ละอองลอยลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ทางตอนเหนือของอินเดีย

ในวันที่ 25 มีนาคม 2563 รัฐบาลอินเดียออกมาตรการกักกันอย่างเข้มข้นกับประชากร 1.3 พันล้านของตนเพื่อลดการระบาดของโรค COVID-19 coronavirus มาตรการที่เกิดขึ้นทั่วประเทศนี้นำไปสู่การลดกิจกรรมการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมและการจราจรทั้งทางบก ทางอากาศ รถบรรทุก รถบัสและรถยนต์ส่วนตัว สองสามสัปดาห์หลังจากนั้น เซนเซอร์บนดาวเทียมของ NASA บันทึกระดับละอองลอยที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี ในพื้นที่ทางตอนเหนือของอินเดีย

ทุกๆ ปี ละอองลอยจากกิจกรรมของมนุษย์มีส่วนทำให้มลพิษทางอากาศอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในเมืองหลายแห่งของอินเดีย “ละอองลอย(aerosol)” ตัวอย่างเช่น ฝุ่นที่ลอยมาตามกระแสลม เกลือทะเล เถ้าจากการระเบิดของภูเขาไฟ ควันไฟป่า และมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ละอองลอยสามารถทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกอุ่นขึ้นหรือเย็นลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาด ชนิดและตำแหน่งของมัน ละอองลอยช่วยทำให้เมฆก่อตัวหรือจำกัดการก่อตัวของเมฆ ละอองลอยบางชนิดมีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์หากรับเข้าไปในร่างกาย ละอองลอยที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์มักมีอนุภาคที่เล็กกว่าซึ่งสามารถทำลายสุขภาพของมนุษย์ได้มากกว่า

Pawan Gupta นักวิทยาศาสตร์จาก Universities Space Research Association (USRA) ที่ Marshall Space Flight Center ขององค์การนาซากล่าวว่า “เรารู้ว่าเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบในบรรยากาศในพื้นที่หลายแห่งในช่วงล็อกดาวน์ แต่ฉันไม่เคยเห็นค่าความเข้มข้นของละอองลอยที่ตำ่ขนาดนี้ในที่ราบลุ่มอินโด-คงคา(the Indo-Gangetic Plain) ในช่วงเวลานี้ของปี”

แผนที่ 5 ลำดับแรกด้านบนแสดงการวัดความลึกเชิงแสงของละอองลอย(AOD) เหนือประเทศอินเดียในช่วงวันที่ 31 มีนาคมถึง 5 เมษายน ของแต่ละปี จากปี พ.ศ. 2559 ถึง 2563 แผนที่ลำดับที่ 6(ความผิดปกติ) แสดงความลึกเชิงแสงของละอองลอยในปี พ.ศ.2563 เทียบกับค่าเฉลี่ยของปี พ.ศ.2559-256 การวัดอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่าอนุภาคจะเปลี่ยนวิธีการที่บรรยากาศสะท้อนและดูดกลืนแสงที่ตามองเห็นและแสงอินฟาเรด ความลึกเชิงแสงที่น้อยกว่า 0.1 (สีเหลืองซีดสุด) นั้นสภาพท้องฟ้าจะโปร่งใสและมีความสามารถมองเห็นได้มากที่สุด ถ้าความลึกเชิงแสงเป็น 1 (สีน้ำตาลเข้ม) สภาพท้องฟ้าจะขมุกขมัว ข้อมูลละอองลอยมาจากเครื่องมือวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer(MODIS) บนดาวเทียม Terra ของนาซา

โดยทั่วไป ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิในทุ่งราบและหุบเขาลุ่มน้ำคงคาทางตอนเหนือของอินเดีย กิจกรรมมนุษย์เป็นแหล่งกำเนิดหลักของละอองลอย ยานยนต์สันดาปภายใน โรงไฟฟ้าถ่านหินและแหล่งกำเนิดทางอุตสาหกรรมต่างๆ รายรอบเมืองที่ปล่อยไนเตรทและซัลเฟต การเผาไหม้ถ่านหินยังปล่อยเขม่า(soot) และอนุภาคที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ รวมถึงการใช้เชื้อเพลิงในภาคครัวเรือน และการเผาในที่โล่ง มาตรการกักตัวได้ลดการปล่อยมลพิษทางอากาศจากกิจกรรมเหล่านี้

