ไฟป่าอนุรักษ์ : ผลพวงของนโยบายที่ผิดพลาดและสัญญานเตือนของของภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ

ไฟเผาผลาญพื้นที่ป่าอนุรักษ์

ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา เกิดปรากฏการณ์ไฟรุนแรงในพื้นที่ป่าหลายแห่ง เริ่มจาก อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ส่งผลให้เกิดความเสียหายในพื้นที่ป่าสนเขาเป็นวงกว้าง การวิเคราะห์จากภาพถ่ายดาวเทียมพบว่า พื้นที่ป่าสนเขาถูกเผาไหม้ประมาณ 3,700 ไร่ กระจายทั้งทางด้านทิศตะวันตก ทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอุทยานฯ (ทางตอนใต้ของผาเมษาและผาหมากดูก) ซึ่งเป็นรอยต่อกับพื้นที่การเกษตร ต่อมาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ไฟป่าบนเทือกเขาบรรทัดซึ่งเผาผลาญพื้นที่ราว 5,600 ไร่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชาส่งผลให้หลายพื้นที่ในจังหวัดตราดและพื้นที่ใกล้เคียง ถูกปกคลุมด้วยมลพิษทางอากาศจากไฟป่า รวมถึงจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ในเขตกันชนรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทับลาน และอุทยานแห่งชาติปางสีดา มีพื้นที่ที่ได้ผลกระทบจากการเผาไหม้วันที่ 21–26 กุมภาพันธ์ 2563 รวมทั้งสิ้น 102,600 ไร่

ล่าสุด เกิดไฟป่ารุกหนักในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย การวิเคราะห์ภาพจากดาวเทียม Sentinel-2ในวันที่ 25-30 มีนาคม ชี้ให้เห็นพื้นที่เสียหายจากไฟป่าเป็นบริเวณรวมกันมากกว่า 8,600 ไร่ ส่งผลให้หลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียงถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันไฟที่เกิดขึ้นจากไฟป่า และเชียงใหม่ขึ้นแท่นเป็นเมืองที่มลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลกในช่วงเวลาดังกล่าว

ภาพถ่ายไฟป่าบริเวณดอยสุเทพของคืนวันที่ 29 มีนาคม © โดรนอาสา

การรายงานสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันจากปี พ.ศ.2528-2562 พบว่า พื้นที่ป่าอนุรักษ์ในเขตภาคเหนือตอนบนมีพื้นที่เผาไหม้ (burnt scar) ที่เป็นผลพวงจากไฟป่าเป็นจำนวนหลายล้านไร่ทุก ๆ ปี

อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า – พื้นที่เสี่ยงต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ผืนป่าเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสรรพชีวิต ป่าให้ความชื้น ความร่มเย็นและถ่ายเทออกซิเจน รวมถึงรักษาสมดุล วัฏจักรคาร์บอน ต้นไม้ช่วยกันลมและกันแดด ต้นไม้หยั่งรากลงบนผืนดิน ดูดซับและชะลอการไหลของน้ำ ป่าไม้เป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค เชื้อเพลิงและวัสดุก่อสร้างที่มนุษย์นำมาใช้เพื่อดำรงชีวิต

พื้นที่เสี่ยงต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Hotspot) หมายถึงบริเวณที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอันเป็นมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากเป็นบริเวณที่อุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จนอาจทำให้ระบบนิเวศของผืนป่าในบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ในทางนิเวศวิทยา ไฟป่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่สมดุลในตัวเอง ป่าแห้ง ป่าไหม้ ป่ากลับฟื้นตัว เป็นวงจรปกติเช่นนี้เรื่อยไป อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ พ.ศ.2423 มาจนถึงปัจจุบัน อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้น 1.09 องศาเซลเซียส(เทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) โดยมีปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และฤดูกาลไฟป่ายาวนานขึ้นทั่วทั้ง 1 ใน 4 ของพื้นผิวโลกที่มีพืชพรรณปกคลุม การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศไม่ว่าจะเป็น อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ระยะเวลาที่ได้รับฝนและความแห้งแล้งต่างส่งผลกระทบต่อการพัฒนา เติบโตและขยายพันธุ์ของพืช การศึกษาพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ระบบนิเวศป่าไม้ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรในบางพื้นที่รวมถึงป่าเขตร้อน

การใช้แบบจำลองสภาพภูมิอากาศ(Climate Model)ศึกษาการแพร่กระจายของระบบนิเวศป่าไม้เป็น ครั้งแรกในประเทศไทยภายใต้การจำลองสภาพภูมิอากาศที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มเป็นสองเท่า ในชั้นบรรยากาศในปี พ.ศ.2539 และการศึกษาเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือในปี พ.ศ.2551 พบว่าป่าในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาพป่าที่แห้งแล้งขึ้นในแทบทุกพื้นที่ ป่าไม้ในพื้นที่เหล่านี้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดเนื่องจากสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เคยอยู่อาศัยในพื้นที่นั้นมาก่อนไม่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดในสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้และระบุว่า อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าประมาณ 32 แห่งในประเทศไทยจะตกอยู่ในความเสี่ยงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ท้องถิ่นจัดการตนเอง : ทางออกจากวิกฤต

การปะทุอย่างรุนแรงของไฟป่าในพื้นที่อนุรักษ์นั้นแยกไม่ออกจากการดำเนินงานตามนโยบายป่าไม้แห่งชาติและความลักลั่นของแผนปฏิบัติการต่างๆ เช่น แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง เป็นต้น ที่มีลักษณะสั่งการจากบนลงล่างและละเลยองค์ความรู้และศักยภาพในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนท้องถิ่น

ป่าไม้เป็นระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดบนผืนแผ่นดิน ทั่วโลก ประมาณว่ามีผู้คนกว่า 1.6 พันล้านคน รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 2,000 กลุ่มวัฒนธรรมทั่วโลกนั้นมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาป่าไม้โดยตรง ในประเทศไทย มีชุมชนที่พึ่งพาผืนป่าในรูปแบบป่าชุมชนอันเป็นวิถีปฏิบัติ การจัดการทรัพยากร และแนวทางในการรักษาพื้นที่ป่าและระบบนิเวศป่าไม้โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมอยู่ราว 2 ล้านครัวเรือน รวมเนื้อที่ป่าชุมชนทั้งในเขตป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติราว 3 ล้านไร่

