หลักการมาบตาพุดว่าด้วยความรับผิดทางสาธารณะของบรรษัท(ฉบับยกร่าง)

ทำไมต้องยกร่าง “หลักการมาบตาพุดว่าด้วยความรับผิดชอบทางสาธารณะของบรรษัท”

เพราะมาบตาพุดเป็น “แดนมลพิษ” ของบรรดาบรรษัทอุตสาหกรรมทั้งหลาย

เพราะมาบตาพุดมีโครงการ “CSR” บรรษัทอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากถึงมากที่สุด (อาจจะมากที่สุดในโลก)

เพราะมาบตาพุดมีสถิติอุบัติภัยทางอุตสาหกรรมเคมีมากที่สุดในประเทศไทย

ฯลฯ

หลักการมาบตาพุดว่าด้วยความรับผิดทางสาธารณะของบรรษัทประกอบด้วยมาตรการที่รอบคอบและรัดกุมที่จะรับประกันได้ว่าบรรษัททั้งหลายจะดำเนินการในลักษณะต้องตรงตามเจตนารมณ์ของปฏิญญาริโอข้อ 13 (ความรับผิด) ข้อ 14 (มาตรฐานต่างระดับ) ข้อ 15 (หลักการป้องกันไว้ก่อน) และข้อ 16 (หลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ) รัฐมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสวัสดิการสาธารณะและต้องไม่ปัดภาระนี้ไปให้ประชาชน

ผลประโยชน์และกำไรของบรรษัทถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความมั่งคั่งทางธุรกิจโดยละเลยความรับผิดทางสาธารณะ ดังนั้น การผลักดันไปสู่การพัฒนายั่งยืนในปัจจุบันจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่จะทำให้บรรษัทมีความรับผิดชอบ เปิดเผยข้อมูล และชดเชยความเสียหาย ถึงเวลาแล้วที่เราจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือที่ว่านี้เพื่อเป็นหลักประกันมิให้บรรษัทบิดพริ้วต่อสิทธิและหน้าที่ ตลอดจนการติดตามผลการรายงาน และตรวจสอบพฤติกรรมความรับผิดชอบของบรรษัท เครื่องมือที่ว่านี้มีองค์ประกอบต่างๆ เช่น ค่าชดเชยความเสียหาย การฟื้นฟู สิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน

ความรับผิดชอบทางสาธารณะของบรรษัทเป็นประเด็นร่วมของกลุ่มที่ทำงานรณรงค์ในด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม การพัฒนา และแรงงาน อาชญากรรมของบรรษัทที่กระทำผ่านการดำเนินกิจกรรมทางอุตสาหกรรมอันหลากหลายในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น เคมีภัณฑ์ ป่าไม้ น้ำมัน เหมืองแร่ พันธุวิศวกรรม และประมง เป็นต้น ยิ่งชี้ชัดถึงความจำเป็นที่จะต้องควบคุม การติดตามและการเปิดเผยกิจกรรมต่างๆ ของบรรษัทในระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์ที่ทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น

หลักการมาบตาพุดว่าด้วยความรับผิดชอบทางสาธารณะของบรรษัทมี 8 ข้อด้วยกัน

1) นำหลักการริโอ ข้อ 13 มาปฏิบัติ
รัฐมีพันธะกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการให้มีการนำเอากลไกที่ใช้บังคับทางกฎหมายในระดับสากลมาใช้และออกกฎหมายภายในประเทศเพื่อให้มีการดำเนินการตามหลักการข้อ 13 ในปฏิญญาริโอ เพื่อให้มีการชดใช้และชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษและความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม

2) ขยายภาระชดใช้ของบรรษัทแห่งชาติและบริษัทข้ามชาติ
บรรษัทแห่งชาติและข้ามชาติต้องถือเป็นภาระที่ต้องชดใช้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการตัดสินว่ามีความผิดสำหรับ บางกรณีหรือทุกกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นจากกิจกรรมของบรรษัทซึ่งเป็นผลให้สิ่งแวดล้อมหรือทรัพย์สินเสียหายหรือทำให้บุคคลได้รับความเจ็บป่วย รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสถานที่ด้วย

บรรษัทแม่ บริษัทลูกและบริษัทในเครือที่อยู่ในท้องถิ่นมีภาระต้องจ่ายค่าชดเชยความเสียหาย บรรษัทต้องรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นตลอดวงชีวิตของผลิตภัณฑ์นั้น รัฐต้องดำเนินการให้มีการชดใช้เป็นรายบุคคลโดยผู้อำนวยการหรือเจ้าหน้าที่ของบรรษัทที่ปฏิบัติงานหรือละเลยการปฏิบัติ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่มีความบกพร่องในบริษัทลูกด้วย

