คลื่นความร้อนปกคลุมยุโรป (ปี พ.ศ.2562)

27 มิถุนายน 2562

เป็นช่วงต้นฤดูร้อนและยุโรปเริ่มรู้สึกถึงความร้อนแล้ว หลายๆ ส่วนของทวีปยุโรปประสบกับอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีมาสำหรับปี 2562 บางเมืองในยุโรปมีอุณหภูมิสูงที่สุดทุบสถิติ

คลื่นความร้อนแสดงชัดเจนจากแผนที่ แสดงถึงอุณหภูมิทั่วทั้งยุโรปในวันที่ 27 มิถุนายน 2562 แผนที่นี้มาจากแบบจำลอง Goddard Earth Observing System (GEOS) และเป็นอุณหภูมิของอากาศที่ความสูงจากพื้น 2 เมตร พื้นที่สีแดงเข้มเป็นบริเวณที่แบบจำลองระบุว่ามีอุณหภูมิเกิน 40 องศาเซลเซียส

แบบจำลอง GEOS เหมือนกับแบบจำลองสภาพอากาศและแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ คือใช้สมการทางคณิตศาสตร์ที่แสดงถึงกระบวนการทางกายภาพ(เช่น การตกของน้ำฟ้าและการเกิดเมฆ) เพื่อคำนวณว่าบรรยากาศจะเป็นอย่างไร การวัดคุณสมบัติทางกายภาพจริงๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และลม จะผนวกเข้าไปในแบบจำลองเป็นระยะ เพื่อให้การสร้างแบบจำลองใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในวันที่ 27 มิถุนายน รายงานการเตือนภัย(Awareness reportจากเครือข่ายของการบริการทางอุตุนิยมวิทยาแห่งยุโรประบุว่าระดับอุณหภูมิอยู่ใน “ระดับที่เป็นอันตรายมาก” การเตือนภัยอยู่ในระดับสูงสุดในบางส่วนของสเปน ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ และโครเอเชีย กรมอุตุนิยมวิทยาฝรั่งเศสจัดลำดับเมืองหลายเมืองที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดทุบสถิติ โดยหลายพื้นที่เคยเกิดคลื่นความร้อนถึงขั้นเสียชีวิตในช่วงปี พ.ศ.2546

คลื่นความร้อน พ.ศ.2562 เริ่มขึ้นในปลายเดือนมิถุนายน เมื่อมวลอากาศร้อนจากภูมิภาคซะฮาราเข้ามายังสเปน และเข้าปกคลุมยุโรปตอนกลาง รายงานข่าวยังอ้างถึงระบบความกดอากาศสูงที่เกี่ยวข้องกับดึงให้มวลอากาศร้อนเข้ามา คาดว่า ความร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนี้จะมีไปตลอดทั้งเดือน

NASA Earth Observatory image by Joshua Stevens, using GEOS-5 data from the Global Modeling and Assimilation Office at NASA GSFC. Story by Kathryn Hansen.

สภาพอากาศสุดขั้ว กรรมใดใครก่อ

namericalsta_tmo_2014001europelsta_tmo_2014001บรรยากาศโลกเป็นได้หลายอย่าง แต่ที่แน่นอนที่สุดประการหนึ่งคือ มันจะไม่เหมือนกันไปหมด ในหลายๆ กรณี ในขณะที่ด้านหนึ่งของโลกหนาวถึงขั้น อีกด้านหนึ่งก็ร้อนตับแลบ ในขณะที่ด้านหนึ่งฝนตกชุกชุมไม่ลืมหูลืมตา อีกด้านหนึ่งก็แห้งแล้งสุดๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้วนี้กำลังเกิดขึ้นในซีกโลกเหนือในขณะนี้

สิ่งที่เป็นลักษณะพื้นฐานที่เชื่อมโยงขั้วตรงกันข้ามของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นนี้คือการไหวเวียนขนาดใหญ่ของกระแสลมในชั้นบรรยากาศระดับสูงที่เรียกว่า “คลื่นรอสบี้” (Rossby waves) คลื่นกระแสลมระดับโลกที่เป็นตัวกำหนด “กระแสลมกรด” (jet stream) และกำหนดแบบนแผนสภาพอากาศในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของวัน หรือสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม คลื่นกระแสลมนั้นอยู่ภายใต้กฎพื้นฐานของ “พลศาสตร์ของไหล” (fluid dynamics) และ เทอร์โมไดนามิก (thermodynamics) ซึ่งบอกว่าผลรวมของพลังงานที่ไหลวนผ่านอุณภูมิในชั้นบรรยากาศโลกไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าสภาพอากาศสุดขั้วอยู่ด้านใดด้านหนึ่งของโลก

