประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์เพื่อการท่องเที่ยวและชื่อเสียงในทางสากลของประเทศ

1-Map-of-new-Pacific-Remote-Islands-Monument-From-news.nationalgeographic.com_-600x485

#2 ผู้นำโลกรวมตัวกันให้ความสนใจประเด็นมหาสมุทรโลก การประชุมว่าด้วยมหาสมุทรของเรา(Our Ocean Conference)ที่จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกาดูเหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยนของนโยบายด้านมหาสมุทร จุดเน้นมุ่งไปที่งานที่ประสบผลสำเร็จ ทางออกและคำมั่นของรัฐบาลในการอนุรักษ์มหาสมุทร Leonardo DiCaprio ได้กล่าวประเด็นสำคัญของความพยายามปกป้องมหาสมุทร การประชุมนี้ต่อมากลายเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นประจำปี นอกจากนี้ ยังมีการประชุมสุยอดว่าด้วยการปฏิบัติการปกป้องมหาสมุทร(Global Ocean Action Summit)ในกรุงเฮก ซึ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจมหาสมุทร

2-Leonardo-DiCaprio-delivering-remarks-at-the-Our-Ocean-Conference-From-wikimedia.org_-600x424

#3 เรารู้ว่าเราต้องทำอะไรเพื่อฟื้นฟูแนวปะการังแห่งคาริเบียน รายงานที่ร่วมกันเขียนโดยนักวิทยาศาสตร์กว่า 90 คนและวิเคราะห์ข้อมูลจากงานสำรวจแนวปะการังในทะเลคาริเบียนกว่า 35,000 ชิ้นในช่วง 42 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า ปะการังเสื่อมโทรมลงครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่ปี 2513 รายงานยังระบุว่า ถ้าเราช่วยกันอนุรักษ์สัตว์กินพืชที่สำคัญ เช่น ปลานกแก้วและเม่นทะเล เป็นต้น สัตว์น้ำนี้ช่วยกินสาหร่ายในแนวปะการัง และหากเราควบคุมมลพิษและการก่อสร้างตามแนวชายฝั่ง เราจะสามารถปกป้องแนวปะการังไว้ได้

3-Cover-of-Caribbean-Coral-Reefs-Status-Report-from-IUCN.org_-600x848

#4 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสัปดาห์แห่งฉลาม(Shark week)ร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อการอนุรักษ์ สารคดีเรื่องฉลามใน Discovery Channel นั้นเทียบเท่ากับซุปเปอร์โบลว์ในเรื่องการอนุรักษ์ฉลาม เป็นเรื่องราวที่สื่อติดตามตลอดทั้งปี เนื้อหาส่วนใหญ่ออกแบบให้ฉลามดูเป็นสัตว์หิวโหย ดุร้าย คนที่ติดตามสารคดีใช้สื่อสังคมแสดงพลังว่าพอแล้วสำหรับทัศนคติอันผิดพลาดนี้ สัปดาห์แห่งฉลามได้รับความสนใจจากสื่อมาก ฉลามยังได้รับความรักจากสาธารณะชนเมื่อรัฐออสเตรเลียตะวันตกออกนโยบายล่าฉลามเพื่อลดจำนวนประชากรของพวกเขา และได้รับการประท้วงคัดค้านจากประชาชน

4-Peaceful-coexistance-of-Sharks-and-SCUBA-divers-in-Turks-and-Caicos-Photo-by-Kristen-Marhaver-600x599

#5 การจัดพื้นที่มหาสมุทร(Ocean zoning)เป็นประเด็นด้านการจัดการที่ได้รับความสนใจ กว่า 30 ประเทศนำเอา ocean zoning เป็นเครื่องมือในการจัดการ ล่าสุดคือ Blue Halo Initiative ในบาบูดา(Barbuda) โดยมีสถาบัน Waitt ร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นพัฒนาแผนการจัดการแบบองค์รวมในเขตทะเล หลังจากกระบวนการปรึกษากับชุมชนกว่า 17 เดือน เป็นผลให้เกิดแผนที่ทางทะเลที่รวมเอาการปกป้องเขตชายฝั่งทะเลร้อยละ 33

5-Ocean-Zoning-factsheet-Waitt-Institute-600x463

#6 มีคลื่นลูกใหม่ของกลุ่มอนุรักษ์มหาสมุทรที่รวมตัวกันแบบหลวมๆ มีประสิทธิภาพและขยันขันแข็ง ขณะที่กลุ่มองค์กรไม่แสวงหากำไรขนาดใหญ่ยังทำงานอย่างต่อเนื่อง เราตื่นเต้นที่เห็นกลุ่มใหม่เข้ามาร่วมทำงานปกป้องมหาสมุทร ขอเอ่ยนามเป็นพิเศษกับกลุ่ม The Black Fish (ต่อสู้กับการประมงผิดกฎหมาย) กลุ่ม SeaSketch (เทคโนโลยีแผนที่แบบมีส่วมร่วม) กลุ่ม SoarOcean (ใช้ drones เป็นเครื่องมือเพื่อดูแลมหาสมุทร) กลุ่ม SkyTruth (ใช้เทคโนโลยี remote sensing เพื่อบังคับใช้กฎหมายประมงให้มีประสิทธิภาพ)กลุ่ม Smart Fish (ปรับปรุงมูลค่าเพิ่มของผลิตจากทะเลให้กับชุมชน) กลุ่ม Future of Fish (ธุรกิจเพื่ออาหารทะเลที่ยั่งยืน) และกลุ่ม Parley for Oceans (ยกระดับแฟชั่นเพื่ออนุรักษ์ทะเล)

6-new-ocean-group-logos-From-organization-websites-600x600
#7 ทรัพยากรประมงเพื่อการพาณิชย์ขขนาดใหญ่ฟื้นตัวจากการทำประมงเกินขนาด ในปี 2543 การประมง(จับปลาพื้นทะเล)ตามแนวชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาเผชิญกับวิกฤตการประมงเกินขนาดจนรัฐบาลต้องประกาศให้เป็นหายนะภัย ในปี 2557 นี้เอง หลังจากการทำงานอย่างหนักและความร่วมมือระหว่างรัฐ ชาวประมง และองค์กรไม่แสวงหากำไรอย่าง the Environmental Defense Fund ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งประมงได้ฟื้นตัวพอที่การประมงได้รับการรับรองว่ามีความยั่งยืน

7-observer-aboard-a-groudfish-vessel-photo-by-NOAA-via-blogs.edf_.org_-600x447

#8 โครงการ The Clinton Global Initiative ก็เน้นเรื่องมหาสมุทร โดยที่ CGI (การริเริ่มของมูลนิธิ Clinton) นั้นมีประวัติที่น่าเชื่อถือของการสนับสนุนการปฏิบัติการแบบตัดขวางหลายภาคส่วนในประเด็นสำคัญๆ โดยการส่งเสริมคำมั่นที่เป็นรูปธรรมจากองค์กรสมาชิก เครือข่ายปฏิบัติการมหาสมุทรของ CGI จะดำเนินการในปี 2558 เพื่อร่วมสร้างแนวทางแก้ปัญหาระหว่างภาคอุตสาหกรรม รัฐบาล องค์กรไม่แสวงหากำไร และเศรษฐีใจบุญ