3) บรรษัทแห่งชาติและบริษัทข้ามชาติต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการละเมิดกฎหมายภายในประเทศ
รัฐต้องประกันว่าบรรษัทต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับบุคคลที่ได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินที่เสียหาย ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมที่มากกว่าข้อกำหนดภายในประเทศ และค่าเสียหายอันเกิดกับสภาวะโลกด้วย เช่น ชั้นบรรยากาศและมหาสมุทร การชดใช้ต้องรวมถึงการทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟูให้อยู่ในสภาพเดิม

4) ปกป้องสิทธิมนุษยชน
กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องไม่จำกัดสิทธิของสังคมและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รัฐต้องคุ้มครองสิทธิของสังคมและสิทธิมนุษยชนของประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะในด้านสิทธิที่จะมีชีวิต สิทธิที่จะทำงานในสถานที่ที่ปลอดภัย สิทธิที่จะมีสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย สิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลและได้รับค่าชดเชยสำหรับการเจ็บป่วยและความเสียหายที่เกิดขึ้น

สิทธิในการรับรู้ข้อมูล และสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมของบุคคลและกลุ่มบุคคลที่ส่งเสริมสิทธิดัง กล่าว บรรษัทต้องเคารพและสนับสนุนสิทธิเหล่านี้ รัฐต้องประกันว่าบรรษัทข้ามชาติทั้งหลายจะปฏิบัติตามหลักการสิทธิพื้นฐาน เหล่านี้อย่างมีประสิทธิผล และดำเนินการให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย

5) ดำเนินการให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนและสิทธิการรับรู้
รัฐต้องกำหนดให้บรรษัทต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยทิ้งของเสียสู่สิ่งแวดล้อมจากสถานประกอบการ รวมทั้งองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ต่อสาธารณะเป็นประจำ

ความลับทางการค้าต้องไม่อยู่เหนือผลประโยชน์ที่สาธารณะจะได้รับจากการรับรู้ ถึงอันตรายและภาระผูกพันต่างๆ ที่พ่วงมาด้วยกับผลผลิตของบรรษัท ไม่ว่าจะในรูปของมลพิษของผลพลอยได้หรือตัวผลิตภัณฑ์เอง เมื่อใดที่ผลิตภัณฑ์นั้นเข้าสู่ตลาดสาธารณะ เมื่อนั้นจะต้องไม่มีข้อจำกัดในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของสาธารณะโดยอ้างถึงความลับทางการค้า ความรับผิดชอบทางสาธารณะของบรรษัทต้องดำเนินการผ่านการรายงานการจัดการทางสิ่งแวดล้อม (รายงานผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม) อันเกิดจากกิจกรรมของบรรษัทที่มีความชัดเจน ครอบคลุมและเปิดเผยต่อสาธารณชน

4) ยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุด
รัฐต้องรับประกันว่าบรรษัทจะยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุดเพื่อปกป้องสิทธิพื้นฐานของสังคมและมนุษยชน รวมทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อมตามปฏิญญาริโอข้อ 14

รัฐต้องไม่อนุญาตให้บรรษัทใช้มาตรฐานการดำเนินงานและความปลอดภัย ขั้นต่ำสุดในสถานที่ที่การป้องกันสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังอ่อนแอ

5) หลีกเลี่ยงไม่ให้บรรษัทแห่งชาติและข้ามชาติมีอิทธิพลมากล้นเหนือธรรมาภิบาล
รัฐต้องประสานความร่วมมือเพื่อต่อต้านการให้สินบนในทุกรูปแบบ ส่งเสริมการให้การอุดหนุนทางการเงินที่โปร่งใส และกำจัดอิทธิพลของบรรษัทออกไปจากนโยบายสาธารณะซึ่งมักใช้วิธีการบริจาคใน การเลือกตั้ง และ/หรือการเจรจาต่อรองที่ไม่โปร่งใส

6) ปกป้องอธิปไตยทางอาหาร
รัฐต้องประกันว่ารัฐแต่ละแห่งและประชาชนในรัฐนั้นๆ มีอธิปไตยในแหล่งอาหารของตน โดยการออกกฎหมายและมาตรการเพื่อป้องกันความหลากหลายทางชีวภาพจากมลพิษทางพันธุกรรมอันเนื่องมาจากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม และป้องกันการจดสิทธิบัตรทรัพยากรทางพันธุกรรมโดยบรรษัท

