แถลงการณ์ ข้อเสนอต่อมาตรการห้าม/ควบคุมการนำเข้าเศษพลาสติกและการพัฒนาระบบคัดแยกขยะในประเทศให้ได้คุณภาพดีขึ้น

สืบเนื่องจากที่สาธารณรัฐประชาชนจีนประสบปัญหาการลักลอบนำเข้าสารอันตรายที่ปะปนมากับขยะพลาสติกและขยะอื่นหลายชนิดที่นำมาเป็นวัตถุดิบเพื่อรีไซเคิลและผลิตสิ่งของในประเทศ จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐบาลจีนจึงออกประกาศห้ามนำเข้าขยะจากต่างประเทศเป็นการเร่งด่วน 24 รายการ (ต่อมาประกาศเพิ่มเติมรวมทั้งสิ้น 32 รายการ) มาตรการนี้ส่งผลให้ขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาลไหลทะลักไปสู่ประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย (Interpol, 2020) จากข้อมูลการนำเข้าเศษพลาสติกของประเทศไทย พบว่า ในปี 2561 มีการนำเข้าเศษพลาสติกสูงถึง 552,912 ตัน เทียบกับปี 2559 ก่อนประเทศจีนประกาศห้าม มีการนำเข้ามาเพียง 69,500 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า นอกจากนี้ ยังพบกรณีการลักลอบนำเข้าขยะพลาสติกปนเปื้อนและขยะอิเล็กทรอนิกส์สูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย ดังจะเห็นได้จากข่าวการตรวจจับการนำเข้าอย่างผิดกฎหมายที่ท่าเรือและโรงงานรีไซเคิลหลายแห่ง ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านจากประชาชน และนำมาสู่การเร่งผลักดันให้มีมาตรการควบคุมการนำเข้าขยะอย่างจริงจังในเวลาต่อมา

คณะอนุกรรมการเพื่อบูรณาการการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติกที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งรัฐบาลแต่งตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว มีการประชุมเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561 และได้มีมติให้ยกเลิกการนำเข้าเศษพลาสติกภายใน 2 ปี โดยช่วงผ่อนผันนี้ มีการกำหนดโควตาการนำเข้าคือ ปีที่ 1 นำเข้าได้ไม่เกิน 70,000 ตัน แบ่งเป็นพลาสติก PET 50,000 ตัน และพลาสติกชนิดอื่นรวม 20,000 ตัน และมีเงื่อนไขให้ใช้เศษพลาสติกภายในประเทศร่วมด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ในปีที่ 2 ให้นำเข้าได้ไม่เกิน 40,000 ตัน และให้นำเศษพลาสติกภายในประเทศมาใช้ร่วมด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 และปีที่ 3 ห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศ โดยใบอนุญาตนำเข้าตามโควตาดังกล่าวจะสิ้นสุดทั้งหมดในวันที่ 30 กันยายน 2563

แต่ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้พยายามขอนำเข้าเศษพลาสติกต่อไปโดยให้เหตุผลว่า วัตถุดิบที่มีภายในประเทศไม่เพียงพอ คุณภาพต่ำ และมีการปนเปื้อนสูง ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ก็สนับสนุนข้อนี้โดยแสดงเจตจำนงในที่ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2563 ว่า ผู้นำเข้าต้องการโควตานำเข้าพลาสติกอีก 6.5 แสนตันในปี 2564  อย่างไรก็ดี ที่ประชุมได้ให้ กรอ. ไปสำรวจความต้องการของโรงงานและนำเสนอข้อมูลว่าผู้ประกอบการต้องการใช้จริงเท่าไหร่ ประเภทใดบ้าง และจำเป็นต้องนำเข้าเท่าไหร่ เพื่อประกอบการพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 กันยายนนี้

เครือข่ายภาคประชาสังคมมีความห่วงใยต่อประเด็นดังกล่าวที่อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อการแก้ปัญหาขยะภายในประเทศ จึงได้ออกแถลงการณ์เพื่อนำเสนอข้อคิดเห็นและข้อเรียกร้องต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ ให้ “ยืนยันมติเดิม” ของคณะอนุกรรมการฯ เมื่อปี 2561 ที่ “กำหนดให้ประเทศไทยยกเลิกการนำเข้าขยะหรือเศษพลาสติกและซากอิเล็กทรอนิกส์ 100% ภายในปี 2563” ด้วยเหตุผลและข้อเสนอต่อไปนี้

