ต้นทุนจริงของถ่านหิน : เปลี่ยนเทือกเขาแห่งเคนทักกี้ตะวันออกให้เป็นกากสารพิษ

เทือกเขาแอปปาลาเชียนตอนกลางในสหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งถ่านหินที่มีจำนวนมากเป็นอันดับสองในสหรัฐฯ รองมาจากลุ่มน้ำเพาว์เดอร์(Powder River Basin)ของรัฐไวโอมิ่ง ในช่วงต้นคริสตวรรษ 1980s บริษัทถ่านหินที่ทำงานในพื้นที่เริ่มใช้รูปแบบการทำเหมืองแบบที่เรียกว่า การย้ายยอดเขา (Mountain Top Removal :MTR) ในกระบวนการนี้ พวกเขาได้ทำลายที่ดินและชุมชนของเทือกเขาแอปปาลาเชียน ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีถ่านหินโดยสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเคนทักกี้ตะวันออก

ทำไม?

นั่นก็เพราะว่านี่เป็นวิธีที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดในการเพื่อให้ได้ถ่านหินมาอย่างไรล่ะ

การย้ายยอดเขา(MTR) ทำงานตรงตามชื่อของมัน-คือคนงานเหมืองจะทำการระเบิดส่วนหนึ่งของภูเขาออกมาทั้งหมดเพื่อจะนำถ่านหินที่อยู่ใต้พื้นผิวออกมา เมื่อถ่านหินถูกขนย้ายแล้วเศษหินและดินต่างๆ ที่เกิดจากการระเบิด(ที่เรียกว่าดินหน้าแร่หรือ overburden) ก็จะถูกทิ้งลงในหุบเขาที่อยู่ใกล้เคียง

กระบวนการทำเหมืองที่ทำลายล้างสูงนี้ได้กลบฝังลำธารยาวนับร้อยไมล์ในรัฐเคนทักกี้ไปแล้ว และทำลายผืนป่าโบราณหลายพันเอเคอร์อย่างยับเยิน กระบวนการ MTR นี้เป็นหายนะร้ายแรงต่อพื้นที่ในเขตภูเขานี้ –ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบนิเวศแบบป่าฝนเขตอบอุ่นที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ผลกระทบทางกายภาพจากการทิ้งดินหน้าแร่นับพันตันไปสู่หุบเขานั้นก็แย่พออยู่แล้ว แต่เศษดินและหินเหล่านั้นยังมีโลหะพิษผสมอยู่เช่น ซีลีเนียม สารหนู และสารปรอท ที่สามารถไหลลงไปสู่พื้นดินและน้ำบาดาลส่งต่อสารพิษไปยังทุกสิ่งที่มันเดินทางไปไม่ว่าจะเป็น ลำธาร ปลา พืชและสัตว์ในท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งผู้คน

ผลกระทบโดยตรงจากการย้ายยอดเขา(MRT)

ผู้คนนับพันที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ถ่านหินเคนทักกี้ตะวันออกได้รับผลกระทบโดยตรงจาก MRT และเป็นพยานต่อการละเลย การปฏิเสธความรับผิดชอบ และความละโมบของบริษัทถ่านหิน

การปนเปื้อนของสารพิษ

เอริกาและราอูล อูไรอัส อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเป็นหุบเขาเขียวขจีในไพค์เคาน์ตี้ (Pike County) บ้านของพวกเขาขณะนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยพื้นดินที่เหมือนผิวดวงจันทร์จากการย้ายยอดเขาในแถบนั้น และที่ดินของพวกเขาถูกหินจากการนั้นลอยตกมาใส่และถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นกำมะถันจากการระเบิดเหมืองแต่สิ่งที่พวกเขาเป็นกังวลที่สุดคือ มาเคลาลูกสาววัยสี่ขวบของพวกเขา