7) ดำเนินหลักการป้องกันไว้ก่อนและมีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม
รัฐต้องนำเอาหลักการป้องกันไว้ก่อนเข้าไปอยู่ในกฎหมายของประเทศและระหว่างประเทศ เมื่อมีอันตรายคุกคามสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพอย่างรุนแรงหรือไม่อาจเยียวยาให้ เหมือนเดิมได้จากกิจกรรม การดำเนินการหรือผลิตภัณฑ์ของบรรษัท

รัฐต้องบังคับให้บรรษัทนั้นนำเอาหลักการป้องกันไว้ก่อนมาใช้ก่อนที่ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมหรือผลกระทบต่อสุขภาพจะเกิดขึ้น ข้อโต้แย้งทางวิทยาศาตร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือความไม่แน่นอนทั้งหลายต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการนำทางเลือกที่ปลอดภัยกว่ามาใช้ รัฐบาลต้องบังคับบรรษัททำการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ประชาชน มีส่วนร่วมในโครงการหรือกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

8) ส่งเสริมการพัฒนาที่สะอาดและยั่งยืน
รัฐต้องส่งเสริมการพัฒนาที่สะอาดและยั่งยืน และต้องออกกฎหมายเพื่อยกเลิกการใช้ การทิ้งและการระบายสารอันตรายและก๊าซเรือนกระจกและแหล่งมลพิษอื่นๆ เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

“ถ่านหิน” และ “พลังงานสกปรกอื่นๆ” : โรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีที่มาบตาพุดและการหลอกขายถ่านหินครั้งใหญ่

ที่มาบตาพุดมีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่แห่งหนึ่งชื่อว่า “บีแอลซีพี”

โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้มีกำลังการผลิต 1,434 เมกกะวัตต์ ดำเนินการโดยบริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัดบนพื้นที่ถมทะเลของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ไฟฟ้าที่ผลิตได้ขายให้กับ กฟผ. ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า 25 ปี เป็นโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระซึ่งร่วมทุนระหว่างบริษัทบ้านปูจำกัด(มหาชน) ร้อยละ 50 และบริษัทไชน่าไลท์เพาเวอร์ (CLP) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ฮ่องกง อีกร้อยละ 50 ซึ่งต่อมามีการซื้อขายเปลี่ยนหุ้นให้กับบริษัทเอ็กโก โครงการเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2546 บริษัทมิตซูบิชิเฮพวี่อินดัสทรีร่วมกับบริษัทมิตซูบิชิได้รับการว่าจ้างโดยบริษัทบีแอลซีพีในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า พื้นที่ก่อสร้างอยู่บนพื้นที่ถมทะเลห่างจากฝั่ง 3 กิโลเมตร และพื้นที่ชุมชนที่ใกล้ที่สุดราว 4 กิโลเมตร

โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 1.37 พันล้านเหรียญสหรัฐซึ่งเป็นเงินกู้โดยตรงจำนวน 245 ล้านเหรียญสหรัฐ จากธนาคารญี่ปุ่นเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ(JBIC)โดยเป็นการร่วมให้กู้(co-financing)กับธนาคารเอกชน และมี Nippon Export and Import Insurance (NEXI) ให้เงินประกัน 163 ล้านเหรียญสหรัฐในส่วนของการให้กู้โดยธนาคารเอกชน และเงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชียอีกจำนวนกว่า 140 ล้านเหรียญสหรัฐและการรับประกันความเสี่ยงทางการเมืองอีกราว 70 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการร่วมให้กู้กับธนาคารเอกชนอีกหลายแห่ง นอกจากนี้ อีกประมาณ 620 ล้านเหรียญสหรัฐมาจากเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศ

เชื้อเพลิงที่นำมาใช้เป็นถ่านหินบิทูมินัสจากประเทศออสเตรเลียโดยทำสัญญากับบริษัทริโอ ตินโต บริษัทยักษ์ใหญ่ถ่านหิน การขนส่งถ่านหินเป็นการขนส่งทางเรือมายังท่าเทียบเรือของบริษัท ประมาณว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีเมื่อสร้างเสร็จจะต้องใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า 3.5 ล้านตันต่อปี ประเทศไทยเพิ่งนำเข้าถ่านหินจากออสเตรเลียโดยในปี 2543 มีปริมาณการนำเข้า 136,000 ตัน หากแผนการที่จะผลักดันให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินภายใต้การผลักดันของประเทศอุตสาหกรรมอย่างออสเตรเลียและอุตสาหกรรมถ่านหินข้ามชาติเพื่อให้มีการนำเข้า”ถ่านหินสะอาด” เป็นจริง การนำเข้าถ่านหินของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 50 ล้านตันภายในปี 2563 

