ทำไมเราไม่ต่อกรกับวิกฤตโลกร้อนให้เหมือนกับที่เราต่อกรกับโรดระบาด?

แปลเรียบเรียงจาก Shannon Osaka 16 มีนาคม 2563 https://grist.org/climate/why-dont-we-treat-climate-change-like-an-infectious-disease/?fbclid=IwAR0rdwGczp2bOiUZ5nUZ4prW1w33TizUoBKNzKTnxJwZr6wtzxd8_KW20Uw

โรงเรียนปิด หลายพื้นที่มีมาตรการกักกัน ปธน.ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติและกำลังประเมินแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอกชนฝ่าวิกฤตครั้งใหญ่ที่ถาโถมเข้ามา

ประเทศทั่วโลกกำลังรับมือกับไวรัสใหม่อย่างเร่งรีบเพื่อลดการแพร่ระบาด จนถึงปัจจุบัน(16 มีนาคม) มีผู้ติดเชื้อ 135,000 รายและเสียชีวิต 5,000 รายทั่วโลก

นี่คือวิกฤตระดับโลก แต่ทำไมเราจึงไม่เห็นการขับเคลื่อนรับมืออย่างทันทีทันใดเช่นนี้ในประเด็นวิกฤตโลกร้อนที่เป็นหายนะภัยระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนจำนวนมากเช่นเดียวกัน

เป็นธรรมดาที่เราจะเสียใจกับการไม่ลงมือทำเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และประหลาดใจว่าโลกจะเป็นอย่างไรหากรัฐบาลของประเทศต่างๆ จัดการกับวิกฤตโลกร้อนให้เหมือนกับที่จัดการกับโรคระบาด หรือแม้กระทั่งในเรื่องสงคราม อะไรเป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงไม่สร้างสีสันพาดหัวข่าวอยู่ในหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ทุกฉบับ เหมือนกับไวรัสโควิด-19 ที่เป็นประเด็นข่าวในทุกหัวระแหง

Ed Maibach ศาสตราจารย์แห่ง George Mason University ที่ศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ บอกว่า “แน่นอน เรารับมือกับวิกฤตโลกร้อนน้อยไป เพราะมันเป็นภัยคุกคามด้านสุขภาพที่กระทบกับหลายรุ่นคนในอนาคต”

เหตุส่วนหนึ่งที่คนรับรู้ภัยคุกคามของ COVID-19 คือความสดใหม่ ศาสตราจารย์ Maibach บอกว่า ผู้คนมีแนวโน้มที่จะเกิดปฏิกิริยาอย่างแรง – หรือบางทีก็เกินเลยไป -กับความเสี่ยงแบบใหม่ ไม่แน่นอน ไม่สามารถควบคุมได้และการคุกคามที่ถึงชีวิต ไวรัส COVID-19 มีคุณสมบัติเหล่านี้ทั้งหมด

ในขณะที่ประเด็นวิกฤตโลกร้อนนั้นผู้คนเห็นมานานในแง่ที่ว่าเป็นความเสี่ยงที่คืบคลานเข้ามา เป็นความเสี่ยงที่จะกระทบผู้คนบางเวลาในอนาคต ชาวอเมริกันน้อยกว่าครึ่งเชื่อว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศกระทบกับชีวิตประชาชนในขณะนี้(แต่กำลังมีการเปลี่ยนแปลง) แม้ว่าจะเกิดไฟป่ามหากาฬ ในออสเตรเลียและธารน้ำแข็งละลายในอัตราที่รวดเร็ว กรอบการพิจารณาของวิกฤตโลกร้อนเป็นปัญหาระยะยาวที่ไม่ได้อยู่ในอันดับต้นๆ ของความสนใจของผู้คน ศาสตราจารย์ Maibach บอกว่า”แน่นอน มันเป็นปัญหา คนคำนึงถึงเรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องที่เอาไว้จัดการทีหลัง”

Susan Clayton ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ Wooster College ในรัฐโอไฮโอ บอกว่า ปัญหาที่คล้ายๆ กัน มักถูกเก็บวางไว้ก่อนเมื่อเจอกับปัญหาที่ใหม่กว่า ถ้าเรามองไปที่สิ่งเดียวกันเป็นเวลานาน เราก็จะหยุดมองมันเพราะว่าการรับรู้ภาพของเราจะมีการปรับเปลี่ยน นั่นก็อุปมาอุปมัยคล้ายๆ กับการที่คนตอบสนองต่อวิกฤตโลกร้อน “เราคิดว่า โอ้ วิกฤตโลกร้อนมันแย่ แต่ฉันได้ยินเรื่องนี้มานานแล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องสนใจกับเรื่องที่จะออกมาในวันนี้”