8-launch-of-CGI-Oceans-from-expeditions.com_-600x450

#9 การตรวจสอบย้อนกลับของอาหารทะเลกำลังจัดการโดยผู้กำหนดนโยบายและนักเทคโนโลยี การค้าผลิตผลการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU) นั้นยากที่ทำให้หมดไปเพราะห่วงโซ่อุปทานของอาหารทะเลมีความคลุมเครืออย่างมาก ในสหรัฐอเมริกา มากกว่าร้อยละ 32 ของอาหารทะเลจากการประมงทะเลที่นำเข้านั้นเป็นการประมงแบบผิดกฎหมาย และอีกราวร้อยละ 33 ของอาหารทะเลนั้นติดฉลากผิด หน่วยปฏิบัติการของทำเนียบขาวกำลังเน้นให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ มีกลุ่มต่างๆ ได้ทำงานเพื่อแก้ปัญหาการตรวจสอบย้อนกลับของอาหารทะเล การบริโภคอาหารทะเลที่จับในท้องถิ่นนั้นช่วยแก้ปัญหานี้โดยการสนับสนุนการทำประมงของชุมชน

9-oceana-seafood-fraud-report-cover-from-oceana.org_

#10 มลพิษจากพลาสติกในมหาสมุทรก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดประมาณว่ามีเศษพลาสติกอย่างน้อยที่สุด 5.25 ล้านล้านชิ้นในมหาสมุทร ในขณะที่โลกเฝ้าดู การค้นหาเครื่องบินของสายการบินมาเลย์เซียที่สูญหายไปนั้นยุ่งยากอันเนื่องมาจากชิ้นส่วนเศษขยะในพื้นผิวของมหาสมุทร แล้วมีประดิษฐกรรมที่จะนำเอาชิ้นส่วนพลาสติกจากมหาสมุทรไหม ขอโทษ มันไม่มีทางทำได้ (แม้จะเห็นหนทางที่จะลดมลพิษจากพลาสติกลง)แต่ในวงการแฟชั่นเอง Pharrell, Bionic Yarn และ Parley for Oceans ทำงานร่วมกับ G-Star เพื่อทำเสื้อผ้าที่มาจากพลาสติกในมหาสมุทร

10-g-star-raw-for-the-oceans-from-milled.com_-600x300

#11 ความพยายามเพื่อต่อกรกับภาวะมหาสมุทรกลายเป็นกรด(ocean acidification) เพิ่มขึ้น มหาสมุทรกำลังกลายเป็นกรดจากการที่ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศ เป็นภัยคุกคามต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล นับตั้งแต่การกัดกร่อนของปะการัง ไปจนถึงการที่เปลือกของสัตว์ประเภทหอยบางลง ทำให้ปลามีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงและอ่อนไหวต่อสัตว์ที่เป็นผู้ล่ามากขึ้น การที่ราวหนึ่งในสามของภาวะมหาสมุทรกลายเป็นกรดมีสาเหตุมาจากมลพิษจากภาคพื้นดิน รัฐวอชิงตันได้พัฒนาแผนปฏิบัติการเพื่อขจัดมลพิษ (เช่น การปกป้องแหล่งน้ำที่เป็นแหล่งหอย oysters อันแสนโอชา) ส่วนรัฐแมรี่แลนด์และรัฐเมนกำลังดำเนินรอยตาม

11-when-the-ocean-acificies-shells-melt-from-ocean.si_.eduocean-acidification-600x414

#12 อ่าว Bristol ในรัฐอะลาสกา ได้รับการปกป้องจากการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 40 ของอาหารทะเลมาจากอ่าว Bristol แห่งนี้ เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลกที่มีปลาแซลมอลว่ายเวียนในธรรมชาติ อยู่ร่วมกับวาฬ แมวน้ำและนกทะเล นักกิจกรรมในท้องถิ่นและระดับประเทศต่างต่อสู้เพื่อการปกป้องพื้นที่นี้และยุติแผนการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติโดยกฎหมายที่ประธานาธิบดีลงนาม ขั้นต่อไปคือการปกป้องแหล่งต้นน้ำจากโครงการเหมืองแร่ Pebble Mine

12-bristol-bay-Alaska-from-whitehouse.gov_

#13 หนังสารคดีเกี่ยวกับมหาสมุทรและบทบาทของ Sylvia Earle นักชีววิทยาทางทะเลและนักกิจกรรมปกป้องมหาสมุทร ดอกเตอร์ Sylvia Earle ทุ่มเทชีวิตของเธอให้กับการสร้างจิตสำนึกปกป้องมหาสมุทรและเจรจาต่อรองเพื่อให้เกิดมาตรการอนุรักษ์ หนังสารคดียังนำเสนอเรื่องราวของขบวนการเคลื่อนไหวปกป้องมหาสมุทรและแรงบันดาลใจของบทบาทสตรีในงานด้านวิทยาศาสตร์

13-Mission-Blue-film-poster-from-mission-blue.org_-600x337

#14 การสื่อสารเรื่องมหาสมุทรก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เราได้สร้างพลังเพื่อการสื่อสารในเรื่องนี้ ประเด็นซับซ้อนถูกย่อยให้ง่ายเพื่อให้ผู้คนเข้าถึงและมีส่วนร่วม ขอบคุณเป็นพิเศษแก่ความพยายามอย่างไม่ย่อท้อของกลุ่ม Upwell, Smithsonian Ocean Portal, บล๊อกของ National Geographic Ocean Views การวิจัยและการศึกษาทะเล(Marine Affairs Research and Education) โครงการ One World One Ocean และ โครงการ TerraMar ที่ช่วยกระจายข่าวสารเรื่องมหาสมุทรออกไป และจับตาการทำงานด้านการอนุรักษ์มหาสมุทรจาก #OceanOptimism….

14-Groups-doing-great-ocean-communication-work-via-organization-websites-600x600

ใช่แล้ว ปี 2557 เป็นปีที่มหาสมุทรเผชิญกับการประมงผิดกฎหมาย สัตว์ทะเลที่ใกล้จะสูญพันธุ์ไม่ได้รับการปกป้อง พลาสติกจำนวนมากขึ้นๆ ถูกทิ้งลงทะเล ชายฝั่งทะเลถูกรุกรานด้วยจากการพัฒนา มหาสมุทรอุ่นขึ้นและมีความเป็นกรดมากขึ้นในทุกนาทีที่เราละเลยไม่สนใจกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

แต่ ณ ที่นี้แหละ เราต้องมองโลกในแง่ดี หวังว่าเรื่องราวเหล่านี้จะช่วยจุดประกาย เป็นกระแส เราต้องมุ่งเน้นทางออกต่อไปในปี 2558 ดีไม่ดี ปี 2558 อาจเป็นเป็นปีแห่งปลานกแก้วก็ได้นะ!

15-queen-parrotfish-eating-algae-off-the-reef-in-Curaçao-photo-by-Stan-Bysshe-600x400

ท่องมหาสมุทรเก็บข้อมูล

biooptics_amo_2014เราอาจคิดว่าดาวเทียมสำรวจโลก เช่น  Suomi NPP, Landsat 8, หรือ Global Precipitation Measurement (GPM) มีวิสัยทัศน์เยี่ยมเมื่อถูกส่งออกสู่วงโคจรโลก ความจริงแล้วมันซับซ้อนกว่านั้น เครื่องมือตรวจวัดบนดาวเทียมเริ่มทำการเก็บข้อมูลหลังจากถูกส่งขึ้นไปในอวกาศ แต่มันใช้เวลา และงานภาคพื้นดินต้องทำไปด้วยเพื่อรับรองว่าการสังเกตมีความถูกต้องและเป็นประโยชน์

วิธีการที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งคือการส่งนักวิทยาศาสตร์ออกภาคสนาม ในกรณีของทีมนักสมุทรศาสตร์ (a team of oceanographers) จาก NASA’s Goddard Space Flight Center สนามของพวกเขาคือ มหาสมุทรทะเลใต้และแปซิฟิกใต้ ที่ซึ่งพวกเขาทำการสำรวจน้ำทะเลในรายละเอียดในเวลาเดียวกับการสำรวจจากดาวเทียมบนท้องฟ้าเหนือหัว ทีมนักวิจัยใช้เวลา 45 วันจากตะวันออกเฉียงใต้ของทาสเมเนียไปยังน่านน้ำของทวีปแอนตาร์ติก จากนั้นก็มุ่งขึ้นไปทางตะวันออกเฉียงเหนือไปยังตาฮิติ โดยเรือของสถาบันวิทยาศาสตร์นานาชาติ Nathaniel B. Palmer, ซึ่งเป็นเรือตัดน้ำแข็งยาว 308 ฟุต โดยรับนักวิทยาศาสตร์ 37 คน และลูกเรืออีก 22 คน

