เทคโนโลยีจะไม่ช่วยเรา

การพยากรณ์ย้อนหลัง (backcasting) สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อหาว่าจะลดปริมาณการใช้วัตถุดิบและพลังงานได้อย่างไรบ้าง  การพยากรณ์ย้อนหลังหมายถึงการกำหนดเป้าหมายไว้แล้วเริ่มทำงานจากหลังไปหน้าเพื่อตัดสินว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ วิธีการนี้ต่างจากวิธีการพยากรณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นและตั้งมาตรการขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น

เมื่อกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีที่ยั่งยืนของดัทช์ (The Dutch Sustainable Technology Development) ใช้วิธีพยากรณ์ย้อนหลังนี้มาพิจารณาว่าควรจะเปลี่ยนการบริโภคทรัพยากรอย่างที่เป็นอยู่อย่างไร  พวกเขาได้ข้อสรุปว่า “เทคโนโลยีจะไม่ช่วยเรา (technology will not save us)”  กลุ่มนี้ชี้ว่าต้องเปลี่ยนรูปแบบของระบบการขนส่งใหม่ เปลี่ยนรูปแบบการใช้ผลิตภัณฑ์ และเปลี่ยนรูปแบบการผลิตอาหารโดยสิ้นเชิง  ข้อมูลที่ได้มายิ่งทำให้ต้องเร่งใช้มาตรการต่างๆ เช่น ลดการใช้รถ ใช้เชื้อเพลิงทางเลือก การวางผังเมือง ใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด  ออกแบบเชิงนิเวศ ทำอุตสาหกรรมเบ็ดเสร็จคือจัดให้มีทุกอย่างอยู่ในพื้นเดียวกัน  ผลิตอาหารที่มีในท้องถิ่น และการผลิตอาหารอินทรีย์

ทุนทางนิเวศ(Ecological Rucksack)

มีวิธีการที่ใช้วัดการใช้ทรัพยากรและวัตถุดิบแบบต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการรณรงค์เพื่อการผลิตที่สะอาด  วิธีการเหล่านั้นทำให้เราเห็นภาพหรือตัวเลขโดยประมาณของวิธีการผลิตที่ไม่ยั่งยืน และช่วยสนับสนุนให้เกิดการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

เครื่องมือชิ้นหนึ่งคือ ทุนทางนิเวศ (Ecological Rucksack) คำนี้ใช้กันในยุโรปเพื่ออธิบายถึงปริมาณของทรัพยากรที่ใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ มักรู้จักกันในนาม วัตถุดิบที่ใช้ต่อหน่วยบริการที่ได้ (Material Input per Unit Service – MIPS) ดัชนีนี้ใช้วัดปริมาณพลังงานและของเสีย (ซึ่งไม่ใช่ของเสียเป็นพิษ) ที่ใช้และเกิดขึ้นในการบริการ

ตัวอย่าง: สถาบันวัปเปอร์ทัลในประเทศเยอรมนีคำนวณผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการผลิตน้ำส้ม 1 แก้ว โดยพิจารณาผลกระทบทางด้านปริมาณดิน พลังงาน น้ำ และวัตถุดิบอื่นๆ ที่ใช้  ผลการศึกษาพบว่าการผลิตน้ำส้ม 1 กิโลกรัม ต้องใช้วัตถุดิบและพลังงานสูงถึง 25 กิโลกรัม

ผลการศึกษานี้ทำให้กลุ่มผู้บริโภคในประเทศเยอรมนีหันมาโฆษณาถึงประโยชน์ของการดื่มน้ำแครนเบอร์รี่อันป็นผลไม้ในท้องถิ่นซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินซี แต่ใช้ทุนทางนิเวศต่ำกว่า  พูดอีกนัยหนึ่งคือ ผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ ซึ่งในที่นี้คือวิตามินซีในน้ำผลไม้ สามารถทดแทนได้ด้วยผลิตภัณฑ์อื่นที่สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศน้อยกว่า

รอยพิมพ์ทางนิเวศ Ecological footprint

วิธีการหลายอย่างที่ใช้วัดการใช้ทรัพยากรและวัตถุดิบสามารถนำมาใช้ในการรณรงค์เพื่อการผลิตที่สะอาด  วิธีการเหล่านั้นทำให้เราเห็นภาพหรือตัวเลขโดยประมาณของวิธีการผลิตที่ไม่ยั่งยืน และช่วยสนับสนุนให้เกิดการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

รอยพิมพ์ทางนิเวศ (Ecological footprint) เป็นการวัดพื้นที่ที่สนองตอบความต้องการทางด้านวัตถุดิบทั้งหมดในรอบหนึ่งปีของเรา รวมถึงพื้นที่ที่ใช้เพื่อรองรับของเสียที่เกิดขึ้นในรอบหนึ่งปีของเราด้วย  ผลที่ได้ถูกนำเสนอในรูปของ “รอยพิมพ์” บนแผนที่  จากการประมาณการในระดับโลกพบว่า มนุษย์บริโภคมากกว่า 1 ใน 3 ของที่ธรรมชาติสามารถผลิตได้ทัน และตัวเลขจะสูงกว่านี้ในประเทศอุตสาหกรรม  ดังที่กล่าวไปตอนต้นแล้วว่า ถ้าคนในส่วนอื่นของโลกบริโภคและปล่อยของเสียแบบเดียวกับประชากรในทวีปอเมริกาเหนือ เราต้องมีดาวเคราะห์โลกมากกว่าสองดวง จึงจะรับมือกับสถานการณ์นี้ได้