หมอกควันจากไฟป่าและการเผาในที่โล่งลอยได้สูงและไกลแค่ไหน?

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://earthobservatory.nasa.gov/images/144658/how-the-smoke-rises

หมอกควันมีความลับอยู่มากมายที่ซ่อนเร้นไปจากสายตาของมนุษย์ หมอกควันสามารถลอยได้สูงและไกลแค่ไหน? มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเคลื่อนตัว? ในหมอกควันมีองค์ประกอบของอนุภาคขนาดเล็กใดอยู่บ้าง?

คำถามข้างต้นกลายมาเป็นเรื่องด่วนมากขึ้นเมื่อฤดูกาลไฟป่าเพิ่มความเข้มข้นและยาวนานขึ้นอันเนื่องมาจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังกรณีไฟป่าที่เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ในขณะที่เกิด ไฟป่า ลุกลามขยายตัวทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2561 ดาวเทียม Terra ได้เก็บข้อมูลภาพของกลุ่มหมอกควันไฟ และภาพจากเครื่องมือตรวจวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) ดาวเทียมแสดงให้เห็นถึงกลุ่มหมอกควันขนาดใหญ่ลอยตัวอยู่เหนือบริเวณเกิดไฟ(ภาพบนซ้าย) กล้อง MISR(Multi-angle Imaging SpectroRadiometer) ที่ติดตั้งบนดาวเทียม Terra แสดงถึงแนวหมอกควันไฟที่ลอยตัวขึ้นไปสูง 2-3 กิโลเมตร (ภาพบนขวา) เหนือพื้นที่ พอที่จะทำให้หมอกควันจากการเผายกตัวขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ที่เรียกว่า free troposphere ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้หมอกควันกระจายตัวกว้างขวางออกไป กลุ่มหมอกควันได้ค่อยๆ ลดตัวลงลอยสูงจากพื้นราว 1 กิโลเมตรเมื่อเคลื่อนตัวไปทางด้านใต้และตะวันตก และออกสู่มหาสมุทร(แปซิฟิก) แผนภาพด้านล่างแสดงถึงระดับความสูงของกลุ่มหมอกควันในระยะทางต่างๆ จากแหล่งกำเนิดที่มาจากไฟป่าและการเผาในที่โล่ง

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่บางอันไม่ได้มาจากการวิเคราะห์ภาพใดภาพหนึ่งหรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่มาจากการรวบรวมข้อมูลจากหลายร้อยหลายพันเหตุการณ์ของของหมอกควันที่บันทึกภาพด้วยเครื่องวัดต่างๆ เช่น MISR ทีมงานวิจัยทำการรวมรวมฐานข้อมูลมาเป็นเวลาหลายปีในเรื่องนี้ ในปี พ.ศ.2553 Maria Val Martin และเพื่อนร่วมงาน ตีพิมพ์ข้อมูล การสังเกตการณ์ 5 ปีในอเมริกาเหนือ และทีมงานวิจัยนี้ได้ วิเคราะห์ขยายครอบคลุม การเกิดไฟทั่วโลกช่วง 3 ปี

พวกเขาพบว่าบางส่วนของหมอกควันไฟป่าที่เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือราวร้อยละ 4-12 ลอยตัวขึ้นไปบริเวณชั้นบรรยากาศโทรไพสเฟียร์ที่เรียกว่า planetary boundary layer ในทวีปอเมริกาเหนือ ไฟป่าดังกล่าวมีขนาดใหญ่ที่สุดและมักจะเกิดขึ้นในเขตป่าบอเรียลของแคนาดาและอลาสะกาในช่วงฤดูแล้ง การเผาในที่โล่งที่เกิดขึ้นในภาคเกษตรและพื้นที่ทุ่งหญ้าจะเกิดขึ้นทั่วไปใน 48 รัฐของสหรัฐอเมริกาซึ่งจะเกิดกลุ่มหมอกควันที่มีขนาดเล็กและมีทางยาวน้อยกว่า

นาย Val Martin นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศที่มหาวิทยาลัย Sheffield กล่าวว่า “ความสูงที่หมอกควันสามารถลอยขึ้นไปถึงนั้นมีความสำคัญ มันจะเป็นตัวกำหนดช่วงชีวิตของมลพิษทางอากาศ เส้นทางใต้ลมที่มันจะเคลื่อนตัวไปและขนาดของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม นี่คือข้อมูลที่เป็นหัวใจในการเตือนประชาชนเมื่อเกิดเหตุการณ์มลพิษทางอากาศซึ่งจะช่วยลดหรือเลี่ยงผลกระทบต่อสุขภาพได้

นักวิจัยกำลังทำงานเพื่อสรุปข้อมูลจาก MISR เข้าไปในแบบจำลองบรรยากาศที่สำคัญๆ แบบจำลองต่างๆ ยังขาดข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับความสูงของกลุ่มหมอกควัน “ถ้าแบบจำลองบรรยากาศของเราสามารถจัดการข้อมูลในโลกจริง เราก็มีโอกาสมากขึ้นในการได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น กลุ่มหมอกควันจะเคลื่อนตัวไปที่ไหน และพื้นที่ใดที่หมอกควันจะส่งผลต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของคน”

ปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศและความหวัง

ธารา บัวคำศรี

แม้การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาจากความตกลงปารีสจะมีผลสะเทือนไปทั่วโลก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความมุ่งมั่นของประชาคมโลกลดทอนไป ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างยืนยันต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้อย่างแข็งขันในการปฏิบัติการเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสและมุ่งพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส (เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม)

ผลสะเทือนสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นเป็นข้อตกลงระหว่างสหภาพยุโรปและจีนที่เน้นถึงความมุ่งมั่นมากขึ้นภายใต้ความตกลงปารีส เรียกว่าเป็นการตลบหลังสหรัฐอเมริกาหลังจากการประกาศ ของประธานาธิบดีทรัมป์ก็ว่าได้

บิล แฮร์(Bill Hare) นักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่มีประสบการณ์อย่างลึกซึ้ง กว้างขวางและยาวนานได้วิเคราะห์ประเด็นสำคัญต่อเรื่องนี้ไว้ดังนี้

สหรัฐอเมริกาไม่เคยเรียนรู้ความผิดพลาดของตนเองในอดีต

การประกาศถอนตัวจากความตกลงปารีสของประธานาธิบดีทรัมป์ในวันที่ 2 มิถุนายน มีความละม้ายคล้ายคลึงกับที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประกาศไม่ลงสัตยาบัน ในพิธีสารเกียวโตในปี พ.ศ.2548 จากการกดดันของกลุ่มผลประโยชน์อุตสาหกรรม เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยเฉพาะ อย่างยิ่งเอ็กซอน(Exxon) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่

ถึงแม้ว่าพิธีสารเกียวโตจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการปฏิบัติการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และไม่ได้บรรลุเป้าหมายเต็มศักยภาพอันเป็นผลมาจากการที่สหรัฐอเมริกาไม่เข้าร่วม แต่บรรดาประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมอย่างแข็งขันเพื่อทำให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของ พิธีสารเกียวโตนั้นไม่เพียงแต่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ยังอยู่ในสถานะที่ดีกว่ามากในการใช้ประโยชน์จากกลไกของพิธีสารในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรอบนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นตัวบทกฎหมายของสหภาพยุโรปนั้นมีลักษณะที่ครอบคลุมและรอบด้านมากที่สุดในโลก สหภาพยุโรปมีเครื่องมือและกลไกทุกอย่างที่จำเป็นในการลดโลกร้อนอย่างมุ่งมั่นมากขึ้น ส่วนจีน เกาหลีใต้ เม็กซิโก ชิลีและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ รวมถึงไทย มีระบบการซื้อขายใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(emissions-trading systems) เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจในการลดก๊าซเรือนกระจกที่คุ้มค่าในอนาคต

สหรัฐอเมริกาอาจถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

Bill Hare มองว่า ทั้งจีนกับอินเดียกำลังคว้าอนาคตไว้ และความเป็นผู้นำ(ในปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ)กับการพัฒนาเศรษฐกิจสามารถทำควบคู่กันไป

ในปี พ.ศ. 2540 ช่วงที่มีการยกร่างพิธีสารเกียวโต การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกามีร้อยละ 19 ของการปล่อยทั่วโลก และมีสัดส่วนในเศรษฐกิจโลกร้อยละ 20 (วัดจาก GDP ที่เป็น Market Exchange Rate) ในขณะที่จีนมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 12 และมีสัดส่วนในเศรษฐกิจโลกร้อยละ 7 เมื่อมีการยกร่างความตกลงปารีส ในปี พ.ศ.2558 จีนกลายเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่งของโลก(ร้อยละ 23) และมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด(ร้อยละ 17) ส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 13 และบทบาทในระบบเศรษฐกิจโลกก็ลดลงเป็นร้อยละ 16

ในช่วงเวลาเดียวกัน อินเดียซึ่งผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแห่งศตวรรษที่ 21 มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเกือบเป็น 2 เท่า (จากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 7 ของเศรษฐกิจโลก) จีนและอินเดียดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวและมีการจ้างงานหลายหลายแสนตำแหน่งจากการลงทุนพลังงานหมุนเวียนขนานใหญ่ อินเดียยังวางแผนทุ่มทุนเรื่องยานยนต์ไฟฟ้าในทศวรรษข้างหน้านี้

Bill Hare วิเคราะห์ว่า แม้การประกาศของทรัมป์อาจไปหนุนช่วยกลุ่มที่ปฏิเสธเรื่องโลกร้อนซึ่งส่งผลให้ปฏิบัติการกู้วิกฤตโลกร้อนล่าช้า หรือแม้กระทั่งการสนับสนุน ”ถ่านหินสะอาด” แต่ความเสี่ยงดังกล่าวนี้ยังคงอยู่ในวงจำกัด รัสเซียซึ่งยังไม่ได้ให้สัตยาบันในความตกลงปารีส(Paris Agreement) ได้ส่งสัญญานว่าจะยังคงเดินหน้าสนับสนุนการดำเนินการที่อยู่ภายใต้ความตกลงปารีสต่อไป

คำสัญญาที่ว่างเปล่า

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาลดลงนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 เป็นต้นมา คำสั่งที่ลงนามโดยประธานาธิบดีของทรัมป์ซึ่งมุ่งไปที่การยกเลิกมาตรการภายในประเทศ จะส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับเดิมในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า

จากการที่ราคาพลังงานหมุนเวียนและตัวเก็บประจุไฟฟ้าลดลง การที่ก๊าซธรรมชาติเข้ามาแทนที่ถ่านหิน รวมถึงการดำเนินงานของรัฐต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา เช่น แคลิฟอร์เนียที่เดินหน้าแผนพลังงานพลังงานสะอาดที่ผลักดันในยุคโอบามา การควบคุมการปล่อยมีเทนและการตั้งค่ามาตรฐานของยานยนต์ ดังนั้น มีความเป็นไปได้น้อยมากที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาจะเพิ่มสูงขึ้นอีกก่อนปี พ.ศ.2573 เป็นอย่างน้อย

การใช้ถ่านหินและการทำเหมืองถ่านหินจะยังคงลดลงต่อไปอีกเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในตลาดพลังงาน รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลงและการแข่งขันอย่างเหลือล้นในด้านราคาพลังงานหมุนเวียนและระบบเก็บประจุไฟฟ้า ในขณะที่ การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกา(และทั่วโลก) แซงหน้าการจ้างงานในกิจการเหมืองถ่านหิน

รายงานทบทวนฉบับล่าสุดขององค์การพลังงานหมุนเวียนสากลหรือ International Renewable Energy Agency(IRENA) ระบุถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวกเร็วของการจ้างงานในภาคพลังงานหมุนเวียนของสหรัฐอเมริกาซึ่งขณะนี้มีราว 800,000 คน เฉพาะการจ้างงานในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวในช่วงสามปีที่ผ่านมามีมากกว่า 2  เท่าของตำแหน่งงานในกิจการเหมืองถ่านหินในสหรัฐอเมริกา(ซึ่งกำลังลดลง)

เห็นได้ชัดเจนว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่อาจทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับแรงงานในอุตสาหกรรมถ่านหิน

เป้าหมายลดโลกร้อนทำได้ยากขึ้น

การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ถอนตัวจากความตกลงปารีสผนวกกับการยกเลิกแผนปฏิบัติการ ในระดับประเทศ ทำให้ปฏิบัติการเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม) และมุ่งพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของ อุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส (เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม)นั้นมีความยากลำบาก และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น

หากแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐอเมริกาที่เพิ่มเติมขึ้นจากปริมาณ การปล่อยที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินการตามนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในยุคโอบามา นั้นจะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกร้อนเพิ่มขึ้นประมาณ 0.1 ถึง 0.2 องศาเซลเซียสภายในปี 2643 ซึ่งจำเป็นจะต้องทดแทนด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มากขึ้นและอย่างรวดเร็ว โดยประเทศอื่นๆ

ในระยะยาว เป้าหมายของการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกนั้นไม่อาจบรรลุได้ ยกเว้นแต่ว่าสหรัฐอเมริกากลับเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของความพยายามของประเทศทั่วโลกภายใน 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า เพื่อว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งหมดทั่วโลกสามารถทำให้ลดลงเป็นศูนย์ในช่วงกลางศตวรรษ

การต่อกรกับวาระซ่อนเร้นของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ผลักดันโดยอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล คือการพัฒนาในเรื่องตลาดพลังงานหมุนเวียนและระบบเก็บประจุไฟฟ้า ซึ่งจะกระทบกับอุปสงค์ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ส่วนพัฒนาการอย่างรวดเร็วของภาคการผลิตรถไฟฟ้านั้นกระทบต่ออุปสงค์ของน้ำมัน

ผลของการลดราคาอย่างรวดเร็วของพลังงานหมุนเวียนและระบบเก็บประจุไฟฟ้านั่นส่งผลกว้างไกล และบางคนถึงกับกล่าวว่าไม่อาจหยุดได้ การประเมินของภาคอุตสาหกรรมเมื่อเร็วๆนี้ แสดงให้เห็นว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ากับเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนแบบต่างๆ ในขณะนี้ถูกกว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน การยกเลิก โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และที่อื่นๆ คือตัวชี้วัดของการเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงานที่กำลังเกิดขึ้น

ในเวทีการเจรจาโลกร้อนที่เมืองมาราเกซ มากกว่า 45 ประเทศ รวมตัวกันในนามกลุ่มประเทศที่เผชิญความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ(Climate Vulnerable Forum) ให้คำมั่นต่อเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนเต็มร้อยและเริ่มต้นทำงานเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว

แล้วเราควรจะตั้งความหวังอย่างไร

ยังมีกลุ่มประเทศ พรรคการเมือง และตัวแทนผลประโยชน์อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่พยายาม จะใช้ประโยชน์จากการถอนตัวของสหรัฐอเมริกาเพื่อผลักดันวาระ “โลกร้อนไม่จริง” หรืออย่างน้อยที่สุดการหาช่องทางในการปกป้องตลาดของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล

คาดกันว่า การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาอาจนำไปสู่การที่มีบางประเทศทำงานล่าช้า ต่อข้อเสนอในปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศระดับประเทศ (NDCs or Nationally Determined Contributions)

การถอนตัวของสหรัฐอเมริกายังมีผลต่อการผลักดันแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลก หากมีการสร้างหรือดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะปิดโอกาสในการควบคุมการเพิ่มขึ้น ของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก

การเพิ่มขึ้นของถ่านหินอย่างรวดเร็วที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทย ตุรกี บางส่วนของตะวันออกกลางและแอฟริกา นั้นต้องการภาวะผู้นำนโยบายที่เข้มแข็ง และแผนปฏิบัติการระดับประเทศมีความมุ่งมั่น เพื่อรับรองว่าจะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะยุติลง

ยิ่งสหรัฐอเมริกาไม่ลงมือทำอะไรเลย ความยากลำบากก็จะตกแก่โลกมากขึ้น สหรัฐอเมริกาจะกลับมาร่วมในความตกลงปารีสหรือไม่อย่างไร จะต้องรอจนถึงปี พ.ศ. 2563 และประธานาธิบดีคนใหม่ เราคาดหวังได้หรือ?

ความตื่นตัวของสาธารณชนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างงานและเศรษฐกิจ ในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มมากขึ้น และขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนในการยุติยุคถ่านหิน ต่างหากเล่าที่เป็นความหวัง

 

ไฟฟ้าจากแสงแดดจะมีต้นทุนเท่ากับหรือน้อยกว่าไฟฟ้าจากฟอสซิลในหลายส่วนของโลกภายในปี 2560

แปลเรียบเรียงจาก  12 January 2015 ใน http://reneweconomy.com.au/2015/solar-grid-parity-world-2017

ธนาคาร Deutsche Bank ทำนายว่าไฟฟ้าจากเซลแสงอาทิตย์จะไปถึงจุดที่ต้นทุนเท่ากับหรือน้อยกว่าไฟฟ้าจากฟอสซิล คิดเป็นร้อยละ 80 ของตลาดพลังงานโลกในอีก 2 ปีข้างหน้า และระบุว่าการลดลงของราคาน้ำมันมีผลน้อยมากในการชะลอการขยายตัวอย่างมหาศาลของพลังงานจากเซลแสงอาทิตย์

Vishal Shah นักวิเคราะห์ชั้นนำกล่าวว่า ในปี 2558 นี้ ไฟฟ้าจากแสงแดดจะไปถึงจุดที่ต้นทุนเท่ากับหรือน้อยกว่าไฟฟ้าจากฟอสซิลในหลายส่วนของโลกภายในปี 2560 นั่นเป็นเพราะว่าราคาไฟฟ้าในระบบสายส่งเพิ่มขึ้นทั่วโลกและต้นทุนของเซลแสงอาทิตย์นั้นลดลงเรื่อยๆ Shah ทำนายว่า ต้นทุนระบบเซลแสงอาทิตย์จะลดลงไปอีกร้อยละ 40 ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า

ถึงแม้ว่าราคาพลังงานจะมีความคงตัว สองในสามส่วนของโลกได้พบว่าเซลแสงอาทิตย์นั้นมีราคาถูกกว่าแหล่งพลังงานแบบดั้งเดิม หากราคาไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ต่อปี การฉายภาพอนาคตอันสดใสของธนาคาร Deutsche Bank ก็คือ ราวร้อยละ 80 ของประเทศทั่วโลก จะมีไฟฟ้าจากแสงแดดที่มีต้นทุนเท่ากับหรือน้อยกว่าไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานดั้งเดิม

solar grid parity

ธนาคาร Deutsche Bank ระบุว่า ในปัจจุบัน ต้นทุนไฟฟ้าจากระบบเซลแสงอาทิตย์บนหลังคาในที่ใดๆ ก็ตามจะอยู่ระหว่าง 0.13 และ 0.23 เหรียญสหรัฐ/หน่วย(kWh) ซึ่งมีราคาต่ำกว่าราคาไฟฟ้าขายปลีกในตลาดพลังงานทั่วโลก เศรษฐกิจของพลังงานแสงอาทิตย์ยกระดับขึ้นจากต้นทุนของแผงเซลแสงอาทิตย์ ต้นทุนทางการเงินและความสมดุลของต้นทุนระบบ ต้นทุนจะลดลงในอีกมากขึ้นเกิดจากการปรับปรุงประสิทธิภาพของแผงเซล และการลดลงของสมดุลของต้นทุนระบบจากขนาดและการแข่งขัน

ต้นทุนทางการเงินก็ลดลง ส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาแบบจำลองธุรกิจใหม่ และส่วนหนึ่งมาจากการที่มีการใช้มากขึ้นและการพัฒนาใช้แหล่งเก็บพลังงานไฟฟ้า Shah ระบุว่า มีความชัดเจนว่าพลังงานแสงแดดจะกลายเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญของตลาดพลังงานโลก กราฟด้านล่างแสดงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการผลิตติดตั้งใหม่ของพลังงานแสงแดด

DB-solar-important

ในขณะที่มีความไม่แน่นอนในทางนโยบาย โดยเฉพาะในญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร ซึ่งทำให้เกิดความผกผันในการนำเอาระบบไฟฟ้าจากแสงแดดมาใช้ในปี 2557 แต่ธนาคาร Deutsche Bank ระบุว่า ความต้องการของระบบการผลิตไฟฟ้าจากเซลแสงอาทิตย์ในประเทศทั้งสองที่มีเศรษฐกิจใหญ่ระดับโลกนั้นกำลังทะยานขึ้น ในสหรัฐอเมริกา ความต้องการของระบบการผลิตไฟฟ้าจากเซลแสงอาทิตย์ขยายเพิ่มขึ้นเป็นห้าเท่า โดยจะมีกำลังผลิตติดตั้งเพิ่มห้าเท่าเป็น16,000MW ในปี 2559 ทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดแซงหน้าจีน  (ซึ่งคาดว่าจะมีการติดตั้งอยู่ที่ 13,000 MW)

การขยายตัวของตลาดไฟฟ้าจากเซลแสงอาทิตย์เกิดจากการเพิ่มขึ้นของระบบเซลแสงอาทิตย์บนหลังคา การขยายตลาดการเช่าซื้อ และแหล่งเงินทุนใหม่

สภาพอากาศสุดขั้ว กรรมใดใครก่อ

namericalsta_tmo_2014001europelsta_tmo_2014001บรรยากาศโลกเป็นได้หลายอย่าง แต่ที่แน่นอนที่สุดประการหนึ่งคือ มันจะไม่เหมือนกันไปหมด ในหลายๆ กรณี ในขณะที่ด้านหนึ่งของโลกหนาวถึงขั้น อีกด้านหนึ่งก็ร้อนตับแลบ ในขณะที่ด้านหนึ่งฝนตกชุกชุมไม่ลืมหูลืมตา อีกด้านหนึ่งก็แห้งแล้งสุดๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้วนี้กำลังเกิดขึ้นในซีกโลกเหนือในขณะนี้