ช่วงต้นปี 2557 นี้ แบบแผนอุณหภูมิในซีกโลกเหนือเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าบรรยากาศโลกนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้วพร้อมๆ กันได้อย่างไร ในอเมริกาเหนือ มวลอากาศที่หมุนวนจากอาร์กติกขยับเคลื่อนลงใต้และนำเอาความหนาวเย็นสุดขั้วลงมาด้วย และส่วนใหญ่ก็เป็นการพูดอธิบายปรากฎการณ์ในเรื่อง “โพลาวอร์เทกซ์” (polar vortex) ในขณะเดียวกัน ทวีปยุโรปต้องเจอกับอากาศที่อุ่นผิดปกติทำให้การเฉลิมฉลองเทศกาลวันหยุดเป็นสภาพฝนตกมากกว่าเป็นหิมะตก และนำไปสู่การอภิปรายกันว่า จะมีหิมะเพียงพอหรือไม่สำหรับกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่จะจัดขึ้นในเมืองโซชิ (Sochi) สหพันธรัฐรัสเซีย

แผนที่ส่วนบนแสดงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวในทวีปอเมริกาเหนือในช่วงวันที่  1–7 มกราคม 2557 จากข้อมูลจากเครื่องมือวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ขององค์การนาซา พื้นที่ที่มีอุณหภูมิอุ่นกว่าเป็นสีแดง อุณหภูมิที่ค่อนข้างปกติเป็นสีขาว และพื้นที่ที่มีอุณภูมิหนาวเย็นกว่าเป็นสีฟ้า ในส่วนที่เป็นสีเทานั้นเป็นพื้นที่ที่มีเมฆปกคลุมซึ่งเครื่องมือวัดไม่สามารถตรวจวัดข้อมูลที่นำมาใช้ได้ ส่วนแผนที่ด้านล่างนั้นเป็นข้อมูลการเปลี่ยนแปลงอุณภูมิพื้นผิวในทวีปยุโรปในช่วงเวลาเดียวกัน

ในสหรัฐอเมริกา ความหนาวเย็นสุดขั้วก่อให้เกิดการถกเถียงในทางสาธารณะว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แย้งกับการพิสูจน์ว่าโลกร้อนหรือไม่อย่างไร หรือจริงๆ แล้ว มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือขยายขึ้นจากภาวะโลกร้อน อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์และนักอุตุนิยมวิทยา  ไม่ได้โอนเอียงเพื่อสรุปเรื่อง “ภูมิอากาศ(Climate)” และ “สภาพอากาศ(Weather)” ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันภายใต้เวลาต่างๆ

Paul Newman นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศของ NASA’s Goddard Space Flight Center กล่าวว่า มันมีความพยายามเชื่อมโยงเหตุกาณ์สภาพอากาศแบบใดแบบแบบหนึ่งโดดๆ เข้ากับการอภิปรายที่กว้างขึ้นในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแน่นอนว่ามันมีทฤษฏีที่น่าสนใจ ทว่าวิทยาศาสตร์นั้นก็ยังไม่สุกงอมพอในขณะนี้ที่จะสร้างความเชื่อมโยงที่มีความหมาย เหตการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างที่เห็นอยู่นี้มิได้เป็นหลักฐานหรือคัดง้างต่อประเด็นว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเลย

ส่วนผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ เน้นว่าเหตุการณ์ความแปรปรวนของสภาพอากาศอันใดอันหนึ่งเป็นส่วนเล็กในระบบสภาพภูมิอากาศโลก ในช่วงจุดสูงสุดของความหนาวเย็นสุดขั้วซึ่งดึงความสนใจอย่างมากในสหรัฐอเมริกานี้มีผลกระทบร้อยละ 2 ของโลก และแม้ว่าจะหนาวเย็นจัด ฐานข้อมูลสภาพอากาศของ NOAA ชี้ให้เห็นว่าในช่วง 30 วันจนถึงวันที่ 5 มกราคม 2557 อุณหภูมิสูงสุดที่บันทึกมีมากกว่าสี่เท่าของอุณภูมิต่ำสุดที่บันทึก (Bob Henson of the National Center for Atmospheric Research)