ในปี 2549 พวกเขาพบว่าน้ำที่พวกเขากำลังใช้อาบตัวลูกสาว มีสารหนูปนเปื้อนอยู่ถึง 130 เท่าจากระดับที่ทางองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (US EPA) ยอมรับและมีสารปรอทสูงกว่าระดับปกติด้วยเช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงสามปีแรกของแม่หนูน้อยบางครั้งเธอก็ดื่มน้ำนั่นเข้าไปด้วย ในขณะนี้หนูน้อยมาเคลายังคงสบายดีอยู่ แต่ เอริกาและราอูลยังคงกังวลกับอนาคต “ผมกลัวและกังวลเกี่ยวกับลูกสาวของผม” ราอูล บอกกับเรา “ผมรู้ว่าการรับเอาสารหนูเป็นระยะเวลานานนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะภายใน”

ในช่วงชีวิตวัยเด็กของเขา ราอูลรู้จักหุบเขาแห่งนี้ในแบบที่แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง “เมื่อผมยังเด็กมันสวยมาก” เขาอธิบาย “ลำธารใสบริสุทธิ์ไม่เป็นสีดำ มันเคยมีปลาและกบจำนวนมาก ตอนนี้มันไม่มีอะไรเลย…ตอนนี้สิ่งที่คุณมีคือกำแพงสูง 100 ฟุต ที่มีป้ายเขียนว่า ‘การฟื้นฟูที่ดิน’ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น…มันมีแค่ของสีน้ำตาลกระจัดกระจายอยู่เท่านั้น สัตว์ป่าต่างก็หายไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย”

เหตุพราะความไม่รู้ล้วนๆ

“เราเคยพบดอกกล้วยไม้ชูช่อ เราพบดอกทริลเลี่ยม (trillium)… ดอกพิฟซิสเซวา (pipsissewa)…เราพบดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ แสนสวยต่างๆ ในนี้…แต่บัดนี้มันหายไปหมดแล้ว ฉันหมายความว่าพวกเขาถอนรากถอนโคนมันทั้งหมดและและเปลี่ยนเป็นที่หุบเขาสำหรับถมกากของเสียจากเหมืองแทน”

กว่าสิบปีที่ผ่านมาแมรี่ เจน(Mary Jane) เป็นผู้นำเดินป่าชมธรรมชาติในเขตเลสลี่เคาน์ตี้ ที่ซึ่งเธอและสามีของเธอ ราเลย์(Raleigh) อาศัยอยู่ในปัจจุบัน ตั้งแต่ปี 2550 ทั้งคู่ต่อสู้กับการย้ายยอดเขา(MTR) ของบริษัทเหมืองถ่านหินวายมอร์โคล (Whymore Coal) ในระหว่างการต่อสู้นี้พวกเขาได้พบเห็นการทำลายระบบนิเวศอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์แย่ขึ้นไปอีกก็คือมีการทำลายบางอย่างนั้นเกิดขึ้นจากความผิดพลาดที่ไม่น่าเกิดขึ้นของบริษัทเหมืองถ่านหิน แมรี่ เจน(Mary Jane)เปิดเผยกับเราว่าทางเหมืองวายมอร์โคล(Whymore Coal) ได้ถางพื้นที่กว้างถึง 100 ฟุตตัดผ่านภูเขา และทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธ์อย่างค้างคาวอินเดียนาบราว์แบท(Indiana Brown Bat) ด้วยความประมาท “พวกเขาไม่รู้ว่าชั้นถ่านหินอยู่ตรงไหน” แมรี่ เจนบอกกับเราว่านั่นเป็นการกำจัดสัตว์ป่าสำคัญโดยเปล่าประโยชน์

การฟื้นฟูที่ไม่เพียงพอ

“ฉันไม่สนใจว่าพวกเขาจะสร้างทุ่งหญ้าบริเวณนี้ขึ้นมามากแค่ไหน เพื่อให้ [พวกสัตว์] มีผลไม้เปลือกแห้งไว้ประทังชีวิตระหว่างฤดูหนาว ไก่งวง ไก่ป่า กระรอก กวาง และสัตว์ทุกๆ ชนิด พวกเขาตัดเอาไม้ขนาดใหญ่ในป่าออกมาและไม่มีการปลูกคืนในอนาคตแต่อย่างใด”