การหลอกขายถ่านหินครั้งใหญ่

บริษัทบ้านปูจำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทร่วมทุนของโครงการนี้ บริษัทบ้านปูถือเป็นบริษัทอุตสาหกรรมถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นบริษัททำเหมืองถ่านหินที่ใหญ่เป็นอันดับเจ็ดของโลกและเป็นผู้ส่งออกถ่านหินอันดับสี่ในเอเชีย และยังดำเนินการธุรกิจเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียและจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งสร้างผลกำไรให้บริษัทมหาศาลนับจากเข้าตลาดหุ้นไทยในปี 2532 ธุรกิจถ่านหินของบ้านปูในช่วงต้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับโรงไฟฟ้าลิกไนต์แม่เมาะของบริษัท กฟผ. จำกัด(มหาชน) โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีมลพิษมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

บริษัทไชน่าไลท์แอนด์เพาเวอร์จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่สำคัญของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพี มีบทบาทหลักในการจัดการด้านงานก่อสร้างและยังเป็นผู้ร่วมทุนหลักของบริษัทเพาเวอร์เจเนอเรชั่นเซอร์วิส(PGS) ซึ่งจะเข้ามาดำเนินการหลังจากโรงไฟฟ้าสร้างแล้วเสร็จ โรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทไชน่าไลท์แอนด์เพาเวอร์จำกัดในฮ่องกงยังได้รับการคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นที่นั่น ต่อมาบริษัทไชน่าไลท์แอนด์เพาเวอร์จำกัดได้ขายหุ้นทั้งหมดให้กับบริษัทเอ็กโก

กลุ่มอุตสาหกรรมถ่านหินเหล่านี้ บริษัทบ้านปู จำกัด(มหาชน) และบริษัทริโอตินโต เป็นหัวแถวของผู้สนับสนุนการค้าถ่านหินเพื่อให้ประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หันมาเสพติดคาร์บอนเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำการโน้มน้าวให้รัฐบาลมิให้สนใจวาระซ่อนเร้นภายใต้โครงการและคำประดิษฐ์สวยหรูของตน เช่น โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีในฐานะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทันสมัยและใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการรวมหัวกันระหว่างสถาบันการเงินภาคสาธารณะและภาคเอกชนกับภาครัฐบาลและบริษัทพลังงานข้ามชาติซึ่งดำเนินการธุรกิจสกปรกของตนโดยไม่แยแสผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนท้องถิ่นและสภาพภูมิอากาศของโลก

มาบตาพุด-แดนมลพิษ

เดิมมาบตาพุดเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่อยู่ระหว่างชายฝั่งทะเลอันสวยงามและแผ่นดินตอนในของจังหวัดระยอง ขณะนี้คือที่ตั้งของกลุ่มโรงงานปิโตรเคมีและโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทบีแอลซีพี มาบตาพุดปัจจุบันถูกขนานนามว่าพื้นที่เสี่ยงภัยมลพิษอันดับหนึ่งของประเทศไทย

การศึกษาผลกระทบสุขภาพในพื้นที่มาบฅาพุดเมื่อไม่นานมานี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าการรับสัมผัสมลพิษและอุบัติภัยจากสารเคมีได้ทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจสังคมของชุมชนที่เลวร้ายอยู่แล้วเลวร้ายลงไปอีก การศึกษายังได้มองภาพรวมถึงกลุ่มของโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท ระบบการเจริญพันธ์ ระบบกล้ามเนื้อ ความผิดปกติทางจิต อุบัติเหตุและการบาดเจ็บ เป็นกลุ่มอาการของโรคที่มีอัตราสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ ทั้งประเทศ

นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมีปล่องควันมากกว่า 200 ปล่อง ซึ่งระบายมลพิษออกสู่ 25 ชุมชุนรายรอบ หลังจากปี 2540 (เมื่อโรงเรียนต้องปิดและย้ายออกไปในที่สุดเนื่องจากปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง) ปัญหามลพิษที่มาบตาพุดก็เป็นที่รับรู้ต่อสาธารณชนมากขึ้นในฐานะเป็นกรณีผลกระทบที่ชัดเจนและรุนแรงอันไม่พึงปรารถนาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ไม่ยั่งยืน