การที่มลพิษทางอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง PM2.5 จากไฟป่ากลายเป็นส่วนหนึ่ง ของวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ซ้อนทับลงไปบนความขัดแย้งที่ลงลึกในทุกมิติและทุกระดับของสังคม จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีกลไกจัดการความขัดแย้งและปฏิบัติการบนพื้นฐานของความร่วมมือ มองผลประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง และที่สำคัญคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการตนเอง

การที่ผืนป่าหลายแห่งของประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเพื่อสร้างความมั่นคงและเข้มแข็ง(Resilience)ของ ชุมชน แทนการกีดกันโดยใช้อำนาจรัฐ เช่น การปิดป่า 100% เพื่อดับไฟป่า เป็นต้น นโยบายป่าไม้แห่งชาติต้องเปิดกว้างต่อศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นในการรับมือและปรับตัวต่อความสุดขั้วของสภาพภูมิอากาศในอนาคตบนรากฐานของความเป็นธรรมและเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

สถานการณ์นำ้ในวิกฤตโลกร้อน

วันน้ำโลกในปี พ.ศ.2563 นี้ยกประเด็น น้ำในวิกฤตโลกร้อน เป็นเรื่องสำคัญ สหประชาชาติระบุว่า การรับมือกับวิกฤตน้ำจากผลกระทบที่เป็นหายนะของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะช่วยปกป้องสุขภาพและช่วยชีวิตผู้คน การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและกู้วิกฤตโลกร้อน

วิกฤตนำ้ทั่วโลก

  • แหล่งน้ำจืดของโลกร้อยละ 70 ใช้ในการเพาะปลูกพืชในระบบชลประทาน และการผลิตอาหารเลี้ยงประชากร ร้อยละ 22 ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตและพลังงาน(น้ำหล่อเย็นในโรงไฟฟ้าและเขื่อนผลิตไฟฟ้า) ขณะที่ร้อยละ 8 ใช้เพื่อบริโภค การสุขาภิบาล และนันทนาการในภาคครัวเรือนและธุรกิจ
  • ความต้องการใช้น้ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี นับตั้งแต่คริสตทศวรรษ 1980s(พ.ศ.2523-2532) และภายในปี พ.ศ.2593 จะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20-30 ของระดับการใช้น้ำในปัจจุบัน
  • โดยเฉลี่ย ในจำนวนประชากร 10 คน จะมี 3 คน ที่เข้าไปถึงน้ำดื่มที่สะอาด
  • มี 17 ประเทศซึ่งมีประชากรรวมกัน 1 ใน 4 ของประชากรโลก กำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำที่รุนแรงอย่างยิ่งยวด
  • ร้อยละ 25 ของประชากรโลกประสบกับวิกฤตน้ำแล้ว และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 60 ภายในปี พ.ศ. 2568
  • มากกว่า 2 พันล้านคน อาศัยอยู่ในประเทศที่ประสบกับวิกฤตน้ำในระดับสูง
  • ประชากรราว 4 พันล้านคนทั่วโลกเผชิญกับการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงอย่างน้อยที่สุด 1 เดือนต่อปี คาดว่าจำนวนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.8 ถึง 5.7 พันล้านคนภายในปี พ.ศ. 2593 ก่อให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างผู้ใช้น้ำ โดยที่น้ำจืดร้อยละ 60 มาจากลุ่มน้ำที่มีแม่น้ำไหลผ่านหลายประเทศ
  • ภายในปี พ.ศ.2583 เด็กอายุต่ำกว่า 18 ราว 600 ล้านคน จะมี 1 ใน 4 อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีวิกฤตน้ำรุนแรงอย่างยิ่ง
  • สตรีและเด็กหญิงในทุกๆ 8 ครัวเรือนจาก 10 ครัวเรือนต้องแบกภาระในการออกไปหาน้ำจากพื้นที่ไกลออกไป
  • มากกว่า 68 ล้านคน ทั่วโลก(ในปี พ.ศ.2560) ต้องอพยพโยกย้ายถิ่นฐานจากการที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำในการอุปโภคและบริโภคได้
  • คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงรายงานว่า ภายในปี พ.ศ.2583 ร้อยละ 97 ของการไหลของตะกอนไปยังสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงอาจถูกดักไว้ หากโครงการสร้างเขื่อนทั้งหมดที่วางแผนไว้ถูกสร้างขึ้น

ถ่านหินใช้น้ำและก่อมลพิษต่อแหล่งน้ำของเราอย่างไร

น้ำสะอาด ราคาที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ขาดแคลนที่สุดในโลกของเรายังถูกคุกคามโดยอุตสาหกรรมถ่านหิน น้ำจืดปริมาณมหาศาลถูกนํามาใช้และปนเปื้อนมลพิษจากการทําเหมืองถ่านหิน รวมถึงการขนส่งและการผลิตไฟฟ้า

โรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 1,000 เมกะวัตต์หนึ่งแห่งในอินเดียใช้น้ำพอๆ กับความต้องการพื้นฐานของคนเกือบ 700,000 คน โดยทั่วไป โรงไฟฟ้าถ่านหินใช้น้ำประมาณร้อยละ 8 จากความต้องการน้ำทั้งหมด แต่ความต้องการน้ำอันไร้ขีดจํากัดของอุตสาหกรรมถ่านหินซ้ำเติมวิกฤตน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเดีย จีน ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้

มลพิษเกิดขึ้นในทุกกระบวนการในวัฐจักรถ่านหิน ทำให้น้ำปนเปื้อนด้วยโลหะหนักและสารพิษในระดับที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ป่าอย่างมีนัยสำคัญ การได้รับพิษนี้จะเพิ่มโอกาสความพิการแต่กำเนิด ความเจ็บป่วย และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การปนเปื้อนมลพิษจากถ่านหินคือภัยคุกคามที่มองไม่เห็นต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

การทำเหมืองถ่านหิน การชะล้างและการเผาไหม้ได้ปล่อยสารเคมีที่เป็นพิษและโลหะหนักออกสู่สิ่งแวดล้อม สำหรับการขุดถ่านหินทุก ๆ 1 ตัน น้ำใต้ดินราว 1 ถึง 2.5 ลูกบาศก์เมตร จะไม่สามารถนำไปใช้อุปโภคและบริโภคได้ กลุ่มเหมืองถ่านหินขนาดยักษ์ในออสเตรเลีย (Galilee Basin) จะต้องสูบน้ําทิ้งมากถึง 1.3 พันล้านลิตร ซึ่งเป็นปริมาณท่ีมากกว่าน้ําในอ่าวซิดนีย์ถึง 2.5 เท่า การสูบน้ำออกนี้จะทําให้ระดับน้ำใต้ดินลดลงอย่างมาก ผลคือบ่อน้ําชุมชนโดยรอบใช้การไม่ได้และยังส่งผลกระทบต่อแม่น้ําในบริเวณใกล้เคียง