ในเขตฟอล์ยเคาน์ตี้ รัฐเคนทักกี้ ริค แฮนชู(Rick Handshoe) เป็นผู้พบเห็นผลลัพธ์ที่ร้ายแรงหลังจากกระบวนการการถกถางพื้นที่เพื่อการทำเหมืองเกิดขึ้น

ปัญหาหลักที่ริคชี้ให้เห็นก็คือว่า ทางบริษัทเหมืองนั้นมักจะพัฒนาที่ดินบริเวณเหมืองให้เป็นสถานที่เลี้ยงสัตว์โดยปลูกพืชผลผสมผสานกันเจ็ดชนิด ไม่เพียงแต่ว่าพืชผลเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องปลูกใหม่เป็นช่วงๆ แต่พวกมันจะเติบโตขึ้นได้ก็เมื่อใส่ปุ๋ยเข้มข้นลงไปช่วย เมื่อเงินที่ผูกมัดกับบริษัทเหมืองถูกส่งคืนจากรัฐแล้วการดูแลใส่ปุ๋ยก็จะหยุดลงและทุกอย่างในบริเวณนั้นก็จะตายลง

ความพยายามที่ไร้ผลนี้ได้ทำลายแหล่งทรัพยากรน้ำบนผิวดินและน้ำบาดาลร่วมด้วยระบบนิเวศที่เป็นที่พึ่งพิงของบรรดาสัตว์ป่าอย่างสมบูรณ์ การสังเกตการณ์ของริคนั้นได้รับการยืนยันสนับสนุนจากรายงานขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (US EPA)เมื่อปี 2546 รายงานนี้กล่าวไว้ว่า “การใช้ผลประโยชน์จากผืนดินด้วยวิธีนี้จะใช้เวลามากกว่าวิธีการแบบเก่าเพื่อฟื้นคืนป่าให้อยู่ในสภาพก่อนการทำเหมือง” หรืออย่างที่ริคกล่าวไว้ “จะไม่มีต้นไม้ในพื้นที่นี้อีกแล้ว”

ในปี 2546 บริษัทเหมืองถ่านหินที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงบ้านของริคได้ทำลายลำธารทั้งสาย  จากที่ริคกล่าวไว้ น้ำในลำคลองนั้นกลายเป็นสีเหลือง เขายังอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปอีกว่า:

“ลำธารแห่งนั้นไม่มีปลาอยู่เลย เมื่อคุณฆ่าสิ่งที่คุณมองไม่เห็นในคลองนั่นลง ซาลาแมนเดอร์ก็อยู่ไม่ได้ กุ้งก็อยู่ไม่ได้ ปลาก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้นแล้วแรคคูนที่จะลงมาจับปลาและกุ้งกินล่ะ มันก็ไม่มีให้กิน หากคุณทำลายแหล่งน้ำ คุณจะทำลายระบบห่วงโซ่อาหารของพวกมันลง”

เหตุการณ์นี้ถูกกล่าวว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เหตุบังเอิญเลยที่บริษัทเหมืองถ่านหินได้ทำการสูบเอาน้ำจากเหมืองใต้ดินที่ถูกทิ้งร้างไว้อย่างผิดกฏหมายโดยไม่มีการสร้างบ่อเก็บกักเก็บน้ำเอาไว้ก่อน “อุบัติเหตุ” เช่นนี้เกิดขึ้นมาเป็นสิบปีแล้ว การทำลายสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาก่อขึ้นในเขตฟอล์ยเคาน์ตี้สามารถพบได้ในทั่วภูมิภาค

สถานการณ์และแนวโน้มในอนาคต

ตราบใดที่การทำเหมืองแบบย้ายยอดเขา (Mountain Top Removal :MTR) ยังคงดำเนินต่อไป และตราบเท่าที่ทางบริษัทเหมืองถ่านหินยังคงเห็นแก่ผลประโยชน์มากกว่าสุขภาพของผืนดินและผู้คน สถานการณ์และแนวโน้มในอนาคตของทุ่งถ่านหินรัฐเคนทักกี้ตะวันออกและตอนกลางของเทือกเขาแอปปาลาเชียนนั้นก็สิ้นหวัง ด้วยราคาของถ่านหินที่พุ่งสูงขึ้น