แผนที่ด้านบนแสดงการเดินทางของเรือจนถึงวันที่ 3 เมษายน 2557 ระยะทางที่เดินทางไปแล้วเป็นเส้นสีแดง และเส้นทางที่วางแผนไว้เป็นชุดวงกลมสีเหลือง ภาพฉากหลังเป็นภาพผสมแสดงการสะท้อนแสงจากผิวมหาสมุทรระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ถึง 13 มีนาคม 2557 จากการวัดโดย Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Aqua พื้นที่ที่มีสารแขวนลอยในน้ำมากกว่าจะแสดงเป็นสีส้ม เหลือง และเขียว ส่วนสีฟ้านั้นเป็นพื้นที่ที่มีสารแขวนลอยน้อยกว่า

แต่วงแสดงตำแหน่งที่ทีมนักวิทยาศาสตร์จะหย่อน sensor package ลงในน้ำเพื่อเก็บอุณหภูมิ ความเค็ม ความลึก และมีแสงมากน้อยเพียงใดที่สารแขวนลอยในน้ำดูดซับหรือสะท้อนออกไป เมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย ทีมสำรวจจะใช้ radiometer ซึ่งวัดแสงที่เข้าและออกจากมวลน้ำ วิดีโอด้านล่างเป็นภาพนักวิทยาศาสตร์หย่อน sensor package ลง

เมื่อเทียบข้อมูลที่เก็บจากเรือ Palmer และการเก็บภาพและการวัดจากดาวเทียม นักวิจัยสามารถยืนยันความถูกต้องของข้อมูลว่าการสังเกตจากดาวเทียมนั้นตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวของมหาสมุทรหรือไม่ ข้อมูลจากเรือจะส่งเข้าไปประมวลในระบบ SeaWiFS Bio-optical Archive and Storage System (SeaBASS) อันเป็นฐานข้อมูลการตรวจวัดนับแสนๆครั้งจากเรือและการลงภาคสนาม นอกจากนี้ ระบบ SeaBASS ยังใช้ยืนยันความถูกต้องของการวัด chlorophyll ที่ตรวจจับโดย Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนสถานีอวกาศ Suomi ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยนักวิทยาศาสตร์พัฒนาอัลกอริธึม (algorithms) สำหรับปฏิบัติการวิจัยสีมหาสมุทรในอนาคต(ocean color)

เรือ Palmer ออกเดินทางจากทัสเมเนียในวันที่ 20 มีนาคม 2557 และเดินทางถึงตาฮิติในวันที่ 5 พฤษภาคม 2557

ที่มาข้อมูล :

วาระสิ่งแวดล้อมผ่านงานรณรงค์ของกรีนพีซปี 2556

พ.ศ. 2556 เป็นปีที่ 13 ของกรีนพีซในการปฏิบัติการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคที่ทวีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในทางเศรษฐกิจและการเมืองภายใต้ระบบโลกาภิวัฒน์โดยมีกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมเป็นกลจักรใหญ่บ่อนทำลายทำลายฐานทรัพยากรและระบบนิเวศ

งานรณรงค์ของกรีนพีซเพื่อยุติการทำลายป่าฝนเขตร้อนและปฏิวัติพลังงานหมุนเวียนคือกุญแจสำคัญในการลดอัตราเร่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วและเป็นหายนะ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ล่อแหลมที่สุดและมีความสามารถในการเตรียมการรับมือน้อยที่สุดจากหายนะที่เกิดขึ้น

ในสถานการณ์ที่ข้าวยากหมากแพงอันเป็นผลมาจากความไม่เท่าเทียมของการกระจายความมั่งคั่งและวิกฤตสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ยากที่เพิ่มมากขึ้นของผู้ยากไร้ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นจึงมิได้เป็นแต่เพียงศูนย์กลางแห่งความหลากหลายทางชีวภาพและแหล่งกำเนิดพืชพรรณโดยเฉพาะข้าว เป็นต้น หากยังเป็นสมรภูมิที่กำหนดชะตากรรมความมั่นคงทางอาหารของโลก กรีนพีซทำงานรณรงค์ปกป้องพืชอาหารจากการครอบงำของบรรษัทข้ามชาติด้านสารเคมีเกษตรและพันธุวิศวกรรม กรีนพีซเห็นว่าระบบเกษตรกรรมของโลกต้องทำหน้าที่ผลิตอาหารที่ปลอดภัยเพื่อป้อนประชากรอย่างเท่าเทียมกัน หาใช่การเพิ่มผลกำไรให้กับอุตสาหกรรมที่กำลังครอบงำอาหารโลกด้วยสารเคมีและยาปราบศัตรูพืช

ความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งไม่เป็นที่สองรองใครในโลก ยังคงเผชิญกับวิกฤตรอบด้านอย่างต่อเนื่องทวีคูณ นอกเหนือจากการทำประมงเกินขนาดและไม่ยั่งยืนที่เบียดขับเศรษฐกิจประมงพื้นบ้านและอาจนำไปสู่การล่มสลายของแหล่งทำการประมงที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจมหภาค โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ตามแนวชายฝั่งคือภัยคุกคามหลักภายใต้ข้ออ้างของความเจริญทางเศรษฐกิจโดยอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเข้าไปในระบบ ยังไม่นับถึงภัยคุกคามที่มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ทะเลและมหาสมุทรเป็นกรด

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงสถานะความเป็น “สรวงสวรรค์แห่งมลพิษ” ของการลงทุนอุตสาหกรรมสกปรกของบรรษัทข้ามชาติทั้งในและนอกภูมิภาค และเป็น “ที่ทิ้งขยะกากสารพิษ” รวมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ อีกต่อไป ตามระดับการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) มีการยกระดับกฎหมายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อควบคุมดูแลปัญหา แต่ถึงกระนั้น ความท้าทายของปัญหามลพิษนั้นก็คือ กฎหมายและการบังคับใช้นั้นตามไม่ทันกับเล่ห์กลของการค้าเสรีที่ถือเอากำไรสูงสุดเป็นสรณะ

ไม่เกินเลยไปที่จะกล่าวว่า “เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือปัจจัยชี้ขาดว่าเราจะชนะหรือแพ้ในการปกป้องสิ่งแวดล้อมของโลก”

เรามาดูกันว่าปี พ.ศ.2556 งานรณรงค์ที่กรีนพีซดำเนินการในประเทศไทยและภูมิภาคได้ไปถึงหลักไมล์ใดแล้วบ้าง

ระหว่างการปกป้องและการทำลาย

การทำงานรณรงค์ด้านป่าไม้ของกรีนพีซอย่างเข้มข้นกว่าทศวรรษเพื่อระดมพลังมวลชนและผู้บริโภคทั่วโลกกดดันให้บริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ออกนโยบายและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนเพื่อยุติการทำลายป่าเขตร้อนในอินโดนีเซีย เราได้ผลสำเร็จบางประการที่ตั้งเอาไว้ตลอดช่วงปี 2556 ดังเช่น