วิกฤตน้ำ 2020 ในประเทศไทย

ประเทศไทยกำลังเจอกับความแห้งแล้งครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบสี่ทศวรรษ ราวครึ่งหนึ่งของบรรดาอ่างเก็บน้ำในประเทศมีน้ำต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของศักยภาพที่กักเก็บน้ำไว้ได้ น้ำในแม่น้ำต่ำในระดับที่ทำให้น้ำเค็มจากทะเลรุกเข้ามาถึงพื้นที่ตอนบนของแม่น้ำและส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำบริโภค

แผนที่ด้านบนแสดงความผิดปกติของความชื้นในดิน(soil moisture anomalies) ซึ่งเป็นดัชนีที่ระบุว่าน้ำในผิวดินมีค่าสูงหรือต่ำกว่าปกติในพื้นที่แถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์2563 โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมจากปฏิบัติการ Soil Moisture Active Passive (SMAP) ซึ่งเป็นดาวเทียมขององค์การนาซาดวงแรกที่ใช้วัดปริมาณน้ำในผิวดิน เครื่องมือวัด Radiometer บนดาวเทียมทำการตรวจจับปริมาณน้ำลึก 2 นิ้วจากผิวดิน นักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลดังกล่าวนี้ในแบบจำลองอุทกศาสตร์ซึ่งมีความสำคัญสำหรับภาคเกษตรกรรมเพื่อประเมินว่ามีปริมาณน้ำในชั้นดินที่ลึกลงไปอยู่มากน้อยเท่าไร (ที่มา:ที่มา : NASA Earth Observatory image by Lauren Dauphin using soil moisture data from NASA-USDA and the SMAP Science Team)

การที่ประเทศไทยมีปริมาณน้ำจืดต่อหัวน้อยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากต้องเผชิญกับการขาดแคลนน้ำมากขึ้นแล้ว ทรัพยากรน้ำของประเทศไทยกำลังถูกครอบงำโดยกลุ่มผลประโยชน์อุตสาหกรรมจากการกำหนดนโยบายของรัฐซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งเหนือทรัพยากรน้ำระหว่างภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมและเมืองที่ตึงเครียดขึ้นทุกขณะ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีน้ำเพียงพอหรือไม่ แต่รากเหง้าคือวิธีการจัดการทรัพยากรน้ำและการกระจายน้ำอย่างเท่าเทียมกัน

ในยุคที่สภาพภูมิอากาศมีความสมดุล เป็นช่วงเวลาที่เราสามารถวางแผนล่วงหน้า สร้างบ้านแปงเมือง และทำการเพาะปลูกตามสภาพดินฟ้าอากาศและน้ำ แต่การแทรกแซงธรรมชาติทำให้ช่วงเวลาเหล่านั้นกำลังหมดลง จากนี้ไปสภาพภูมิอากาศจะโหดร้ายทารุณ วิกฤตน้ำจะรุนแรงขึ้นภายใต้สภาพภูมิอากาศที่โหดร้ายขึ้น

น้ำกำหนดชะตากรรมของเรา และเรากำหนดชะตากรรมของน้ำ

ว่าด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก

โลกร้อนขึ้น อุณหภูมิที่อ่านจากเทอร์โมมิเตอร์ทั่วโลกมีระดับเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม สาเหตุมาจากทั้งกิจกรรมของมนุษย์และการแปรเปลี่ยนทางธรรมชาติผสมกัน ด้วยหลักฐานที่มีความสำคัญมากขึ้น ระบุว่าสาเหตุของการเพิ่มเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นหลัก

จากการวิเคราะห์อุณหภูมิอย่างต่อเนื่องโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ NASA’s Goddard Institute for Space Studies (GISS) อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 องศาเซลเซียส(หรือ 2 องศาฟาเรนไฮต์)เล็กน้อยนับตั้งแต่คริสตทศวรรษ 1880 สองในสามของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่เพิ่มขึ้นนั้นเกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1975(พ.ศ.2518) โดยมีอัตราการเพิ่มราวๆ 0.15-0.20 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ

แต่เราทำไมต้องแคร์การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่ 1 องศา? จะว่าไปแล้ว การขึ้นลงของอุณหภูมิในแต่ละวันของพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ก็มากกว่านั้นอยู่แล้ว

การบันทึกอุณหภูมิผิวโลกนั้นแทนค่าเฉลี่ยของพื้นผิวโลกทั้งหมด อุณหภูมิที่เราเจอในพื้นที่และในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นผันผวนขึ้นลงอย่างมากเนื่องจากเหตุการณ์ที่เป็นวัฐจักรซึ่งสามารถคาดการณ์ได้ (กลางคืนและกลางวัน ฤดูร้อนและฤดูหนาว) แบบแผนของกระแสลมและการตกของน้ำฟ้าที่คาดการณ์ยาก แต่อุณหภูมิโลกขึ้นอยู่กับว่ามีพลังงานเท่าใดที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์และพลังงานดังกล่าวนั้นแผ่กลับออกไปนอกโลกเท่าไร-ปริมาณพลังงานเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ส่วนปริมาณพลังงานที่แผ่ออกจากพื้นผิวโลกขึ้นอยู่องค์ประกอบของสารเคมีในชั้นบรรยากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อน

การเปลี่ยนแปลงระดับโลกที่ 1 องศาจึงมีนัยสำคัญยิ่งเนื่องจากมันต้องใช้ปริมาณมหาศาลของความร้อนในการทำให้มหาสมุทร ชั้นบรรยากาศและแผ่นดินอุ่นขึ้น(ที่ 1 องศาเซลเซียส) ในอดีต การลดลงของอุณหภูมิผิวโลกเพียง 1 หรือ 2 องศา สามารถทำให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง(Little Ice Age) การลดลงของอุณหภูมิโลกลง 5 องศา เพียงพอที่ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนืออยู่ใต้มวลน้ำแข็งหนาเมื่อ 20,000 ปีก่อน

การบันทึกอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเริ่มขึ้นในราวปี ค.ศ.1880 เนื่องจากการเก็บรวบรวมข้อมูลยังไม่ครอบคลุมไปทั่วโลกก่อนหน้านั้น กรมอุตุนิยมวิทยาสหรัฐอเมริกาใช้ช่วง ค.ศ. 1951-1980 เป็นปีฐานของอุณหภูมิเฉลี่ย การวิเคราะห์อุณหภูมิของ GISS เริ่มในราวปี ค.ศ.1980 ดังนั้น คาบสามทศวรรษที่ใช้อ้างอิงมากที่สุดคือ ระหว่าง ค.ศ.1951-1980 ช่วงเวลาดังกล่าวนี้เป็นช่วงของรุ่นคนที่เป็นผู้ใหญ่ในปัจจุบันได้เติบโตขึ้น จึงเป็นช่วงเวลาที่มีการอ้างอิงที่อยู่ในความทรงจำของคนจำนวนมาก

กราฟด้านล่างแสดงความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจากปี ค.ศ.1880(พ.ศ.2423) ถึงปี ค.ศ.2019(พ.ศ.2562) จากการบันทึกข้อมูลขององค์การนาซา NOAA กลุ่มวิจัย Berkeley Earth และ Met Office Hadley Centre แห่งสหราชอาราจักร และการวิเคราะห์ของ Cowtan and Way แม้ว่าการวัดของสำนักต่างๆ เหล่านี้จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อยปีต่อปี แต่ทั้งห้าสำนักแสดงให้เห็นความสอดคล้องกันของแบบแผนการขึ้นลงของอุณหภูมิ การบันทึกอุณหภูมิของทั้ง 5 สำนักแสดงถึงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในช่วงทศววรษที่ผ่านมา

การวิเคราะห์อุณหภูมิผิวโลกเฉลี่ยของนาซามาจากสถานีตรวจวัดอากาศ 20,000 สถานี ทั้งภาคพื้นดิน เรือ และทุ่นลอย รวมถึงสถานีวิจัยต่างๆ ในทวีปแอนตาร์กติก การวัดจะนำเอาอัลกอริธึมมาใช้พิจารณาถึงอิทธิพลของความแตกต่างระหว่างสถานตรวจวัดอากาศ ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง โดยคำนวณการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกโดยใช้ปีฐาน ค.ศ.1951-1980

ทีมนักวิทยาศาสตร์ของ GISS ระบุจุดประสงค์การวิเคราะห์เพื่อประมาณการการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิด้วยการคาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่เชื่อมโยงกับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ละอองลอยและการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมของดวงอาทิตย์

โลกร้อนมิได้หมายถึงอุณหภูมิทุกจุดบนพื้นผิวโลกเพิ่มขึ้น 1 องศา ทุกครั้งไป อุณหภูมิในปีหนึ่งๆ หรือในทศวรรษหนึ่งๆ อาจเพิ่มขึ้น 5 องศาในที่หนึ่ง และลดลง 2 องศาในอีกที่หนึ่ง ฤดูหนาวที่เย็นผิดปกติในภูมิภาคหนึ่งอาจตามมาด้วยฤดูร้อนรุนแรงในเวลาต่อมา หรือฤดูหนาวที่เย็นยะเยือกในที่หนึ่งอาจถ่วงดุลด้วยฤดูหนาวที่อุ่นขึ้นอย่างผิดปกติในอีกฟากฝั่งหนึ่งของโลก โดยรวม ภาคพื้นดินจะร้อนขึ้นมากกว่าผิวมหาสมุทร เนื่องจากมวลน้ำจะค่อยๆ ดูดซับความร้อนและค่อยๆ คายความร้อนออก (มหาสมุทรโลกมีความเฉี่อยทางความร้อนมากกว่าพื้นผิวดิน) การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภาคพื้นทวีปและแอ่งมหาสมุทร

อ้างอิง

Hansen, J., et al. (2010). Global surface temperature change. Reviews of Geophysics, 48.

NASA Earth Observatory (2015, January 21) Why So Many Global Temperature Records?

NASA Earth Observatory (2010, June 3) Global Warming.

NASA Goddard Institute for Space Studies (2020) GISS Surface Temperature Analysis (GISTEMP).

NOAA National Centers for Environmental Information (2020, January 15) Assessing the Global Climate in 2019.

ถึงเวลาประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ

ธารา บัวคำศรี – เขียน

คำประกาศว่าด้วยภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ (climate emergency declaration) เป็นกลยุทธเชิงนโยบายที่รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกและชุมชนวิทยาศาสตร์นำมาใช้เพื่อรับรู้ร่วมกันว่ามนุษยชาติกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ คำประกาศแรกมีขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ.2559 จนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 รัฐบาลท้องถิ่นมากกว่า 1,400 แห่งใน 28 ประเทศทั่วโลกได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศขึ้น

คำประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Bio Science และลงนามโดยนักวิทยาศาสตร์ 11,258 คน จาก 153 ประเทศ คือเสียงเตือนที่ต้องรับฟัง แนวร่วมนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกประกาศพร้อมที่จะทำงานข้างเคียงกับผู้กำหนดนโยบายของรัฐบาลต่างๆ ในการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (just transition)ไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเคารพความแตกต่างหลากหลาย คำประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศนี้เปรียบดังสัญญาณชีพ (vital signs)ที่เอื้อให้ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน และสาธารณะชนเข้าใจถึงขนาดของวิกฤต ติดตามความคืบหน้าและจัดเรียงลำดับความสำคัญในการลดผลกระทบจากหายนะทางนิเวศวิทยา

ภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศและประเทศไทย

(1)ไทยเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของโลกที่มีความเสี่ยงสูงต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศต้องเผชิญภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate diasters) ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งยาวนาน อุณหภูมิผกผัน น้ำท่วมและพายุรุนแรง ที่สร้างความเสียหายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหลายหลายต่อหลายครั้ง (ดูรายละเอียดในตาราง) เฉพาะอุทกภัยนั้นเกิดขึ้น 67 ครั้งในระหว่าง พ.ศ.2532-2561

ภัยพิบัติจำนวนเหตุการณ์จำนวนผู้เสียชีวิตผลกระทบทั้งหมด(ล้านคน)ความเสียหาย (ล้านเหรียญสหรัฐ)

ภัยแล้งยาวนาน
11ไม่มีข้อมูล423726
อุณหภูมิสุดขีด2771ไม่มีข้อมูล
น้ำท่วม6729055145753
พายุ324834.2880
สถิติของภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ.2532-2561
ที่มา : https://www.emdat.be