การศึกษาเรื่องศักยภาพการรองรับสารมลพิษทางอากาศบริเวณมาบตาพุด โดยสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสรุปว่าเมื่อแหล่งกำเนิดทุกแหล่งระบายก๊าซออกมาในอัตราสูงสุด ตามค่าที่ยอมให้ระบายได้จากการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Maximum Allowable Emission Limit)  พร้อมกันทุกแหล่ง  จะมีผลทำให้ค่าความเข้มข้นของมลสารในบางพารามิเตอร์สูงเกินค่ามาตรฐานของคุณภาพอากาศในบรรยากาศ

ตัวการทำลายสภาพภูมิอากาศ

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาถึง 229.4 ล้านตันในช่วง 20 ปีของการดำเนินงาน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการก่อให้ภาวะโลกร้อน การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีจะมีขนาดเทียบเท่ากับช้างแอฟริกันกว่า 32,771,428 ตัว

ภาวะโลกร้อนได้เกิดขึ้นแล้ว ช่วงปี 2004-2005 ประเทศไทยเผชิญกับภัยแล้งอย่างรุนแรงใน 63 จังหวัด ส่งผลกระทบต่อประชาชนราว 9.2 ล้านคนและพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 8,090 ตารางกิโลเมตร รัฐบาลไทยระบุว่าหายนะจากภัยแล้งดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในราว 193.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลผลิตข้าวของประเทศลดลงจากร้อย 11 เป็นร้อยละ 14 ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่ผ่านมา ขณะที่ผลผลิตอ้อยก็ลดลงอย่างมากอีกด้วย

มีการคาดกันว่าภาวะโลกร้อนจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตของข้าวหอมมะลิอันมีชื่อเสียงของไทยด้วย การศึกษาระบุว่า ยิ่งมีความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นเท่าไร ผลผลิตข้าวหอมมะลิก็จะลดลงเท่านั้น การตกต่ำของผลผลิตข้าวอาจสูงถึงร้อยละ 20 ปัจจุบันผลผลิตข้าวของประเทศไทยอยู่ที่ 22 ล้านตันต่อปี คิดเป็นร้อยละ 4 ของการผลิตข้าวทั่วโลก

ดร. กัณฑรีย์ บุญประกอบ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงและรองประธานคณะกรรมการคณะที่ 1 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) กล่าวว่า “หนึ่งในสาเหตุหลักของการที่เกิดภัยแล้งยาวนานมากขึ้นในประเทศไทยคือภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้สภาวะที่มีฝนตกลดลงและพื้นดินร้อนระอุมากขึ้น และการระเหยของน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น”

คำกล่าวของ ดร. กัณฑรีย์ เป็นไปตามการคาดการณ์ที่รัฐบาลไทยนำเสนอต่อเวทีอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก่อนหน้านี้ “ผลกระทบที่เห็นชัดเจนที่สุด…คือการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฟ้าและความเข้มข้นของมันในภูมิภาคต่างๆ ภัยแล้งและอุทกภัยที่รุนแรงมากขึ้นสามารถเกิดขึ้นได้ ผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำที่ส่งผลต่อระบบการเกษตรจะมีมากขึ้น ผลผลิตและแบบแผนการเพาะปลูกก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง”

ตราบเท่าที่ยังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาอย่างไม่จำกัด ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  และประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยจะได้รับผลกระทบมากขึ้นจากสภาวะภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง พายุ และเกิดปะการังฟอกขาวรวมถึงระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือภัยคุกคามที่รุนแรงมากที่สุดที่โลกของเราเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเช่น ถ่านหิน เป็นต้น ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลอกสู่บรรยากาศ ในบรรดาเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหลาย ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่สกปรกที่สุดโดยมีสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยพลังงานมากกว่าน้ำมันร้อยละ 29 และมากกว่าก๊าซร้อยละ 80

การต่อต้านถ่านหินของชุมชน

ชุมชนมาบตาพุดเริ่มประท้วงต่อต้านโครงการโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีในปี 2544 โดยความกังวลที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการขยายท่าเรือโดยการถมทะเลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ และซ้ำเติมปัญหามลพิษทางอากาศและน้ำที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ชุมชนยังได้เรียกร้องไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ของชุมชนต้องสลายลงเมื่อเผชิญกับการทำงานมวลชนสัมพันธ์ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ในปี 2547 บริษัทบีแอลซีพีเพาเวอร์จำกัดใช้เงิน 25 ล้านบาทในการดำเนินการโครงการชุมชนสัมพันธ์ของตน