กุมภาพันธ์ 2556 บริษัทเอเชียพัลพ์และเพเพอร์ (APP) ประกาศนโยบายยุติการทำลายป่า

มีนาคม 2556 รัฐมนตรีกระทรวงป่าไม้ของอินโดนีเซียส่งมอบใบอนุญาตการจัดการป่าไม้ให้กับชุมชนในจังหวัดเรียว(Riau) บนเกาะสุมาตรา และในเดือนเดียวกันนี้เองที่บริษัทโกลเดน อะกริ รีซอร์ส(GAR)ได้ประกาศความก้าวหน้าของโครงการนำร่องเพื่อทดสอบว่าจะจัดการกับพื้นที่ที่แหล่งกักเก็บคาร์บอนระดับสูงในป่าพรุซึ่งเป็นเขตสัมปทานของตนเองอย่างไร

พฤษภาคม 2556 ประธานาธิบดีสุซิโล บัมบัง ยูโดโยโน่ แห่งอินโดนีเซียประกาศขยายเวลาการห้ามใช้พื้นที่ป่าไม้สมบูรณ์(Forest Moratorium) ออกไปอีก 2 ปี และอีก 1 เดือนถัดมา ประธานาธิบดีพร้อมครอบครัวตอบรับคำเชิญของกรีนพีซโดยให้เกียรติเยือนเรือเรนโบว์วออริเออร์ลำใหม่ที่จอดเทียบท่าเรือ ณ กรุงจาการ์ตาหลังจากเดินทางรณรงค์เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพโดยเริ่มที่ปาปัวตะวันตก

เดือนมิถุนายน 2556 กรีนพีซทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกน้ำมันปาล์มและองค์กรพัฒนาเอกชนหลักๆ ในการเปิดตัว “กลุ่มนวัตกรรมน้ำมันปาล์ม” (Palm Oil Innovation Group หรือ POIG) ซึ่งให้คำมั่นสัญญาต่อนโยบายยุติการทำลายป่า

และในเดือนธันวาคม 2556 นี้เอง วิลมาร์(Wilmar) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีฐานอยู่ในสิงคโปร์ได้ออกมาประกาศนโยบายยุติการทำลายป่า

ถ่านหินคือมายา ข้าวปลาสิของจริง

ตลอดช่วงระยะเวลากว่าทศวรรษของการปฏิบัติการรณรงค์ในประเทศไทย กรีนพีซมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อยกระดับวิวาทะเรื่องความมั่นคงทางพลังงานซึ่งนำไปสู่กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงทิศทางของนโยบายพลังงานแห่งชาติ หายนะภัยครั้งใหญ่ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมาในญี่ปุ่นส่งผลให้การผลักดันโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยหมดความชอบธรรมลง แต่แทนที่ผู้กำหนดนโยบายพลังงานจะมีวิสัยทัศน์ก้าวไกลเรื่องระบบพลังงานที่ยั่งยืน กลับยัดเยียด “ถ่านหิน” ให้เป็นทางเลือกที่ไม่ได้เลือกของระบบการผลิตไฟฟ้าไทย

เหตุการณ์ไฟฟ้าดับในเดือนพฤษภาคม 2556 ซึ่งส่งผลให้ประชาชนมากกว่าแปดล้านคนใน  14 จังหวัดภาคใต้ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เช่น เกาะสมุย และภูเก็ต ตกอยู่ในความมืด หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่าเหตุเกิดจากการขัดข้องของระบบสายส่งไฟฟ้า ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ใช้เหตุการณ์นี้บอกว่าไม่มีทางเลือกอื่น ต้องเดินหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้

กรีนพีซแย้งว่าเหตุการณ์นี้ไฟฟ้าดับนี้ไม่เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชนตามที่ กฟผ. กล่าวอ้าง หากเป็นเรื่องความเสี่ยงของระบบพลังงานแบบรวมศูนย์ที่ขาดการรองรับ เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องพิจารณาเชื่อมโยงถึงระบบการผลิตไฟฟ้าที่ยั่งยืนที่ไม่ก่อมลพิษและผลกระทบต่อสุขภาพ วิถีชีวิตของผู้คน รวมถึงสภาพภูมิอากาศ

ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ล่าสุด (PDP2013) จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่รวมกำลังการผลิตราว 10,000 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ที่จะมีการดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 800 เมกะวัตต์ที่จังหวัดกระบี่

ตลอดระยะเวลากว่าปีที่ผ่านมา กรีนพีซ ชุมชนท้องถิ่นและเครือข่ายประชาสังคมรวมถึงกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวร่วมกันทำงานรณรงค์อย่างเข้มแข็งเพื่อคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กรีนพีซชี้ให้เห็นว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงต่อชุมชน ระบบนิเวศป่าชายเลน หญ้าทะเล และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติอย่างไร กรีนพีซส่งสาร “ถ่านหิน ไม่ใช่คำตอบ” จากหน้าผาสูงของหาดไร่เลย์ว่า การแลก “กระบี่” ด้วยถ่านหินคือการตัดสินใจทางนโยบายที่ผิดพลาด และกระบี่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้อย่างสอดคล้องเกื้อกูลโดยไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แท้ที่จริงแล้ว จังหวัดกระบี่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ได้ร้อยละ 100 ในอีก 4 ปีข้างหน้า

แม้ว่าบริษัทที่ปรึกษาได้จัดทำร่างรายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 ยังไม่สามารถทำได้เพราะขาดการยอมรับ

แม้ว่าจะมีการปรับปรุงกระบวนจัดทำผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA)ของประเทศไทย แต่การตัดสินใจอนุมัติรายงานยังเป็นกระบวนการที่ขาดความชอบธรรมและโปร่งใสตรวจสอบได้ ด้วยเหตุนี้เอง ในกรณีของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งผลักดันโดยบริษัทแนชันแนลเพาว์เวอร์ซับพลาย (NPS) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือแอดวานซ์อะโกร หรือ ดับเบิลเอ (AA) อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษรายใหญ่ในประเทศไทย แม้ว่ารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการจะผ่านการพิจารณาโดยคณะผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อมในรอบแรก แต่เมื่อชุมชนในพื้นที่หยิบยกถึงความสำคัญของพื้นที่เขาหินซ้อนในฐานะเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารสำคัญของประเทศและจะถูกทำลายอย่างถาวรด้วยโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในที่สุดคณะผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อม สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็มีมติไม่อนุมัติรายงาน EHIA ในการประชุมพิจารณาครั้งที่สอง

ตอบโจทย์พลังงานด้วยการปฏิวัติพลังงานหมุนเวียน

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยอยู่แถวหน้าในเรื่องการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดโดยเฉพาะการขยายตัวของธุรกิจและการลงทุนพลังงานหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีกลไกสนับสนุนอย่างเช่น ระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็ก(SPP) และผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กมาก(VSPP) รวมถึงโครงการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเซลแสงอาทิตย์บนหลังคาที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่สถานะของพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดในสังคมไทยจำต้องถูกยกระดับให้เท่าเทียม มิใช่เพียงแต่ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนในตลาดพลังงาน แต่รวมถึงการกลการสนับสนุนเชิงสถาบันและทางกฎหมาย

งานรณรงค์ของกรีนพีซเพื่อผลักดันให้เกิดกลไกทางกฎหมายที่สร้างความสมดุลและความมั่งคงทางพลังงานบนพื้นฐานของระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดมีผลคืบหน้าเมื่อกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงานได้จัดทำ(ร่าง)พระราชบัญญัติพลังงานทดแทนขึ้น อย่างไรก็ตาม กรีนพีซมีความเห็นว่า ในภาพรวม ร่าง พรบ. ฉบับนี้ยังมีหลักการและเหตุผลที่ไม่ชัดเจน หากปราศจากการออกแบบบนพื้นฐานการปฏิรูประบบพลังงานหมุนเวียนเพื่อเป็นหลักประกันแห่งสิทธิ การเข้าถึงและความเป็นธรรมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง คงเป็นการยากที่กฏหมายฉบับนี้จะเป็นคำตอบสำหรับอนาคตพลังงานหมุนเวียนของประเทศ และในขณะเดียวกันได้เสนอว่า ร่าง พรบ. ต้องเน้นไปที่การลดและขจัดอุปสรรคในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศ ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างและกระบวนการของนโยบายพลังงานหมุนเวียนทั้งระบบโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ (ก) การเคารพในสิทธิร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (ข) การสร้างสมดุลและพลังสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างการพัฒนาทางเทคโนโลยี การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน และ (ค) การกระจายศูนย์อำนาจการตัดสินใจและการเสริมพลังอานาจของท้องถิ่นชุมชนและภาคประชาสังคม

หากนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมีความชัดเจน เราจะพบว่า อีก 15 ปีนับจากนี้ พลังงานหมุนเวียนจะกลายเป็นกระแสหลัก และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 4,500,000 ตันต่อปี ลดการปล่อยไนโตรเจนไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์มากกว่า 320,000 ตัน ลดต้นทุนผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพกว่า 18,000 ล้านบาท ทำให้เกิดการลงทุนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเกือบ 35,000 ล้านบาท ลดต้นทุนทั้งการดำเนินการและการบำรุงรักษาซึ่งถูกกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน และประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงได้ 2,500 ล้านบาทและทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก 60,000 ตำแหน่งและทำให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 20,000 ล้านบาทและลดการนำเข้าพลังงานได้มากกว่า 4,000 ล้านบาท  และหากนำมาตรการที่มีต้นทุนถูกที่สุดนั่นคือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมาใช้ให้เต็มที่ จะสามารถลดการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้ถึง 20,091 เมกะวัตต์(ประมาณ 25 โรง)

สิงหาคม 2556 ชาวอำเภอหัวไทรและอาสาสมัครกรีนพีซร่วมนำว่าวนับร้อยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า ณ บริเวณทุ่งกังหันลม กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน เพื่อแสดงถึงศักยภาพพลังงานลมที่มีอยู่อย่างล้นเหลือในจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งจังหวัด แทนการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน นครศรีธรรมราชนั้นเป็นพื้นที่สำคัญในการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมทั้งบนฝั่งและนอกชายฝั่งของอ่าวไทย โดยสามารถผลิตไฟฟ้าได้ที่ 1,294 และ 18,444 เมกะวัตต์ ตามลำดับ ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าในจังหวัดภาคใต้

กันยายน 2556 กรีนพีซออกรายงานแผนปฎิวัติพลังงานแห่งอาเซียนความร่วมมือระหว่างกรีนพีซและองค์การอวกาศของเยอรมนี(DLR) และผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาค ระบุว่า อาเซียนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะจากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานความร้อนใต้พิภพ เข้าสู่ระบบสายส่งได้ถึงร้อยละ 70 ภายใน พ.ศ. 2593 รายงานชี้ให้เห็นว่า การผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ในอดีตนั้นเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น แต่ปัจจุบันประชาชนนับแสนนับล้านคนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่หลากหลายได้ด้วยตนเองทั้งการเชื่อมต่อและไม่เชื่อมต่อกับระบบสายส่ง

ตัวเลขการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของอาเซียนในอนาคตจะมีมูลค่าถึง 2,752,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงคิดเป็น 2,698,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และก่อให้เกิดการจ้างงานอย่างน้อยที่สุด 1.1 ล้านตำแหน่งภายในปี พ.ศ.2573 หากเริ่มต้นปฏิวัติพลังงานหมุนเวียนในตอนนี้

ปกป้องอธิปไตยทางอาหาร

มีนาคม 2556 กรีนพีซเรียกร้องรัฐบาลไทยยับยั้งการอนุมัติการทดลองปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรม(จีเอ็มโอ)ในพื้นที่เปิด หลังจากมหาวิทยาลัยนเรศวรได้ร่วมมือกับบริษัทมอนซานโต้(ไทยแลนด์)จำกัด ดำเนินโครงการวิจัย “ทดสอบข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมสายพันธุ์ NK603 ในแปลงทดลองแบบเปิด” โดยยื่นเอกสารเพื่อขออนุญาตผ่านกรมวิชาการเกษตรและผลักดันเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี กรีนพีซได้ยื่นหนังสือคัดค้านไปยังมหาวิทยาลัยนเรศวรและส่งสำเนาถึงบริษัท มอนซานโต้

หากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการก็เท่ากับเปิดโอกาสให้มีการปนเปื้อนของพืชจีเอ็มโอขึ้นอีกครั้งในประเทศไทย และยังเป็นการเปิดช่องให้พืชจีเอ็มโอชนิดอื่นๆ รุกเข้ามา กรีนพีซเสนอให้รัฐบาลใช้งบประมาณและบุคคลากรของรัฐเพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ทางการเกษตรที่สนับสนุนให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง และปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรณีนี้เห็นได้ชัดว่า บริษัทมอนซานโต้ยืมมือหน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจของตนเอง หากโครงการนี้สำเร็จก็จะขยายไปสู่การปลูกเชิงพาณิชย์ การผูกขาดเมล็ดพันธุ์ ซึ่งบริษัทมอนซานโต้จะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรง สุดท้ายประเทศไทยจะสูญเสียอธิปไตยทางอาหารให้กับบรรษัทข้ามชาติ

ด้วยแรงกดดันอย่างกว้างขวางจากประชาชนและนักวิชาการ และการที่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2544 ซึ่งห้ามมิให้มีการทดสอบพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นาถือเป็นด้านหน้าสำคัญของการตัดสินใจเชิงนโยบาย ดังนั้นการผลักดันโครงการ “ทดสอบข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมสายพันธุ์ NK603 ในแปลงทดลองแบบเปิด” จึงยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

ทะเลคือชีวิต

ปี 2556 ถือเป็นหลักไมล์สำคัญของการเริ่มงานรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทรในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรือ“เอสเพอรันซา”(หมายถึง “ความหวัง” ในภาษาสเปน) ออกเดินทางรณรงค์ในอ่าวไทยเริ่มต้นจากจังหวัดสงลาเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและนำเสนอทางออกจากวิกฤตการทำประมงเกินขนาด

เรือเอสเพอรันซาเดินทางรณรงค์ในทะเลไทยตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน และทำงานร่วมกับเครือข่ายอนุรักษ์ และเครือข่ายประมงพื้นบ้านในจังหวัดสงขลาและประจวบคีรีขันธ์ ลูกเรือเอสเพอรันซาและนักกิจกรรมของกรีนพีซออกลาดตระเวนโดยใช้เรือยาง และเรดาร์ระบุตำแหน่งของเรือประมงแบบทำลายล้างและประมงผิดกฎหมาย เช่น เรืออวนลาก และเรือคราดหอย ในน่านน้ำอ่าวไทย จากการลาดตระเวณทางทะเลพบการทำประมงแบบทำลายล้างรุกล้ำเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลหมู่เกาะอ่างทอง เขตอนุรักษ์หรือเขตประมงพื้นบ้าน 3 ไมล์ทะเล (ประมาณ 5.5 กิโลเมตร) ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เขตอนุรักษ์ทางทะเลในจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเลส่วนใหญ่ถูกกำหนดไว้ที่ 3 กิโลเมตรจากชายฝั่ง ซึ่งถือเป็นพื้นที่น้อยนิดสำหรับการทำประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก และประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดแรกของไทยที่สามารถเรียกร้องการขยายเขตอนุรักษ์จาก 3,000 เมตร เป็น 3 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 5,500 เมตร (5.4 กิโลเมตร) ได้เป็นผลสำเร็จ และประกาศเป็นกฏหมายของจังหวัด