ไม่เพียงเรื่องจิตวิทยาเท่านั้นที่กันไม่ให้คนตอบรับกับวิกฤตโลกร้อนในทันที วิกฤตโลกร้อนถูกมองว่าเป็น โคตรปัญหาพยศ — กล่าวคือเป็นประเด็นที่ไม่มีความแน่นอน มีลักษณะเฉพาะตัว และไม่มีทางออกสุดท้ายที่แน่ชัด เป็นปัญหาที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่และถาวรในวิถีทางที่สังคมดำเนินไป วิกฤตโลกร้อนมักถูกขยายโดยประเด็นอื่นๆ และในบางครั้งจำต้องต่อกรกับผลประโยชน์เชิงอำนาจ ตัวอย่างเช่น ความยากจนเป็นปัญหาพยศ ไม่มีแนวทางที่แก้ไขแบบตายตัว

เมื่อประเทศทั่วโลกออกมาตรการเข้มเพื่อป้องกันแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีสมมุติฐานว่า มาตรการป้องกันที่ออกมาเหล่านั้นจะมีความจำเป็นต้องทำเป็นเวลาหลายเดือน หรืออาจเป็นปี (เราต้องทำความคุ้นเคยกับการเรียนหรือทำงานจากบ้านแล้วล่ะ)

ส่วนวิกฤตสภาพภูมิอากาศนั้นต้องการปฏิบัติการข้ามทศวรรษ ไปจนถึงปี พ.ศ.2593 หรือมากกว่านั้น แม้ว่าจะมีผลโยชน์อย่างมหาศาลจากการขับเคลื่อนทั้งหลายทั้งมวลในระยะสั้น มนุษยชาติก็จะยังคงต้องขับเคี่ยวกับประเด็นโลกร้อนไปอย่างน้อยที่สุดอีก 1 ศตวรรษ ไม่มีวัคซีนสำหรับวิกฤตโลกร้อน ไม่เหมือนกับโคโรนาไวรัส มันจะไม่เพียงหมดแรงไปง่ายๆ เมื่อเวลาผ่านไป

ยังคงมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้จากโรคระบาดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ Mona Sarfaty ผู้อำนวยการโครงการ climate change and health ที่ George Mason University กล่าวว่า “ระบบต่างๆ ที่เราเห็นอยู่และสำคัญยิ่งยวดสำหรับแก้ไขโคโรนาไวรัสนั้นเป็นที่ต้องการอย่างใหญ่หลวงในการแก้ไขปัญหาผลกระทบสุขภาพที่เกิดจากวิกฤตโลกร้อน คลื่นความร้อน เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว มลพิษทางอากาศที่เพิ่มขึ้นจากไฟป่าจะสร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานของการบริการสุขภาพและทางการแพทย์ ระบบสนับสนุนทั้งหลายเหล่านี้จะต้องเสริมสร้างให้เข้มแข็งเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโลกที่ร้อนขึ้น”

นอกจากนี้ ปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แสดงให้เห็นถึงอะไรที่เป็นไปได้ถ้าหากรัฐบาต่างๆ และปัจเจกชนทุกคนสามารถละวางการคิดในระยะสั้น ศาสตราจารย์ Clayton กล่าวว่า “มันมีความรู้สึกเมื่อผู้คนรับรู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ฉุกเฉิน มาตรการที่แรงมากๆ สามารถนำมาใช้ได้” ดูอย่างการเดินทางโดยเครื่องบินซึ่งเป็นหนึ่งในการกระทำที่สร้างก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดอันหนึ่ง ศาสตราจารย์ Clayton ปิดท้าย “เมื่อมาถึงจุดที่ว่านี้ คนจะไม่พูดว่าฉันจะไม่สามารถหยุดเดินทางโดยเครื่องบินเพราะว่ามันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่จะพูดว่าฉันจะไม่นั่งเครื่องบิน”

ปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศและความหวัง

ธารา บัวคำศรี

แม้การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาจากความตกลงปารีสจะมีผลสะเทือนไปทั่วโลก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความมุ่งมั่นของประชาคมโลกลดทอนไป ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างยืนยันต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้อย่างแข็งขันในการปฏิบัติการเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสและมุ่งพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส (เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม)

ผลสะเทือนสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นเป็นข้อตกลงระหว่างสหภาพยุโรปและจีนที่เน้นถึงความมุ่งมั่นมากขึ้นภายใต้ความตกลงปารีส เรียกว่าเป็นการตลบหลังสหรัฐอเมริกาหลังจากการประกาศ ของประธานาธิบดีทรัมป์ก็ว่าได้

บิล แฮร์(Bill Hare) นักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่มีประสบการณ์อย่างลึกซึ้ง กว้างขวางและยาวนานได้วิเคราะห์ประเด็นสำคัญต่อเรื่องนี้ไว้ดังนี้

สหรัฐอเมริกาไม่เคยเรียนรู้ความผิดพลาดของตนเองในอดีต

การประกาศถอนตัวจากความตกลงปารีสของประธานาธิบดีทรัมป์ในวันที่ 2 มิถุนายน มีความละม้ายคล้ายคลึงกับที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประกาศไม่ลงสัตยาบัน ในพิธีสารเกียวโตในปี พ.ศ.2548 จากการกดดันของกลุ่มผลประโยชน์อุตสาหกรรม เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยเฉพาะ อย่างยิ่งเอ็กซอน(Exxon) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่

ถึงแม้ว่าพิธีสารเกียวโตจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการปฏิบัติการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และไม่ได้บรรลุเป้าหมายเต็มศักยภาพอันเป็นผลมาจากการที่สหรัฐอเมริกาไม่เข้าร่วม แต่บรรดาประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมอย่างแข็งขันเพื่อทำให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของ พิธีสารเกียวโตนั้นไม่เพียงแต่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ยังอยู่ในสถานะที่ดีกว่ามากในการใช้ประโยชน์จากกลไกของพิธีสารในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรอบนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นตัวบทกฎหมายของสหภาพยุโรปนั้นมีลักษณะที่ครอบคลุมและรอบด้านมากที่สุดในโลก สหภาพยุโรปมีเครื่องมือและกลไกทุกอย่างที่จำเป็นในการลดโลกร้อนอย่างมุ่งมั่นมากขึ้น ส่วนจีน เกาหลีใต้ เม็กซิโก ชิลีและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ รวมถึงไทย มีระบบการซื้อขายใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(emissions-trading systems) เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจในการลดก๊าซเรือนกระจกที่คุ้มค่าในอนาคต

สหรัฐอเมริกาอาจถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

Bill Hare มองว่า ทั้งจีนกับอินเดียกำลังคว้าอนาคตไว้ และความเป็นผู้นำ(ในปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ)กับการพัฒนาเศรษฐกิจสามารถทำควบคู่กันไป

ในปี พ.ศ. 2540 ช่วงที่มีการยกร่างพิธีสารเกียวโต การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกามีร้อยละ 19 ของการปล่อยทั่วโลก และมีสัดส่วนในเศรษฐกิจโลกร้อยละ 20 (วัดจาก GDP ที่เป็น Market Exchange Rate) ในขณะที่จีนมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 12 และมีสัดส่วนในเศรษฐกิจโลกร้อยละ 7 เมื่อมีการยกร่างความตกลงปารีส ในปี พ.ศ.2558 จีนกลายเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่งของโลก(ร้อยละ 23) และมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด(ร้อยละ 17) ส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 13 และบทบาทในระบบเศรษฐกิจโลกก็ลดลงเป็นร้อยละ 16

ในช่วงเวลาเดียวกัน อินเดียซึ่งผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแห่งศตวรรษที่ 21 มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเกือบเป็น 2 เท่า (จากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 7 ของเศรษฐกิจโลก) จีนและอินเดียดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวและมีการจ้างงานหลายหลายแสนตำแหน่งจากการลงทุนพลังงานหมุนเวียนขนานใหญ่ อินเดียยังวางแผนทุ่มทุนเรื่องยานยนต์ไฟฟ้าในทศวรรษข้างหน้านี้

Bill Hare วิเคราะห์ว่า แม้การประกาศของทรัมป์อาจไปหนุนช่วยกลุ่มที่ปฏิเสธเรื่องโลกร้อนซึ่งส่งผลให้ปฏิบัติการกู้วิกฤตโลกร้อนล่าช้า หรือแม้กระทั่งการสนับสนุน ”ถ่านหินสะอาด” แต่ความเสี่ยงดังกล่าวนี้ยังคงอยู่ในวงจำกัด รัสเซียซึ่งยังไม่ได้ให้สัตยาบันในความตกลงปารีส(Paris Agreement) ได้ส่งสัญญานว่าจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนการดำเนินการที่อยู่ภายใต้ความตกลงปารีสต่อไป