Marshall Shepherd ประธานสมาคม American Meteorological Society และศาสตราจารย์แห่ง University of Georgia กล่าวว่า เมื่อเหตุการณ์สภาพอากาศเช่นนี้มาถึง สำคัญมากที่ต้องจำไว้ว่าสภาพอากาศในสหรัฐอเมริกามิได้เป็นตัวกำหนดแนวโน้มในระดับโลก

ยุโรปและทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่ประสบกับอากาศร้อนในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2556 และต้นเดือนมกราคม 2557  ออสเตรเลียนั้นต้องประสบกับคลื่นความร้อนที่เข้มข้นและอุณหภูมิร้อนสูงสุดนั้นทุบสถิติคิดเป็นเกือบร้อยละ 9 ของพื้นที่ประเทศ  ในอเมริกาใต้ ชาวอาเจนตินาต้องเจอกับคลื่นความร้อนยาวนานอยู่สองสัปดาห์ โดยมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นมากกว่าเดิมถึง 15°C (27°F) ในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำและพลังงานในวงกว้าง

References and Related Reading

CNN (2014, January 6) Frigid air from the North Pole: What’s this polar vortex? Accessed January 8, 2014.

Los Angeles Times (2014, January 6) What is a polar vortex and why is it so dangerous? Accessed January 8, 2014.

NASA (2014, January 6) What is the difference between Weather and Climate? Accessed January 8, 2014.

NASA Ozone Hole Watch What is the Polar Vortex? Accessed January 8, 2014.

National Center for Atmospheric Research (2014, January 6) Cold, hard facts: Six things to know about the Arctic invasion. Accessed January 8, 2014.

News in English (2014, January 3) Swedes lap up “unusually warm” Christmas. Accessed January 8, 2014.

Pravada (2014, January 4) Dull and depressing winter in Moscow continues. Accessed January 8, 2014.

Russia Today (2014, January 4) Snowy Sochi Olympics: 16,000,000 cubic feet of snow stored for the games.Accessed January 8, 2014.

The Washington Post (2014, January 6) The polar vortex in no way disproves climate change. Accessed January 8, 2014.

Weather Underground (2014, January 6) What’s a polar vortex? The Science Behind Arctic Outbreaks. Accessed January 8, 2014.

Yle (2014, January 6) Exceptionally Mild Christmas Weather Warms Finland. Accessed January 8, 2014.

NASA Earth Observatory image by Jesse Allen, using data from the Level 1 and Atmospheres Active Distribution System (LAADS). Caption by Adam Voiland, with information from Paul Newman (NASA Goddard), Marshall Shepherd (University of Georgia), and John Knox (University of Georgia).

Instrument:  Terra – MODIS

อุตสาหกรรมเผาขยะแสวงหาตลาดใหม่ ๆ ในประเทศกำลังพัฒนาเพื่อขายเทคโนโลยีที่ล้าสมัย

“ในศตวรรษแห่งความก้าวหน้า ประกอบกับความรู้ด้านเคมีและเครื่องจักรกลที่สมบูรณ์มากมาย ผมเห็นว่ามันเหมือนการถอยหลังเข้าคลองสำหรับผู้ที่เสนอให้ทำลายวัสดุ (ที่เป็นอินทรีย์) ซึ่งมีคุณค่ามากที่สุด เพียงเพื่อกำจัดมันไป ขณะเดียวกันเราต้องไปหาซื้อวัสดุแบบเดียวกัน (ปุ๋ยอินทรีย์) จากที่อื่น ๆ มาใช้ในไร่นาของเรา”

Bruno Terne นักเคมี พูด ณ สถาบันแฟรงกิ้นส์ เมืองฟิลลาเดลเฟียในปี 1893 เพื่อต่อต้านการเผาปุ๋ยธรรมชาติ ซึ่งทำให้เราต้องไปขุดและขนส่งปุ๋ยจากทวีปหนึ่งไปอีกทวีปหนึ่ง (ที่มา [Bruno Terne], “The Utilization of Garbage,”  American Architect and Building News (Sept. 23,1893), หน้า 185-86, as cited by Susan Strasser, Waste and Want: A Social History of Trash (Metropolitan Books, Henry Holt and Co, LLC: NY, 1999) หน้า 133-134.)