เมื่อเรือเอสเพอรันซาเข้าเทียบท่า ณ ท่าเรือคลองเตย ปลายเดือนมิถุนายน กรีนพีซเปิดเผยรายงาน “เจาะวิกฤตทะเลไทย” นำเสนอภาพปัญหาของทะเลในภาวะวิกฤตอย่างหนัก รายงานระบุว่า ระบบนิเวศทางทะเลของไทย เช่น แนวปะการัง หญ้าทะเล ป่าชายเลน ถูกทำลายอย่างมาก เราจับปลาจากทะเลขึ้นมามากเกินกว่าที่ศักยภาพของทะเลจะรับได้ รายงานยังระบุถึงปัญหาจากการประมงแบบทำลายล้างที่ดำเนินการอย่างแพร่หลาย และส่งผลให้ทะเลไทยเสื่อมโทรมถึงขั้นวิกฤต การทำประมงของไทยในปัจจุบันอยู่ในขั้นที่ประชากรปลาอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้ จากสถิติพบว่าทะเลไทยมีผลผลิตลดลงตั้งแต่ พ.ศ. 2547 อัตราการจับสัตว์ทะเลลดลงจาก 300 กิโลกรัมต่อชั่วโมงใน พ.ศ. 2504 มาเป็น 25 กิโลกรัมต่อชั่วโมงใน พ.ศ. 2554

ในการรณรงค์ปกป้องทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซเรียกร้องรัฐบาลให้คำมั่นที่จะฟื้นฟูคืนความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและระบบนิเวศบริเวณชายฝั่งทะเลภายใน 5 ปี โดยเริ่มจากการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการประมงและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่คำนึงผลประโยชน์ของประชาชน วิถีชีวิตและวัฒนธรรม และสิทธิชุมชนในการมีส่วนร่วมและดูแลทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งต้องครอบคลุมถึง 1) ยุติการทำประมงแบบทำลายล้าง ซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร ทรัพยากรหน้าดินและในดิน เช่น การใช้อวนลาก อวนรุน คราดหอย เรือดำหอยจอบ และการปั่นไฟล้อมจับในการจับสัตว์น้ำ 2) ขยายเขตอนุรักษ์ทางทะเลทั่วประเทศจากชายฝั่ง 3 กิโลเมตรเป็นอย่างน้อย 5 ไมล์ทะเล (9.275 กิโลเมตร) และขยายเขตอนุรักษ์ทางทะเลจากชายฝั่ง 5 ไมล์ทะเล เป็น 12 ไมล์ทะเล (22.224 กิโลเมตร) ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบรูณ์มาก เพื่อลดการถูกทำลายของแหล่งเพาะตัวและอนุบาลของสัตว์น้ำบริเวณพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเล 3) ขยายขนาดตาอวนและปรับปรุงอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำประมงเพื่อให้สามารถจับได้เพียงสัตว์น้ำที่โตเต็มวัยแล้วเท่านั้น และ 4) หยุดการขยายตัวและพัฒนาโครงการอุตสาหกรรมสกปรกบริเวณแนวชายฝั่งทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์ บริเวณพื้นที่ผลิตอาหาร และบริเวณมีความอ่อนไหวต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมรวมถึงยุติสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างบริเวณชายหาด

นอกจากการประมงแบบทำลายล้างและผิดกฎหมาย ภัยคุกคามที่ทะเลไทยเผชิญอยู่ยังมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลและการตักตวงทรัพยากรปิโตรเลียมในทะเล ในระหว่างการเดินทางของเรือเอสเพอรันซาจากสงขลา เรือประมงพื้นบ้านจังหวัดสงขลากว่า 200 ลำ เคลื่อนขบวนวนรอบแท่นขุดเจาะน้ำมันและวางทุ่นข้อความ”หยุดทำร้ายทะเลไทย” พร้อมประกาศแถลงการณ์ที่บริเวณแท่นขุดเจาะน้ำมันของบริษัท นิวคอสตอล จำกัด (CEC International Limited) ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลอ่าวไทยในเขตอำเภอสทิงพระของจังหวัดสงขลาเพียง 12 กิโลเมตร แท่นขุดเจาะน้ำมันนี้เป็นหนึ่งในหลายร้อยแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย มีเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลลงทะเลอ่าวไทยไม่น้อยกว่า 200 ครั้งจากการเดินเรือ การขนส่งน้ำมัน และการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในทะเล

หายนะภัยด้านสิ่งแวดล้อมจากน้ำมันดิบรั่วลงทะเลครั้งใหญ่ในประเทศไทย

กรกฎาคม 2556 หลังจากท่อส่งน้ำมันดิบกลางทะเลรั่วทำให้น้ำมันดิบปริมาณกว่า 50,000 ลิตร ไหลลงสู่ทะเลห่างจากฝั่งท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดประมาณ 20 กิโลเมตร ท่อส่งน้ำมันดิบนี้เป็นของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กรีนพีซได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องโดยระบุว่า ทะเลอ่าวไทยซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของไทยถูกคุกคามมาตลอดจากการรั่วไหลของน้ำมันตามเส้นทางขนส่งน้ำมันกลางทะเล ในบริเวณที่มีการขนถ่ายของเรือบรรทุกน้ำมัน หรือจากการดำเนินการขุดเจาะน้ำมัน การรั่วไหลของน้ำมันในครั้งนี้เป็นเพียงเหตุการณ์ล่าสุดในเหตุน้ำมันรั่วไหลกว่า 200 ครั้ง ที่เกิดขึ้นในทะเลไทยในช่วง 30 ปีนี้ ปตท. และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ต้องรับผิดชอบต่อหายนะครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ดำเนินการขจัดคราบน้ำมันรั่วไหล แต่ควรจะเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างโดยทันทีเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้กับระบบนิเวศทางทะเล ชุมชนชายฝั่งทะเล และการท่องเที่ยวของไทย

กรีนพีซเห็นว่าบริษัทพีทีทีโกลบอลเคมิคอลจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรการที่กำหนดไว้ในแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติซึ่งระบุว่า การแก้ปัญหาและขจัดคราบน้ำมันนั้นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน ถ้าการขจัดคราบน้ำมันนั้นอยู่นอกเหนือความสามารถของประเทศไทยที่จะจัดการได้ ก็สามารถขอความช่วยเหลือจากองค์กรสากลได้ และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่ตามมาในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และควรต้องมีการดำเนินการตรวจสอบโดยคณะอนุกรรมการว่าด้วยการฟื้นฟูและการประเมินความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดจากมลพิษจากน้ำมัน

กรีนพีซยังได้ร่วมมือกับกลุ่มประชาสังคมกดดันให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่การตอบสนองเป็นอย่างเชื่องช้าและผู้ก่อมลพิษจากน้ำมันคือ ปตท. และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ก็ยังลอยนวลอยู่

การขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผนพลังงานแห่งชาติ มีอุตสาหกรรมปิโตรเลียมอย่างน้อย 39 บริษัท ดำเนินการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย หายนะภัยน้ำมันรั่วครั้งใหญ่ที่สุดนี้ ถือเป็นการเตือนให้รัฐบาลพิจารณาถึงนโยบายพลังงานแห่งชาติที่ต้องพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล การอนุญาตให้มีการสัมปทานเพื่อขุดเจาะน้ำมันทำให้ระบบนิเวศทางทะเลที่เกื้อกูลสรรพชีวิตตกอยู่ในความเสี่ยง รัฐบาลควรเน้นมาตรการพัฒนาพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน การริเริ่มใช้ยานพาหนะที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยที่มาตรฐานที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับยานพาหนะทุกประเภทต้องไม่ใช่เพียงเพื่อประหยัดน้ำมันนับล้านๆ บาร์เรล แต่ลดความต้องการใช้น้ำมัน และลดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลที่เป็นหายนะลง”

