ความโปร่งใสของปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศของกลุ่มประเทศ G20

อินโดนีเซียเป็นประเทศเดียวในประชาคมอาเซียน 10 ประเทศ ที่อยู่กลุ่มประเทศ G20 (G20 ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 เป็นกลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้บริหารธนาคารกลางจากประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 19 ประเทศ รวมกับสหภาพยุโรป) เวทีประชุมสุดยอด G20 ถือว่าเป็นเวทีประท้วงของกลุ่มองค์กรต่อต้านโลกาภิวัตน์ด้วย ในรายงาน The Brown to Green Report ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยและองค์กรพัฒนาเอกชนกว่า 14 แห่ง จับตาดู G20 เรื่องความโปร่งใสของปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

รายงานบอกว่า มีช่องว่างใหญ่มากระหว่างแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มประเทศ G20 และการคงให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เพิ่มากไปกว่า 1.5 เซลเซียส แหล่งพลังงานขั้นปฐมภูมิของกลุ่มประเทศ G20 ถึง 82% มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

  • ไม่มีประเทศใดในกลุ่ม G20 ที่ตั้งเป้าระบบพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2050
  • อินโดนีเซีย อาร์เจนตินาและบราซิลมีอัตราการทำลายป่าไม้สูงสุด
  • เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมฟอสซิลในกลุ่มประเทศ G20 เป็นจำนวน 147,000 ล้านเหรียญ

ในกรณีของอินโดนีเซีย เมื่อดูจากนโยบายที่มีอยู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ยังจะเพิ่มขึ้นไปอีก(แม้ว่าจะไม่รวมการปล่อยจากภาคป่าไม้) และแน่นอนว่ามันไม่สอดคล้องกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ความตกลงปารีส

แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศที่อินโดนีเซียเสนอเข้าไปใน UNFCCC รวมถึงนโยบายรายสาขาไม่ว่าจะเป็น ถ่านหิน ประสิทธิภาพพลังงานในภาคอุตสาหกรรมและการทำลายป่าไม้ ก็เช่นกัน ก็ไม่ได้มีส่วนช่วยให้โลกเมื่อพิจารณาถึงการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

อ่าน The Brown to Green Report 2018 ซึ่งเป็นการรีวิว ปฏิบัติการกู้วิกฤตโลกร้อนของG20 เพิ่มเติมได้จาก https://www.climate-transparency.org/g20-climate-performance/g20report2018

โหวตออกจากอียูเป็น Red Alert สำหรับสิ่งแวดล้อมของสหราชอาณาจักร

เรียบเรียงจาก https://www.theguardian.com/environment/damian-carrington-blog/2016/jun/24/uks-out-vote-is-a-red-alert-for-the-environment

วาระด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับความสนใจมากนักในวิวาทะเรื่อง Brexit แต่นี่คือการวิเคราะห์ที่น่าสนใจของเดอะการ์เดียน

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังจากสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปที่พอมองเห็นได้คือ ตลาดการเงินที่พังลงจะส่งผลต่อการลงทุนขนาดใหญ่ที่จำเป็นต่อการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและสะอาดขึ้น กระทบต่อภาคเศรษฐกิจสีเขียวที่เติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศซึ่งสหราชอาณาจักรเป็นผู้นำอยู่

แม้มีข้อวิพากษ์เรื่องความล้มเหลวของสถาบันต่างๆ ที่สหภาพยุโรปสร้างขึ้น (สภายุโรป-Parliament- คณะกรรมาธิการยุโรป-Commission และคณะมนตรียุโรป-Council) แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสหราชอาณาจักรได้ประโยชน์จากกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดและครอบคลุมของสหภาพยุโรป

นักการเมืองฝ่ายขวาในสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ยังไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมันเป็นวิกฤต และต้องการยกเลิกการจำกัดการปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้า

มีคนเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศ 400,000 คนต่อปี ในจำนวนนั้นมี 40,000 คนในสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรปได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายใหม่ขึ้นในปี 2010 เมืองใหญ่น้อยหลายเมืองในสหราชอาณาจักรยังคงมีระดับมลพิษทางอากาศเกินค่าที่กำหนดไว้ นักกิจกรรมรณรงค์ใช้กฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรปที่มีอยู่เพื่อฟ้องร้องรัฐบาลสหราชอาณาจักร รัฐมนตรีหลายคนของสหราชอาณาจักรเองก็ฝ่าฟันให้ได้กฎเกณฑ์ของอียูใหม่เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร มลพิาทางอากาศนั้นไม่จำกัดอยู่ในเขตพรมแดนประเทศ และร้อยละ 88 ของนักวิชาชีพด้านสิ่งแวดล้อมในสหราชอาณาจักรคิดว่าจะเป็นต้องมีนโยบายที่ครอบคลุมทั่วสหภาพยุโรปด้วย

ปฏิบัติการทางกฎหมายก่อนหน้านี้จากสหภาพยุโรปบังคับให้สหราชอาณาจักรทำความสะอาดน้ำเสีย พื้นที่ชายหาดที่เสื่อมโทรม ในขณะที่ การปกป้องธรรมชาติ สัตว์ป่าและพรรณพืชทั่วทั้งสหราชอาณาจักรมาจากกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป ผู้คนที่ทำงานเพื่อปกป้องสถานที่มหัศจรรย์เหล่านี้และฟื้นฟูความเสียหายที่ผ่านมาต่างคิดว่าการออกจากสหภาพยุโรปนั้นเป็นความผิดพลาด ร้อยละ 66 บอกว่า มันจะลดมาตรการทางกฎหมายในการปกป้องสัตว์ป่าและพรรณพืช และถิ่นที่อยู่อาศัยของมัน ส่วนร้อยละ 30 คิดว่ามันจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น

สหภาพยุโรปยังขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิวัติในเรื่องของการีไซเคิลและการจัดการของเสีย สำหรับผู้คนที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ สองในสามคิดว่ามันจะแย่ลง ร้อยละ 30 บอกว่า เหมือนเดิม และร้อยละ 4 คิดว่ามันจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น