  1. รัฐบาลให้ระยะเวลาผู้ประกอบการนำเข้าเศษพลาสติกมาแล้ว 2 ปี และได้แจ้งเป้าหมายที่จะยกเลิกการนำเข้าในปีที่ 3 ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้น ผู้นำเข้าควรมีการปรับตัวหรือปรับแผนธุรกิจเพื่อลดการนำเข้าและเพิ่มสัดส่วนการใช้เศษพลาสติกในประเทศให้มากขึ้น หากรัฐบาลเปลี่ยนเป้าหมายที่เคยประกาศไว้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและจะกระทบกับเป้าหมายตาม Roadmap การจัดการขยะพลาสติกที่ต้องการส่งเสริมให้ประชาชนคัดแยกขยะและนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ภายในปี 2570
  2. คณะอนุกรรมการฯ ไม่ควรให้มีการสำรวจโดยอ้างอิงความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมและความจำเป็นที่จะต้องนำเข้าพลาสติกชนิดใดก็ตาม เพราะผู้ประกอบการสามารถแจ้งความต้องการในปริมาณสูงไว้ก่อนเพื่อจะนำเข้าได้มากและเพื่อลดต้นทุนของตัวเอง การสำรวจควรจะอิงปริมาณที่เคยนำเข้าในอดีต เช่น ข้อมูลสถิติการนำเข้าเศษพลาสติกรวมก่อนปี 2561 ย้อนหลัง 5 ปี คือระหว่าง 2556-2560 อยู่ที่ 74,421 ตันเท่านั้น และควรให้กรมศุลกากรกำหนดรหัสโดยเฉพาะสำหรับเศษพลาสติก PET ในกลุ่มพิกัด 391590 เพื่อการควบคุมอย่างเข้มงวดในการห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาดเพราะวัตถุในประเทศไทยมีจำนวนมากจนล้นตลาด
  3. แม้ในช่วงปีพ.ศ. 2561-2562 จะเป็นช่วงผ่อนผันที่กำหนดโควตาการนำเข้าไม่เกิน 70,000 ตันในปีที่ 1 (2561/2562) และให้นำเข้าได้ไม่เกิน 40,000 ตันในปีที่ 2 (2562/2563) แต่ข้อมูลสถิติการนำเข้าเศษพลาสติก พิกัด 3915 พบว่า ในปี 2562 มีการนำเข้าถึง 323,167 ตัน และในปี 2563 (มกราคม-กรกฎาคม) นำเข้า 96,724 ตัน แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนของมาตรการกำกับการนำเข้าเศษพลาสติกด้วยการกำหนดโควตาของภาครัฐ
  4. หากมีการอนุญาตนำเข้า ให้อนุญาตเฉพาะการนำเข้า “เม็ดพลาสติกใหม่หรือเม็ดพลาสติกรีไซเคิล” เท่านั้น ซึ่งสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตได้เลย โดยห้ามการนำเข้าเศษพลาสติกชนิดอัดก้อนโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตนำเข้าจะต้องมีใบรับรองคุณภาพมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และจะต้องใช้พลาสติกคัดแยกภายในประเทศเป็นวัตถุดิบร่วมในกระบวนการรีไซเคิลด้วย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของกำลังการผลิตที่แท้จริง โดยผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตนำเข้าจะต้องมีหลักฐานในการแสดงเพื่อพิสูจน์ว่าข้อมูลเหล่านี้มีความสอดคล้องกันตามความเป็นจริง ดังนี้ (1) แสดงงบดุลการซื้อ, งบดุลการขาย, งบดุลการเสียภาษีสรรพากร ย้อนหลัง 3 ปีจากปี 2562 และ (2) แสดงตัวเลขการส่งออกและตัวเลขกำลังการผลิตที่แท้จริง ย้อนหลัง 3 ปีจากปี 2562
  5. กรอ. และผู้นำเข้าไม่ควรอ้างว่า พลาสติกรีไซเคิลในประเทศมีราคาแพงกว่า เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การจัดการขยะให้ได้มาตรฐานมากขึ้น การรวบรวมขยะพลาสติกในประเทศจึงยังขาดระบบที่ดี ทำให้มีต้นทุนการรวบรวมสูง นอกจากนี้ ก็ไม่ควรนำคุณภาพของขยะคัดแยกไทยไปเปรียบเทียบกับเศษพลาสติกจากต่างประเทศ ซึ่งประเทศเหล่านั้นมีกฎหมายที่ใช้หลักการ Extended Producer Responsibility หรือ EPR ที่กำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบจัดระบบเรียกคืนขยะบรรจุภัณฑ์ร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งมีการดำเนินการมานานกว่า 20 ปีแล้ว ยิ่งกว่านั้นประเทศผู้ส่งออกไม่ยอมลงทุนการรีไซเคิลพลาสติกในประเทศตัวเองเพราะค่าแรงงานและต้นทุนการดูแลสิ่งแวดล้อมสูง ปัจจุบันเมื่อจีนห้ามนำเข้าขยะพลาสติก ประเทศผู้ส่งออกจึงต้องหาแหล่งรองรับขยะแห่งใหม่ จึงมีการลดราคาขยะพลาสติกหรือแม้แต่ลักลอบนำเข้าไปกำจัดยังประเทศกำลังพัฒนา ทำให้ราคานำเข้าถูกกว่าราคาขยะในประเทศอย่างมาก ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่าพลาสติกรีไซเคิลในประเทศมีราคาแพงกว่า จึงเป็นข้ออ้างเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศผู้ส่งและผู้นำเข้าไม่กี่ราย โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย
  6. เนื่องจากขยะพลาสติกที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาถูกมากจนส่งผลกระทบต่อราคาพลาสติกรีไซเคิลในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีราคาที่ต่ำอย่างมากแล้ว (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2563 ราคารับซื้อ PET แบบไม่แกะฉลากอัดก้อน อยู่ที่ 8.48 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับเดือนเดียวกัน ปี 2561 อยู่ที่ 13.05 บาทต่อกิโลกรัม เป็นต้น) ปัญหาดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและกำลังใจในการทำงานของกลุ่ม “ซาเล้ง” ประมาณ 1.5 ล้านคน และร้านรับซื้อของเก่าทั้งประเทศที่จดทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทยอีก 30,000 ร้านค้า ทั้งนี้ ปัญหาราคารับซื้อขยะคัดแยกในประเทศที่ตกต่ำอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบกิจการซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าจำนวนมากต้องเลิกประกอบอาชีพนี้ ดังนั้นการเปิดให้นำเข้าเศษพลาสติกอีกหลายแสนตันในปีหน้าจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก  
  7. จากข้อมูลของสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า พบว่า ปริมาณพลาสติกเพื่อรีไซเคิลที่เก็บรวบรวมได้ในประเทศ รวมทั้งสิ้นประมาณ 1.6 ล้านตันต่อปี ปริมาณนี้จึงเพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ในส่วนข้ออ้างเรื่องการปนเปื้อนหรือความไม่สะอาดนั้น ภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมกันเร่งหามาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวมากกว่าการเลี่ยงปัญหาโดยการนำเข้าจากต่างประเทศ การแก้ปัญหาด้วยการนำเข้ายังสวนทางกับนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืนของประเทศไทยเอง   
  8. ที่ประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาบาเซลฯ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2562 ได้มีมติกำหนดให้ขยะพลาสติกเป็นของเสียอันตรายที่ต้องมีการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนตามอนุสัญญาฉบับนี้  ดังนั้น รัฐบาลไทยควรเร่งเตรียมความพร้อมในการเพิ่มเติมรายการที่ต้องดำเนินการตามข้อกำหนดของอนุสัญญาบาเซลฯ และควรเร่งการให้สัตยาบันข้อแก้ไขอนุสัญญาบาเซลฯ (Ban Amendment) เพื่อเพิ่มมาตรการป้องกันการนำเข้าส่งออกของเสียอันตราย ซึ่งรวมถึงขยะพลาสติกอย่างเข้มงวดมากขึ้น 
  9. รัฐบาลควรมีมาตรการตรวจสอบ กำกับ ติดตาม และดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ  ตัวอย่างเช่น (1)  เมื่อวัตถุดิบเข้ามาในประเทศไทย จะต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบทำการตรวจสอบทุกครั้งโดยทันทีที่วัตถุดิบมาถึงโรงงาน คือ อุตสาหกรรมจังหวัด, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด, สาธารณสุขจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในการอนุมัติรับทราบ, (2) กรณีวัตถุดิบนำเข้าสำแดงเท็จ และถูกจับได้ชิพปิ้งและผู้นำเข้า ถูกเพิกถอนใบอนุญาตทันที, (3) กรณีวัตถุดิบนำเข้าสำแดงเท็จและถูกจับได้ และสินค้าอยู่ภายในโรงงาน โรงงานอุตสาหกรรมนั้น ต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตเป็นเวลา 10 ปี, (4) กรณีประชาชนเกิดผลกระทบและเข้าร้องเรียนความเดือดร้อนกับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถสั่งระงับการดำเนินการหรือระงับการต่อใบอนุญาตโรงงานได้