คำสัญญาที่ว่างเปล่า

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาลดลงนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 เป็นต้นมา คำสั่งที่ลงนามโดยประธานาธิบดีของทรัมป์ซึ่งมุ่งไปที่การยกเลิกมาตรการภายในประเทศ จะส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับเดิมในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า

จากการที่ราคาพลังงานหมุนเวียนและตัวเก็บประจุไฟฟ้าลดลง การที่ก๊าซธรรมชาติเข้ามาแทนที่ถ่านหิน รวมถึงการดำเนินงานของรัฐต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา เช่น แคลิฟอร์เนียที่เดินหน้าแผนพลังงานพลังงานสะอาดที่ผลักดันในยุคโอบามา การควบคุมการปล่อยมีเทนและการตั้งค่ามาตรฐานของยานยนต์ ดังนั้น มีความเป็นไปได้น้อยมากที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาจะเพิ่มสูงขึ้นอีกก่อนปี พ.ศ.2573 เป็นอย่างน้อย

การใช้ถ่านหินและการทำเหมืองถ่านหินจะยังคงลดลงต่อไปอีกเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในตลาดพลังงาน รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลงและการแข่งขันอย่างเหลือล้นในด้านราคาพลังงานหมุนเวียนและระบบเก็บประจุไฟฟ้า ในขณะที่ การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกา(และทั่วโลก) แซงหน้าการจ้างงานในกิจการเหมืองถ่านหิน

รายงานทบทวนฉบับล่าสุดขององค์การพลังงานหมุนเวียนสากลหรือ International Renewable Energy Agency(IRENA) ระบุถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวกเร็วของการจ้างงานในภาคพลังงานหมุนเวียนของสหรัฐอเมริกาซึ่งขณะนี้มีราว 800,000 คน เฉพาะการจ้างงานในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวในช่วงสามปีที่ผ่านมามีมากกว่า 2  เท่าของตำแหน่งงานในกิจการเหมืองถ่านหินในสหรัฐอเมริกา(ซึ่งกำลังลดลง)

เห็นได้ชัดเจนว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่อาจทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับแรงงานในอุตสาหกรรมถ่านหิน

เป้าหมายลดโลกร้อนทำได้ยากขึ้น

การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ถอนตัวจากความตกลงปารีสผนวกกับการยกเลิกแผนปฏิบัติการ ในระดับประเทศ ทำให้ปฏิบัติการเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม) และมุ่งพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของ อุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส (เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม)นั้นมีความยากลำบาก และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น

หากแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มเติมขึ้นจากปริมาณ การปล่อยที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการตามนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในยุคโอบามา นั้นจะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกร้อนเพิ่มขึ้นประมาณ 0.1 ถึง 0.2 องศาเซลเซียสภายในปี 2643 ซึ่งจำเป็นจะต้องทดแทนด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มากขึ้นและอย่างรวดเร็ว โดยประเทศอื่นๆ

ในระยะยาว เป้าหมายของการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกนั้นไม่อาจบรรลุได้ ยกเว้นแต่ว่าสหรัฐอเมริกากลับเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของความพยายามของประเทศทั่วโลกภายใน 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า เพื่อว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งหมดทั่วโลกสามารถทำให้ลดลงเป็นศูนย์ในช่วงกลางศตวรรษ

การต่อกรกับวาระซ่อนเร้นของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ผลักดันโดยอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล คือการพัฒนาในเรื่องตลาดพลังงานหมุนเวียนและระบบเก็บประจุไฟฟ้า ซึ่งจะกระทบกับอุปสงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ส่วนพัฒนาการอย่างรวดเร็วของภาคการผลิตรถไฟฟ้านั้นกระทบต่ออุปสงค์ของน้ำมัน

ผลของการลดราคาอย่างรวดเร็วของพลังงานหมุนเวียนและระบบเก็บประจุไฟฟ้านั่นส่งผลกว้างไกล และบางคนถึงกับกล่าวว่าไม่อาจหยุดได้ การประเมินของภาคอุตสาหกรรมเมื่อเร็วๆนี้ แสดงให้เห็นว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ากับเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนแบบต่างๆ ในขณะนี้ถูกกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน การยกเลิก โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และที่อื่นๆ คือตัวชี้วัดของการเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงานที่กำลังเกิดขึ้น