(2)อนาคตยิ่งเสี่ยงมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกสูงขึ้น แต่การรับมือยังเป็นคำถามใหญ่

การคาดการณ์อนาคตโดยใช้แบบจำลองสภาพภูมิอากาศพบว่า เจตจํานงลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เมื่อรวมกันแล้ว ก็ยังคงทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเป็น 3 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม) เมื่อพิจารณาถึงเป้าหมายของความตกลงปารีส (จำกัดการเพิ่มอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม) คาดว่าประเทศไทยต้องเผชิญความเสี่ยงจากภัยแล้งยาวนาน คลื่นความร้อนรุนแรง และอุทกภัยเพิ่มมากขึ้น

เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 องศาเซลเซียส จำนวนวันแห้งแล้งในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 และความรุนแรงจากอุทกภัยจะเพิ่มร้อยละ 3 แต่เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเป็น 3 องศาเซลเซียส จำนวนวันแห้งแล้งจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 และความรุนแรงจากอุทกภัยจะเพิ่มร้อยละ 13

ดัชนีการคาดการณ์ที่ผ่านมา
(พ.ศ.2529-2558)
อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส
(เป้าหมายสูงส่งของความตกลงปารีส)
อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่ 3 องศาเซลเซียส
(ภายใต้เจตจำนงลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศทั่วโลกรวมกัน)
ค่าเฉลี่ยรายปี
อุณหภูมิพื้นผิว
(องศาเซลเซียส)
25+1.1+2.6
การตกของหยาดน้ำฟ้า
(ฝน, ลูกเห็บ)
1528 มม.+2.5%+10%
เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว
ความแห้งแล้ง: วันแล้งติดต่อกัน (วัน)63+1.7+6
คลื่นความร้อน:อุณหภูมิสูงสุดรายปี(ของอุณหภูมิอากาศสูงสุดรายวัน-องศาเซลเซียส)39+1.1+3
น้ำท่วม : ปริมาณฝนสูงสุดรายปีของการตกของฝนติดต่อกัน 5 วัน (มิลลิเมตร)150+1.1%+3%
ตารางแสดงการคาดการณ์ของตัวแปรด้านสภาพอากาศของประเทศไทยจากการรวมผล(ensemble)ของแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ CMIP5 เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มเป็น 1.5 และ 3 องศาเซลเซียสจากระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม

(3)ชายฝั่งทะเลไทยล่อแหลมต่อการเพิ่มของระดับน้ำทะเล

ในระยะยาวของประเทศไทย(ปลายศตวรรษที่ 22) ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นราว 2.39 เมตร เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกสูงขึ้น 4.3 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับการเพิ่มของระดับน้ำทะเล 1.36 เมตร ที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก 1.6 องศาเซลเซียส ความเสี่ยงที่มาจากพายุหมุนเขตร้อนจะเพิ่มขึ้นอย่างมากด้วย ภายใต้สถานการณ์ที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกอยู่ที่ 2.4 องศาเซลเซียส จำนวนพายุหมุนเขตร้อนระดับ 4 และ 5 จะเพิ่มขึ้นราว 130% ความรุนแรงของภัยพิบัติจากพายุหมุนเขตร้อนยิ่งมากขึ้นจากปริมาณฝนที่ตกหนักและการเพิ่มของระดับน้ำทะเล

การเพิ่มของระดับน้ำทะเล(เซนติเมตร)
พ.ศ.2593

พ.ศ.2643

พ.ศ.2693

พ.ศ.2743
ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(RCP2.6) (1.6 องศาเซลเซียส)33.569102136.5
ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(RCP4.5)
(2.4 องศาเซลเซียส)
3580124166
ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(RCP8.5)
(4.3 องศาเซลเซียส)
3899163239
ตารางแสดงการคาดการณ์การเพิ่มของระดับน้ำทะเล(หน่วย:เซนติเมตร)เปรียบเทียบกับระดับของน้ำทะเลประเทศไทยในปัจจุบัน อ้างอิงจาก Robert Kopp et al.(2014) ภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(Representative Concentration Pathways:RCP)มาจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่พัฒนาภาพฉายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบใหม่ที่เรียกว่า Representative Concentration Pathways (RCP) ซึ่งใช้ในรายงานการประเมินครั้งที่ 5 โดยถือเอาความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกเป็นจุดเริ่มต้นแล้วประเมินว่าที่ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกระดับต่างๆ กัน จะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกระบวนการที่เกี่ยวข้องอย่างไร

ทำไมประเทศไทยต้องประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ

อาจมีคำถามว่าทำไมประเทศไทยต้องประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ ในเมื่อ (1) รัฐบาลไทยประสบความสำเร็จของผลการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกตามแผนการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ(Nationally Appropriate Mitigation Action:NAMA)เพื่อให้บรรลุเป้าหมายร้อยละ 7-20 เมื่อเทียบกับกรณีปกติภายในปี พ.ศ.2563 และเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด(Nationally Determined Contribution:NDC)ที่มีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 เมื่อเทียบกับการดำเนินงานในกรณีปกติจากทุกภาคส่วน (Economy-Wide) (2) มีคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ แผนแม่บทการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558-2593 และแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี พ.ศ. 2564–2573 อยู่แล้ว และ (3) แผนการปฏิรูปประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดไว้ว่าภายในปี 2563 ประเทศไทยจะต้องมีร่างแรกของพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (พ.ร.บ.โลกร้อน)รวมถึงการมีอนุบัญญัติต่างๆ

คำตอบแรกคือช่องว่างของความสำเร็จ

ภายใต้แนวทางที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายความตกลงปารีส(Paris Agreement Consistent Parthway)แสดงให้เห็นว่า ภายในปี พ.ศ.2573 สัดส่วนของการผลิตไฟฟ้าที่มาจากระบบพลังงานหมุนเวียนแบบคาร์บอนต่ำ( decarbinised electricity)ในภูมิภาคอาเซียนจะมีร้อยละ 50 และสามารถไปถึงระบบพลังงานหมุนเวียนแบบคาร์บอนต่ำเต็มร้อยภายในปี พ.ศ.2593