สิ่งที่เป็นลักษณะพื้นฐานที่เชื่อมโยงขั้วตรงกันข้ามของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นนี้คือการไหวเวียนขนาดใหญ่ของกระแสลมในชั้นบรรยากาศระดับสูงที่เรียกว่า “คลื่นรอสบี้” (Rossby waves) คลื่นกระแสลมระดับโลกที่เป็นตัวกำหนด “กระแสลมกรด” (jet stream) และกำหนดแบบนแผนสภาพอากาศในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของวัน หรือสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม คลื่นกระแสลมนั้นอยู่ภายใต้กฎพื้นฐานของ “พลศาสตร์ของไหล” (fluid dynamics) และ เทอร์โมไดนามิก (thermodynamics) ซึ่งบอกว่าผลรวมของพลังงานที่ไหลวนผ่านอุณภูมิในชั้นบรรยากาศโลกไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าสภาพอากาศสุดขั้วอยู่ด้านใดด้านหนึ่งของโลก

ช่วงต้นปี 2557 นี้ แบบแผนอุณหภูมิในซีกโลกเหนือเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าบรรยากาศโลกนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้วพร้อมๆ กันได้อย่างไร ในอเมริกาเหนือ มวลอากาศที่หมุนวนจากอาร์กติกขยับเคลื่อนลงใต้และนำเอาความหนาวเย็นสุดขั้วลงมาด้วย และส่วนใหญ่ก็เป็นการพูดอธิบายปรากฎการณ์ในเรื่อง “โพลาวอร์เทกซ์” (polar vortex) ในขณะเดียวกัน ทวีปยุโรปต้องเจอกับอากาศที่อุ่นผิดปกติทำให้การเฉลิมฉลองเทศกาลวันหยุดเป็นสภาพฝนตกมากกว่าเป็นหิมะตก และนำไปสู่การอภิปรายกันว่า จะมีหิมะเพียงพอหรือไม่สำหรับกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่จะจัดขึ้นในเมืองโซชิ (Sochi) สหพันธรัฐรัสเซีย

แผนที่ส่วนบนแสดงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวในทวีปอเมริกาเหนือในช่วงวันที่  1–7 มกราคม 2557 จากข้อมูลจากเครื่องมือวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ขององค์การนาซา พื้นที่ที่มีอุณหภูมิอุ่นกว่าเป็นสีแดง อุณหภูมิที่ค่อนข้างปกติเป็นสีขาว และพื้นที่ที่มีอุณภูมิหนาวเย็นกว่าเป็นสีฟ้า ในส่วนที่เป็นสีเทานั้นเป็นพื้นที่ที่มีเมฆปกคลุมซึ่งเครื่องมือวัดไม่สามารถตรวจวัดข้อมูลที่นำมาใช้ได้ ส่วนแผนที่ด้านล่างนั้นเป็นข้อมูลการเปลี่ยนแปลงอุณภูมิพื้นผิวในทวีปยุโรปในช่วงเวลาเดียวกัน

ในสหรัฐอเมริกา ความหนาวเย็นสุดขั้วก่อให้เกิดการถกเถียงในทางสาธารณะว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แย้งกับการพิสูจน์ว่าโลกร้อนหรือไม่อย่างไร หรือจริงๆ แล้ว มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือขยายขึ้นจากภาวะโลกร้อน อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์และนักอุตุนิยมวิทยา  ไม่ได้โอนเอียงเพื่อสรุปเรื่อง “ภูมิอากาศ(Climate)” และ “สภาพอากาศ(Weather)” ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันภายใต้เวลาต่างๆ

Paul Newman นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศของ NASA’s Goddard Space Flight Center กล่าวว่า มันมีความพยายามเชื่อมโยงเหตุกาณ์สภาพอากาศแบบใดแบบแบบหนึ่งโดดๆ เข้ากับการอภิปรายที่กว้างขึ้นในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแน่นอนว่ามันมีทฤษฏีที่น่าสนใจ ทว่าวิทยาศาสตร์นั้นก็ยังไม่สุกงอมพอในขณะนี้ที่จะสร้างความเชื่อมโยงที่มีความหมาย เหตการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างที่เห็นอยู่นี้มิได้เป็นหลักฐานหรือคัดง้างต่อประเด็นว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเลย

ส่วนผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ เน้นว่าเหตุการณ์ความแปรปรวนของสภาพอากาศอันใดอันหนึ่งเป็นส่วนเล็กในระบบสภาพภูมิอากาศโลก ในช่วงจุดสูงสุดของความหนาวเย็นสุดขั้วซึ่งดึงความสนใจอย่างมากในสหรัฐอเมริกานี้มีผลกระทบร้อยละ 2 ของโลก และแม้ว่าจะหนาวเย็นจัด ฐานข้อมูลสภาพอากาศของ NOAA ชี้ให้เห็นว่าในช่วง 30 วันจนถึงวันที่ 5 มกราคม 2557 อุณหภูมิสูงสุดที่บันทึกมีมากกว่าสี่เท่าของอุณภูมิต่ำสุดที่บันทึก (Bob Henson of the National Center for Atmospheric Research)

Marshall Shepherd ประธานสมาคม American Meteorological Society และศาสตราจารย์แห่ง University of Georgia กล่าวว่า เมื่อเหตุการณ์สภาพอากาศเช่นนี้มาถึง สำคัญมากที่ต้องจำไว้ว่าสภาพอากาศในสหรัฐอเมริกามิได้เป็นตัวกำหนดแนวโน้มในระดับโลก

ยุโรปและทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่ประสบกับอากาศร้อนในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2556 และต้นเดือนมกราคม 2557  ออสเตรเลียนั้นต้องประสบกับคลื่นความร้อนที่เข้มข้นและอุณหภูมิร้อนสูงสุดนั้นทุบสถิติคิดเป็นเกือบร้อยละ 9 ของพื้นที่ประเทศ  ในอเมริกาใต้ ชาวอาเจนตินาต้องเจอกับคลื่นความร้อนยาวนานอยู่สองสัปดาห์ โดยมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นมากกว่าเดิมถึง 15°C (27°F) ในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำและพลังงานในวงกว้าง

References and Related Reading

CNN (2014, January 6) Frigid air from the North Pole: What’s this polar vortex? Accessed January 8, 2014.

Los Angeles Times (2014, January 6) What is a polar vortex and why is it so dangerous? Accessed January 8, 2014.

NASA (2014, January 6) What is the difference between Weather and Climate? Accessed January 8, 2014.

NASA Ozone Hole Watch What is the Polar Vortex? Accessed January 8, 2014.

National Center for Atmospheric Research (2014, January 6) Cold, hard facts: Six things to know about the Arctic invasion. Accessed January 8, 2014.

News in English (2014, January 3) Swedes lap up “unusually warm” Christmas. Accessed January 8, 2014.

Pravada (2014, January 4) Dull and depressing winter in Moscow continues. Accessed January 8, 2014.

Russia Today (2014, January 4) Snowy Sochi Olympics: 16,000,000 cubic feet of snow stored for the games.Accessed January 8, 2014.