ข้อเสนอต่อการเพิ่มอัตราการเก็บรวบรวมพลาสติกรีไซเคิลในประเทศ

  1. กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร และ อปท.ในเมืองใหญ่ที่มีประชากรอยู่อย่างหนาแน่นและเป็นแหล่งกำเนิดขยะขนาดใหญ่ต้องร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดระบบเก็บขยะแบบแยกประเภท โดยเริ่มจากพื้นที่ที่มีแหล่งกำเนิดเริ่มแยกขยะอยู่แล้ว จัดระบบทั้ง drop-off และ pick-up หรือ curbside collection รวมทั้งการจัดกิจกรรมตลาดนัดขยะรีไซเคิลอย่างสม่ำเสมอ 
  2. กำหนดให้ อปท. ร่วมกับภาคเอกชนสนับสนุนให้ร้านรับซื้อของเก่ามีการจัดการสภาพร้านหรือแหล่งรับซื้อที่ดี ส่งเสริมให้เข้าระบบ application ที่เชื่อมต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับร้านรับซื้อของเก่าในพื้นที่ (pick-up service)  อปท. มีมาตรการส่งเสริมให้ร้านรับซื้อของเก่าให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมจัดกิจกรรมตลาดนัดขยะรีไซเคิลและธนาคารขยะในพื้นที่ร่วมกับ อปท. โดยมีการจัดสรรรายได้ที่เหมาะสม    
  3. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกกฎหมายพื้นฐานเพื่อสร้างสังคมรีไซเคิลและระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน กำหนดบทบาทหน้าที่ของกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น และนำหลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) มาใช้เพื่อกำหนดความรับผิดชอบของผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย อปท. และผู้บริโภคต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบเก็บรวบรวมขยะบรรจุภัณฑ์ กำหนดเป้าหมายการเก็บรวบรวมที่ชัดเจนในแต่ละปี เพื่อลดความจำเป็นที่ต้องนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ดังแนวทางที่แสดงอยู่ภาพประกอบต่อไปนี้
Figure 1: Value chain of plastic waste processing Source: Field Actions Science Reports, The Journal of field action [3] ที่มา: INTERPOL (2020) Strategic Analysis Report: Emerging criminal trends in the global plastic waste market since January 2018