นโยบายของสหภาพยุโรปที่สำคัญอันหนึ่งคือการอุดหนุนเกษตรกร ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสัตว์ป่าและพรรณพืชจากการที่กระตุ้นให้เกิดการเกษตรแบบเข้มข้นที่มีลักษณะทำลาย มีนกน้อยลง 421 ล้านตัว ในยุโรป เมื่อเทียบกับ 30 ปีก่อน แต่นโยบายเกษตรกรรมร่วม (Common Agricultural Policy)ของสหภาพยุโรปถูกยกระดับให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรที่ผลิตอาหาร  ตอนนี้ เกษตรกรในสหราชอาณาจักรต่างเป็นกังวล ส่วนชาวประมงหวังที่ได้โควตาการจับปลาที่มากขึ้น(ภายใต้ Common Fisheries Policy) แต่สหราชราชอาณาจักรกำลังไปจากสหภาพยุโรป? ปราศจากการปกป้องที่เข้มข็งแล้ว ปลาในทะเลคงเหลือน้อยลงไปอีก

สหภาพเกษตรกรแห่งชาติ(The National Farmers Union) อาจมีความหวังจาก Brexit คือการยกเลิกการห้ามใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อผึ้งและสิ่งมีชีวิตที่มทำหน้าที่ผสมเกสรอื่นๆ สหภาพเกษตรกรแห่งชาติและรัฐมนตรีเกษตรต่อสู่เพื่อให้ยกเลิกการห้ามใช้สารเคมี แต่เจตจำนงร่วมของสหภาพยุโรปยังเดินหน้าเพื่อให้มีการยกเลิกการใช้

เจตจำนงร่วมของสหภาพยุโรปยังมีความสำคัญต่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในเวทีสากลและในสหราชอาณาจักเอง การตั้งเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนของสหราชอาณาจักรนั้นตกงกันที่กรุงบัสเซลล์แต่ออกจากสหภาพยุโรปทำให้เรื่องนี้ตกไป

แม้ว่ารัฐบาลของสหราชอาณาจักรจะไม่ค่อยยินดีสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาด แต่สหราชอาณาจักรนั้นมันกฎหมายที่เข้มแข็งในการลดการปล่อยคาร์บอน นาย Boris Johnson ผู้ที่อาจจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักรนั้นเป็นผู้กังขาเรื่องโลกร้อน ต้องจับตาดูว่าเขาจะลงมือจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร

James Thornton จาก Client Earth นักกฎหมายที่กดดันให้รัฐบาลปรับปรุงแผนการจัดการมลพิษทางอากาศบอกว่า Brexit ทำให้เขาตกใจ ผิดหวัง และกังวลมากถึงอนาคตการปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหราชอาณาจักร Craig Bennett จาก Friends of the Earth บอกว่า การโหวตออกนี้ถือเป็น “red alert” สำหรับสิ่งแวดล้อม

ปฏิกิริยาต่อ Brexit ของนาย Farage นักการเมืองผู้สนับสนุนการโหวตออก นั้นตรงข้ามโดยสิ้นเชิง เขาบอกว่า “ผมไม่อาจจะดีใจมากไปกว่านี้”

คีรีบูนในเหมืองถ่านหิน

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

ในห้วงเวลาปัจจุบันที่มนุษย์เผชิญหน้ากับ “ความเร่งด่วนร้อนรน” ของวิกฤตที่เชื่อมต่อวันนี้กับพรุ่งนี้เข้าด้วยกันนั่นคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตราย ชะตากรรมของประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก(Small Island States) ได้ถูกอุปมาอุปไมยว่าเป็น “นกคีรีบูนในเหมืองถ่านหิน(Canaries in the Coal Mine)” อันเป็นสำนวนที่หมายถึง สัญญานเตือนภัยล่วงหน้าเล็กๆ น้อยๆ ก่อนเหตุใหญ่จะตามมา

สำนวนนี้มีที่มาจากในอดีตเมื่อคนงานเหมืองถ่านหินลงไปทำงานใต้ดินจะต้องหิ้วกรงที่มีนกคีรีบูนไปด้วยเพื่อใช้เป็นเครื่องเตือนภัย นกคีรีบูนนั้นอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อก๊าซพิษ เช่น มีเทนหรือคาร์บอนมอนอกไซด์ซึ่งไม่มีกลิ่นไม่มีสี ถ้าก๊าซพิษในเหมืองสูงเกินระดับที่ปลอดภัย มันก็จะส่ายโงนเงนแล้วตกลงมาตาย

หมู่เกาะขนาดเล็กที่เป็นเกาะเล็กเกาะน้อยอันห่างไกลและกระจัดกระจายตามมหาสมุทรต่างๆ โดยธรรมชาตินั้นก็เสี่ยงต่อพิบัติภัยทางธรรมชาติอยู่แล้ว บางแห่งมีจุดสูงสุดเพียง 2-4 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง หลายแห่งพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกเช่น มัลดีฟส์ เป็นต้น ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติในพื้นที่ การเปิดรับเศรษฐกิจเสรี และกลไกดั้งเดิมในการรับมือกับพิบัติภัยที่สูญเสียไป ทำให้ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กมีความล่อแหลมมากที่สุดต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความผันผวนของระบบภูมิอากาศโลก กว่า 20 ปีมาแล้ว นายมามูน อับดุล กายูม (Maumoon Abdul Gayyoom) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ได้เตือนภัยเรื่องนี้กับผู้นำโลก การประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติในเดือนตุลาคม ปี 2530 เขากล่าวว่า “สำหรับมัลดีฟส์ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเฉลี่ยอีก 2 เมตร จะทำให้ทั้งประเทศที่ประกอบด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยจำนวน 1,190 เกาะ จมอยู่ใต้น้ำ นั่นจะเป็นความตายของชาติวาระเรื่องความล่อแหลมต่อผลกระทบจากภาวะโลกร้อนของรัฐที่เป็นหมู่เกาะขนาดเล็กบรรจุอยู่ในการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมที่ริโอ(2535) เรื่อยมาจนถึงการเจรจาโลกร้อนที่บาหลี(2550) แต่กลับไม่มีการลงมือปฏิบัติการที่ชัดเจน