The Washington Post (2014, January 6) The polar vortex in no way disproves climate change. Accessed January 8, 2014.

Weather Underground (2014, January 6) What’s a polar vortex? The Science Behind Arctic Outbreaks. Accessed January 8, 2014.

Yle (2014, January 6) Exceptionally Mild Christmas Weather Warms Finland. Accessed January 8, 2014.

NASA Earth Observatory image by Jesse Allen, using data from the Level 1 and Atmospheres Active Distribution System (LAADS). Caption by Adam Voiland, with information from Paul Newman (NASA Goddard), Marshall Shepherd (University of Georgia), and John Knox (University of Georgia).

Instrument:  Terra – MODIS

ปัจจุบันมี 100 ประเทศทั่วโลกผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม

ที่กรุงบอนน์ เยอรมนี สมาคมพลังงานลมระดับโลกนำเสนอข้อมูลล่าสุดในรายงาน World Wind Energy Report 2012 ว่าขณะนี้มี 100  ประเทศผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ประเทศไอซ์แลนด์เป็นประเทศอันดับ 100 ที่เข้าร่วมการปฏิวัติพลังงานโลก

รายงานภาษาอังกฤษฉบับเต็มดาวน์โหลดได้จาก http://wwindea.org/home/index.php?option=com_content&task=view&id=387&Itemid=43

เราสามารถสรุปประเด็นใหญ่ ๆ จากรายงานได้ดังต่อไปนี้ :

  • กำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมทั่วโลกมีถึง 282,275 เมกะวัตต์ โดยในปี 2555 มีจำนวน 44,609 เมกะวัตต์ ที่เพิ่มเข้ามา มากกว่าครั้งใด ๆ
  • พลังงานลมมีอัตราการเติบโตร้อยละ 19.2 ต่อปี เป็นเวลามากกว่าทศวรรษแล้ว
  • กังหันลมทั้งหมดทั่วโลกที่ติดตั้งจนถึงปลายปี  2555 ผลิตไฟฟ้าได้ 580 เทระวัตต์ต่อปี มากกว่าร้อยละ 3 ของความต้องการไฟฟ้าทั่วโลก
  • ภาคอุตสาหกรรมพลังงานลมในปี 2555 มีผลประกอบการราว 6 หมื่นล้านยูโร หรือ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
  • จีนและสหรัฐอเมริกามีกำลังผลิตติดตั้งราว 13 กิกะวัตต์ จากกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่ สหรัฐอเมริกามีกำลังผลิตติดตั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกำหนดด้านภาษีที่เป็นแรงจูงใจหลัก (Production Tax Credit) ที่กำลังจะหมดอายุลง

หากพิจารณาแบ่งเป็นภาคพื้นทวีป เราจะเห็นว่า :

  • ทวีปเอเชียมีกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งใหม่จากพลังงานลมมากที่สุด (ร้อยละ 36.3) ตามมาด้วยอเมริกาเหนือ (ร้อยละ 31.3) และยุโรป(27.5 ) ส่วนละตินอเมริกา ออสเตรเลีย/โอเชียเนีย และแอฟริกายังมีส่วนแบ่งตลาดน้อยโดยอยู่ที่ร้อยละ 3.9 ร้อยละ 0.8 และร้อยละ 0.2 ตามลำดับ
  • ละตินอเมริกาและยุโรปตะวันออกยังเป็นภูมิภาคที่ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเรื่องพลังงานมากที่สุดในขณะที่ทวีปแอฟริกายังคงอยู่นิ่ง ทีเพียงประเทศตูนีเชียและเอธิโอเปียที่มีการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าแห่งใหม่

ทวีปเอเชีย

  • จีนมาเป็นอันดับหนึ่งในเอเชียโดยมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้น 13 กิกะวัตต์ แต่โดยเปรียบเทียบก็ลดลงกว่าหลายปีที่ผ่านมา
  • อินเดียเป็นอันดับสองในเอเชีย (และมีขนาดตลาดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมใหญ่เป็นอันดับสามของโลก) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่ โดยเพิ่มขึ้น 2.5 กิกะวัตต์ ญี่ปุ่นเป็นอันดับที่สามโดยค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ และกำลังผลิตติดตั้งใหม่น้อยกว่าปากีสถานซึ่งเป็นเป็นน้องใหม่ด้านไฟฟ้าจากกังหันลม

ทวีปอเมริกาเหนือ:

  • สหรัฐอเมริกาทำสถิติใหม่โดยเป็นตลาดกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพิ่มขึ้น  13 กิกะวัตต์ ในปี 2555
  • ส่วนแคนาดามีการเพิ่มขึ้นของกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่จากกังหันลมน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

ทวีปยุโรป :

  • เยอรมนียังครองบทบาทเป็นผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดและมั่นคงที่สุดในยุโรปด้วยกำลังการผลิตใหม่ 31 กิกะวัตต์ ตามมาด้วยสเปนซึ่งอยู่ที่ 22.8 กิกะวัตต์
  • สหราชอาณาจักรแย่งตำแหน่งที่สองสำหรับตลาดกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่แทนสเปน
  • อิตาลี ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรยังคงมีบทบาทเป็นตลาดขนาดกลางโดยมีกำลังผลิตติดตั้งรวมทั้งหมดระหว่าง  7.5 และ 8.5 กิกะวัตต์ ส่วนโปแลนด์ โรมาเนีย และสวีเดน กลายมาเป็นตลาดหลักของกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่

กำลังการผลิตติดตั้งของกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 ในปี 255 เมื่อเทียบกับปี 2554 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5

ความไม่แน่นอนของนโยบายเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาและการลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมแห่งใหม่

สมาคมพลังงานลมระดับโลกคาดว่าภายในปี 2559 กำลังผลิตติดตั้งของไฟฟ้าจากกังหันลมจะมากกว่า 500,000 เมกะวัตต์ และเป็นไปได้ว่าจะมี 1 ล้านเมกะวัตต์ ภายในปี 2563

อุตสาหกรรมเผาขยะแสวงหาตลาดใหม่ ๆ ในประเทศกำลังพัฒนาเพื่อขายเทคโนโลยีที่ล้าสมัย

“ในศตวรรษแห่งความก้าวหน้า ประกอบกับความรู้ด้านเคมีและเครื่องจักรกลที่สมบูรณ์มากมาย ผมเห็นว่ามันเหมือนการถอยหลังเข้าคลองสำหรับผู้ที่เสนอให้ทำลายวัสดุ (ที่เป็นอินทรีย์) ซึ่งมีคุณค่ามากที่สุด เพียงเพื่อกำจัดมันไป ขณะเดียวกันเราต้องไปหาซื้อวัสดุแบบเดียวกัน (ปุ๋ยอินทรีย์) จากที่อื่น ๆ มาใช้ในไร่นาของเรา”

Bruno Terne นักเคมี พูด ณ สถาบันแฟรงกิ้นส์ เมืองฟิลลาเดลเฟียในปี 1893 เพื่อต่อต้านการเผาปุ๋ยธรรมชาติ ซึ่งทำให้เราต้องไปขุดและขนส่งปุ๋ยจากทวีปหนึ่งไปอีกทวีปหนึ่ง (ที่มา [Bruno Terne], “The Utilization of Garbage,”  American Architect and Building News (Sept. 23,1893), หน้า 185-86, as cited by Susan Strasser, Waste and Want: A Social History of Trash (Metropolitan Books, Henry Holt and Co, LLC: NY, 1999) หน้า 133-134.)