————

การเผาขยะเป็นวิธีการเก่าแก่ที่มนุษย์ทำกันมาตั้งแต่หลังจากค้นพบไฟใหม่ ๆ แต่การเผากากของเสียในยุคใหม่เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1874 เมื่อมีการออกแบบเตาเผา “The Destructor” ในเมืองน็อตติงแฮม ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นโรงเผาขยะอย่างเป็นระบบแห่งแรกของโลก

สหรัฐอเมริกานำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในปี 1885 โดยก่อสร้างโรงเผาขยะขึ้นในเกาะโกเวอร์เนอร์ รัฐนิวยอร์ก ภายในเวลา 25 ปี ชาวอเมริกันสร้างโรงเผาขยะมากกว่า 180 แห่ง ในปี 1905 เทศบาลกรุงนิวยอร์กได้ปรับปรุงโรงเผาขยะแบบเดิมให้สามารถส่งผ่านความร้อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้แสงสว่างกับสะพานวิลเลียมเบิร์ก แต่ตอนนั้นกระแสโรงเผาขยะเริ่มเสื่อมลงแล้ว ภายในปี 1909 โรงเผาขยะ 102 แห่งที่สร้างขึ้นในสหรัฐอเมริกานับแต่ปี 1885 ได้ถูกทิ้งร้างหรือถูกทำลายไป ที่ดินสำหรับทำหลุมทิ้งขยะและองค์ประกอบของการเผาขยะที่ทำให้เกิดขี้เถ้าจำนวนมาก (เนื่องจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเมือง และเป็นเหตุให้หลาย ๆ เมืองหันมาใช้วิธีกลบฝังขยะซึ่งถูกกว่าและเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติมากกว่า จากแหล่งกลบฝังขยะได้พัฒนาขึ้นเป็น “หลุมฝังกลบแบบสุขาภิบาล” ซึ่งเป็นวิธีกำจัดขยะส่วนใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน

โรงเผาขยะเฟื่องฟูขึ้นมาอีกในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานในสหรัฐอเมริกา โดยปรากฏในชื่อใหม่ว่า “โรงงานเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงาน” และมีการโฆษณาชวนเชื่อมากมายว่า โรงเผาขยะจะเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ให้ประโยชน์ทั้งสองด้าน กล่าวคือทำให้ขยะ “หายไป” พร้อม ๆ กับผลิตความร้อนและ/หรือไฟฟ้า

โรงเผาขยะในยุโรปยุคแรก ๆ สร้างตามเทคโนโลยีในอังกฤษ จนประมาณช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีการก่อสร้างโรงเผาขยะขึ้นทั่วทั้งภาคพื้นทวีปยุโรป โดยเฉพาะในเยอรมนีและมหานคร อย่างเช่น บรัสเซล สตอคโฮมและซูริค กระแสก่อสร้างโรงเผาขยะใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกในทศวรรษ 1960 และ 1970 เพื่อแก้ปัญหาของเสียที่เพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลมาจากบริโภคนิยมและการบริโภควัสดุแบบใช้แล้วทิ้ง

จนถึงช่วงทศวรรษ 1980 กระแสการเผาขยะในประเทศอุตสาหกรรมเริ่มลดลง อันเป็นผลมาจากความตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และต้นทุนทางเศรษฐกิจของการเผาขยะ ประชาชนและองค์กรด้านสุขภาพและองค์กรด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อม เริ่มต่อต้านโรงเผาขยะอย่างจริงจัง ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศได้นำมาตรการควบคุมการเผาขยะอย่างเข้มงวดมาใช้ ในระหว่างปี 1985-1994 โครงการก่อสร้างโรงเผาขยะอย่างน้อย 280 โครงการในสหรัฐอเมริกาต้องล้มเลิกไป

เมืองต่าง ๆ ในยุโรปก็ล้มเลิกโครงการที่จะก่อสร้างโรงเผาขยะ

นอกจากนั้นมาตรการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ยังเป็นเหตุให้โรงเผาขยะที่มีอยู่หลายแห่งต้องปิดลงไป ตัวอย่างเช่น กรอบแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปชุดใหม่ที่เริ่มนำมาใช้ในปี 1996 ส่งผลให้โรงเผาขยะ 23 จาก 28 แห่งในอังกฤษต้องปิดลง เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการวางแผนจะปิดโรงเผาขยะ 509 แห่งในประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้หลังจากมีการนำมาตรฐานควบคุมการปลดปล่อยได   อ็อกซีนที่เข้มงวดมากขึ้นมาใช้ในปี 2002 ตั้งแต่เดือนธันวาคม 1998 ถึงพฤษภาคม 2002 โรงเผาขยะในญี่ปุ่น 170 แห่งถูกยกเลิกใช้งาน เพราะไม่ผ่านมาตรฐานที่นำมาใช้ใหม่ และภายในปี 2002 จะมีการปิดโรงเผาขยะอีก 339 แห่ง