ในเวทีการเจรจาโลกร้อนที่เมืองมาราเกซ มากกว่า 45 ประเทศ รวมตัวกันในนามกลุ่มประเทศที่เผชิญความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ(Climate Vulnerable Forum) ให้คำมั่นต่อเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อยและเริ่มต้นทำงานเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว

แล้วเราควรจะตั้งความหวังอย่างไร

ยังมีกลุ่มประเทศ พรรคการเมือง และตัวแทนผลประโยชน์อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่พยายาม จะใช้ประโยชน์จากการถอนตัวของสหรัฐอเมริกาเพื่อผลักดันวาระ “โลกร้อนไม่จริง” หรืออย่างน้อยที่สุดการหาช่องทางในการปกป้องตลาดของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล

คาดกันว่า การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาอาจนำไปสู่การที่มีบางประเทศทำงานล่าช้า ต่อข้อเสนอในปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศระดับประเทศ (NDCs or Nationally Determined Contributions)

การถอนตัวของสหรัฐอเมริกายังมีผลต่อการผลักดันแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลก หากมีการสร้างหรือดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะปิดโอกาสในการควบคุมการเพิ่มขึ้น ของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก

การเพิ่มขึ้นของถ่านหินอย่างรวดเร็วที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทย ตุรกี บางส่วนของตะวันออกกลางและแอฟริกา นั้นต้องการภาวะผู้นำนโยบายที่เข้มแข็ง และแผนปฏิบัติการระดับประเทศมีความมุ่งมั่น เพื่อรับรองว่าจะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะยุติลง

ยิ่งสหรัฐอเมริกาไม่ลงมือทำอะไรเลย ความยากลำบากก็จะตกแก่โลกมากขึ้น สหรัฐอเมริกาจะกลับมาร่วมในความตกลงปารีสหรือไม่อย่างไร จะต้องรอจนถึงปี พ.ศ. 2563 และประธานาธิบดีคนใหม่ เราคาดหวังได้หรือ?

ความตื่นตัวของสาธารณชนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างงานและเศรษฐกิจ ในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มมากขึ้น และขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนในการยุติยุคถ่านหิน ต่างหากเล่าที่เป็นความหวัง

 

ความน่าจะเป็นของการเกิดเอลนีโญมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น

El Nino 2014มีรายงานทางวิทยาศาสตร์หลายฉบับออกมาคาดการณ์ว่าปี 2557 นี้ น่าจะมีความถี่ของเอลนีโญ (El Nino) แบบสุดขั้วเกิดถี่มากขึ้นและเข้มข้นรุนแรงขึ้นเป็นสองเท่าภายใต้สถานการณ์ที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่ยังคงสูงขึ้น (ดูจากความน่าจะเป็นของการเพิ่มขึ้นแท่งสีแดงในกราฟ)

ปรากฏการณ์เอลนีโญที่ผ่านมาในอดีต (เช่น ค.ศ. 1997/98) ทำให้ฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่ยังก่อให้เกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ เกิดไฟใหม้ป่าอย่างรุนแรงในอินโดนีเซีย พูดแบบง่ายๆ และโง่ๆ ก็คือ “อากาศร้อนบรรลัยอาจจะมาหลังจากความหนาวเย็นหายไปในกรณีของบ้านเรา”

สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบนิเวศเกษตร (ฉิบหายเลย ชาวนายังไม่ได้เงินจากการขายข้าว!) พายุหมุนเขตร้อนก็น่าจะดุเดือดขึ้น (ชุมชนชายฝั่งทะเลอาจต้องรับไปเต็มๆ) ความแห้งแล้ง (โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม 3.5 แสนล้าน ที่จะสร้างเขื่อน ฝาย แม่น้ำใหม่อาจไว้ใช้เก็บลมแทนก็แล้วกันเด้อ คุณปลอด…

Extreme ElNinoประวัติศาสตร์บันทึกไว้ครับว่าเมื่อมนุษย์เผชิญกับเอลนีโญแบบสุดขั้ว ผลกระทบที่เลวร้ายจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคมอย่างลึกซึ้ง

แต่ไม่ต้องเชื่อการคาดการณ์เหล่านี้ก็ได้ครับ แต่เราควรเตรียมตัวไว้บ้างก็ดี