————

การเผาขยะเป็นวิธีการเก่าแก่ที่มนุษย์ทำกันมาตั้งแต่หลังจากค้นพบไฟใหม่ ๆ แต่การเผากากของเสียในยุคใหม่เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1874 เมื่อมีการออกแบบเตาเผา “The Destructor” ในเมืองน็อตติงแฮม ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นโรงเผาขยะอย่างเป็นระบบแห่งแรกของโลก

สหรัฐอเมริกานำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในปี 1885 โดยก่อสร้างโรงเผาขยะขึ้นในเกาะโกเวอร์เนอร์ รัฐนิวยอร์ก ภายในเวลา 25 ปี ชาวอเมริกันสร้างโรงเผาขยะมากกว่า 180 แห่ง ในปี 1905 เทศบาลกรุงนิวยอร์กได้ปรับปรุงโรงเผาขยะแบบเดิมให้สามารถส่งผ่านความร้อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้แสงสว่างกับสะพานวิลเลียมเบิร์ก แต่ตอนนั้นกระแสโรงเผาขยะเริ่มเสื่อมลงแล้ว ภายในปี 1909 โรงเผาขยะ 102 แห่งที่สร้างขึ้นในสหรัฐอเมริกานับแต่ปี 1885 ได้ถูกทิ้งร้างหรือถูกทำลายไป ที่ดินสำหรับทำหลุมทิ้งขยะและองค์ประกอบของการเผาขยะที่ทำให้เกิดขี้เถ้าจำนวนมาก (เนื่องจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเมือง และเป็นเหตุให้หลาย ๆ เมืองหันมาใช้วิธีกลบฝังขยะซึ่งถูกกว่าและเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติมากกว่า จากแหล่งกลบฝังขยะได้พัฒนาขึ้นเป็น “หลุมฝังกลบแบบสุขาภิบาล” ซึ่งเป็นวิธีกำจัดขยะส่วนใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน

โรงเผาขยะเฟื่องฟูขึ้นมาอีกในช่วงทศวรรษ 1970 เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานในสหรัฐอเมริกา โดยปรากฏในชื่อใหม่ว่า “โรงงานเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงาน” และมีการโฆษณาชวนเชื่อมากมายว่า โรงเผาขยะจะเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ให้ประโยชน์ทั้งสองด้าน กล่าวคือทำให้ขยะ “หายไป” พร้อม ๆ กับผลิตความร้อนและ/หรือไฟฟ้า

โรงเผาขยะในยุโรปยุคแรก ๆ สร้างตามเทคโนโลยีในอังกฤษ จนประมาณช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีการก่อสร้างโรงเผาขยะขึ้นทั่วทั้งภาคพื้นทวีปยุโรป โดยเฉพาะในเยอรมนีและมหานคร อย่างเช่น บรัสเซล สตอคโฮมและซูริค กระแสก่อสร้างโรงเผาขยะใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกในทศวรรษ 1960 และ 1970 เพื่อแก้ปัญหาของเสียที่เพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลมาจากบริโภคนิยมและการบริโภควัสดุแบบใช้แล้วทิ้ง

จนถึงช่วงทศวรรษ 1980 กระแสการเผาขยะในประเทศอุตสาหกรรมเริ่มลดลง อันเป็นผลมาจากความตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และต้นทุนทางเศรษฐกิจของการเผาขยะ ประชาชนและองค์กรด้านสุขภาพและองค์กรด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อม เริ่มต่อต้านโรงเผาขยะอย่างจริงจัง ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศได้นำมาตรการควบคุมการเผาขยะอย่างเข้มงวดมาใช้ ในระหว่างปี 1985-1994 โครงการก่อสร้างโรงเผาขยะอย่างน้อย 280 โครงการในสหรัฐอเมริกาต้องล้มเลิกไป

เมืองต่าง ๆ ในยุโรปก็ล้มเลิกโครงการที่จะก่อสร้างโรงเผาขยะ

นอกจากนั้นมาตรการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ยังเป็นเหตุให้โรงเผาขยะที่มีอยู่หลายแห่งต้องปิดลงไป ตัวอย่างเช่น กรอบแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปชุดใหม่ที่เริ่มนำมาใช้ในปี 1996 ส่งผลให้โรงเผาขยะ 23 จาก 28 แห่งในอังกฤษต้องปิดลง เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการวางแผนจะปิดโรงเผาขยะ 509 แห่งในประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้หลังจากมีการนำมาตรฐานควบคุมการปลดปล่อยได   อ็อกซีนที่เข้มงวดมากขึ้นมาใช้ในปี 2002 ตั้งแต่เดือนธันวาคม 1998 ถึงพฤษภาคม 2002 โรงเผาขยะในญี่ปุ่น 170 แห่งถูกยกเลิกใช้งาน เพราะไม่ผ่านมาตรฐานที่นำมาใช้ใหม่ และภายในปี 2002 จะมีการปิดโรงเผาขยะอีก 339 แห่ง

คำตัดสินของศาลหลายชิ้นยังสั่งห้ามการเผาขยะหรือการก่อสร้างโรงเผาขยะแห่งใหม่ ฟิลิปปินส์อาจเป็นประเทศเดียวที่มีกฎหมายห้ามก่อสร้างโรงเผาขยะในระดับประเทศ

เมื่อต้องเผชิญกับแรงต่อต้านในสหรัฐอเมริกา แคนาดาและยุโรป อุตสาหกรรมเผาขยะจึงต้องแสวงหาช่องทางการตลาดใหม่ ๆ ในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม เพื่อจะขายสินค้าที่ทำให้เกิดสารพิษและราคาแพง บริษัท Indaver ซึ่งเป็นบริษัทโรงเผาขยะของเบลเยียม ไม่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างโรงเผาขยะขนาดใหญ่ในเขตปกครองที่ประชาชนพูดภาษาเฟลมมิชในเบลเยียม และกำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นแทน เช่น การใช้บัคเตรีเพื่อหมักปุ๋ยซึ่งทำให้เกิดก๊าซชีวภาพ อย่างไรก็ตาม บริษัทดังกล่าวยังคงพยายามที่จะขายเทคโนโลยีเผาขยะขนาดใหญ่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมนอกเบลเยียม

ในปัจจุบันมีการเสนอโครงการโรงเผาขยะหลายสิบแห่งในประเทศกำลังพัฒนาด้านอุตสาหกรรม หลายบริษัทพยายามผลักดันที่จะก่อสร้างโรงเผาขยะเหล่านี้ได้แก่ Onyx ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท Vivendi Environnement จากฝรั่งเศส Energy Developments Ltd (EDL) จากออสเตรเลีย Indaver จากเบลเยียม Olivine จากสหรัฐอเมริกา Ogden Martin จากสหรัฐอเมริกา และ Wheelabrator จากสหรัฐอเมริกา