หมู่เกาะปะการังคาเทอเร่ (Carteret) นอกชายฝั่งปาปัวนิวกินี เป็นตัวอย่างของเรื่องนี้ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล(ซึ่งมาจากการขยายตัวของมหาสมุทรเนื่องจากความร้อนเป็นหลัก) ทำให้การกัดเซาะชายฝั่งรุนแรงมากขึ้น คลื่นสูงกระทบฝั่งทำให้น้ำเค็มทะลักเข้าพื้นที่การเกษตร สร้างความเสียหายต่อผลผลิตกล้วยและมันสำปะหลัง อาหารเริ่มขาดแคลน ชาวเกาะต้องปะทังชีวิตด้วยปลาและมะพร้าว มีแผนการอพยพชาวหมู่เกาะนี้ไปยังเกาะโบเกนวิลล์(Bougainville) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของหมู่เกาะปะการังแถบนั้น แต่ล้มเหลวเพราะขาดการประสานงาน งบประมาณและพื้นที่รองรับ

ความสนใจเรื่องความล่อแหลมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขยายไปในพื้นที่ลุ่มชายฝั่ง(Low Elevation Coastal Zone-LECZ) การศึกษาโดยศูนย์เครือข่ายวิทยาศาสตร์ว่าด้วยโลก(Center for International Earth Science Information Network-CIESIN) นิยามที่ลุ่มชายฝั่งว่าเป็นพื้นที่ที่มีระดับความสูงไม่เกิน 10 เมตรและลึกเข้าไปจากชายฝั่งไม่เกิน 100 กิโลเมตร และนำเสนอว่า ทุกๆ10 คนบนโลก จะมี 1 คนที่อาศัยอยู่ในที่ลุ่มชายฝั่งซึ่งมีพื้นที่รวมกันเพียงร้อยละ 2.2 ของแผ่นดินบนโลก ประเทศยากจนและด้อยพัฒนามีสัดส่วนของประชากรที่อาศัยอยู่ในที่ลุ่มชายฝั่งสูงมาก ในขณะที่ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กคือสัญญานเตือนภัย ล่วงหน้าถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อน ยังมีคนอีกนับล้านที่อาศัยอยู่ในที่ลุ่มต่ำในประเทศต่างๆ มีความล่อแหลมมากขึ้นจากความเกรี้ยวกราดของสภาพภูมิอากาศด้วย ดังกรณีพายุเฮอริเคนแคทรีน่าที่ถล่มเมืองนิว ออร์ลีนในปี 2548 แสดงให้เราเห็นว่าที่ลุ่มชายฝั่งมีความล่อแหลมเพียงใดแม้กระทั่งประเทศร่ำรวยอย่างสหรัฐอเมริกา

ในเอเชียใต้ซึ่งมีประชากรกว่า 130 ล้านคน อาศัยอยู่ในที่ลุ่มชายฝั่ง การศึกษาของกรีนพีซ อินเดียระบุว่า หากอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มเป็น 4-5 องศาเซลเซียสภายในช่วงศตวรรษนี้ ตามการคาดการณ์แบบที่เป็นไปตามปกติ(Business as Usual) ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภูมิภาคเอเชียใต้จะต้องเจอกับคลื่นผู้ลี้ภัยจากภาวะโลกร้อนซึ่งรวมถึงการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและภัยแล้งจากการขาดแคลนแหล่งน้ำและความแปรปรวนของมรสุม และประมาณว่าประชากร 125 ล้านคนประกอบด้วย 75 ล้านคนจากบังคลาเทศและที่เหลือจากที่ลุ่มชายฝั่งในอินเดียจะต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ภายในสิ้นศตวรรษนี้ คนจากบังคลาเทศส่วนใหญ่จะอพยพไปยังอินเดีย ผู้ลี้ภัยจำนวน 125 ล้านคนดังกล่าวนี้เทียบเป็น 375 เท่าของจำนวนคนที่ต้องมีการตั้งถิ่นฐานใหม่จากโครงการเขื่อนซาดาร์ ซาโวราที่สร้างกั้นแม่น้ำนาร์มาดาในอินเดีย !!!

ตลอดแนวชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 2,667 กิโลเมตร ของไทยเป็นที่ตั้งของเมือง ชุมชนและมีการใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ หากนำเกณฑ์ Low Elevation Coastal Zone มาพิจารณาแล้ว จะมีประชากรจำนวน 15.689 ล้านคน อยู่ในที่ลุ่มชายฝั่ง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของประชากรทั้งประเทศ ยังไม่มีการศึกษาที่ประเมินถึง “ผู้ลี้ภัย” ที่อาจจะเกิดขึ้นแบบเดียวกับกรณีของเอเชียใต้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับที่ลุ่มชายฝั่งของไทยไม่ว่าจะเป็นวิกฤตชายฝั่งที่เกิดการกัดเซาะไปกว่าร้อยละ 22อันเป็นสาเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อน(แผ่นดินทรุด การทำลายป่าชายเลน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ) นั้นเพียงพอที่เราควรตระหนักและหาทางป้องกัน ในกรณีของเอเชียใต้ ความรุนแรงของพายุโซโคลนที่ซัดเข้าฝั่งรัฐโอริสสาของอินเดีย เข้าถล่มบังคลาเทศ และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดีของพม่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ น่าจะเป็น “นกคีรีบูนในเหมืองถ่านหิน” – สัญญานเตือนภัยล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุใหญ่ – ให้กับเราอีกทางหนึ่ง