บริษัทบีแอลซีพีเพาเวอร์จำกัดไม่ได้ทำอะไรมากกว่าไปกว่าพยายามที่จะบอกว่าทางบริษัทได้ทำกระบวนการปรึกษาหารือกับชุมชนในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว โครงการโรงไฟฟ้านี้ได้รับเลือกจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระในปี 2539 สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อนุมัติรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในปี 2545 เดือนกันยายนปีเดียวกัน ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อนำมาเป็นกลไกการตรวจสอบแทนกระบวนการประชาพิจารณ์ซึ่งถูกวิจารณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเป็นกลไกที่ไม่มีประสิทธิภาพและล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนท้องถิ่นและผู้สนับสนุนโครงการ บริษัทบีแอลซีพีเพาเวอร์จำกัดยังอ้างถึงประสบการณ์ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บ่อนอกและบ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นข้อพิสูจน์ว่าการทำประชาพิจารณ์นั้นไม่ได้ผล แท้ที่จริงแล้ว จุดยืนของชุมชนในประจวบคีรีขันธ์ยังยืนกรานว่าหากการทำประชาพิจารณ์ที่แท้จริงเกิดขึ้น โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะยุติไปเร็วกว่านี้

แนวคิดในการทำประชาพิจารณ์ซึ่งกล่าวอ้างโดยบริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ขัดแย้งกับแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมของธนาคารญี่ปุ่นเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศซึ่งจำเป็นต้องมีการปรึกษาหารืออย่างเต็มที่กับผู้มีส่วนได้เสียในโครงการ เช่น ชุมชนท้องถิ่น ผลจากการปรึกษาหารือจะต้องนำมาผนวกอยู่ในแผนงานของโครงการ

ในเดือนพฤษภาคม 2548 กรีนพีซทำการเก็บตัวอย่างเถ้าลอยจากศูนย์อิฐบล็อกจากเถ้าลอยที่วัดตากวน และส่งตรวจวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่กรุงเทพฯ ผลจากการวิเคราะห์ในเดือนมิถุนายนพบว่าเถ้าลอยดังกล่าวปนเปื้อนไปด้วยโลหะหนักเป็นพิษหลายชนิด ผลการวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่าบริษัทบีแอลซีพีซึ่งจงใจหลอกลวงชาวบ้านโดยการจัดตั้งศูนย์อิฐบล็อกในบริเวณวัดตากวนเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนยอมรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่สกปรกของตน

เถ้าลอยที่บริษัทบีแอลซีพีนำมาใช้นั้นมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 513 เมกกะวัตต์ของบริษัทโกลว์ที่ดำเนินการอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด(โกลว์ เอสพีพี 3) โรงไฟฟ้าถ่านหินของโกลว์ลงนามรับซื้อถ่านหินจากบริษัทบ้านปูในปี 2542 โดยมีปริมาณการนำเข้าถ่านหินต่อปีราว 660,000 ตัน แหล่งถ่านหินที่นำมาใช้ในโรงไฟฟ้าโกลว์มาจากเหมืองถ่านหินของบ้านปูในอินโดนีเซีย

การปนเปื้อนของโลหะหนักที่เป็นพิษในเถ้าลอยยังก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากปริมาณเถ้าลอยที่ผลิตออกมาเป็นจำนวนมหาศาลและการที่สารพิษในเถ้าลอยหลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อมโดยรอบ

ทางเลือกพลังงาน

การศึกษาโดยกรีนพีซในปี 2543 ระบุชัดเจนว่าภายในปี 2563 มากกว่า 1 ใน 3 ของความต้องการไฟฟ้าของประเทศไทยได้มากจากแหล่งพลังงานสะอาด เมื่อจากศักยภาพพลังงานสะอาดที่ร้อยละ 35 เราสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลได้ร้อยละ 25 จากพลังงานน้ำขนาดเล็กได้ร้อย 5 และจากพลังงานแสงอาทิตย์อีกร้อยละ 2.5 ที่เหลืออีก 2.5 ได้มาจากพลังงานความร้อนใต้พิภพและพลังงานลม ประมาณว่าในช่วงปี 2553 และ 2568 พลังงานสะอาดจะมีราคาถูกลงมากเมื่อเทียบกับแหล่งพลังงานแบบเดิม และอาจถูกกว่าหากเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมีการพัฒนาให้เป็นกระแสหลัก