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าระดับของละอองลอยจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงสัปดาห์ที่จะมาถึงเมื่อพายุฝุ่นตามฤดูกาล ความเข้มข้นของฝุ่นมักจะต่ำในช่วงเดือนมีนาคมและต้นเมษายน ก่อนที่อุณหภูมิจะสูงขึ้นและกระแสลมตะวันตกที่จะหอบเอาฝุ่นทรายจากทะเลทราย Thar และคาบสมุทรอาราเบีย คำถามคือ ละอองลอยในภาพรวมจะยังมีค่าต่ำกว่าระดับปกติหรือไม่

Robert Levy หัวหน้าโครงการ NASA’s MODIS aerosol products กล่าวว่า “ส่วนที่ยากในความเข้าใจเรื่องละอองลอยคือ อนุภาคละอองลอยนี้สามารถเคลื่อนย้ายตามแบบแผนของลมและลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาอื่นๆ เราจะต้องแยกแยะว่าอะไรที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ อะไรที่เกิดจากปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา”

ในช่วงสองสามวันแรกของการกักตัว มีความยากลำบากในการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของระดับมลพิษทางอากาศ ในวันที่ 27 มีนาคม Gupta กล่าวว่า “เราเห็นระดับของละอองลอยลดลงในช่วงสัปดาห์แรกของมาตรการกักตัว แต่เหตุมาจากทั้งฝนตกและมาตรการกักตัว  ฝนตกหนักครอบคลุมพื้นที่กว้างในตอนเหนือของอินเดียนั้นช่วยลดฝุ่นละอองลง ละอองลอยเพิ่มอีกครั้งหนึ่งหลังจากฝนหยุดตก

Gupta กล่าวต่อว่า “หลังจากมีฝนตก ผมดีใจมากที่ระดับละอองลอยไม่ได้เพิ่มขึ้นและกลับสู่สภาวะปกติ เราเห็นการลดลงอย่างต่อเนื่อง มันอยู่ในระดับที่เราคาดหวังไว้โดยไม่มีการปล่อยจากกิจกรรมของมนุษย์”

แผนภาพด้านบนแสดงการวัดความลึกเชิงแสงของละอองลอยเฉลี่ยรายวันทางตอนเหนือของอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 5 เมษายน 2563 เทียบกับค่าเฉลี่ยระหว่างปี พ.ศ. 2559-2563 การเพิ่มขึ้นของละอองลอยในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์สอดคล้องกับกิจกรรมไฟ(fire activity) ในรัฐปัญจาปและปากีสถาน

ข้อมูลจาก Gupta ระดับของละอองลอยในช่วงต้นเดือนเมษายนต่ำลงอย่างมากกว่าค่าปกติในช่วงนี้ของปี และต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี ของการสังเกตการณ์โดยใช้เครื่องมือ MODIS สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศภาคพื้นที่ดินในอินเดียก็ยังรายงานถึงการลดลงของมลพิษฝุ่นละอองในพื้นที่ ถือเป็นประวัติการณ์ที่ผู้คนในรัฐปัญจาป รายงานว่าพวกเขาเห็นเทือกเขาหิมาลัยเป็นครั้งแรกในหลายทศวรรษ

อย่างไรก็ตาม ทางตอนใต้ของอินเดีย ยังมีฝุ่นละอองปกคลุม ข้อมูลจากดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า ระดับของละอองลอยไม่ได้ลดลงในแบบเดียวกันกับทางตอนเหนือ และจริงๆ แล้ว มีระดับสูงกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา สาเหตุนี้ยังไม่ชัดเจน แต่อาจเกี่ยวข้องกับแบบแผนสภาพอากาศ การเกิดไฟในภาคเกษตรกรรม กระแสลม หรือปัจจัยอื่นๆ

Levy กล่าวถึงมาตาการกักตัวและผลที่เกิดขึ้นกับระดับของมลพิษทางอากาศว่า “เป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นโมเดล เรามีโอกาสพิเศษเช่นนี้ในการเรียนรู้ว่าชั้นบรรยากาศโลกนั้นตอบสนองต่อการลดลงแบบทันทีทันใดของการปล่อยมลพิษทางอากาศจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ สิ่งนี้จะช่วยให้เราจำแนกแยกแยะว่าแหล่งกำเนิดละอองลอยจากธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์มีผลต่อบรรยากาศอย่างไร”

ที่มา : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using Terra MODIS analysis courtesy of Pawan Gupta/USRA/NASA. Story by Kasha Patel with image interpretation from Hiren Jethva, Rob Levy, and Ralph Kahn.