มีข้อเสนอถึงกรอบการพัฒนาเศรษฐกิจและการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแบบใหม่ในสถานการณ์ที่โลกต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตราย และกรอบดังกล่าวเน้นถึงความจำเป็นในการประเมิน จัดลำดับความสำคัญและลดความเสี่ยงจากผลกระทบที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีแนวทางกว้างๆ คือ เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ(climate friendly) และป้องกันผลกระทบ(climate proof) สำหรับClimate friendlyอาจเรียกได้อีกอย่างว่า การลดผลกระทบ(Mitigation) คือปฏิบัติการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะขึ้นไปสะสมในชั้นบรรยากาศ ซึ่งทำได้ตั้งแต่ระดับปัจเจก (ปิดไฟ ใช้ถุงผ้า) ไปจนถึงระดับนโยบาย(ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและลดละเลิกพึ่งพาเชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์) ส่วน Climate proof นั้นเทียบเคียงกับแนวทางการปรับตัว (Adaptation) ซึ่งมิได้บอกว่า เราจะทนทานผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่หมายถึงความจำเป็นที่เราต้องพร้อมรับมือมากขึ้นและลดความเสี่ยงลง และถือให้เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศ และใช้เป็นเครื่องมือทดสอบการตัดสินใจและการดำเนินนโยบายต่างๆ ในทุกระดับ ว่าจะนำไปสู่การเพิ่มหรือลดความล่อแหลมจากหายนะภัยของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เราได้เห็นแล้วว่า ความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่เกิดขึ้นไม่เพียงเป็นผลลัพธ์จากกระบวนการทางกายภาพของโลก แต่ยังรวมถึงผลที่เกิดจากทางเลือกและการลงมือปฏิบัติของมนุษย์ด้วย

อ้างอิง :

Gordon McGranahan, Deborah Balk and Bridget Anderson, “Low Coastal Zone Settlements” in Teimpo – A Bulletin on Climate and Development, Issue 59, April 2006.

Greenpeace, “Blue Alert – Climate Migrants in South Asia : Estimates and Solutions”, March 2008.

Greenpeace and the Working Group on Climate Change and Development, “Up in Smoke? Asia and the Pacific – the Threat from Climate Change to Human Development and the Environment”, 2007.

น้ำในโลกที่ร้อนขึ้น

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

มนุษย์ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำในการหล่อเลี้ยงชีวิต แต่เรากำลังทำให้แม่น้ำสายใหญ่เหือดแห้ง เราดึงน้ำบาดาลที่เป็นแหล่งน้ำสำรองขึ้นมาใช้ ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดนี้กำลังหมดลง การคงอยู่และหายไปของน้ำมีผลสะเทือนต่ออารยธรรมมนุษย์อย่างใหญ่หลวง

แม่น้ำเหลืองของจีนที่ไหลลงผ่านที่ราบลุ่มจะมีน้ำเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเพราะถูกดึงไปใช้ในระบบชลประทานเพื่อป้อนประชากรกว่า ๕๐๐ ล้านคน

คนในชนบทของอินเดียใช้น้ำบาดาลมากเกินขีดจำกัดจนต้องเจาะบ่อบาดาลลึกลงไปอีกนับร้อยเมตรซึ่งมักปนเปื้อนด้วยสารพิษอย่างฟลูออไรด์ ในซีเรียและอิหร่าน อุโมงค์โบราณที่ดึงน้ำมาจากใต้ภูเขากำลังเหือดแห้งลง ชาวนาในปากีสถานละทิ้งทุ่งนาแห้งแล้งไว้กับแม่น้ำสินธุที่แห้งเหือด ทะเลทรายทางตอนใต้ของสเปนกำลังขยายตัว ปริมาณฝนในภาคพื้นทวีป จากตะวันตกของสหรัฐอเมริกาจนถึงตอนใต้และตะวันออกของแอฟริกากำลังลดลง ยังไม่นับการแย่งชิงน้ำระหว่างภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และเมือง ที่ตึงเครียดขึ้นทุกขณะในประเทศไทย

แม้ธรรมชาติจะทำความสะอาดน้ำและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ทุกๆ ๑๐ วันจากการระเหยและตกลงมาในรูปของฝนและหิมะ แต่เรานำน้ำจากธรรมชาติมาใช้มากกว่า ๓ เท่าของอัตราที่คนรุ่นก่อนเคยใช้ ธรรมชาติจึงไม่อาจรักษาสมดุลนี้ไว้ได้

รายงาน The Economics of Climate Change: The Stern Review (นิยมเรียกย่อๆ ว่า Stern Report) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ที่เป็นอิสระและเข้าถึงได้ง่ายในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย นิโคลัส สเติร์น อดีตหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลอังกฤษ และอดีตนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ภาพว่า แหล่งน้ำจืดของโลกร้อยละ ๗๐ ใช้ในการเพาะปลูกพืชในระบบชลประทาน และการผลิตอาหารเลี้ยงประชากร ร้อยละ ๒๒ ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตและพลังงาน (น้ำหล่อเย็นในโรงไฟฟ้าและเขื่อนผลิตไฟฟ้า) ขณะที่ร้อยละ ๘ ใช้เพื่อบริโภค การสุขาภิบาล และนันทนาการในภาคครัวเรือนและธุรกิจ

รายงานยังระบุอีกว่าประมาณ ๑ ใน ๓ ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่กำลังประสบ “วิกฤตขาดแคลนน้ำ (Water Stress)” ระดับปานกลางถึงระดับสูง และมีคนราว ๑.๑ พันล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ ทั้งนี้วิกฤตขาดแคลนน้ำเป็นตัวชี้วัดถึงการมีอยู่ของน้ำ แต่ไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงน้ำสะอาดเสมอไป และแม้ไม่มีปัจจัยเรื่องภาวะโลกร้อนมาเกี่ยวข้อง การเพิ่มของประชากรก็ทำให้คนนับพันล้านคนต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำจำกัด

ในช่วงศตวรรษหน้า อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ ๒ องศาเซลเซียส แม้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะลดลงอย่างมากก็ตาม สิ่งที่มนุษย์ต้องเผชิญมิใช่เพียงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่เพิ่มขึ้น แต่คืออุทกวิทยาที่เปลี่ยนแปลงไป แบบจำลองสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่ คาดการณ์ว่า พื้นที่ที่มีน้ำมากอยู่แล้วจะมีน้ำมากขึ้น ส่วนพื้นที่ที่มีน้ำน้อย-ที่ซึ่งน้ำคือความเป็นความตาย-จะแห้งแล้งมากขึ้น ภัยพิบัติเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วจากการกระทำของมนุษย์

พิบัติภัยทางน้ำยังมาจากมหาสมุทร นักธารน้ำแข็งวิทยากล่าวว่า พืดน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกตะวันตกซึ่งมีมวลน้ำแข็งเพียงพอที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น ๑๓ เมตร ได้ส่งสัญญาณร้ายออกมา พืดน้ำแข็งกรีนแลนด์สูญเสียมวลน้ำแข็ง ๑ ลูกบาศก์กิโลเมตรทุกๆ ๔๐ ชั่วโมง เจมส์ แฮนเซน ผู้อำนวยการสถาบันกอดดาร์ดเพื่อการศึกษาอวกาศประจำองค์การนาซา(GISS) กล่าวว่า ทันทีที่พืดน้ำแข็งเริ่มแยกตัว ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้น ๑-๕ เมตร สามารถไหลเข้าท่วมคนนับร้อยล้าน ทลายปราการป้องกันน้ำท่วมของเมืองใหญ่ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเมืองนิวออร์ลีนส์ในปี ๒๕๔๘ เป็นเพียงการเริ่มต้น ลองนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นติดต่อกันในฤดูแห่งพายุเฮอริเคนเพียงฤดูเดียว นึกถึงน้ำท่วมในเมืองลากอส กรุงเทพฯ ซิดนีย์ หรือลอนดอน นึกถึงคนนับล้านที่ต้องอพยพในบังกลาเทศหรือสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์

มนุษย์อาศัยประโยชน์จากยุคที่สิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศมีความสมดุล เป็นช่วงเวลาที่เราสามารถวางแผนล่วงหน้า สร้างบ้านแปงเมือง และทำการเพาะปลูกตามสภาพดินฟ้าอากาศและน้ำ แต่การแทรกแซงธรรมชาติทำให้ช่วงเวลาเหล่านั้นกำลังหมดลง จากนี้ไปสภาพภูมิอากาศจะโหดร้ายทารุณ ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้น ทะเลทรายขยายตัว วิกฤตขาดแคลนน้ำรุนแรงขึ้น แม้มนุษย์จะมีสัญชาตญาณในการปรับตัว ซึ่งทำให้เราอยู่รอดจากยุคน้ำแข็งมาได้ แต่บทเรียนที่ผ่านมาบอกเราว่าสังคมทันสมัยนั้นช่างเปราะบางต่อความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติมากกว่าที่เราคิดไว้

ไม่เกินเลยไปหากจะกล่าวว่า น้ำเป็นสิ่งกำหนดชะตากรรมของโลกในศตวรรษที่ ๒๑

อ้างอิง :

Fred Pearce. When the Rivers Run Dry: What Happens When Our Water Runs Out?. Eden Project Books, 2006.
Nicholas Stern. The Economics of Climate Change. Cambridge University Press, 2006.

Sucharit Koontanakulvong. Water Situation in Thailand in the Year 2003. Faculty of Engineering, Chulalongkorn University, 2003.

อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกปี 2556 อันดับ 7 ของปีที่ร้อนที่สุด

temperature_gis_2013การวิเคราะห์อุณหภูมิผิวโลกโดยนักวิทยาศาสตร์แห่งองค์การนาซาพบว่า ปี 2556 จัดอยู่ในอันดับเจ็ดของปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่คริสทศวรรษ 1880 เป็นต้นมา (เชื่อมโยงกับ พ.ศ. 2549 และ 2552) ปีที่ร้อนที่สุดทั้ง 10 อันดับ มีอยู่ 9 อันดับเกิดขึ้นนับตั้งแต่พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา โดยที่ พ.ศ. 2553 และ 2548 ถือเป็นปีที่ร้อนที่สุด นักวิทยาศาสตร์ที่ประจำอยู่ ณ Goddard Institute for Space Studies (GISS) ของนาซา รายงานว่า พ.ศ. 2556 ที่ผ่านมานี้เป็นยังเป็นความต่อเนื่องของแนวโน้มระยะยาวของอุณหภูมิอากาศเหนือพื้นผิวแผ่นดินและมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้น

แผนที่โลกด้านบนสุดแสดงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิผิวโลกใน พ.ศ. 2556 แผนที่ดังกล่าวมิได้แสดงอุณหภูมิสัมบูรณ์ แต่แสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกสูงขึ้นหรือลดลงอย่างไรเทื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของปีฐาน (ค.ศ. 1951 ถึง 1980) ทีมงานของ GISS นำข้อมูลจากสถานีอุตุนิยมวิทยาราว 6,300 แห่งทั่วโลก หอสังเกตการณ์บนเรือและเครื่องมือบนดาวเทียมที่วัดอุณหภูมิพื้นผิวทะเล รวมถึงเครื่องมือวัดของสถานีวิจัยในแอนตาร์กติก มาทำการวิเคราะห์ ข้อมูลเพิ่มเติมว่างานวิเคราะห์ดังกล่าวมีรายละเอียดอย่างไร สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ World of Change: Global Temperatures.

อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี 2556 อยู่ที่ 14.6° เซลเซียส (58.3° ฟาเรนไฮต์) ซึ่งมีร้อนขึ้น 0.6°C (1.1°F) กว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในช่วงปีฐานกลางศตวรรษที่ 20 การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกอยู่ที่ 0.8°C (1.4°F) นับตั้งแต่คริสตทศวรรษ 1880 การจัดลำดับปีที่ร้อนที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับการนำเข้าข้อมูลและวิธีการวิเคราะห์

GISS climatologist Gavin Schmidt นักสภาพภูมิอากาศวิทยาแห่ง GISS กล่าวว่า “แนวโน้มระยะยาวในอุณหภูมิผิวโลกนั้นไม่ปกติ และ พ.ศ. 2556 ได้ตอกย้ำถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ดำเนินสืบเนื่องไป ในขณะที่แต่ละปีหรือแต่ละฤดูกาลนั้นมีผลโดยตรงจากเหตุการณ์สภาพอากาศที่มีแบบแผนไม่แน่นอน การวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการติดตามตรวจสอบระยะยาวอย่างต่อเนื่อง”

แบบแผนสภาพอากาศและวัฐจักรธรรมชาติอื่น ๆ เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของอุณหภูมิเฉลี่ยปีต่อปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับภูมิภาคหรือในระดับท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น ทั่วทั้งโลกประสบกับอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นอย่างสังเกตได้ในปี 2556 ที่ผ่านมา จากการวิเคราะห์ของ GISS ภาคพื้นสหรัฐอเมริกานั้นปี 2013 เป็นปีที่ร้อนอันดับที่ 42 ในทางตรงกันข้ามปี 2013 เป็นปีที่ร้อนที่สุดในออสเตรเลียเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมา (hottest year in Australia’s recorded history)

ไม่ว่าจะมีความแตกต่างทางพื้นที่ในแต่ละปี ระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องออกสู่ชั้นบรรยากาศนั้นเป็นตัวขับเคลื่อนการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในระยะยาว (rise in global temperatures) แต่ละปีปฎิทินนั้นไม่จำเป็นต้องมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าในปีก่อนหน้านี้เสมอไป จากอัตราการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศ นักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์ว่า แต่ทศวรรษจะร้อนขึ้นมากกว่าทศวรรษก่อนหน้า ดังแผนที่แสดงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเป็นรายทศวรรษ

temperature_gis_2013_trend

กราฟด้านล่างแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มอุณหภูมิในระยะยาวนั้นยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าเหตุการณ์เอลนีโญและลานีญา (El Niño and La Niña) จะฉุดให้อุณหภูมิลดลงหรือเพิ่มขึ้นในปีใดปีหนึ่ง แถบสีส้มแสดงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกในปีที่มี  El Niño ส่วนแถบสีแดงแสดงแนวโน้มระยะยาว (จัดแบ่งปีตาม NOAA Oceanic Niño Index.) แถบสีฟ้าแสดงปีที่มี La Niña และเส้นสีฟ้าแสดงแนวโน้ม ปีที่มีความสมดุลระหว่าง El Niño/La Niña เป็นแถบสีเทา และเส้นสีดำแสดงแนวโน้มอุณหภูมิโดยรวมนับตั้งแต่ปี  1950

temperature_gis_2013_graph

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลกปัจจุบันมีระดับสูงกว่าห้วงเวลาใดในอดีตแปดแสนปีที่ผ่านมา ในปี 1880 เป็นปีแรกที่ GISS ทำการวิเคราะห์ข้อมูล ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลกอยู่ที่ 285 ส่วนในล้านส่วน (parts per million) และในปี 2013 มีระดับเพิ่มขึ้นเป็น 400 ส่วนในล้านส่วน คาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซเรือนกระจกที่ช่วยกักเก็บสะสมความร้อนในบรรยากาศโลกและมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมการเปลี่ยนแปลงระบบสภาพภูมิอากาศของโลก แหล่งกำเนิดของคาร์บอนไดออกไซด์นั้นมาจากการเกิดขึ้นในธรรมชาติและจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

Related Reading

NASA Earth Observatory (2012) World of Change: Global Temperatures.
NASA Goddard Institute for Space Studies GISS Surface Temperature Analysis (GISTEMP).
NASA Earth Observatory (2011, January 14) Different Records, Same Warming Trend.
NASA Earth Observatory (2007, November 5) Earth’s Temperature Tracker.
NASA Earth Observatory (2010, June 3) Global Warming.
NASA Earth Observatory (2013, March 26) Arctic Amplification.
NASA Earth Observatory (2013, September 27) Global Patterns of Carbon Dioxide.
NASA Earth Observatory (2011, June 16) The Carbon Cycle.
NASA images by Gavin Schmidt and Robert Simmon, based on data from the NASA Goddard Institute for Space Studies. Caption by Mike Carlowicz and Michael Cabbage.

การละลายของชั้นน้ำแข็งที่ปกคลุมมหาสมุทรอาร์กติก-สถิติปี 2013

2013 Arctic Sea Ice Minimum

ข้อมูลที่ได้มาระหว่างปี 1978 – 2013
Color bar for 2013 Arctic Sea Ice Minimum

 

หลังจากฤดูร้อนที่หนาวเย็นผิดปกติในเขตซีกโลกด้านเหนือสุด พื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกดูเหมือนจะมาถึงจุดต่ำสุดในวันที่ 13 กันยายน 2013 การวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมโดย  the National Snow and Ice Data Center (NSIDC) แสดงให้เห็นว่า พื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำแข็งของทะเลอาร์กติกหดตัวลงเป็น 5.10 ล้านตารางกิโลเมตร หรือ 1.97 ล้านตารางไมล์

พื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกในเดือนกันยายนปี  2013 นี้  มีขอบเขตมากกว่าสถิติที่บันทึกไว้ในช่วงปีที่ผ่านมา ในเดือนกันยายน  2012  พื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกมีขอบเขตเพียง 3.41 ล้านตารางกิโลเมตร (1.32 ล้านตารางไมล์) ซึ่งเป็นสถิติที่ต่ำสุด(ของพื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำแข็ง)ที่มีการบันทึกข้อมูลโดยการสังเกตจากดาวเทียม