ภาพฉายระดับภูมิภาค(Regional Scenario)อื่นๆ แสดงให้เห็นอีกว่า ภายในปี พ.ศ.2573 สัดส่วนของการผลิตไฟฟ้าที่มาจากระบบพลังงานหมุนเวียนแบบคาร์บอนต่ำ(decarbinised electricity) ของประเทศไทยสามารถทำได้ถึงร้อยละ 60 รวมถึงบทบาทของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผู้ใช้ไฟฟ้าปลายทาง ดังนั้น การลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยภายใต้ NDC ควรมีเป้าหมายสูงส่งมากกว่านี้

ที่สำคัญ แผนการขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยเพิ่มขึ้น ผลคือเป้าหมายการลดการปล่อยที่ตั้งไว้จะล่าช้าออกไปมากกว่า 10 ปี หากมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ทั้งหมดตามแผนที่มีอยู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทยจะสูงสุดระหว่างปี พ.ศ.2564 และ พ.ศ. 2575 และค่อยๆ ลดลงภายในปี พ.ศ.2612 ซึ่งเกินเกณฑ์ที่ตั้งไว้ในระดับภูมิภาคอาเซียน (ตามเป้าหมายของความตกลงปารีส) ที่จะต้องลด ละ เลิกถ่านหินภายในปี พ.ศ.2583

คำตอบที่สองคือความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่สร้างความไม่เป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ

แม้ว่าในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี(2561-2580) ของประเทศไทยระบุว่าจะมุ่งเน้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ ปรับปรุงการบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งระบบ และการสร้างขีดความสามารถของประชาชนในการรับมือและปรับตัวเพื่อลดความสูญเสียและเสียหายจากภัยธรรมชาติและผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ แต่เห็นได้ชัดเจนว่าละเลยประเด็นความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Justice) ในขณะที่การใช้ถ่านหินนำเข้าในภาคอุตสาหกรรมยังเพิ่มปริมาณมากขึ้น สวนทางกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยการ “ลด ละ เลิกถ่านหิน” ตามเจตนารมย์ของความตกลงปารีส โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา การถมทะเลขยายท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ข้อเสนอถมทะเลของเอ็กซอนโมบิล ไปจนถึงการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักที่คุกคามความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาคอุษาคเนย์ เป็นต้น นั้นย้อนแย้งกับคำว่า “เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ” อย่างถึงที่สุด

ภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศคือเสียงเตือนให้ลงมือทำ

ทันทีที่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ ขั้นต่อไปคือการจัดลำดับความสำคัญของกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคส่วนต่างๆ และสร้างความมั่นคงและเข้มแข็ง(Resilience)ของชุมชนและสังคมโดยรวมต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยที่นโยบายหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาต่างๆ ต้องมีความทนทาน (Robustness) ต่อพลวัตรทางสังคมและแรงกระแทกกระทั้นจากความสุดขั้วของสภาพภูมิอากาศในอนาคต ที่สำคัญต้องอยู่บนรากฐานของความเป็นธรรมและเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

“ภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ” ไม่ใช่การสร้างความแตกตื่น หากนำไปสู่ “ความตื่นรู้” ถึง “วิกฤตทางนิเวศวิทยา” ที่ผู้คนทั้งสังคมต้องเผชิญและหาทางออกร่วมกัน “ภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ” ไม่เพียงเป็นยุทธศาสตร์ที่พิจารณาแนวโน้มอนาคตในระยะยาวและนโยบายแบบทางการ แต่รวมถึง “การลงมือทำเดี๋ยวนี้” ก่อนที่จะสายเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะภัยจากการล่มสลายของระบบสภาพภูมิอากาศ

ประกาศอย่างไร

การประกาศ “ภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ” ทำได้ในหลายระดับ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปถึงระดับชาติ โดยในระดับท้องถิ่นอาจมีความแตกต่างในรายละเอียดตามบริบทของพื้นที่นั้นๆ

สำหรับกรีนพีซ เราเชื่อว่า รัฐสภาซึ่งเป็นที่ประชุมระดับชาติของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มีอำนาจทางนิติบัญญัติ ทำหน้าที่ออกกฎหมาย ควบคุม ดูแลการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีและให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญของประเทศนั้น มีสถานะที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเป็นผู้นำประกาศ “ภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ” ของประเทศไทย

ในกรณีที่มีการยุบสภา พรรคการเมืองทุกพรรคที่ลงเลือกตั้งจำเป็นต้องนำเอาวาระ “ภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ” ผนวกเข้าไปในนโยบายหาเสียงของตน อย่างไรก็ตาม  ธรรมชาติของการเมืองมีลักษณะปฏิกิริยาเฉพาะกิจ ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทิศทางบ่อยและรวดเร็วเสมอมา การที่นักการเมืองเกือบทุกคนและพรรคการเมืองส่วนใหญ่มัวแต่หมกมุ่นกับผลประโยชน์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น ส่วนนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ใส่ใจผลประโยชน์ส่วนรวมระยะยาวอาจไม่ได้อยู่ในอำนาจยาวนาน อีกท้ังการเปลี่ยนแปลงนโยบายมักถูกรัฐบาลชุดต่อมาหรือศาลล้มคว่ำพลิกกลับอยู่ร่ำไป จึงมีความจำเป็นต้องสร้างชุมชนนโยบายด้านว่าด้วย “วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” ควบคู่กันไป

ชุมชนนโยบายว่าด้วย “วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” สามารถรวบรวมข้าราชการจากทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง พรรคการเมือง สมาชิกรัฐสภา ตัวแทนภาคอุตสาหกรรม สหภาพแรงงาน สถาบันคลังสมอง สถาบันมหาวิทยาลัย องค์กรไม่แสวงหากำไรที่คอยเฝ้าระวังและนักกิจกรรมชุมชน มาร่วมถกเถียง ระดมสมอง อบรมเชิงปฏิบัติการและลงมือทำเพื่อกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ สร้างความมั่นคงและเข้มแข็ง(Resilience)ของชุมชนและสังคมบนรากฐานของความเป็นธรรมและเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

กฏหมายโลกร้อนของสหภาพยุโรปที่ออกมาใหม่ไม่ช่วยกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