นอกจากนี้ การศึกษาโดยรัฐบาลยุโรปร่วมกับสำนักนโยบายและแผนพลังงานระบุถึงศักยภาพของพลังงานสะอาดและการประหยัดพลังงาน ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานเสนอว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาพลังงานสะอาดมากกว่า 14,000 เมกกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นพลังงานชีวมวล 7,000 เมกกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์มากกว่า 5,000 เมกกะวัตต์ พลังงานลม 1,600 เมกกะวัตต์ และอีก 700 เมกกะวัตต์จากพลังงานน้ำขนาดเล็ก การศึกษาในปี 2541 ระบุว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานงานชีวมวลที่นำมาใช้ได้ในเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 3,000 เมกกะวัตต์ สถาบันนานาชาติเพื่อการประหยัดพลังงานระบุอีกว่าการจัดการด้านความต้องการใช้ไฟฟ้าสามารถประหยัดได้ถึง 2,200 เมกกะวัตต์ซึ่งใช้งบประมาณน้อยกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มาก เมื่อรวมเอาศักยภาพของการจัดการด้านความต้องการและพลังงานจากชีวมวลจะมีมากกว่า 2 เท่าของกำลังการผลิตของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทบีแอลซีพี

ในเดือนสิงหาคม 2546 รัฐบาลไทยได้เริ่มจัดทำยุทธศาสตร์พลังงานแห่งชาติซึ่งวางเป้าหมายสำหรับประสิทธิภาพพลังงานและการพัฒนาพลังงานสะอาด พร้อมกันนี้ เครือข่ายพลังงานยั่งยืนของไทยได้มีการพัฒนาแนวคิดแผนพัฒนาพลังงานทางเลือก (the Power Development Plan Alternative) ในปี 2542 และมีการผลักดันให้มีการปฏิบัติที่เป็นจริงโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปี 2547 ในช่วงเวทีสาธารณะเรื่องการแปรรูปกิจการไฟฟ้าของรัฐ ในแผนพัฒนาพลังงานทางเลือกระบุว่า การพัฒนาพลังงานสะอาดและยั่งยืนจะนำไปสู่เศรษฐกิจที่ดีขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายภายนอกที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาพลังงาน สร้างงานมากขึ้นและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเมื่อเปรียบเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน นอกจากนี้ แผนพัฒนาพลังงานทางเลือกนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาพลังงานสะอาดที่มากขึ้นโดยการเพิ่มสัดส่วนจากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 10 ภายในปี 2568

เรื่องของพีวีซี(PVC) : คู่หูอันตราย

เมื่อคลอรีนรวมตัวกับเอธิลีน จะเกิดเป็นสารอันตรายชื่อ เอธิลีนไดคลอไรด์ (Ethylene Dichloride หรือ EDC) ซึ่งมีความเป็นพิษสูงและสามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ง่าย

เอธิลีนไดคลอไรด์เป็นสารก่อมะเร็ง และมีผลต่อทารก สามารถทำลายตับ ไตและอวัยวะภายในอื่นๆ อีกทั้งทำให้เกิดเลือดตกภายในและเลือดอุดตัน เป็นสารติดไฟง่าย เมื่อระเหยเป็นก๊าซสามารถระเบิดให้สารไฮโดรเจนคลอไรด์และฟอสจีน (Hydrogen Chloride and Phosgene) ซึ่งทั้งคู่เป็นก๊าซที่มีความเป็นพิษสูง เป็นก๊าซชนิดเดียวกับที่ก่อให้เกิดอุบัติภัยเคมีรุนแรงที่เมืองโภปาลในอินเดียรวมถึงอุบัติภัยหลายครั้งที่มาบตาพุด ระยอง และเป็นสารตั้งต้นที่ใช้ผลิตไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ (Vinyl Chloride Monomer หรือ VCM)

ในกระบวนการผลิตพีวีซีมีการปล่อยกากและของเสียออกมา เช่นเดียวกับการผลิตสารประกอบอินทรีย์คลอรีนอื่น ๆ ในกรณีพีวีซี กากที่ออกมาเรียกว่า ทาร์ (Tars) ปกติจะถูกนำไปกำจัดในทะเล

Accelerating to sustainable development or sliding to decline?

Thailand is one of Southeast Asia’s leading economies, but its economic development has been achieved at the expense of human lives and the environment. The country’s race toward “progress” began in the 1960s with relentless deforestation for teak and timber, followed by agricultural expansion for rice and rubber, and then rapid industrialisation in the late 1980s and ’90s with toxic and hazardous technologies.

This dominant paradigm of development at any cost, for the most part excluded the country’s most important stakeholders – Thai citizens and communities -and diluted legislative and regulatory environmental measures. Predictably, this has led to the unprecedented poisoning of air, water, agricultural fields and the rich fishing waters of the Gulf of Thailand, posing serious dangers to the health and livelihoods of millions of Thais.