แม้ว่าการละลายของน้ำแข็งที่ปกคลุมมหาสมุทรอาร์กติกในปี 2013 จะน้อยกว่าในปี 2012 แต่ก็ถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดลำดับที่หก เท่าที่มีบันทึกข้อมูลโดยดาวเทียม การละลายของน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกในปีนี้ยังคงเป็นไปตามแนวโน้มระยะยาวการละลายของน้ำแข็ง โดยมีอัตราการสูญเสียพื้นที่น้ำแข็งราวร้อยละ  12 ต่อรอบสิบปีนับตั้งทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา และการละลายของน้ำแข็งเพิ่มมากขึ้นในอัตราเร่งหลังจากปี 2007 เป็นต้นมา

นาย Walt Meier นักธารน้ำแข็งวิทยาแห่ง NASA’s Goddard Space Flight Center กล่าวว่า  “ผมได้คาดไว้แล้วว่าพื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำแข็งของมหาสมุทรอาร์กติกในปีนี้จะมากกว่าปีที่ผ่านมา เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นเมื่อการละลายของน้ำแข็งซึ่งทำให้ส่วนที่เป็นพื้นที่น้ำแข็งลดลงต่ำสุด ในข้อมูลดาวเทียมของเรา พื้นที่น้ำแข็งที่ปกคลุมมหาสมุทรอาร์กติกไม่เคยมีสถิติต่ำสุดที่เกิดต่อเนื่องกันปีต่อปีมาก่อน

แผนที่แสดงให้เห็นถึงขอบเขตของน้ำแข็งที่ปกคลุมอาร์กติกในวันที่ 13 กันยายน 2013

ข้อมูลที่ได้มาระหว่างปี 1978 – 2013

 

ถึงแม้ว่าพื้นที่น้ำแข็งที่ปกคลุมอาร์กติกในเดือนกันยายน 2013 มีมากกว่าในปี 2012 แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะเป็นปรากฏการณ์ “global cooling” หรือการที่น้ำแข็งที่ปกคลุมอาร์กติกนั้นกลับคืนมา กราฟด้านบนชี้ให้เห็นว่าพื้นที่น้ำแข็งที่ปกคลุมอาร์กติกนั้นลดลงปีต่อปีนับตั้งแต่ปี 1979 กราฟวัฐจักร(cycle plot) แสดงค่าเฉลี่ยของพื้นที่น้ำแข็งที่ปกคลุมมหาสมุทรอาร์กติกในช่วงฤดูกาลต่าง ๆ จากปี 1979 ถึง  2013

พื้นที่น้ำแข็งที่ปกคลุมมหาสมุทรอาร์กติกหดตัวและเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล พื้นที่จะขยายเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงฤดูหนาวโดยเพิ่มขึ้นสุงสุดในเดือนมีนาคม ส่วนการละลายนั้นก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยที่การละลายของน้ำแข็งทำให้พื้นที่น้ำแข็งลดลงต่ำสุดในเดือนกันยายน กราฟด้านล่างแสดงวัฐจักในคาบหนึ่งปี รวมถึงแนวโน้มระยะยาวและแนวโน้มในช่วง 2 ปีทีผ่่านมา

ข้อมูลที่ได้มาระหว่างปี 1978 – 2013

 

ในปี 2013 สภาพอากาศที่เย็นกว่าในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนทำให้ฤดูกาลของน้ำแข็งอาร์กติกเกิดขึ้นล่าช้าและการละลายนั้นมีน้อยลง อุณหภูมิที่เย็นกว่าราว 1 ถึง 3 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ย จากข้อมูลการสังเกตการณ์และการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองที่เรีกยว่า Modern Era Retrospective analysis for Research and Applications (MERRA). ฤดร้อนที่เย็นขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากพายุไซโคลนและระบบสภาพภูมิอากาศซึ่งนำเมฆมาปกคลุมและกันแสงแดดที่มำให้น้ำแข็งและน้ำมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น

พื้นที่น้ำแข็งที่ปกคลุมอาร์กติกในปัจจุบันนั้นบางลงเมื่อเทียบกับเมื่อหลายปีก่อน จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม การวัดโดยใช้คลื่นโซนาและข้อมูลที่รวบรวมจาก NASA’s Operation IceBridge ระบุว่า ความหนาของน้ำแข็งนั้นน้อยกว่าถึงร้อนละ 50 เมื่อเทียบกับความหนาในช่วงทศวรรษก่อน โดยที่ความหนาเฉลี่ยจากเดิมซึ่งอยู่ที่ 3.8 เมตร ในปี  1980 กลายมาเป็นความหนาเฉลี่ยที่ 1.9 เมตร เมื่อไม่นานมานี้

มหาสมุทรอาร์กติกเคยปกคลุมด้วยน้ำแข็งหลายชั้น น้ำแข็งชั้นที่อยู่รอดพ้นจากการละลายมาได้อย่างน้อยที่สุดในช่วง  2 ฤดูร้อน โดยทั่วไปจะมีความหนาราว 3 ถึง 4 เมตร ชั้นน้ำแข็งเก่าเหล่านี้ลดลงในอัตราที่เร็วกว่าชั้นน้ำแข็งใหม่

Joey Comiso นักวิทยาศาสตร์อาวุโสแห่ง NASA Goddard และผู้เขียนหลักในเรื่องการสังเกตน้ำแข็งในรายงานว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ IPCC (the Intergovernmental Panel on Climate Change) กล่าวว่า “ชั้นนำแข็งที่บางกว่าจะละลายในอัตราที่เร็วกว่าชั้นน้ำแข็งที่หนากว่า ดังนั้นถ้าความหนาของชั้นน้ำแข็งในอาร์กติกลดลง พื้นที่ของน้ำแข็งที่ปกคลุมอาร์กติกก็จะลดลงด้วย ในอัตราที่มีการทำการสังเกตการณ์นี้ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า มหาสมุทรอาร์กติกจะปราศจากน้ำแข็งในช่วงฤดูร้อนภายในศตวรรษนี้”

Further Reading

  1. NASA Earth Observatory World of Change: Arctic Sea Ice.
  2. National Snow and Ice Data Center (2013, September 20) Arctic sea ice reaches lowest extent for 2013. Accessed September 20, 2013.