หลังจากเข้ามารับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการยุโรปในเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา Ursula von der Leyen นักการเมืองชาวเยอรมนียืนกรานที่จะนำเอาประเด็นภาวะฉุกเฉินทางนิเวศวิทยาและสภาพภูมิอากาศเป็นวาระสำคัญของสหภาพยุโรป เธอสัญญาถึง “ข้อตกลงสีเขียวแห่งยุโรป(European Green Deal)” ที่เป็นนโยบายครั้งสำคัญของสหภาพยุโรปและทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจยุโรปในอีก 3 ทศวรรษข้างหน้าในการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ที่จะสร้างอัตราการเจริญเติบโตรูปแบบใหม่ รวมทั้งการรับมือกับวิกฤตโลกร้อนและการลดความเหลื่อมล้ำ โดยที่หัวใจสำคัญคือกฏหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(EU Climate Law) ฉบับใหม่

ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและจีนมุ่งทำสงครามการค้า สหรัฐอเมริกาเองยังถอนตัวจากความตกลงปารีส ทำให้ชาวยุโรปมีโอกาสมากที่สุดที่จะผลักดันให้ผู้นำทางการเมืองของตนลงมือทำเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อนอย่างจริงจังเสียที เพราะสหภาพยุโรปคือหนึ่งในสามมหาอำนาจทางเศรษฐกิจร่วมกับจีนและสหรัฐอเมริกา ยุโรปเองมีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน 22% บทบาทของยุโรปต่อการกู้วิกฤตนี้จึงสำคัญ

Sebastian Mang ที่ปรึกษานโยบายสหภาพยุโรปของกรีนพีซ วิเคราะห์ว่า สิ่งที่สหภาพยุโรปประกาศว่าจะตอบรับต่อภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในทางการเมือง แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว มันยังไม่เพียงพอเมื่อเราพิจารณาถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และขนาดของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เรากำลังเผชิญกันอยู่

ในภาพรวม กฏหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป และข้อตกลงสีเขียวแห่งยุโรปล้มเหลวในการต่อกรกับรากเหง้าของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และความเหลื่อมล้ำทางสังคมภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่ขึ้นกับการขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติ และเอารัดเอาเปรียบกลุ่มคนที่อ่อนแอกว่า

ความเห็นของกรีนพีซต่อกฏหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป รวมถึง ;

  • กฏหมายดังกล่าวนี้จะเน้นเป้าหมายเพื่อบรรลุ “ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(net-zero emissions)” ภายในปี พ.ศ.2593 ซึ่งมันสายเกินไป เราต้องมีเป้าหมายที่มุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ.2573 รัฐบาลหลายประเทศในสหภาพยุโรปนั้นสนับสนุนเป้าหมายที่จะลดการปล่อย 55% ภายในปี พ.ศ.2573(เทียบกับปีฐาน พ.ศ.2533) แล้ว ถึงกระนั้น ก็ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส(เทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม)
    • ไม่รวมแผนงานที่จะลด ละ เลิกการอุดหนุนทางการเงินต่ออุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลและภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เป็นตัวการก่อโลกร้อน เช่น อุตสาหกรรมการบิน สนามบินและเกษตรอุตสาหกรรม
    • ล้มเหลวในการแก้ปัญหาและป้องกันอิทธิพลทางการเมืองและการฟอกเขียวของอุตสาหกรรมฟอสซิล
    • ไม่ได้รับรู้ถึงผลกระทบที่ขยายตัวมากขึ้นของฟาร์มอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 12-17% ในสหภาพยุโรป
    • ล้มเหลวในการลด ละ เลิกยานยนต์ใหม่ที่ใช้น้ำมันดีเซลและเครื่องยนต์สันดาปภายในที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นภายในปี พ.ศ.2571 มาตรการเพื่อเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพารถยนต์และเครื่องบินไปสู่ทางเลือกที่ยั่งยืนในการเดินทางควรที่จะผนวกรวมเข้าไปในกฏหมายด้วย
  • หันกลับมามองบ้านเรากันบ้าง ขณะนี้ประเทศไทยโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังเร่งผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งสาธารณะชนน่าจะได้เห็นหน้าตาภายในช่วงปลายปี พ.ศ.2563 นี้ คุณคิดว่าอย่างไร?

    อ่านเพิ่มเติมเรื่องกฏหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป https://www.greenpeace.org/international/story/28975/people-power-eu-climate-law-work-european-green-new-deal/ และ ข้อตกลงสีเขียวแห่งยุโรป(European Green Deal) https://www.greenpeace.org/eu-unit/issues/climate-energy/2517/european-green-deal-misses-the-mark/

    ไฟเผาทำลายผืนป่าในออสเตรเลีย

    โดยทั่วไป ฤดูกาลไฟในรัฐนิวเซาท์เวลของออสเตรเลียอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม ในปี พ.ศ.2562 นี้ อากาศที่ร้อนและความแห้งแล้งที่ผิดปกติ เข้าปกคลุมพื้นที่นับตั้งแต่เดือนตุลาคม สองเดือนหลังจากนั้น เกิดไฟมากกว่า 100 จุด ในพื้นที่ป่าและป่าพุ่มไม้(bush)ทางแถบพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่ป่าที่เกิดไฟรวมถึงป่าฝนกึ่งเขตร้อน และป่ายูคาลิปตัสแบบชื้นซึ่งปกติจะไม่ค่อยมีไฟไหม้

    จนถึงเดือนธันวาคม 2562 ไฟป่าในรัฐนิวเซาท์เวลส์กินบริเวณ 27,000 ตารางกิโลเมตร (10,000 ตารางไมล์) ขนาด 26 เท่าของเนื้อที่กรุงมหานคร ควันไฟป่าและมลพิษทางอากาศเข้าปกคลุมพื้นที่ตามบริเวณชายฝั่งและเมืองต่างๆ เป็นบริเวณกว้างนานหลายสัปดาห์ จากการรายงานข่าว หลายส่วนของซิดนีย์ เมืองใหญ่ที่มีประชากร 5 ล้านคนต้องผจญกับมลพิษทางอากาศที่เกินกว่าระดับที่พิจารณาว่าปลอดภัยหลายเท่า

    ไฟสร้างความเสียหายต่อป่ายูคาลิปตัสและป่าปลูกซึ่งอยู่รอดในพื้นที่แห้งแล้งและมีธาตุอาหารต่ำ พื้นที่ป่าไม้เหล่านี้เสี่ยงต่อการเกิดไฟเนื่องจากสายพันธุ์ของพืชหลายชนิดอุดมไปด้วยน้ำมันที่จุดไฟติดง่ายมาก แผนที่ด้านบนมาจากข้อมูลของกระทรวงเกษตรแห่งออสเตรเลียแสดงให้เห็นถึงการระจายตัวของพื้นที่ป่ายูคาลิปตัส จุดสีแดงแสดงให้เห็นถึงจุดความร้อนที่ตรวจวัดโดย Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนดาวเทียม Suomi ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายนถึง 5 ธันวาคม 2562 ภาพถ่ายดาวเทียมสีธรรมชาติบันทึกโดย Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer

    Ayesha Tulloch นักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์แห่งมหาวิทยาลัยซิดนีย์อธิบายว่า จริงๆ แล้ว ไฟจะช่วยให้สายพันธุ์ยูคาลิปตัส กระจายพันธุ์และเกิดการงอก ระหว่างการเกิดไฟ เมล็ดพืชจะแตกออกจากฝักลงในดินที่อุดมด้วยธาตุอาหาร เมล็ดจะแข่งกันงอกโดยใช้แสงแดด น้ำ และธาตุอาหารในดิน ในกรณีการเกิดไฟผิดช่วงเวลา ไฟจะเข้าทำลายป่ายูคาลิปตัสทั้งหมด ฝนทิ้งช่วงทั้งก่อนและหลังการเกิดไฟจะจำกัดการงอกของเมล็ดพืช

    ไฟป่ายูคาลิปตัสยังส่งผลกระทบต่ออาณาจักรสัตว์ จิงโจ้ต้องถอยร่นออกจากพื้นที่เกิดไฟป่าในช่วงเวลาสั้นๆ ความร้อนจากไฟได้ลดจำนวนแมลงที่กินพืชและจุลินทรีย์ในดิน หมีโคล่าที่เป็นสัตว์เคลื่อนที่ช้าต้องเสียชีวิตจากไฟป่าเป็นจำนวนมากในปี 2562 แต่พื้นที่ที่เป็นถิ่นที่อยู่หมีโคล่ากระจายอยู่ตลอดแนวชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย ไฟป่าที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อประชากรหมีโคล่าในสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับประชากรของมันทั้งหมดในออสเตรเลีย

    แม้ว่าป่ายูคาลิปตัสที่จะทนทานต่อไฟอันเนื่องมาจากสภาพที่มีความชื้นแต่ความแห้งแล้งและอุณหภูมิที่สูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้ผืนป่าเขตร้อนและป่ายูคาลิปตัสแบบเปียกในออสเตรเลียมีความเสี่ยง Tulloch กล่าวว่าระบบนิเวศน์ป่าเขตรัอนจากเขตร้อนชื้นทางตอนเหนือของประเทศมาจนถึงอุทยานแห่งชาติLamington ไปจนถึงระบบนิเวศน์แบบอัลไพน์นั้นประสบกับการเกิดไฟขนาดใหญ่ระบบนิเวศน์ต่างๆเหล่านี้ไม่อาจทนทานต่อไฟพืชส่วนใหญ่จะตายและไม่อาจฟื้นคืนได้อย่างรวดเร็วเท่ากับป่ายูคาลิปตัสแบบแห้ง

    อ้างอิง:

    NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens and Lauren Dauphin, using VIIRS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview, and the Suomi National Polar-orbiting Partnership, MODIS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview and Landsat data from the U.S. Geological Survey. Eucalyptus forestry data is from Australia’s State of the Forests Report 2018. VIIRS fire location data from the Fire Information for Resource Management System (FIRMS). VIIRS trend data from the University of Maryland. Story by Adam Voiland.

    ทำไม Greta Thunberg ถึงทำให้ผู้ใหญ่บางคนต้องออกมาแขวะขนาดนั้น

    ทำไม Greta Thunberg ถึงทำให้ผู้ใหญ่บางคน อย่างเช่น มล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ ปลื้ม เป็นต้น ออกมาแขวะขนาดนั้น

    เพราะพวกเขายอมรับไม่ได้แม้กระทั่งยอมรับตัวเอง เอาเข้าจริงๆ พวกผู้ใหญ่เหล่านั้นกลัวเธอ ผู้ใหญ่ที่เคารพรักทั้งหลายเหล่านั้นตระหนกกับความเป็นปัจเจกบุคคลของเธอ และสิ่งที่เธอยืนหยัด – เยาวชนคนรุ่นใหม่ การยืนหยัด และการเปลี่ยนแปลง

    Greta Thunberg เป็นส่วนหนึ่งของคนรุ่นที่ไม่กลัวเกรง เธอไม่สนใจที่จะถูกทำให้อับอายขายหน้าโดยพวกตัวป่วน

    เหตุผลที่ Greta Thunberg ถูกโจมตีจากความเป็นเด็กของเธอ เพราะว่า นั่นเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายเหล่านั้นไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ผู้ใหญ่ทั้งหลายเหล่านั้น out ไปแล้วในเรื่องสัมมาทิฐิ ผู้ใหญ่ทั้งหลายเหล่านั้นไม่สามารถต่อกรกับถ้อยถกเถียงของเธอได้ เพราะว่าเธอมีความเป็นวิทยาศาสตร์ (จะมีผู้ใหญ่ทั้งหลายเหล่านั้นสักกี่คนที่ลงลึกถึงสารที่เธอสื่อโดยเฉพาะตัวเลขงบดุลคาร์บอนของโลกที่กำลังจะหมดลง ยังไม่นับ tipping point และ feedback loop) ยังไม่นับว่าท่านเซอร์ David Attenborough ก็อยู่ข้างเธอ รวมทั้งผมด้วย

    นี่ไม่ได้หมายถึงว่า คุณไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับทุกอย่างที่เธอพูดโดยไม่ตั้งคำถาม Greta Thunberg เป็นนักอุดมคติที่ความเยาว์วัยของเธอพอที่จะทำให้เห็นโลกแบบขาวดำ เราต้องการพลังและเสียงเรียกร้องในแบบเธอ เราควรตั้งใจฟังในสิ่งที่เธอพูดโดยไม่ปิดหูปิดตาเพิกเฉย

    ทำไม Greta Thunberg ถึงทำให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายเหล่านั้นต้องสะอึกและโวยวายออกมา มันเป็นเพราะสิ่งที่เธอเป็นตัวแทน การผุดบังเกิดของพลังใหม่ การมาบรรจบกันของเด็กๆ การประท้วงและหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่มิอาจปฏิเสธได้ สำหรับ Greta Thunberg ในฐานะเยาวชนผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง เธอยังเป็นตัวแทนของสิ่งใหม่ที่ท้าทายสิ่งเก่าๆ ที่เริ่มใช้การไม่ได้อีกต่อไปในยุคสมัยของเรา