แหล่งข้อมูล

  1. Central Pollution Control Board (2020, March 31) Impact of Janta Curfew & Lockdown on Air Quality.Accessed April 16, 2020.
  2. Hindustan Times (2020, March 24) Rains in Delhi amid coronavirus lockdown, temperature drops.Accessed April 16, 2020.
  3. The New York Times (2019, December 2) See How the World’s Most Polluted Air Compares With Your City’s. Accessed April 16, 2020.
  4. U.S. Embassy & Consulates in India Air Quality Data. Accessed April 16, 2020.
  5. World Health Organization (2016) Ambient air pollution: A global assessment of exposure and burden of disease. Acccessed April 16, 2020.

โคโรนาไวรัสส่งผลกระทบ(และไม่ส่งผลกระทบ)ต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร

เขียนโดย Kasha Patel – 5 มีนาคม 2563

เรื่องแรกสุดและสำคัญคือการระบาดของโคโรนาไวรัส(COVID-19) คือประเด็นของสาธารณสุขและความปลอดภัย แต่เมื่อผู้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและแบบแผนในชีวิตประจำวันเพื่อกันและหลีกเลี่ยงไวรัส มีผลกรทบที่ลึกซึ้งต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่ผิดพลาด ต่อไปนี้เป็นสี่ประเด็นที่โคโรนาไวรัสส่งผลกระทบ(และไม่ส่งผลกระทบ)ต่อสิ่งแวดล้อมในจีน

1. ภาพถ่ายจากดาวเทียมพบการลดลงมลพิษทางอากาศหนึ่งชนิด แต่ไม่ได้หมายถึงว่าอากาศปลอดจากมลพิษทางอากาศทั้งหมด

Image credit: Josh Stevens / NASA Earth Observatory

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 นาซาได้รายงานถึงการลดลงของกิจกรรมทางธุรกิจ อุตสาหกรรมและการคมนาคมขนส่งนับตั้งแต่มีการระบาดของโคโรนาไวรัสที่ได้ก่อให้เกิดการลดลงของระดับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเหนือจีนแผ่นดินใหญ่ แต่นักวิจัยระบุว่า การลดลงที่สามารถวัดได้ของมลพิษตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้หมายถึงว่าคุณภาพอากาศจะดีขึ้นทันทีทันใดทั้งประเทศ

ในเดือนกุมภาพันธ์ สำนักข่าวต่างๆ รายงานข่าวว่า มลพิษทางอากาศในระดับที่เป้นอันตรายต่อสุขภาพในกรุงปักกิ่ง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากมลพิษPM 2.5 จากรายงานที่นำเสนอใน South China Morning Post “กระแสลมอ่อน ความชื้นสูงและการผกผันของอุณหภูมิส่งผลให้มลพิษทางอากาศกักตัวอยู่ในเมือง” ดาวเทียมของ NASA ยังแสดงให้เห็นถึงปริมาณละอองลอย(aerosols)ในระดับสูง

นอกจากละอองลอย สภาพอากาศยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดว่าคุณภาพอากาศจะเป็นอย่างไร Fei Liu นักวิจัยของ NASA/USRA บอกว่า แบบแผนของลมและความสูงของชั้นบรรยากาศผิวโลก(the planetary boundary layer) ซึ่งคือแนวบรรยากาศที่อยู่ใกล้ผิวโลกที่สุดของชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์(troposphere) คือปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาที่มีความสำคัญ ความสูงชองชั้นบรรยากาศผิวโลก จะส่งให้ผลให้มลพิษทางอากาศรวมตัวกันในแนวดิ่งในลักษณะใด จากนั้นสารมลพิษจะเคลื่อนตัวสูงขึ้นไปและความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศจะรวมตัวกันใกล้พื้นผิว (หรือในทางตรงกันข้าม) อย่างไร Liu และทีมงานกำลังศึกษาว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ในสภาวะปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาดังกล่าวในช่วงก่อนและหลังมาตรการปิดเมืองอย่างไร

2. ถนนและการคมนาคมขนส่งโล่งขึ้นในช่วงมาตรการปิดเมือง

การจราจรบนท้องถนนที่ดล่งขึ้นบริเวณสถานีรถไฟนครอูฮั่นในช่วงมาตรการปิดเมือง Image credit: Planet Labs Inc.