คำตัดสินของศาลหลายชิ้นยังสั่งห้ามการเผาขยะหรือการก่อสร้างโรงเผาขยะแห่งใหม่ ฟิลิปปินส์อาจเป็นประเทศเดียวที่มีกฎหมายห้ามก่อสร้างโรงเผาขยะในระดับประเทศ

เมื่อต้องเผชิญกับแรงต่อต้านในสหรัฐอเมริกา แคนาดาและยุโรป อุตสาหกรรมเผาขยะจึงต้องแสวงหาช่องทางการตลาดใหม่ ๆ ในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม เพื่อจะขายสินค้าที่ทำให้เกิดสารพิษและราคาแพง บริษัท Indaver ซึ่งเป็นบริษัทโรงเผาขยะของเบลเยียม ไม่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างโรงเผาขยะขนาดใหญ่ในเขตปกครองที่ประชาชนพูดภาษาเฟลมมิชในเบลเยียม และกำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นแทน เช่น การใช้บัคเตรีเพื่อหมักปุ๋ยซึ่งทำให้เกิดก๊าซชีวภาพ อย่างไรก็ตาม บริษัทดังกล่าวยังคงพยายามที่จะขายเทคโนโลยีเผาขยะขนาดใหญ่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมนอกเบลเยียม

ในปัจจุบันมีการเสนอโครงการโรงเผาขยะหลายสิบแห่งในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม หลายบริษัทพยายามผลักดันที่จะก่อสร้างโรงเผาขยะเหล่านี้ได้แก่ Onyx ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท Vivendi Environnement จากฝรั่งเศส Energy Developments Ltd (EDL) จากออสเตรเลีย Indaver จากเบลเยียม Olivine จากสหรัฐอเมริกา Ogden Martin จากสหรัฐอเมริกา และ Wheelabrator จากสหรัฐอเมริกา