คำตัดสิน

ปี

รายละเอียด

สหรัฐอเมริกา
เวอร์จิเนียตะวันตก 1993 พระราชบัญญัติเวอร์จิเนียตะวันตก (H.B.2445) “กฎหมายไม่อนุญาตให้ติดตั้ง จัดทำ หรือก่อสร้างโรงกำจัดขยะเทศบาลหรือการจัดทำในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นโรงเผาขยะที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเผาขยะ”
โรดไอส์แลนด์ 1992 รัฐโรดไอส์แลนด์ห้ามการเผาขยะจนทำให้รัฐแห่งนี้สามารถนำกากของเสียนำมาใช้ใหม่ได้มากถึงร้อยละ 70 พระราชบัญญัติวุฒิสภาแห่งรัฐโรดไอส์แลนด์ หมายเลข 92-S 2502 ระบุว่า “…การเผาขยะเป็นวิธีกำจัดขยะที่แพงที่สุด และมีต้นทุนทั้งที่รู้และไม่รู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดภาระด้านงบประมาณของรัฐและเทศบาลอย่างมหาศาลและไม่สมเหตุผล จนทำให้กระทบต่อผลประโยชน์ของสาธารณะอย่างร้ายแรง”
เดลาแวร์ 1998 พระราชบัญญัติ SBS 98 ซึ่งห้ามการเผาขยะในเขต “ชายฝั่ง” ของรัฐเดลาแวร์
แมสซาจูเสต 1992 ออกกฎหมายห้ามการก่อสร้างหรือขยายโรงเผาขยะใหม่ ๆ เป็นการชั่วคราว
หลุยเซียน่า 2000 รัฐหลุยเซียน่าได้แก้ไขกฎหมาย Title 33 ซึ่งระบุว่า “…ไม่อนุญาตให้เทศบาลใดซึ่งมีประชากรมากกว่า 500,000 คน เดินเครื่องโรงกำจัดขยะหรือโรงเผาขยะซึ่งเทศบาลเป็นเจ้าของ ดำเนินการ หรือเหมาช่วงในพื้นที่เทศบาล ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของผู้อยู่อาศัยและประโยชน์ในเชิงพาณิชย์”
เมืองอลาเมดา รัฐแคลิฟอร์เนีย 1990 เทศบัญญัติเพื่อลดและนำกากของเสียกลับมาใช้ใหม่แห่งเมืองอลาเมดาปี 1990 ระบุว่า “โรงเผาขยะเป็นทางเลือกของการลดและนำกากของเสียกลับมาใช้ใหม่ที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด โรงเผาขยะเหล่านั้นทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายทรัพยากรธรรมชาติซึ่งควรจะนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากขึ้น ทำให้ภาวะโลกร้อนเลวร้ายลง และทำให้เกิดวัตถุมีพิษ” เป้าหมายประการหนึ่งของเทศบัญญัตินี้คือ “ห้ามการเผาขยะภายในเขตเมืองอลาเมดา”
เมืองแอนอรุนเดล รัฐแมรีแลนด์ 2001 สภาเทศบาลได้ผ่านเทศบัญญัติหมายเลข 40-01 ห้ามก่อตั้งโรงเผาขยะทั่วไปและโรงเผาขยะทางการแพทย์ในเขตเทศบาล
เทศบาลนครเบิร์กลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย 1982 ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงมีมติให้มีการลงคะแนนเสียงเพื่อห้ามก่อสร้างโรงเผาขยะเป็นเวลา 5 ปี (ตั้งแต่ พ.ย.1982-ธ.ค.1987) ข้อเสนอดังกล่าวระบุไว้ว่า “เทศบาลนครเบิร์กลีย์จะไม่ก่อสร้างเป็นเจ้าของ หรือดำเนินการโรงเผาขยะภายในเขตเทศบาลนครเบิร์กลีย์ เทศบาลนครเบิร์กลีย์จะไม่อนุญาตให้มีการก่อสร้างหรือดำเนินการโรงเผาขยะในเขตเทศบาลนครเบิร์กลีย์” ข้อห้ามชั่วคราวดังกล่าวอนุญาตให้เทศบาลพัฒนาโครงการรีไซเคิล (ซึ่งกลายเป็นแม่แบบของโครงการในทำนองเดียวกันทั่วประเทศ) ยังไม่เคยมีการก่อสร้างโรงเผาขยะแม้แต่แห่งเดียวในเมืองเบิร์กลีย์
เทศบาลนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ 2000 เทศบาลได้ผ่านเทศบัญญัติเพื่อแก้ไขเทศบัญญัตินครชิคาโก เทศบัญญัติฉบับแก้ไขระบุว่า “กฎหมายไม่อนุญาตให้ติดตั้งหรือสร้างโรงเผาขยะเพิ่มขึ้นในเขตเทศบาลนครชิคาโก หลังจากวันที่ 1 มิถุนายน 2000 เป็นต้นไป และเริ่มจากวันที่ 1 สิงหาคม 2000 โรงเผาขยะในเขตเทศบาลนครชิคาโกจะต้องหยุดดำเนินการ และการเผาขยะในเขตเทศบาลจะถูกห้ามอย่างเข้มงวด เว้นแต่จะมีกฎหมายจากรัฐและรัฐบาลกลางมารองรับ
เทศบาลนครซานดิอาโก รัฐแคลิฟอร์เนีย 1987 เทศบัญญัติของเมืองห้ามก่อสร้างโรงกำจัดขยะในพื้นที่ที่มีโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก ส่งผลให้ไม่มีที่ดินใดที่เหมาะกับการก่อสร้างโรงเผาขยะได้
แคนาดา

(แคว้นออนตาริโอ)

1992 ในปี 1992 รัฐบาลแห่งแคว้นออนตาริโอ ห้ามการก่อสร้างโรงเผาขยะเพิ่มเติมในเขตเทศบาล ในปี 1996 รัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่ได้ยกเลิกคำสั่งห้าม ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเปิดเสรีการค้า แต่อุตสาหกรรมรีไซเคิลในออนตาริโอได้ล็อบบี้จนสามารถรักษาคำสั่งห้ามนั้นไว้ได้
กรีซ 1994 ในเดือนตุลาคม 1994 ประเทศกรีซผ่านกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรที่หมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่และการผลิตพลังงานโดยภาคเอกชน กฎหมายฉบับนี้ห้ามการเผากากของเสียอันตรายในโรงงาน “ผลิตขยะให้เป็นพลังงาน” พร้อมกันนั้นห้ามการเผาเชื้อเพลิงแข็ง (ยกเว้นเชื้อเพลิงชีวภาพ) ในโรงผลิตไฟฟ้าแห่งใหม่ ๆ”
บราซิล (เทศบาลเมืองเดียเดอมา)

รัฐเซาเปาโล

1995 เมืองเดียเดอมาผ่านกฎหมายห้ามก่อสร้างโรงเผาขยะในเขตเทศบาล สภาเทศบาลระบุว่าควรแก้ปัญหากากของเสียด้วยนโยบายลด ใช้ใหม่และรีไซเคิล
ฟิลิปปินส์ 1999 พระราชบัญญัติอากาศบริสุทธิ์ห้ามการเผาขยะใด ๆ ทั้งสิ้น
เบลเยียม 1990/

1997/

2000

ประชาชนในเขตที่พูดภาษาเฟลมมิชของเบลเยียมได้เรียกร้องจนมีข้อห้ามชั่วคราวมิให้ก่อสร้างโรงเผาขยะเพิ่มเติมในเขตเทศบาลภายในเวลา 5 ปี (เมื่อปี 1990) ในปี 1997 รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมเฟลมมิซ ประกาศคำสั่งชั่วคราวเพื่อห้ามการก่อสร้างโรงเผาขยะใหม่ ๆ และในวันที่ 1 กรกฎาคม 2543 เขตของประชากรที่พูดภาษาเฟลมมิซ (Flanders) กำหนดนโยบายห้ามการเผาขยะที่ไม่ได้คัดแยก
อินเดีย 2000 อินเดียมีคำสั่งห้ามการเผาขยะในเขตเมืองบางส่วน Schedule IV, Emissions Standards ของเทศบัญญัติขยะปี 2000 ระบุว่า “ไม่อนุญาตให้มีการเผาพลาสติกที่มีส่วนผสมของคลอรีน”