NASA Earth Observatory image by Jesse Allen, using data from the Advanced Microwave Scanning Radiometer 2(AMSR2) sensor on the Global Change Observation Mission 1st-Water (GCOM-W1) satellite. Sea ice line plot and cycle graph by Robert Simmon, NASA Earth Observatory, based on NSIDC data. Caption by Maria-José Viñas, NASA Earth Science News Team, and Mike Carlowicz, NASA Earth Observatory.

ผลกระทบโลกร้อนและสงครามกลางเมืองในซีเรีย

ซีเรียเผชิญชะตากรรมจากสงครามกลางเมืองตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศย่างกรายสร้างผลกระทบ ภัยแล้งเข้าปกคลุมประเทศในช่วงปี 2006 ถึง 2011 ปริมาณฝน/น้ำฟ้าที่ตกลงมาในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศต่ำกว่า 20 เซนติเมตรต่อปี เป็นปริมาณต่ำสุดของฝนที่จำเป็นต่อการเกษตรกรรมที่ไม่มีระบบชลประทาน เกษตรกรต้องขุดหาน้ำใต้ดินจากแหล่งใหม่นับร้อยนับพัน ผลคือระดับน้ำใต้ดินลดลงเรื่อยๆเกินกว่าจะสูบขึ้นมาใช้ได้

USDA Foreign Agricultural Service, Commodity Intelligence Report, May 9, 2008]

พื้นที่บางแห่งการทำเกษตรกรรมต้องยุติลง พื้นที่อื่นๆ ประสบความล้มเหลวของการการผลิตด้านเกษตรกรรมถึงร้อยละ 75 มากถึงร้อยละ 75 ของปศุสัตว์ตายจากการขาดน้ำและความหิวโหย  ชาวนาซีเรียนับแสนยอมจำนนกับสถานการณ์ ทิ้งไร่นาและเดินทางมาหางานทำ(ที่แทบจะไม่มี)ในเมืองและประสบกับการขาดแคลนแหล่งอาหาร นักสังเกตการณ์ภายนอกและผู้เชี่ยวชาญยูเอ็นประมาณว่ามีชาวซีเรีย 2 ถึง  3 ล้านคน ในจำนวน 10 ล้านคนที่อยู่ในชนบทนั้นมีสถานะอยู่ในขั้นยากจนอย่างสุดขั้ว

ผู้อพยพชาวซีเรียในประเทศพบว่าพวกเขาต้องสู้แข่งขันเพื่อหาอาหาร น้ำและงานที่มีจำกัด มิใช่เพียงกับผู้อพยพด้วยกันเอง หากแต่เป็นผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้านที่มาอยู่อาศัยก่อนแล้วด้วย ซีเรียเป็นที่หลบภัยของชาวปาเลสไตน์กว่า 2 แสนคน และอีกกว่าแสนคนที่ลี้ภัยสงครามและการเข้ายึดครองอิรัก ชาวนาที่อพยพเข้ามาก่อนโชคดีกว่าที่ได้งานเป็นคนเร่ขายของหรือคนทำความสะอาดถนน ความสิ้นหวังในห้วงเวลานั้น ความไม่สงบก็เกิดขึ้นในกลุ่มผู้อพยพเพื่อแข่งขันที่จะอยู่รอด

ความอยู่รอดเป็นเรื่องหลัก เจ้าหน้าที่อาวุโสของ FAO ในซีเรีย อธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2008 ว่าเป็น “perfect storm” เขาเตือนว่าซีเรียจะประสบกับ “การพังทลายทางสังคม” เขาตั้งข้อสังเกตว่า รัฐมนตรีเกษตรของซีเรียมีคำประกาศว่า ผลจากความล้มเหลวทางเศรษฐกิจและความวุ่นวายทางสังคมที่เป็นผลจากภัยแล้งรุนแรงนั้นอยู่เหนือขีดความสามารถของรัฐบาลที่จะรับมือได้ แต่คำร้องขอของเขาไม่มีใครได้ยิน

ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดหรือไม่ เราได้รู้ว่า รัฐบาลซีเรียได้ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงโดยปฏิบัติการที่จะมีขึ้น ราคาข้าวสาลีในตลาดโลกที่เย้ายวนใจทำให้รัฐบาลได้ขายข้าวที่สำรองไว้ทั้งหมด ในปี 2006 จากข้อมูลของกระทรวงเกษตร มีการขายข้าวสาลีออกไป 1.5 ล้านตันหรือคิดเป็นสองเท่าของปริมาณที่ขายออกไปในปีก่อนหน้านี้ ปีต่อมาจึงมีจำนวนเหลืออยู่ไม่มากที่จะส่งออก และในปี  2008  และปีที่มีภัยแล้งรุนแรง รัฐบาลจำต้องนำเข้าข้าวสาลีเพื่อบรรเทาความอดยากหิวโหยของประชาชน

ความโกรธเกรี้ยว ความหิวโหย และขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพเป็นเชื้อไฟอย่างดีของการก่อหวดทางสังคม ประชาชนกลุ่มเล็ก ๆ รวมตัวในวันที่ 15 มีนาคม 2011 ในเมืองดาราห์ เพื่อประท้วงรัฐบาลที่ลัมเหลวในการช่วยเหลือพวกเขา แทนที่รัฐบาลจะพยายามช่วยหรืออย่างน้อยที่สุดรับฟังข้อเรียกร้อง กลับใช้วิธีการปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง

ข้อมูลเพิ่มเติมในมิติอื่นๆ เกี่ยวกับสงครามกลางเมืองในซีเรีย ดูจาก http://www.theatlantic.com/international/archive/2013/09/your-labor-day-syria-reader-part-2-william-polk/279255/