คำตัดสิน

ปี

รายละเอียด

สหรัฐอเมริกา
เวอร์จิเนียตะวันตก 1993 พระราชบัญญัติเวอร์จิเนียตะวันตก (H.B.2445) “กฎหมายไม่อนุญาตให้ติดตั้ง จัดทำ หรือก่อสร้างโรงกำจัดขยะเทศบาลหรือการจัดทำในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นโรงเผาขยะที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเผาขยะ”
โรดไอส์แลนด์ 1992 รัฐโรดไอส์แลนด์ห้ามการเผาขยะจนทำให้รัฐแห่งนี้สามารถนำกากของเสียนำมาใช้ใหม่ได้มากถึงร้อยละ 70 พระราชบัญญัติวุฒิสภาแห่งรัฐโรดไอส์แลนด์ หมายเลข 92-S 2502 ระบุว่า “…การเผาขยะเป็นวิธีกำจัดขยะที่แพงที่สุด และมีต้นทุนทั้งที่รู้และไม่รู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดภาระด้านงบประมาณของรัฐและเทศบาลอย่างมหาศาลและไม่สมเหตุผล จนทำให้กระทบต่อผลประโยชน์ของสาธารณะอย่างร้ายแรง”
เดลาแวร์ 1998 พระราชบัญญัติ SBS 98 ซึ่งห้ามการเผาขยะในเขต “ชายฝั่ง” ของรัฐเดลาแวร์
แมสซาจูเสต 1992 ออกกฎหมายห้ามการก่อสร้างหรือขยายโรงเผาขยะใหม่ ๆ เป็นการชั่วคราว
หลุยเซียน่า 2000 รัฐหลุยเซียน่าได้แก้ไขกฎหมาย Title 33 ซึ่งระบุว่า “…ไม่อนุญาตให้เทศบาลใดซึ่งมีประชากรมากกว่า 500,000 คน เดินเครื่องโรงกำจัดขยะหรือโรงเผาขยะซึ่งเทศบาลเป็นเจ้าของ ดำเนินการ หรือเหมาช่วงในพื้นที่เทศบาล ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของผู้อยู่อาศัยและประโยชน์ในเชิงพาณิชย์”
เมืองอลาเมดา รัฐแคลิฟอร์เนีย 1990 เทศบัญญัติเพื่อลดและนำกากของเสียกลับมาใช้ใหม่แห่งเมืองอลาเมดาปี 1990 ระบุว่า “โรงเผาขยะเป็นทางเลือกของการลดและนำกากของเสียกลับมาใช้ใหม่ที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด โรงเผาขยะเหล่านั้นทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายทรัพยากรธรรมชาติซึ่งควรจะนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากขึ้น ทำให้ภาวะโลกร้อนเลวร้ายลง และทำให้เกิดวัตถุมีพิษ” เป้าหมายประการหนึ่งของเทศบัญญัตินี้คือ “ห้ามการเผาขยะภายในเขตเมืองอลาเมดา”
เมืองแอนอรุนเดล รัฐแมรีแลนด์ 2001 สภาเทศบาลได้ผ่านเทศบัญญัติหมายเลข 40-01 ห้ามก่อตั้งโรงเผาขยะทั่วไปและโรงเผาขยะทางการแพทย์ในเขตเทศบาล
เทศบาลนครเบิร์กลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย 1982 ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงมีมติให้มีการลงคะแนนเสียงเพื่อห้ามก่อสร้างโรงเผาขยะเป็นเวลา 5 ปี (ตั้งแต่ พ.ย.1982-ธ.ค.1987) ข้อเสนอดังกล่าวระบุไว้ว่า “เทศบาลนครเบิร์กลีย์จะไม่ก่อสร้างเป็นเจ้าของ หรือดำเนินการโรงเผาขยะภายในเขตเทศบาลนครเบิร์กลีย์ เทศบาลนครเบิร์กลีย์จะไม่อนุญาตให้มีการก่อสร้างหรือดำเนินการโรงเผาขยะในเขตเทศบาลนครเบิร์กลีย์” ข้อห้ามชั่วคราวดังกล่าวอนุญาตให้เทศบาลพัฒนาโครงการรีไซเคิล (ซึ่งกลายเป็นแม่แบบของโครงการในทำนองเดียวกันทั่วประเทศ) ยังไม่เคยมีการก่อสร้างโรงเผาขยะแม้แต่แห่งเดียวในเมืองเบิร์กลีย์
เทศบาลนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ 2000 เทศบาลได้ผ่านเทศบัญญัติเพื่อแก้ไขเทศบัญญัตินครชิคาโก เทศบัญญัติฉบับแก้ไขระบุว่า “กฎหมายไม่อนุญาตให้ติดตั้งหรือสร้างโรงเผาขยะเพิ่มขึ้นในเขตเทศบาลนครชิคาโก หลังจากวันที่ 1 มิถุนายน 2000 เป็นต้นไป และเริ่มจากวันที่ 1 สิงหาคม 2000 โรงเผาขยะในเขตเทศบาลนครชิคาโกจะต้องหยุดดำเนินการ และการเผาขยะในเขตเทศบาลจะถูกห้ามอย่างเข้มงวด เว้นแต่จะมีกฎหมายจากรัฐและรัฐบาลกลางมารองรับ
เทศบาลนครซานดิอาโก รัฐแคลิฟอร์เนีย 1987 เทศบัญญัติของเมืองห้ามก่อสร้างโรงกำจัดขยะในพื้นที่ที่มีโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก ส่งผลให้ไม่มีที่ดินใดที่เหมาะกับการก่อสร้างโรงเผาขยะได้
แคนาดา

(แคว้นออนตาริโอ)

1992 ในปี 1992 รัฐบาลแห่งแคว้นออนตาริโอ ห้ามการก่อสร้างโรงเผาขยะเพิ่มเติมในเขตเทศบาล ในปี 1996 รัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่ได้ยกเลิกคำสั่งห้าม ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเปิดเสรีการค้า แต่อุตสาหกรรมรีไซเคิลในออนตาริโอได้ล็อบบี้จนสามารถรักษาคำสั่งห้ามนั้นไว้ได้
กรีซ 1994 ในเดือนตุลาคม 1994 ประเทศกรีซผ่านกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรที่หมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่และการผลิตพลังงานโดยภาคเอกชน กฎหมายฉบับนี้ห้ามการเผากากของเสียอันตรายในโรงงาน “ผลิตขยะให้เป็นพลังงาน” พร้อมกันนั้นห้ามการเผาเชื้อเพลิงแข็ง (ยกเว้นเชื้อเพลิงชีวภาพ) ในโรงผลิตไฟฟ้าแห่งใหม่ ๆ”
บราซิล (เทศบาลเมืองเดียเดอมา)