รายชื่อเครือข่ายภาคประชาสังคมที่สนับสนุนความเห็นและข้อเรียกร้องในแถลงการณ์

  1. มูลนิธิบูรณะนิเวศ
  2. มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม
  3. กรีนพีซ ประเทศไทย
  4. สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า
  5. แผนงานขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการจัดการขยะเพื่อสุขภาวะและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
  6. สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  7. ดร.เพชร มโนปวิตร เจ้าของเพจ “Rereef”
  8. นายเปรม พฤกษ์ทยานนท์ เจ้าของเพจ “ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป”
  9. กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch)
  10. กลุ่มคนรักษ์ต้นน้ำจังหวัดราชบุรี ต.น้ำพุ อ.เมือง จ.ราชบุรี
  11. กลุ่มคนคลองบางป่า ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี
  12. กลุ่มเรารักษ์ท่าถ่าน-บ้านซ่อง ต.ท่าถ่าน และ ต.บ้านซ่อง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
  13. กลุ่มเรารักษ์พนม อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
  14. กลุ่มเรารักพุม่วง ตำบลหนองชุมพล อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี
  15. เครือข่ายเพื่อนตะวันออก วาระเปลี่ยนตะวันออก
  16. เครือข่ายปกป้องผืนป่าตะวันออก
  17. เครือข่ายประชาชนศึกษาและติดตามปัญหาขยะ
  18. เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) จังหวัดฉะเชิงเทรา /ชลบุรี / ระยอง / ปราจีนบุรี / สระแก้ว / นครนายก / ราชบุรี / เพชรบุรี
  19. สมัชชาแปดริ้วเมืองยั่งยืน
  20. องค์กรชุมชนตําบลหนองชุมพลเหนือ ต.หนองชุมพลเหนือ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี
  21. มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ (Foundation for AIDS Right)
  22. เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
  23. มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน
  24. สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
  25. มูลนิธิเครือข่ายอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก
  26. มูลนิธิสถาบันปฏิปัน
  27. มูลนิธิสืบศักดิ์สิน แผ่นดินสี่แคว
  28. สมาคมพัฒนาชุมชนยั่งยืน นครสวรรค์
  29. ศ. (เกียรติคุณ) สุริชัย หวันแก้ว
  30. กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์)
  31. มูลนิธิสุขภาพไทย
  32. คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบข้ามการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition)
  33. มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
  34. มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร
  35. มูลนิธิโลกสีเขียว
  36. มูลนิธิชีววิถี
  37. แนวร่วมปฏิวัติขยะสุพรรณบุรี
  38. Less Plastic Thailand
  39. มูลนิธิเพื่อนหญิง
  40. มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
  41. มูลนิธิสระแก้วสีเขียว
  42. สำนักข่าวธรรมรัฐจังหวัดสระแก้ว
  43. บงกช ภูษาธร ประชาชนกรุงเทพมหานคร
  44. วริศรา เมฆานนท์ชัย ประชาชนกรุงเทพมหานคร
  45. กลุ่มรวมพลังคนรักบ้านเกิดบางโทรัด
  46. Bye Bye Plastic Bags (Thailand)
  47. เถื่อน channel
  48. เครือข่ายวงษ์พาณิชย์
  49. บริษัท ธาอีส อีโคเลทเธอร์ จำกัด
  50. กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก
  51. สภาองค์การลูกจ้างแรงงานสัมพัน์แห่งประเทศไทย
  52. เครือข่ายอากาศสะอาด
  53. วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ social activist artist จาก เพจ WISHULADA
  54. กลุ่มรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต.คลองกระแชง อ.เมือง จ.เพชรบุรี
  55. กลุ่มคนรักบ้านเกิด ต.ท่าเสน อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี
  56. กลุ่มสิ่งแวดล้อมภาคประชาชน ต.เกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
  57. กลุ่มคนสองแคว ต.เกาะขนุน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา
  58. กลุ่มเพื่อนรักจักรยานบ้านพี่โสเพ็ชร์บุรี ต.บ้านหม้อ อ.เมือง จ.เพชรบุรี
  59. ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาทเขาพระวิหาร (องค์กรเพื่อผู้บริโภค)
  60. SOS Earth
  61. Refill Station
  62. Little Big Green
  63. ศูนย์เรียนรู้เฝ้าระวังและปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ อ.เมือง จ.ระยอง
  64. ดร. อาภา หวังเกียรติ มหาวิทยาลัยรังสิต
  65. Greenery

การสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่องพลาสติกโดย IPSOS พ.ศ.2562

ผลจากการสำรวจความคิดเห็นที่ทำโดย IPSOS ในปี พ.ศ.2562 ซึ่งพิจารณาถึงทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อบรรจุภัณฑ์และพลาสติกใช้แล้วทิ้ง ผลสำรวจเห็นได้ชัดเจนว่า 70-80% ของผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้ปฏิบัติการยกเลิก(ban)พลาสติกใช้แล้วทิ้งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และบังคับให้ผู้ผลิตขยายความรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการรีไซเคิล

IPSOS ทำการสำรวจความคิดเห็นประชากรอายุต่ำกว่า 75 ปี จำนวน 19,515 คน ใน 28 ประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์ ระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคมถึงสิงหาคม พ.ศ.2562)

ที่มา : https://carbontracker.org/reports/the-futures-not-in-plastics/full-report/

โรงเผาขยะเป็นการจัดการขยะที่แพงที่สุด

ต้นทุนของการจัดการขยะอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่เลือกใช้ ลักษณะของวัสดุที่ต้องการกำจัด ที่ดิน แรงงาน และต้นทุนพลังงาน และต้นทุนการเงิน แม้กระนั้นโรงเผาขยะมักเป็นทางเลือกที่แพงกว่าทางเลือกอื่น เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล และทำให้เกิดต้นทุนการดำเนินงานสูง ยิ่งไปกว่านั้น โครงการโรงเผาขยะในประเทศกำลังพัฒนาต้องใช้เงินตราสกุลต่างชาติเป็นจำนวนมหาศาล

ตามรายงานธนาคารโลกปี 2000 ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องสำหรับโรงเผาขยะมีจำนวนอย่างน้อยสองเท่าของต้นทุนที่ใช้ในการกลบฝังขยะ รายงานระบุว่า ต้นทุนสุทธิของการเผาขยะต่อตันจะตกอยู่ที่ 25-100 เหรียญสหรัฐ (ในปี 1998) หรือเฉลี่ยประมาณ 50 เหรียญสหรัฐ ส่วนต้นทุนสุทธิของการกลบฝังขยะจะอยู่ประมาณ 10-40 เหรียญสหรัฐ ขึ้นอยู่กับการออกแบบ (เช่น จำนวนของชั้นเมมเบรนและระดับของการกรองเพื่อบำบัด (leachate treatment))

ต้นทุนสุทธิของการบำบัดขยะคำนวณจากต้นทุนต่อปีบวกค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องลบด้วยรายได้จากพลังงาน สำหรับโรงเผาขยะ ต้นทุนของเงินที่ต้องชำระ(ดอกเบี้ย) เพื่อใช้คืนเงินลงทุนเบื้องต้นในแต่ละปี อาจมีจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของต้นทุนการบำบัดสุทธิทีเดียว