ที่มา Institute for Local Self-Reliance, Washington, DC, 2004; Marcia Carroll, Multinationals Resource Center, Washington, DC, สัมภาษณ์, ตุลาคม 2001; Kathy Evans, Ecology Center, Berkeley, California, สัมภาษณ์, ตุลาคม 2001; Anu Agarwal, Project Officer, Srishti, New Delhi, India, สัมภาษณ์, ตุลาคม 2001; Pawel Gluszynski, Waste Prevention Association, Krakow, Poland, สัมภาษณ์, ตุลาคม 2001; Bharati Chaturvedi and Ravi Agarwal, “No Fire Without Smoke,” Srishti, New Delhi, India, 1996; และ Fred De Baere, Belgian Platform Environment & Health, Nieuwkerken Was, Belgium, สัมภาษณ์, 21 ตุลาคม 2001.

 

 

อองซานซูจี พม่าและโลกออนโลน์

อีกครั้งหนึ่งที่นิตยสารไทม์รวมนางอองซานซูจี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่าเข้าไปในรายชื่อของบุคคลที่ทรงอิทธิพลหนึ่งร้อยคนของโลกในปีนี้ เป็นครั้งที่สี่ที่นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยท่านนี้มีชื่อจัดอยู่ในอันดับต้นของโลก โดยที่นิตยสารไทม์ได้วางแผงแล้วในสัปดาห์นี้ (18 เมษายน)

นิตยสารไทม์ซึ่งจัดนางอองซานซูจีให้อยู่ในรายชื่อ 100 อันดับได้มีขึ้นในปี 2004, 2008 และ 2011 ได้ยกย่องเธอในฐานะผู้นำฝ่ายค้านที่มีเจตจำนงอันยาวนานเพื่อปฏิรูปประเทศของเธอให้เปิดกว้างขึ้นหลังจากเกือบครึ่งศตวรรษของการปกครองโดยเผด็จการทหาร

Madeleine Albright อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาหนึ่งในผู้เขียนบทความในนิตยสารไทม์เขียนว่า “ซูจีคือผู้นำทางการเมืองกับการตัดสินใจภายใต้สภาวะแวดล้อมทางการเมืองที่เปราะบาง ความกล้าหาญของเธอในการยืนหยัดขัดขืนและมีชัยเหนือการกดขี่บังคับได้มอบความหวังให้กับผู้คนทั้งหลายผู้รักเสรีภาพ”

อองซานซูจี นักกิจกรรมที่ผันมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ได้รับการโหวตร้อยละ 61  ในการลงคะแนนเสียงออนไลน์ซึ่งปิดการโหวตเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (17 เมษายน) คะแนนโหวตออนไลน์ของอองซานซูจีสูสีกับเลดี้กากา และมีคะแนนมากกว่าลาร์รี่ เพจ ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล มิเชล โอบามา และโอปาร์ วินฟรีย์ เพื่อเข้ารอบสุดท้าย

ชัยชนะของการโหวตบนโลกออนไลน์ของอองซานซูจีเกิดขึ้นได้ถึงแม้ว่าการเข้าถึงอินเตอร์เนตในประเทศพม่ายังต่ำอยู่มาก เพียงร้อย 1 ของประชากร 60 ล้านคนเท่านั้นที่เข้าถึงอินเตอร์เนตได้

อย่างไรก็ตาม การเปิดให้โหวตซ้ำหลายครั้งได้ก็เป้นปัจจัยสำคัญ ชาวเนตในพม่าและในต่างแดนโหวตให้อองซานซูจีโดยคลิกที่ภาพของเธอ แสดงถึงความนิยมชมชอบในตัวของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและช่วยกันดันให้ประเทศพม่าเป็นจุดสนใจของประชาคมโลก

Oakkar Ko Ko ผู้โหวตให้อองซานซูจีบอกว่า เขากดเมาท์คลิกบนเว็บไชต์ของนิตยสารไทม์ไปมากกว่า 30 ครั้ง เขาต้องทำเพราะว่าเลดี้กากามีแฟนนับล้าน ในขณะที่มีคนใช้อินเตอร์เนตบนมือถือราว 200,000 รายทั้งประเทศพม่า

เลดี้กากามีคนติดตามผ่านทวิตเตอร์ 35 ล้านคน และแฟนที่ติดตามเธอทางเวบไซต์อีกนับพัน คนสนับสนุนเลดี้กากาประหลาดใจกับผลการโหวต หลายคนทิ้งข้อความไว้บนเวบว่าพวกเขาไม่เคยได้ยินชื่ออองซานซูจีมาก่อน

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชาวเนตในพม่าแสดงพลังโหวตออนไลน์นับตั้งแต่การเมืองของประเทศได้เปิดกว้างขึ้นหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2010 และมีการยกเลิกการเซนเซอร์ทางอินเตอร์เนต

ในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา เมื่อนางสาวพม่า Nang Khin Zay Yar เป็นครั้งแรกในรอบห้าสิบปีได้ได้ออกเวทีประกวดสาวงามนานาชาติที่ญี่ปุ่น เธอชนะรางวัล  the People’s Choice และ Internet Award เพราะว่าแฟนบนโลกออนไลน์ของเธอ

ผู้สนับสนุนนางอองซานซูจีทำการโหวตเป็นเวลาสองวัน บางคนแชร์ข้อความบนเฟซบุคอ้างว่าไม่ได้ห่างจากคอมพิวเตอร์เลยในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ยอมแม้กระทั่งนอนเพื่อที่จะได้ทำการโหวตอย่างต่อเนื่อง

แม้กระทั่ง Ye Htut รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสารสนเทศแห่งเมียนมาร์ กล่าวว่า เขาโหวตให้ซูจีหลายครั้งบนเฟซบุคของเขาซึ่งทำให้มีคนติดตามออนไลน์ถึง 28,000 คน

ในขณะที่อีกหลายคนนั้นโหวตไม่กี่ครั้งและคาดหวังการสนับสนุนที่กว้างขวางออกไป Han Htet ชาวย่างกุ้งอายุ 27 ปี กล่าวว่า “มันเป็นชัยชนะที่เป็นผลมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ฉันโหวตเพียงสองครั้ง”

Ye Myat Thu นักคอมพิวเตอร์จากมัณฑะเลย์บอกว่า เขาดีใจที่นิตยสารไทม์เปิดให้โหวตหลายครั้ง ถ้าเป็นการโหวตครั้งเดียวต่อหนึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็จะไม่ยุติธรรมกับคนในพม่า เพราะว่าเราแบ่งปันการเข้าถึงอินเตอร์เนตจากคอมพิวเตอร์ที่ร้านอินเตอร์เนต ในขณะเดียวกัน จะดีมากถ้าเราเห็นจำนวนคนที่โหวตแทนที่จะเป็นจำนวนการโหวต

ธารา บัวคำศรี แปลและเรียบเรียงจาก The Irrawaddy Magazine