ไม่แปลกใจเลยว่าการจราจรบนถนนในเมืองหลักของจีนจะโล่งขึ้นจากการที่คนจำนวนมากต้องกักตัวอยู่ในบ้านและระบบขนส่งสาธารณะต้องปิดตัวลง ภาพถ่ายดาวเทียมของ Planet Labs จับภาพ การจรจาจรที่ลดลงและลานจอดรถที่ว่างเปล่าใกล้สถานรถไฟและสนามบิน รถไฟหยุดเดินรถราวๆ วันที่ 22 มกราคม ในช่วงมาตรการปิดเมืองช่วงแรกเริ่มขึ้น และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม 2562 สายการบินในประเทศของจีนแผ่นดินใหญ่ในปี 2563 นี้ลดลง ร้อยละ 60 ถึง 70

Bridge traffic disappeared during the quarantine. Image credit: Planet Labs Inc.

3. กิจกรรมทางอุตสาหกรรมที่ใช้ถ่านหินและน้ำมันลดลงส่งผลให้การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงด้วย

รายงานของ Carbon Brief ระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมหลักในจีนดำเนินการในระดับต่ำกว่าปกติในช่วงมาตรการกักตัว เช่น โรงกลั่นน้ำมันในมณฑลกวางตุ้งมีระดับการผลิตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 การใช้ถ่านหินในโรงไฟฟ้าก็ต่ำในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาโดยเฉลี่ย ผลคือการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ต่ำลงร้อยละ 25 ในช่วงตรุษจีนเมื่อเทียบกับปี พ.ศ.2562 แต่การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในช่วงสองสัปดาห์นั้นทำให้ลดปริมาณการปล่อยในภาพรวมลงได้เพียงประมาณร้อยละ 1

Image credit: Carbon Brief

4. ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าเถ้าจากการเผาศพทำให้ให้ระดับซัลเฟอร์ไดออกไซด์เพิ่มขึ้นในบรรยากาศ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 แผนที่ ที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นการเพิ่มขึ้นของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ใกล้กับนครอู่ฮั่น บางสำนักข่าวคาดการณ์อย่างตีขลุมไปว่ามาจากการเพิ่มขึ้นของการเผาศพมนุษย์

ภาพดังกล่าวมาจากข้อมูล GEOS earth system model ของนาซาและไม่ได้ใช้การสังเกตตามเวลาจริง Arlindo da Silva จากองค์การนาซาอธิบายว่า ใน GEOS model ความเข้มข้นของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ประเมินจากแหล่งกำเนิดในช่วงเวลาที่ผ่านมา และเคลื่อนย้ายไปทั่วโลกโดยกระแสลมวนในชั้นบรรยากาศโลก ดังนั้น แบบจำลอง GEOS model ไม่ได้รวมความเข้มข้นของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่มาจากการเปลี่ยนแปลงทันทีทันใดของกิจกรรมมนุษย์ (เช่น มาตรการปิดเมิองและกักตัวอยู่บ้าน) ที่สำคัญ ผลของแบบจำลองไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงอย่างสมบูรณ์ในกรณีนี้

สุดท้าย ข้อมูลจาก Snopes การปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)นั้นเกี่ยวข้องกับการเผาไหม้ถ่านหิน—ไม่ได้มาจาการเผาศพมนุษย์

ว่าด้วยละอองลอย(Aerosol)บนโลก

atmosphere_geo5_2018235

asia_geo5_2018235หายใจลึกๆ ถึงแม้ว่าอากาศจะดูแจ่มใส มันเกือบแน่นอนว่าเราได้หายใจเอาอนุภาคของแข็งและละอองของเหลวเข้าไป สสารที่มีอยู่ทั่วไปนี้รู้จักกันในชื่อ “ละอองลอย(aerosols) ซึ่งพบได้ทุกหนทุกแห่งในอากาศเหนือผิวมหาสมุทร ทะเลทราย เขตเทือกเขา ผืนป่า ทุ่งน้ำแข็งและระบบนิเวศทุกๆ แห่งระหว่างนั้น