Currently, Thailand’s centrepiece for this single-minded pursuit of development is Map Ta Phut industrial estate. Established in 1988, the estate is part of a government policy to develop the Eastern Seaboard.

The government touts this sprawling complex of petroleum refineries, agrochemical, plastic and PVC factories, iron and metal manufacturing facilities, and coal and gas power plants, as a vital engine that keeps the wheels of the country’s economy running.

But the story is different for the tens of thousands of Thais living around this compound. Even with just the simple act of breathing, they are putting their entire lives at risk. Map Ta Phut is perhaps the most toxic place in Thailand.

The rapid development of the industrial sector and the formation of industrial clusters in the Map Ta Phut area have brought about environmental and occupational health management problems such as air pollution, shallow-well water contamination, evaporation of organic compounds and water resource shortages, all of which to this day remain unresolved.

The incidence of cancer cases around this area is higher than in any other place in the Kingdom. A Greenpeace study in 2005 revealed that people in Rayong province are breathing cocktails of toxic chemicals, including known carcinogens, 60 to over 3,000 times higher than health standards in developed nations. A test on fly ash samples taken by Greenpeace in 2005 from the BLCP coal plant project in Map Ta Phut showed contamination from a range of substances toxic to humans such as mercury, cadmium, lead, arsenic and nickel.

The continued of expansion of coal plants and energy-intensive industries in Map Ta Phut also contribute to climate change, which is projected to catastrophically affect the country.

However, evidence of health and environmental problems have not diminished Map Ta Phut’s role as an economic hub. On the contrary, the industrial estate is gearing up for expansion, and worse, the government is showing signs that is keen to replicate the “success” of Map Ta Phut. Plans are ongoing to build similar industrial estates, together with more coal power plants, and nuclear plants, along the country’s southern seaboard.

Such plans are going ahead even while human health and environmental impacts of the showcase project remain unaddressed. And in this respect the government is hard-pressed to assure its citizens that it values the interests and well-being of the Thai people.

The case of Map Ta Phut shows that the Thai government’s unchecked race toward industrialisation favours dirty development and victimises resources essential for economic sustainability. Such resources – people’s livelihoods and health, and the natural ecosystems and biodiversity on which these depend – are sacrificed for short-term prosperity that benefits only a very small sector of society.

Clearly this is a development paradigm that is unjust and unsustainable. The belief that human and environmental health is the price to pay for progress is in fact the root of the most critical humanitarian and environmental crises that many developing countries, including Thailand, are facing now. It is a paradigm that locks nations in a vicious cycle of poverty and environmental degradation that is contrary to any concept of development.

But, Thailand is in a position to break away from this cycle of decline if it acknowledges that there is a model of development that is sustainable and just. This is the model of development which communities across the Kingdom – from Nakhon Si Thammarat, Chumpon and Surat Thani to Rayong – are calling for and catalysing. Thailand must shift gear toward a green and sustainable development model.

The current crisis offers a unique opportunity for laying the foundation for a greener and fairer economy, but if and only if we can infuse economic structures with democratic and participatory principles. To avert further ecological degradation, to adapt to the affects of changing climate and to ensure sustainable development requires technological leapfrogging, bold policy innovations and a new solidarity across social classes and generations.

It is also critical that new investments prioritise options that will strategically liberate our society from the treadmill of carbon-intensive and fossil-fuel-based systems. While job creation is essential, a meaningful solution to today’s problems lies not in simply restarting the engine of consumption. That approach led to the degradation and depletion of the planet’s resources even as it failed to meet the basic needs of the majority of humanity.

And so, as the government is looking at ways to stimulate the economy, it is critical that such economic interventions are also sustainable for the planet and especially for Thailand’s future.

The Thai government must prioritise and support green investments that will help put Thailand on a low-carbon growth pathway, instead of maintaining and carrying on with investments that propagate climate-changing emissions and aggravate ecological and humanitarian crises.

The role of a sound environment is increasingly valued for reducing disaster risks and protecting livelihoods. Healthy ecosystems provide natural defences to human communities by regulating hazards, while degraded ecosystems can increase exposure and reduce community resilience.

In inaugurating the 2010 International Year of Biodiversity, UN Secretary-General Ban Ki-moon said, “Our lives depend on biological diversity. We stand to lose a wide variety of environmental goods and services that we take for granted. The consequences for economies and people will be profound, especially for the world’s poorest people. We need new vision. And new efforts. Business as usual is not an option.”