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

ในยุคที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ของทุกรัฐบาลทั่วโลกเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทางเศรษฐกิจ การปกป้องสิ่งแวดล้อมในทุกระดับจึงเป็นเงาสะท้อนถึงกันและกัน การทำงานของกรีนพีซในประเทศไทยมิอาจคืบหน้าหรือประสบผลสำเร็จได้เลยหากปราศจากความร่วมมือของพลเมืองที่มีจิตสำนึกซึ่งเป็นทั้งผู้บริจาคและหรืออาสาสมัครนับหมื่นคนตามวาระต่างๆ รวมถึงเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนและประชาสังคมที่เจ้าหน้าที่ของกรีนพีซทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่

ชัยชนะของชุมชนคลิตี้ล่างกรณีคดีสารตะกั่วปนเปื้อนลำห้วยถือเป็นกรณีตัวอย่างของการลงมือปฏิบัติการตามปัญหาที่เกิดขึ้นจริง (pragmatic environmentalism) ที่นำโดยมูลนิธินิติธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม งานเก็บตัวอย่างน้ำและดินตะกอนจากลำห้วยคลิตี้โดยกรีนพีซเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันทางวิทยาศาสตร์ช่วยเสริมกระบวนการต่อสู้ของชุมชนซึ่งไม่ได้รับความเป็นธรรมมาอย่างยาวนานจากกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานรัฐเกี่ยวข้องนั้นเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมของไทย ล่าสุด กรมควบคุมมลพิษที่ให้คำมั่นในการฟื้นฟูห้วยคลิตี้อย่างจริงจังหลังจากหลายทศวรรษแห่งยืนหยัดต่อสู้ของชุมชน

นักกิจกรรมออนไลน์ที่ปฏิบัติการผ่านสื่อสังคม(social media) เองก็มีบทบาทสำคัญมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากงานรณรงค์ปกป้องอาร์กติกซึ่งเป็นผลให้นักรณรงค์ของกรีนพีซถูกจับกุมและกักขังเป็นเวลาหลายเดือน รวมถึงการยึดเรือรณรงค์อาร์กติกซันไรส์ในสหพันธรัฐรัสเซีย โดยการใช้สื่อสังคมและการรณรงค์แนวดิจิตอล มีผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกรวมถึงนักกิจกรรมออนไลน์และอาสาสมัครในประเทศไทยเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมหลากหลายในตลอดปี 2556 ช่วยสร้างแรงกดดันให้นักรณรงค์ปกป้องอาร์ติกของกรีนพีซเป็นอิสระและพ้นจากข้อกล่าวหาต่ออาชญากรรมที่พวกเขามิได้ก่อขึ้น

เทคโนโลยีดิจิตอลและอินเทอร์เนตได้นำเสนอเครื่องมือเพื่อการยืนหยัดต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อมและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยให้กรีนพีซประสบความสำเร็จในยุคออนไลน์สมัยใหม่ สิ่งที่อยู่บนโลกออนไลน์เหล่านี้เป็นเครื่องมือนำไปสู่เป้าหมาย หาใช่เป็นเป้าหมายในตัวเองไม่ ลำพังอินเทอร์เนตและสื่อสังคมออนไลน์นั้นมิอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ ผู้คนต่างหากที่เป็นพลังหลักของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไม่ว่าในประเทศไทยหรือที่ใดบนโลก เทคโนโลยีดิจิตอลช่วยกรีนพีซสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้น แต่ถึงที่สุดแล้ว คือ ผู้คนในทุกย่าวก้าวของชีวิต พลเมืองผู้ตื่นรู้ ผู้บริจาค อาสาสมัคร นักรณรงค์ นักกิจกรรมและผู้ปิดทองหลังพระที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ในปี 2556 ดังที่กล่าวมาแล้ว

จนกว่าจะพบกันอีก

ธารา บัวคำศรี

เกิดอะไรขึ้นกับก๊าซเรือนกระจกที่เราปล่อยออกสู่บรรยากาศ?

โดยหลักการแล้ว เป็นเรื่องง่ายที่เราจะประเมินปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ในแต่ละปี และเป็นเรื่องไม่ซับซ้อนเลยที่จะวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ เนื่องจากก๊าซส่วนใหญ่กระจายอย่างสม่ำเสมอในชั้นบรรยากาศของโลก ปัจจัยทั้งสองอย่างนี้ทำให้เรารู้ว่าประมาณร้อยละ 50 ของคาร์บอนที่เข้าสู่บรรยากาศยังคงอยู่ที่นั่น อีกร้อยละ 25 ถูกดูดซับโดยมหาสมุทร

ส่วนที่เหลือร้อยละ 25 ไปอยู่ในระบบนิเวศภาคพื้นดินของโลก -ต้นไม้ พืช ดิน และอื่นๆ- ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่จะวัดปริมาณก๊าซในระบบนิเวศโดยตรง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราไม่มีข้อมูลสำรวจรายละเอียดของพืชทุกชนิดบนโลก อีกทั้งสิ่งที่เราได้เพิ่มเข้าไปในระบบนิเวศนั้นมากกว่าการแลกเปลี่ยนของคาร์บอนในธรรมชาติ พืชใช้คาร์บอนไดออกไซด์เมื่อมีการสังเคราะห์แสง คาร์บอนคืนกลับสู่ดินและบรรยากาศเมื่อพืชตายและย่อยสลาย เนื่องจากพืชส่วนใหญ่อยู่ทางแถบซีกโลกเหนือ ฤดูใบไม้ผลิทางซีกโลกเหนือทำให้เกิดปรากฎการณ์ ‘หายใจเข้า’ ซึ่งทำให้ระดับของคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับโลกลดลง ส่วนปรากฏการณ์ ‘หายใจออก’ จะพบเมื่อมีการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิทางซีกโลกเหนือ ลักษณะขึ้นลงเป็นฟันเลื่อยนี้จะอยู่บนกราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์เมื่อเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง นอกจากนี้ มนุษย์และสัตว์อื่นๆ ก็ยังปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่อากาศทุก ๆ ครั้งเมื่อหายใจ แต่ก็ยังถือเป็นส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับภาพระดับโลก

 

ความท้าทายสามประการว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บทความนี้เรียบเรียงจากบทสรุปผู้บริหารในรายงาน Up in smoke? Asia and the Pacific. The threat from climate change to human development and the environment โดย Working Group on Climate Change and Development

ชะตากรรมของเหล่ามนุษยชาติอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเห็นได้ชัดเจนในทวีปเอเชีย ที่ซึ่งประชากรกว่า 60 เปอร์เซ็นต์หรือราวสี่พันล้านคนอาศัยอยู่ ประชากรมากกว่าครึ่งของทั้งหมดอาศัยอยู่ใกล้แนวชายฝั่ง ดังนั้นจึงได้รับผลกระทบโดยตรงจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

การเปลี่ยนแปลงวัฎจักรน้ำในภูมิภาคซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังได้คุกคามความมั่นคงและความสามารถในการผลิตของระบบอาหาร (Food systems) ที่ประชากรต้องพึ่งพา จากการรับรู้ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นนี้ การประชุมครั้งสำคัญทั้งสองครั้งในปี 2007 และ 2008 เพื่อบรรลุข้อตกลงว่าด้วยภูมิอากาศโลกจึงจะจัดขึ้นในทวีปเอเชีย

ความเห็นร่วมกันทางวิทยาศาสตร์ (scientific consensus) ทั่วโลกล่าสุด จากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่า อากาศในทวีปเอเชียมีแนวโน้มจะร้อนขึ้นในช่วงศตวรรษนี้ อากาศที่ร้อนขึ้นจะตามมาด้วยรูปแบบของฝนที่รุนแรงและยากแก่การคาดการณ์ รวมไปถึงภัยแล้งและภาวะน้ำท่วมที่รุนแรงยิ่งขึ้น