หากเราเคยเห็นควันที่กระจายปกคลุมจากการเกิดไฟป่า เถ้าจากการระเบิดของภูเขาไฟและฝุ่นละอองในสายลม ที่เราเห็นนั่นแหละคือละอองลอย เครื่องมือวัดบนดาวเทียมหลายดวง เช่น  Terra, Aqua, Aura, and Suomi NPP  ก็เห็น (see) ละอองลอยเหล่านี้ด้วย โดยเป็นมุมมองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงสูงจากพื้นผิวโลกนับร้อยกิโลเมตร แบบจำลองของ Nasa ที่เรียกว่า Goddard Earth Observing System Forward Processing (GEOS FP) ทำให้เราได้ภาพที่ครอบคลุมของละอองลอยที่กระจายไปทั่วชั้นบรรยากาศโลก

ภาพด้านบนเป็นผลของแบบจำลอง GEOS FP ในวันที่  23 สิงหาคม 2561 ในวันดังกล่าว มีแนวควันขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือทวีปอเมริกาเหนือและแอฟริกา พายุหมุนเขตร้อนสามลูกเคลื่อนตัวอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก และกลุ่มก้อนของฝุ่นขนาดใหญ่ลอยอยู่ในทะเลทรายของแอฟริกาและเอเชีย สามารถมองเห็นพายุได้ชัดในขดขนาดยักษ์ของเกลือทะเล (sea salt aerosol)แสดงเป็นสีฟ้าโดยมีลมยกตัวขึ้นสู่อากาศเป็นส่วนหนึ่งของสเปร์ยทะเล(sea spray) เขม่าดำ(Black carbon) (แสดงเป็นสีแดง)เป็นอนุภาคที่เกิดจากการเปาไหม้ การสันดาปของเครื่องยนต์และการปล่อยจากกิจกรรมอุตสาหกรรม ส่วนอนุภาคที่แบบจำลองได้จำแนกว่าเป็น “ฝุ่น” นั้นแสดงเป็นสีม่วง ภาพด้านบนยังแสดงถึงชั้นของข้อมูลแสงกลางคืน(night light data) ที่บันทึกโดยเครื่องมือวัด Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนดาวเทียม Suomi NPP ซึ่งแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งที่ตั้งของเมืองต่างๆ

หมายเหตุ : ละอองลอยในภาพสองภาพด้านบนไม่ได้เป็นตัวแทนข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมโดยตรง แบบจำลอง GEOS FP เป็นเช่นเดียวกับแบบจำลองอากาศและสภาพภูมิอากาศทุกแบจำลอง กล่าวคือมีการใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ที่นำเสนอถึงกระบวนการทางกายภาพเพื่อคำนวณว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในชั้นบรรยากาศในวันที่ 23 สิงหาคม การวัดคุณสมบัติทางกายภาพ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ละอองลอย และกระแสลม เป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำและป้อนเข้าไปในแบบจำลองเพื่อทำการจำลองสภาพจริงของโลกให้ดีขึ้น

ข้อมูลบางส่วนมาจากการทำงานของดาวเทียม และข้อมูลอื่นๆ มาจากการเก็บรวบรวมโดยเครื่องมือวัดภาคพื้นดิน ข้อมูล Fire radiative power มาจากเครื่องมือวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Aqua และ Terra นั้นเป็นข้อมูลดาวเทียมชุดหนึ่งที่นำมาใช้ในแบบจำลองโดยตรง

เหตุการณ์ที่ปรากฎอยู่ในภาพด้านบนนั้นเป็นปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรงในภาคพื้นดิน ในวันที่ 23 สิงหาคม ชาวเกาะฮาวายต้องเผชิญกับพายุฝนที่กระหน่ำนำไปสู่น้ำท่วมและดินถล่มเมื่อพายุเฮอริเคนเลน  (Hurricane Lane) เข้าถล่ม ในขณะที่พายุหมุนเขตร้อนสองลูกคือ โซลิก(Soulik) และชิมารอน(Cimaron)พัดเข้าจ่อเกาหลีใต้และญี่ปุ่น แนวควันที่ลอยอยู่เหนือแอฟริกาตอนกลางเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล(seasonal occurrence) ส่วนใหญ่เกิดจากการแผ้วถางพื้นที่เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ควันไฟที่ลอยอยู่เหนือทวีปอเมริกาเหนือมาจากไฟป่าขนาดใหญ่ในแคนาดา (Canada) และสหรัฐอเมริกา(the United States).

อ่านเพิ่มเติม :

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using GEOS data from the Global Modeling and Assimilation Office at NASA GSFC. Story by Adam Voiland.