รายงานของธนาคารโลกสรุปว่า “…ต้นทุนการบำบัดสุทธิต่อตันของโรงเผาขยะมักมีจำนวนมากกว่าอย่างน้อยสองเท่าของต้นทุนสุทธิของการกลบฝังอย่างมีระบบ ในขณะเดียวกัน โครงการโรงเผาขยะมักทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความล้มเหลวทางเศรษฐกิจสูง…”

เงินลงทุนเบื้องต้นของโรงเผาขยะ

เงินลงทุนเบื้องต้นของโรงเผาขยะอาจมีมากเป็นหลายล้านเหรียญ เงินลงทุนเบื้องต้นของโรงเผาขยะเทศบาลขนาดใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม อาจมีจำนวนมากถึง 50-280  ล้านเหรียญสหรัฐ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการกำจัดขยะของโรงงาน ซึ่งเมื่อคิดแจกแจงจะเห็นว่าเป็นต้นทุนมากถึง 136,000-270,000 เหรียญสหรัฐต่อความสามารถในการกำจัดขยะหนึ่งตันต่อวัน

ข้อมูลจากข้อเสนอโครงการโรงเผาขยะในที่อื่นอาจมีต้นทุนที่สูงกว่าตัวเลขที่ธนาคารโลกเสนอไว้มากนัก ตาราง 4 ชี้ให้เห็นต้นทุนที่สูงของโรงเผาขยะบางแห่งที่ดำเนินการและมีการเสนอให้สร้างทั่วโลก เงินลงทุนเบื้องต้นอาจมีจำนวนมากถึง 1.75 ล้านเหรียญสหรัฐต่อความสามารถในการกำจัดขยะหนึ่งตันต่อวัน แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายสูงลิบลิ่วเช่นนั้น แต่โรงเผาขยะที่เสนอให้สร้างหรือเดินเครื่องอยู่ในประเทศโลกฝ่ายใต้ส่วนใหญ่ มักไม่ได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปตะวันตก ต้นทุนของโรงเผาขยะหลายแหล่งอาจเพิ่มเป็นสองเท่า หากมีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อควบคุมมลพิษที่ทันสมัย

ในประเทศญี่ปุ่น ต้นทุนของโครงการโรงเผาขยะแห่งใหม่ในปีงบประมาณ 2000 คิดรวมกันทั้งหมดเป็นจำนวน 8 แสนล้านเยน (ประมาณ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) ต้นทุนเหล่านี้รวมไปถึงค่าใช้จ่ายของการก่อสร้างสาธารณูปการใหม่ ๆ และการปรับปรุงอุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมการปล่อยก๊าซซึ่งมีอยู่เดิม

ระบบการจัดการขยะที่ต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้นสูง มีความยืดหยุ่นน้อยกว่าระบบซึ่งมีเงินลงทุนเบื้องต้นต่ำกว่า เงินลงทุนเบื้องต้นเป็นต้นทุนจม เราไม่อาจลดต้นทุนจมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพหรือการออกแบบ เหมือนที่เราทำกับโครงการลดขยะโครงการใช้วัสดุใหม่ โครงการรีไซเคิล และโครงการหมักปุ๋ยได้

เงินลงทุนเบื้องต้นของโครงการโรงเผาขยะบางแห่งทั่วโลก

ที่ตั้ง

สถานภาพ กำลังการเผาขยะ (ตันต่อวัน) เงินลงทุนเบื้องต้น เงินลงทุนเบื้องต้น (เหรียญสหรัฐ)

เงินลงทุนเบื้องต้น / กำลังการเผาขยะต่อตันต่อวัน (เหรียญสหรัฐ)

ตงกวน จีน ไม่ชัดเจน 900 50 ล้านเหรียญสหรัฐ 50 ล้าน 55,600
เสินเจิ้น จีน เดินเครื่อง 300 1.2 พันล้านหยวน 145 ล้าน 483,300
เซี่ยงไฮ้ จีน อนุมัติ 1,500 86 ล้านเหรียญสหรัฐ 86 ล้าน 57,300
เชนไน อินเดีย อนุมัติ 600 2 พันล้านรูปี 41 ล้าน 68,100
Ringaskiddy ไอร์แลนด์ กำลังนำเสนอ 100 75 ล้านปอนด์ไอร์แลนด์ 86.8 ล้าน 868,000
โตเกียว ญี่ปุ่น เดินเครื่อง 400 700 ล้านเหรียญสหรัฐ 700 ล้าน 1,750,000
อิบารากิ ญี่ปุ่น เดินเครื่อง 180 1.8 หมื่นล้านเยน 149.1 ล้าน 828,300
ลูบลิน โปแลนด์ กำลังนำเสนอ ~375 30 ล้านเหรียญสหรัฐ 30 ล้าน 80,000
อีโซโป อัฟริกาใต้ เดินเครื่อง 10 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ 60,000 6,000
กวางจู เกาหลีใต้ ยังไม่เดินเครื่อง 400 6 หมื่นล้านวอน 46.8 ล้าน 117,000
ซังจีดอง เกาหลีใต้ เดินเครื่อง 800 8 หมื่นล้านวอน 62.5 ล้าน 78,100
ปูซาน เกาหลีใต้ กำลังนำเสนอ 200 8.5 หมื่นล้านวอน 66.4 ล้าน 332,000
ซูวอน เกาหลีใต้