คาดการณ์กันว่าพายุหมุนเขตร้อนจะทวีขนาดความรุนแรงและเกิดบ่อยยิ่งขึ้น ในขณะที่ลมมรสุม ซึ่งกำหนดระบบการเพาะปลูกจะแปรปรวนทั้งด้านความแรงและช่วงเวลาที่เกิด และที่ตลกร้ายก็คือ หากมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมบางชนิดลดลง อากาศที่เย็นตัวลงชั่วคราวจากกลุ่มควันพิษที่ปกคลุมอยู่ กลับอาจเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทว่า แค่การคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่มีในขณะนี้ก็แย่พออยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม คำว่า “โลกร้อน” นั้นทำให้คนเข้าใจผิด ในขณะที่ภาวะเรือนกระจกทำให้โลกร้อนขึ้นโดยรวม ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค พื้นที่อันกว้างใหญ่ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคหมายความว่าทวีปประกอบไปด้วยเขตภูมิอากาศ (Climatic zones)ที่หลากหลายอย่างมาก ดังนั้น ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ-อากาศจึงหลายหลากพอกัน ตั้งแต่เขตป่าไม้หนาแน่นอากาศหนาวเย็นทางตอนเหนือ (เอเชียเขตหนาว) จนถึงทะเลทรายในภูมิภาคที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลบริเวณทวีปยูเรเชีย (the Eurasian continent) (เอเชียเขตแห้งแล้งและเขตกึ่งแห้งแล้ง) เขตอบอุ่นทางตะวันออกของทวีป (เอเชียเขตอบอุ่น) และภูมิภาคที่อุดมไปด้วยสิงสาราสัตว์และพืชพรรณในเอเชียเขตร้อน

ในบรรดาเขตภูมิอากาศต่างๆเหล่านี้ ภูมิภาคเขตแห้งแล้งและเขตกึ่งแห้งแล้งต้องเตรียมพร้อมรับปัญหาปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอและการขาดแคลนน้ำ (Water stress) ที่มากขึ้น ในขณะที่เอเชียเขตร้อน เขตอบอุ่น และเขตหนาวมีแนวโน้มต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมที่เพิ่มขึ้น

หมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งกระจายตัวบนพื้นที่มหาสมุทรหลายพันตารางกิโลเมตร ส่วนใหญ่แล้วตั้งอยู่ในเขตร้อน ประเทศแปซิฟิกหลายประเทศเป็นเกาะรูปวงแหวนที่เกิดจากปะการัง (atolls) บนพื้นที่ต่ำและเกาะหลายเกาะซึ่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ประกอบด้วยพื้นที่ป่าเขตร้อน ป่าโกงกางและชายหาดที่เรียงรายด้วยต้นปาล์ม ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของปริมาณน้ำในมหาสมุทรเนื่องจากความร้อน (Thermal expansion of ocean water) รวมทั้งธารน้ำแข็งและพืดน้ำแข็งขั้วโลกที่ละลายนั้น ทำให้ชุมชนหลายชุมชนที่อาศัยอยู่บนเกาะเหล่านี้ได้กลายเป็นเหยื่อของผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว

ในขณะเดียวกัน ปัจจัยหลายๆ ประการเป็นสาเหตุของความเครียดจากสภาวะแวดล้อม (Environmental stress) ที่เติบโตเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด (exponential rise) ซึ่งได้ทำให้มนุษย์และระบบนิเวศน์เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้นตามลำดับ ปัจจัยเหล่านี้ประกอบไปด้วย มลพิษทางอากาศและน้ำ การขาดแคลนน้ำ และการบริโภคที่สูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งเมื่อประกอบกับการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก (mass production) เพื่อป้อนตลาดโลกแล้ว ได้สร้างภูเขาขยะกองโตขึ้นเรื่อยๆ

ความแปรปรวนของภูมิอากาศตามธรรมชาติเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนมากในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะปรากฏการณ์เอลนิโญและความผันผวนของระบบภูมิอากาศบริเวณซีกโลกใต้ (El-Niño-Southern Oscillation) หรือ ENSO และปรากฏการณ์ลมมรสุมเอเชีย (Asian monsoon phenomena) ทั้งสองปรากฏการณ์เป็นผลจากความสัมพันธ์ระหว่างชั้นบรรยากาศและมหาสมุทร และมีผลกระทบในวงกว้าง ถึงแม้ว่า ENSO จะส่งผลกระทบต่อทั้งโลก แต่ก็ถือเป็นลักษณะเด่นของสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ระหว่างที่เกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ เมื่อน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้น ภัยแล้งก็เกิดขึ้นทั่วไปในหมู่เกาะอินโดนีเซีย ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าสูงขึ้น การที่ลมมรสุมเอเชียอ่อนกำลังลงอันเป็นผลจากปรากฎการณ์ ENSO และเปลี่ยนตำแหน่งการเกิดเข้าใกล้เส้นศูนย์สูตรมากขึ้น (Equator-ward shift) มักจะนำภัยแล้งฤดูร้อนมาสู่แคว้นทางตะวันตกเฉียงเหนือและตอนกลางของประเทศอินเดียและทำให้ฝนตกหนักในแว่นแคว้นทางตะวันออกเฉียงเหนือ แบบจำลองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate models)

คาดคะเนว่า ปรากฎการณ์ ENSO ที่ทวีขนาดและความรุนแรงจากภาวะโลกร้อนมีแนวโน้มทำให้ลมมรสุมเอเชียอ่อนกำลังลง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถคาดเดาได้ รวมทั้งงานวิจัยบางชิ้นได้ชี้ให้เห็นว่า การหดตัวของพื้นที่ปกคลุมด้วยหิมะในบริเวณทวีปยูเรเชียอาจส่งผลตรงกันข้ามและทำให้ลมมรสุมมีกำลังสูงขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงทั้งสองทางก็ยังคงเพิ่มความกดดันให้มนุษย์ต้องปรับตัวไม่ต่างกัน

มีความเห็นพ้องต้องกันมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับความท้าทายที่ทวีปเอเชียต้องเผชิญในปัจจุบันและสิ่งที่จำเป็นในการรับมือ  เรายังคงมีเหตุผลให้ตั้งความหวังได้  เพราะในขณะนี้เรามีความรู้และความเข้าใจมากพอที่จะบอกได้ว่าสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคืออะไร เราจะบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างไร และเราจะเริ่มต้นปรับตัวอย่างไร

มีมาตรการด้านบวก (positive measures) ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันโดยภาครัฐ ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป เพื่อช่วยหลีกเลี่ยงหรือลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการแหล่งน้ำทางเลือก (Alternative water) และระบบจัดสรรพลังงาน การจัดการระบบนิเวศน์ในเชิงยุทธศาสตร์ (strategic ecosystems) และพื้นที่คุ้มครอง การเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการกับความเสี่ยงภัยพิบัติ และการใช้เครื่องมือด้านกฎข้อบังคับและนโยบายอย่างมีประสิทธิผล ความท้าทายนั้นเห็นได้ชัดและทางแก้หลายทางก็เป็นที่รับรู้กันทั่วไป ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การลงมือ

ความท้าทายที่สำคัญที่สุดสามประการคือ

1. เราจะชะลอและปรับเปลี่ยนสถานการณ์ที่เป็นผลมาจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตได้อย่างไร?

2. เราจะดำรงชีวิตอยู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตรายในระดับที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้อย่างไร?

3. เราจะออกแบบแบบ “ความก้าวหน้า” และ “การพัฒนามนุษย์” ที่ปกป้องและเป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศ( climate proof and climate friendly) และจัดสรรส่วนแบ่งทรัพยากรที่เราต้องพึ่งพาให้กับทุกคนอย่างยุติธรรมได้อย่างไร?

คำตอบนั้นอยู่ที่พวกเราทุกคน