รัฐเซาเปาโล

1995 เมืองเดียเดอมาผ่านกฎหมายห้ามก่อสร้างโรงเผาขยะในเขตเทศบาล สภาเทศบาลระบุว่าควรแก้ปัญหากากของเสียด้วยนโยบายลด ใช้ใหม่และรีไซเคิล
ฟิลิปปินส์ 1999 พระราชบัญญัติอากาศบริสุทธิ์ห้ามการเผาขยะใด ๆ ทั้งสิ้น
เบลเยียม 1990/

1997/

2000

ประชาชนในเขตที่พูดภาษาเฟลมมิชของเบลเยียมได้เรียกร้องจนมีข้อห้ามชั่วคราวมิให้ก่อสร้างโรงเผาขยะเพิ่มเติมในเขตเทศบาลภายในเวลา 5 ปี (เมื่อปี 1990) ในปี 1997 รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมเฟลมมิซ ประกาศคำสั่งชั่วคราวเพื่อห้ามการก่อสร้างโรงเผาขยะใหม่ ๆ และในวันที่ 1 กรกฎาคม 2543 เขตของประชากรที่พูดภาษาเฟลมมิซ (Flanders) กำหนดนโยบายห้ามการเผาขยะที่ไม่ได้คัดแยก
อินเดีย 2000 อินเดียมีคำสั่งห้ามการเผาขยะในเขตเมืองบางส่วน Schedule IV, Emissions Standards ของเทศบัญญัติขยะปี 2000 ระบุว่า “ไม่อนุญาตให้มีการเผาพลาสติกที่มีส่วนผสมของคลอรีน”

ที่มา Institute for Local Self-Reliance, Washington, DC, 2004; Marcia Carroll, Multinationals Resource Center, Washington, DC, สัมภาษณ์, ตุลาคม 2001; Kathy Evans, Ecology Center, Berkeley, California, สัมภาษณ์, ตุลาคม 2001; Anu Agarwal, Project Officer, Srishti, New Delhi, India, สัมภาษณ์, ตุลาคม 2001; Pawel Gluszynski, Waste Prevention Association, Krakow, Poland, สัมภาษณ์, ตุลาคม 2001; Bharati Chaturvedi and Ravi Agarwal, “No Fire Without Smoke,” Srishti, New Delhi, India, 1996; และ Fred De Baere, Belgian Platform Environment & Health, Nieuwkerken Was, Belgium, สัมภาษณ์, 21 ตุลาคม 2001.

 

 

พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงทางพลังงาน (4)

พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถทดแทนความจำเป็นในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ

ในยุโรป การลดการจัดหาก๊าซธรรมชาติภายในประเทศทำให้ต้องมีการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงภายนอก มากขึ้น และ ในปี 2006  แก๊สพรอม(Gazprom) ผู้จัดหาก๊าซของรัฐบาลรัสเซียตัดการจัดส่งก๊าซไปยังยูเครนและ ประเทศในยุโรปบางประเทศที่มีประสบการณ์เรื่องการจัดพลังงานที่ลดลง

ในยุโรป การคาดการณ์ความต้องการก๊าซนำเข้าจะเพิ่มมากขึ้นอย่างมโหฬาร  อย่างไรก็ตาม โดยเฉลี่ย การก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร​์ต้องใช้เวลาราวสิบปีจากการวางแผนไปถึงการดำเนินการ แม้ว่า พลังงานนิวเคลียร์จะสามารถตอบสนองความต้องการพลังงานของโลกในปัจจุบันในสัดส่วนที่น้อยมาก ก็จะใช้เวลายาวนาน

นอกจากนี้ มีเพียงร้อยละ 21 ของการใช้ก๊าซธรรมชาติในขั้นสุดท้ายใน 27 ประเทศในสหภาพยุโรป หรือ EU 27 ที่นำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า ส่วนใหญ่ใช้ในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เปิดและปิดได้ตามความต้องการใช้ไฟฟ้า การที่ก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่นำไปใช้ในการทำความร้อนหรือกระบวนการทางอุตสาหกรรมอื่น ๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ซึ่งจะจำกัดอยู่ที่การผลิตไฟฟ้าจะประสบความล้มเหลวต่อการตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้นจากความขัดข้องใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับแหล่งก๊าซธรรมชาติ

เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและมาตรการด้านประสิทธิภาพพลังงานมีอยู่แล้วในขณะนี้ ระยะเวลาในติดตั้ง กังหันลมขนาดใหญ่ใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์ รวมกับระยะเวลาของการวางแผนรวมกันเป็นประมาณ 1-2 ปี เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นลม แสงอาทิตย์ ความร้อนใต้พิภพ ชีวมวลและพลังน้ำขนาดเล็ก สามารถที่จะตอบสนองความต้องการพลังงานทั้งไฟฟ้าฐาน(Base load) และความต้องการไฟฟ้าที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงได้ มากไปกว่านั้น หากเราใช้โรงไฟฟ้าก๊าซที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อผลิตทั้งไฟฟ้าและความร้อนในระบบโคเจนเนอเรชั่น เราสามารถใช้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพถึงร้อยละ 90 โดยไม่ต้องเพิ่มการใช้ก๊าซโดยรวม

จากปาปีรัส(Papyrus) สู่กระดาษ(Paper)

วัสดุลักษณะคล้ายคลึงกับกระดาษ เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เก่าแก่ที่สุดจากยุคอารยธรรมอันเจริญรุ่งเรือง  กระดาษเป็นสื่อเครื่องมือยุคแรกในการบันทึกความรู้  ความคิด และถ่ายทอดส่งต่อระหว่างบุคคล  วัฒนธรรม จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง

กระดาษและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระดาษแข็ง ผลิตจากส่วนประกอบเส้นใยเซลลูโลสของพืช  คำว่า “เปเปอร์“ ( Paper) มาจากภาษาอียิปต์โบราณว่า ปาปีรัส ( Papyrus) หมายถึง พืชน้ำจำพวกต้นอ้อ ต้นกก ซึ่งเคยใช้ทำกระดาษด้วยการแผ่ลำต้นออกแช่น้ำ เรียงสลับเป็นชั้นๆ รูปกากบาท  จากนั้นนำมาทุบเป็นแผ่นหยาบๆ แล้วตีแรงๆ เป็นแผ่นยาวจนสำเร็จจึงม้วนเก็บรวมไว้ด้วยกัน

ปาปีรัสและแผ่นหนังซึ่งทำอย่างปราณีตจากหนังสัตว์ (ลูกวัวหรือลูกแกะ) มีความเหนียวมากเป็นวัสดุสำหรับใช้เขียนเพียงชนิดเดียวในยุโรปตะวันตก  จวบจนถึงศตวรรษที่ 12  ชาว Moors ในสเปนนำวิธีการทำกระดาษของจีนเข้าสู่ยุโรปโดยใช้วัสดุจากพืชชนิดอื่น เช่น ไม้ไผ่  ป่าน  ฟางข้าว  และปอกระเจา

จากประดิษฐกรรมด้านข่าวสารการพิมพ์  และการเพิ่มขึ้นของการอ่านออกเขียนได้ในศตวรรษถัดมา  ส่งผลให้ความต้องการกระดาษเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าการตอบสนองของลินินและเส้นใยจากหญ้า  และ “ภาวะกระดาษขาดแคลน”  เริ่มคุกคามการค้าการพาณิชย์เป็นระยะๆ

ช่วงกลางศตวรรษที่ 19  การคิดค้นกระบวนการทำกระดาษจากไม้  ไม่เพียงแก้ไขปัญหาการผลิตสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคได้เท่านั้น  แต่เป็นการสร้างตลาดใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ไม้อีกด้วย

ปัจจุบันนี้ผลิตภัณฑ์กระดาษถูกมองว่าเป็นของธรรมดาสามัญประเภทหนึ่ง และยากที่จะจินตนาการชีวิตประจำวันของเราที่ปราศจากกระดาษได้   นอกจากการใช้กระดาษและเส้นใยเซลลูโลสเพื่อบันทึกถ้อยคำแล้ว   มีการใช้ผลิตภัณฑ์กระดาษอย่างกว้างขวางมากมาย  รวมทั้งผลิตภัณฑ์หีบห่อ  บรรจุภัณฑ์  วัสดุทำฉนวน กันกระแทก ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด  และแม้กระทั่งสารเสริมแต่งอาหาร  หากปราศจากกระดาษเสียแล้ว  รัฐบาล อุตสาหกรรมและระบบการศึกษาก็มิอาจปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

จากข้อเท็จจริงที่ว่า แผนภาพแสดงปริมาณกระดาษต่อประชากรมักจะถูกนำไปอ้างอิงชี้วัดมาตรฐานความเป็นอยู่ของประเทศ  จึงเป็นเรื่องที่สำคัญจำเป็นยิ่งยวดที่ต้องคิดค้นพัฒนาวิธีการที่สะอาดปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับผลิตปัจจัยขั้นพื้นฐานดังกล่าวนี้