จุงลี่ ไต้หวัน

เดินเครื่อง

อนุมัติ

600

1,350

9 หมื่นล้านวอน

4.6 พันล้านเหรียญไต้หวัน

70.3 ล้าน

133 ล้าน

117,200

98,500

เกาเสียง ไต้หวัน ดำเนินการ 1,800 6.9 พันล้านเหรียญไต้หวัน 199.5 ล้าน 110,800
เกาเสียง ไต้หวัน ดำเนินการ 900 3-4 พันล้านเหรียญไต้หวัน 101.2 ล้าน 112,400
ไถ้หนานตะวันตก ไต้หวัน ดำเนินการ 900 3.8 พันล้านเหรียญไต้หวัน 109.9 ล้าน 122,100
เกาะภูเก็ต ไทย เดินเครื่อง 250 780 ล้านบาท 17.65 ล้าน 70,600
เกาะกวม สหรัฐอเมริกา กำลังนำเสนอ ~15 13.2 ล้านเหรียญสหรัฐ 13.2 ล้าน 880,000

หมายเหตุ ต้นทุนแปลงจากเงินสกุลสหรัฐโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเดือนสิงหาคม 2001 ที่ Universal Currency Converter http://www.xe.com/ucc ที่มา GAIA’s Waste Incineration Database maintained by Pawel Gluszynski, Waste Prevention Association, Krakow, Poland ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อ info@no-burn.org

เงินลงทุนเบื้องต้นของโรงเผาขยะกับการรีไซเคิลและการหมักปุ๋ย

  ลักษณะโครงการ เงินลงทุนเบื้องต้นต่อขยะที่นำมาจัดการ 1 ตัน (เหรียญสหรัฐ)
การรีไซเคิลและการหมักปุ๋ยในประเทศพัฒนาด้านอุตสาหกรรม
โรงงานรีไซเคิลต้นฉบับในสหรัฐอเมริกา คัดแยกวัสดุรีไซเคิล 30,000
โรงงานรีไซเคิลที่ใช้เทคโนโลยีน้อยในสหรัฐอเมริกา คัดแยกวัสดุรีไซเคิล 4,000-20,000
โรงหมักปุ๋ยขนาดเล็ก  ใช้เทคโนโลยีน้อยในสหรัฐอเมริกา การหมักปุ๋ยในพื้นที่สวนหลังบ้าน 5,000-13,000
การหมักปุ๋ยขนาดใหญ่   5,600-90,000
การรีไซเคิลและการหมักปุ๋ยในประเทศพัฒนาด้านอุตสาหกรรมน้อยกว่า
ซัน แวลลีย์ ฟิลิปปินส์ การรีไซเคิล/การเก็บวัสดุอินทรีย์ + การหมักปุ๋ย 1800
โครงการของ Exnora ในอินเดีย การรีไซเคิล/การเก็บวัสดุอินทรีย์ + การหมักปุ๋ย 1650
โมกัตตัม (ไคโร) อิยิปต์ กิจการรีไซเคิลขนาดเล็ก 450
ริโอเดอจาเนโร บราซิล สหกรณ์รีไซเคิล 14 แห่ง 5,300
การหมักปุ๋ยขนาดเล็ก ใช้เทคโนโลยีน้อย พื้นที่หลังบ้านหรือในชุมชน แทบไม่มีต้นทุน
การเผาขยะ   136,000-270,000

ที่มา : Institute for Local Self-Reliance, Washington, DC, 2004. เงินลงทุนเบื้องต้นของการเผาขยะมาจาก T. Rand, J. Haukohl, U. Marxen, Municipal Solid Waste Incineration: Requirements for a Successful Project, World Bank Technical Paper Number 462, The World Bank, Washington, D.C.,June 2000. เงินลงทุนเบื้องต้นของการหมักปุ๋ยขนาดใหญ่ใช้ข้อมูลใน Argonne National Laboratory, “Energy and Environmental Systems Analysis:Technology Summary I.1: Landfills: Reducing Landfilling Of Waste,” 1993.

 

เปรียบเทียบเงินลงทุนเบื้องต้นของโรงเผาขยะกับการรีไซเคิลและการหมักปุ๋ย

โรงงานรีไซเคิลและหมักปุ๋ยมีต้นทุนถูกกว่าโรงเผาขยะมากมาย ไม่ว่าระบบนั้นจะใช้เทคโนโลยีสูงหรือต่ำเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าจะใช้เครื่องจักรกลหรือใช้แรงงาน

ในสหรัฐอเมริกา เงินลงทุนเบื้องต้นของโรงงานรีไซเคิลเฉลี่ยประมาณ 30,000 เหรียญสหรัฐต่อความสามารถในการกำจัดขยะต่อตันต่อวัน และขึ้นอยู่กับระดับของเทคโนโลยีอัตโนมัติที่ใช้ โรงงานรีไซเคิลที่ใช้เทคโนโลยีต่ำจะใช้เครื่องมือพื้นฐาน อย่างเช่น สายพาน รถยก เครื่องมัด (baler) เครื่องอัดพลาสติก เครื่องขูดพลาสติกและ/หรือเครื่องบดกระป๋อง การศึกษาชิ้นหนึ่งชี้ว่า โรงงานในชุมชนบางแห่งของสหรัฐอเมริกาที่ใช้เทคโนโลยีต่ำมีต้นทุนการแปรรูปขยะระหว่าง 4,000-20,000 เหรียญสหรัฐต่อตันต่อวัน

ชุมชนหลายแห่งเหล่านี้ยังลดต้นทุนไปได้อีกด้วยการใช้เครื่องจักรมือสอง

ในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม โรงงานรีไซเคิลมักใช้เครื่องจักรกลน้อยและใช้แรงงานมาก ซึ่งทำให้เงินลงทุนน่าจะต่ำกว่า 30,000 เหรียญสหรัฐต่อตันต่อวัน ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยเงินลงทุนของโรงงานแบบเดียวกันในสหรัฐอเมริกามาก ยกตัวอย่างเช่น กรณีของเมืองรีโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล เอลิเลเนอ บริโต ผู้จัดการสหกรณ์ผู้เร่เก็บของเก่าขายและผู้ประสานงานโครงการรีไซเคิลของแผนกรักษาความสะอาดของเทศบาลเมืองรีโอเดอจาเนโรบอกว่า “แม้จะมีข้อมูลในพื้นที่ไม่มากนัก แต่จากข้อมูลที่มีอยู่ชี้ว่าอุตสาหกรรมรีไซเคิลได้ช่วยสร้างงานและใช้เงินลงทุนน้อย เมื่อเทียบกับภาคเศรษฐกิจส่วนอื่น  ในกรุงรีโอต้นทุนโรงแยกขยะแต่ละแห่งคิดเฉลี่ยที่ 25,000 เหรียญสหรัฐ และจ้างงานได้ประมาณ 20 คน ปัจจุบันเรามีสหกรณ์ 14 แห่งที่ผลิตวัสดุรีไซเคิลจำนวน 2,000 ตันต่อเดือนและจ้างงาน 414 คน”

เมื่อถัวเฉลี่ยมูลค่าอุปกรณ์ของโรงงานรีไซเคิลในบราซิลต่อปริมาณขยะหนึ่งตันต่อวัน เราพบว่ามีต้นทุนประมาณ 5,300 เหรียญสหรัฐ ซึ่งถูกกว่าต้นทุนเฉลี่ยของโรงเผาขยะอย่างน้อย 26 เท่า

โครงการรีไซเคิลหลายแห่งในประเทศอียิปต์เน้นการใช้แรงงานและลงทุนน้อย และเป็นตัวอย่างโรงงานรีไซเคิลในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม โดยมีการจ้างคนงานเฉลี่ยประมาณ 89 คนต่อการคัดขยะ 10,000 ตันต่อปี

ในสหรัฐอเมริกา สำหรับปริมาณขยะเท่านี้พวกเขาจ้างคนงานเพียง 11 คน

ที่กรุงไคโร แรงงานนอกระบบเร่เก็บขยะจากบ้านเรือนต่าง ๆ ในเมืองถึงหนึ่งในสามหรือประมาณ 988,400 ตันต่อปี ร้อยละ 80 ของขยะเหล่านี้มีการนำกลับมาใช้ใหม่ เขตโมกัตตัมซึ่งอยู่ชานกรุงไคโรเป็นที่ตั้งของโรงงาน 928 แห่งที่เก็บและคัดขยะเป็น 16 ประเภทโดยไม่ใช้เครื่องจักรกลใด ๆ เลย ยกเว้นรถบรรทุกขยะ พวกเขาขายวัสดุที่คัดแยกเหล่านี้ให้กับพ่อค้าคนกลางและโรงงานรีไซเคิล อุตสาหกรรมรีไซเคิลขนาดเล็ก 228 แห่งในเขตโมกัตตัมใช้เงินลงทุน 1,805,350 LE (426,000 เหรียญสหรัฐ) หรือคิดเป็นมูลค่าเครื่องจักรโดยเฉลี่ย 1,900 LE (~450 เหรียญสหรัฐ) ต่อขยะหนึ่งตันต่อวัน

เทศบาลกรุงไคโรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลยสำหรับการนำขยะ 791,100 ตันต่อปีมาใช้ใหม่ ภาคเศรษฐกิจนอกระบบเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด

โรงงานหมักปุ๋ยตามธรรมชาติหรือโรงหมักปุ๋ยอินทรีย์ อาจมีต้นทุนน้อยกว่าโรงงานรีไซเคิลเสียอีก โรงงานแบบนี้สามารถทำได้ในขนาดเล็กและใช้เทคโนโลยีต่ำ สามารถทำที่หลังบ้านหรือในระดับชุมชนขนาดเล็กได้ แม้แต่โรงงานขนาดใหญ่ก็ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง เพียงแต่อาจต้องใช้รถยกเพื่อนำขยะอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้มากองไว้ โรงบำบัดขยะแบบย่อยสลายอาจต้องใช้ระบบภาชนะปิด (In-vessel) ซึ่งเป็นระบบปิดและมีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ในสหรัฐอเมริกา การบำบัดขยะด้วยการหมักปุ๋ยซึ่งใช้เทคโนโลยีต่ำมีต้นทุน 5,000-13,000 เหรียญสหรัฐต่อปริมาณปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้หนึ่งตันต่อวัน

ต้นทุนของโรงงานเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับขนาดและเครื่องจักรกลที่ใช้ โรงงานบางแห่งอาจใช้แค่เครื่องตัดขยะเป็นชิ้น ๆ และรถยกขยะไปกอง บางโรงอาจจะมีอ่างสำหรับบดขยะ (tub grinder) และ/หรือเครื่องหั่นขยะ โรงบำบัดขยะด้วยการหมักปุ๋ยซึ่งใช้เทคโนโลยีต่ำมักมีขนาดเล็ก และบำบัดขยะได้น้อยกว่า 10,000 ตันต่อปี

การหมักปุ๋ยที่ทำกันหลังบ้านเป็นเทคนิคการหมักปุ๋ยที่ใช้เทคโนโลยีต่ำและมีขนาดเล็กสุดเท่าที่มีอยู่ ต้นทุนของการบำบัดขยะหลังบ้านแบบนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำอ่างสำหรับหมักขยะให้เป็นปุ๋ยตามบ้านเรือนทั่วไป

“โรงงานหมักปุ๋ยที่ใช้เทคโนโลยีต่ำในประเทศกำลังพัฒนา ใช้เงินลงทุนด้านอุปกรณ์น้อยกว่าโรงเผาขยะถึง 75 เท่า”

การหมักปุ๋ยอินทรียวัตถุยังสามารถทำในขนาดใหญ่ได้ การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า โรงงานหมักปุ๋ยขนาดใหญ่ (270-500 ตันต่อวัน) อาจใช้เงินลงทุนระหว่าง 1.5 ล้านถึง 45 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นอยู่กับความสามารถในการหมักปุ๋ยและความซับซ้อนของระบบ ซึ่งโรงงานเหล่านี้มีต้นทุนค่าลงทุนเฉลี่ยวันละ 5,600-90,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งยังน้อยกว่าเงินลงทุนเบื้องต้นของโรงเผาขยะในเขตเทศบาลมากมายนัก

ในประเทศกำลังพัฒนา มีหลายตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นความสำเร็จของโครงการหมักปุ๋ยขนาดเล็กซึ่งทำกันที่บ้านและชุมชน ในประเทศอินเดียโครงการหมักปุ๋ยและรีไซเคิลระดับชุมชนขององค์การ Exnora International ซึ่งมีขนาดเล็กใช้เงินลงทุนด้านอุปกรณ์เพียง 1,650 เหรียญสหรัฐต่อขยะที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้หนึ่งตันต่อวัน ประมาณร้อยละ 90 ของขยะจากบ้านเรือนถูกนำมาบำบัดภายใต้โครงการนี้

โครงการหมักปุ๋ยอินทรียวัตถุในลักษณะเดียวกันมีอยู่ที่บารังไกซันวัลเลย์ ในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีต้นทุนการหมักปุ๋ย 1,800 เหรียญสหรัฐต่อตันต่อวัน  ซึ่งน้อยกว่าเงินลงทุนในโรงเผาขยะถึง 75 เท่า ชุมชนหลายแห่งในประเทศโลกฝ่ายใต้อาจเริ่มต้นโครงการหมักปุ๋ยโดยไม่มีเงินลงทุนหรือเครื่องจักรกลในเบื้องต้นเลยก็ได้ ในอินเดีย โครงการหลายแห่งประสบความสำเร็จจากแค่การขุดร่องสำหรับให้ไส้เดือนลงไปช่วยหมักปุ๋ยอินทรีย์ ชาวบ้านมักขุดร่องเหล่านี้ที่หลังบ้านและในที่ว่าง ค่าใช้จ่ายที่มีอาจเป็นการซื้อถังพลาสติกเพื่อให้แต่ละครัวเรือนเก็บรวบรวมขยะอินทรีย์เท่านั้น

โรงเผาขยะมีต้นทุนดำเนินการสูงสุด

โครงการหมักปุ๋ยและรีไซเคิลขยะมักมีต้นทุนดำเนินการต่อปริมาณขยะที่ต่ำกว่าโรงเผาขยะเป็นจำนวนมากเสมอ นอกจากนั้น ยิ่งมีการรีไซเคิลและการหมักปุ๋ยมากเท่าไร โครงการเหล่านั้นก็จะมีความคุ้มทุนมากยิ่งขึ้น

ประเด็นหนึ่งที่เรามักมองข้ามไปเวลาเปรียบเทียบต้นทุนของการรีไซเคิลและการหมักปุ๋ยกับการเผาขยะคือในการคำนวณต้นทุนของการรีไซเคิลและหมักปุ๋ยจะรวมเอาต้นทุนการจัดเก็บขยะไว้ในตัวอยู่แล้ว โดยทั่วไปต้นทุนของโครงการรีไซเคิลและหมักปุ๋ยประกอบด้วยต้นทุนการจัดเก็บ การคัดแยกขยะ และการสร้างระบบหมักขยะ ในทางตรงข้าม โรงเผาขยะนอกจากจะมีมีต้นทุนดำเนินการแล้วยังต้องจ่ายต้นทุนการจัดเก็บขยะอีกต่างหากด้วย ในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรมซึ่งมีระบบรีไซเคิลและหมักปุ๋ยขนาดเล็ก ซึ่งคนงานเก็บขยะจะใช้จักรยานถีบหรือเกวียนเพื่อเก็บขยะ เทศบาลต่าง ๆ สามารถประหยัดต้นทุนการจัดเก็บขยะได้เพราะไม่ต้องใช้รถออกไปเก็บขยะ การใช้รถบรรทุกเก็บขยะมักเป็นต้นทุนการดำเนินการสำหรับการจัดการขยะที่แพงที่สุด และเป็นต้นทุนที่จำเป็นสำหรับโรงเผาขยะ ค่าน้ำมันรถ ค่าแรงคนขับและค่าประสานงานรถขนขยะ ค่าเสื่อมราคา เงินเดือนของคนขับรถล้วนแต่เป็นต้นทุนทั้งสิ้น

โครงการรีไซเคิลและหมักปุ๋ยขนาดเล็กของ Exnora International ในอินเดียเป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้ คนงานจะเก็บขยะอินทรีย์และขยะรีไซเคิลรวม ๆ กันในรถสามล้อถีบ และเอาไปคัดแยกที่โรงงาน “ของเสียเหลือศูนย์” ซึ่งกระจายอยู่ทั่วไป โครงการแต่ละแห่งให้บริการได้ 200 ครัวเรือน มีต้นทุนสำหรับค่าแรงและการบำรุงรักษารถสามล้อและศูนย์บำบัดขยะเพียงประมาณ 50 เหรียญสหรัฐต่อเดือน ในทางตรงข้าม ในการให้บริการ 200 ครัวเรือนเท่ากัน เทศบาลต้องใช้เงิน 400 เหรียญสหรัฐต่อเดือนเพื่อจัดเก็บ ขนส่ง และนำขยะไปบำบัด ในขณะที่โรงเผาขยะจะใช้ต้นทุนสูงกว่านี้มากมายนัก