ความเร่งรีบในการทำเหมือง “ถ่านหินราคาถูก” โดยวิธีการ MTR ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีกก็คืออาการเจ็บป่วยของผู้คนที่ทรุดหนักลง น้ำที่ถูกปนเปื้อน ระบบนิเวศที่แย่ลง ซึ่งเป็นราคาที่ทางบริษัทเหมืองคิดว่าเป็นเรื่องที่นอกเหนือจากพวกเขา ผู้ที่ต้องจ่ายคือผู้อยู่อาศัยในเขตทุ่งถ่านหินและผู้ที่อาศัยอยู่ปลายลำธาร นี่เป็นราคาที่พวกเขาไม่ควรต้องจ่ายเลยด้วยซ้ำ

—————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : สารปรอท

อุตสาหกรรมถ่านหินเป็นแหล่งกำเนิดสารปรอทที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก ด้วยมีปริมาณสารปรอทถึง 2,190 ตัน ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในแต่ละปี กว่าครึ่งนั้นมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน

การเผาไหม้ถ่านหินได้ปลดปล่อยสารปรอทจำนวนมากสู่บรรยากาศจากปรอทที่อยู่ในถ่านหิน สารปรอทนี้ในที่สุดจะตกไปสู่แม่น้ำ ลำธารและทะเลสาบจากการตกของน้ำฟ้า(ฝนและหิมะ)ฝุ่นละอองหรือจากแรงโน้มถ่วงของโลก เมื่อตกไปในแหล่งน้ำ มันจะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหาร เริ่มจากสาหร่ายและคืบคลานไปสู่ฝูงปลา หลังจากนั้นก็เป็นนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต่างๆ ความเข้มข้นของสารปรอทจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณตามระดับห่วงโซ่อาหารที่สูงขึ้น

สารปรอทสามารถทำร้ายมนุษย์ได้หรือไม่? คำตอบคือได้ สารปรอทนั้นเป็นสารพิษที่ก่อกวนระบบประสาท(Neurotoxin) ที่สามารถส่งต่อจากแม่ไปสู่ลูกน้อยในครรภ์ได้ ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่สมอง สูญเสียการมองเห็น ลมชักและปัญหาอื่นอีกมากมาย การสัมผัสสารปรอทมักมาจากการกินปลาที่ปนเปื้อน

ในสหรัฐอเมริการ้อยละ 8 ของผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธ์มีสารปรอทในเลือดของตนมากกว่าระดับที่องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (US EPA) กำหนดว่าปลอดภัย นี่ส่งผลให้เด็ก 410,000 คนที่เกิดมาในแต่ละปีได้รับสารปรอทในระดับที่เป็นอันตรายตั้งแต่อยู่ในครรภ์

—————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : กลล่องหน

เหมืองถ่านหินมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อแหล่งน้ำในท้องถิ่น เพราะเหมืองมีความจำเป็นที่จะต้องใช้น้ำจำนวนมากในการปฏิบัติงาน บ่อยครั้งพื้นดินตลอดจนแม่น้ำก็ถูกขุดขึ้นเพื่อเอาถ่านหินออกมาจนส่งผลให้แหล่งน้ำต่างๆ หายไป

เมื่อถ่านหินถูกขุดออกจากใต้ดิน น้ำบาดาลก็จะถูกสูบออกมาจนพื้นที่บริเวณนั้นจนแห้งลง การย้ายน้ำจำนวนมากออกจากพื้นที่หนึ่งนั้นมักทำให้น้ำที่อยู่บนพื้นดินในบริเวณที่ทำเหมืองเหือดแห้งตามไปด้วยในทันทีทันใด ผลก็คือระดับพื้นผิวน้ำบาดาลลดต่ำลง ระบบนิเวศถูกทำลาย ขัดขวางการเจริญเติบโตและการสืบพันธ์ุของพรรณพืชและสัตว์น้ำ สายพันธ์ปลาและนกที่มีค่าลดน้อยถอยลงและเขตภูมิภาคทั้งหมดก็จะตกอยู่ในอันตราย  และบ่อยครั้งก็ลามข้ามเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศไปเลย

การปฏิบัติการบนชั้นพื้นผิวของเหมือง เช่น การย้ายยอดเขา (Mountain Top Removal:MTR) สามารถทำให้ทรัพยากรแหล่งน้ำหายไปได้อีกวิธีหนึ่ง  โดยใช้วิธีการปกคลุมแหล่งน้ำเหล่านั้นด้วยเนินดินจากการขนย้าย การปฏิบัติงานนี้เรียกได้ว่าเป็นการปล่อยภูเขาลงตามแหล่งน้ำลำธารเลยก็ว่าได้ จากคำศัพท์ในวงการอุตสาหกรรมเรียกสิ่งนี้ว่า “ถมหุบเขาให้เต็ม” เศษหินที่เกิดจากการระเบิดภูเขาจะถูกทิ้งลงในหุบเขาใกล้เคียง ทับถมถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่าและทำลายระบบนิเวศของลำธารที่ได้รับผลกระทบอย่างถาวร ในสหรัฐอเมริกา ลำธารมากกว่า 1,200 ไมล์ ถูกกลบฝังและถูกทำลายอย่างถาวรแล้วในภูมิภาคกลางของแอปปาลาเชียน(Appalachia) ในขณะที่สมาชิกในชุมชนได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวง หุบเขาที่ถูกถมนี้ถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะถูกถมและทพลายอย่างถาวรอย่างน้อย 2,400 ไมล์ของที่ตั้งลำธารในแอปปาลาเชียนตอนกลางภายในปี 2565

————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

 

ต้นทุนถ่านหิน : มลพิษที่มากกว่าธรรมดา

ในสหรัฐอเมริกา มลพิษทางอากาศพรากชีวิตผู้คน 30,000 คนในแต่ละปี จากการศึกษาในปี 2544 พบว่าผู้คนใน 14 เมืองจาก 20 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย สูดอากาศเอามลพิษที่ทางรัฐบาลเห็นว่า “อันตราย” เข้าไป ในจีน โรคปอด (Pulmonary Disease) เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ใหญ่เป็นอันดับสอง ร้อยละ 13.9 จากทั้งหมด

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคเหล่านั้นขึ้นก็คือถ่านหินหรืออนุภาคขนาดเล็กที่มาจากการเผาไหม้ถ่านหิน มลพิษทางอากาศ หรือเรียกได้อีกอย่างว่าฝุ่นละอองหรือเขม่า เป็นหนึ่งในผลผลิตอันตรายที่ได้จากการเผาไหม้ถ่านหิน

ฝุ่นละอองหรือเขม่าซึ่งปล่อยออกมาโดยตรงจากปล่องควันอุตสาหกรรมหรือปล่อยออกมาทางอ้อมโดยการทำปฏิกิริยาของสารพิษ อาทิ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์กับอากาศ อนุภาคนั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าเส้นผมของคนถึง 40 เท่า และยังมีส่วนประกอบของซัลเฟต ไนเตรท แอมโมเนียม โซเดียมคลอไรด์ คาร์บอน และผงแร่

ฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้นอันตรายมากเป็นพิเศษเนื่องจากอนุภาคที่เล็กที่สุดนั้นสามารถถูกสูดลึกเข้าไปในปอดได้ และยังมีความเป็นไปได้ที่จะผ่านเข้าไปสู่กระแสเลือดได้อีกด้วย ฝุ่นละอองส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์โดยเป็นต้นเหตุของจำนวนที่มากขึ้นของอาการหัวใจวายเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคปอด โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ยิ่งไปกว่านั้นฝุ่นละอองขนาดเล็กยังสร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน นอกจากสร้างปัญหาหมอกควันและวิสัยทัศน์แล้วยังมีสารพิษที่ฝุ่นละอองเหล่านั้นสามารถทำให้ดินสูญเสียธาตุ ทำให้น้ำเกิดการปนเปื้อน และยังสร้างความเสียหายให้แก่ป่าและพืชผลอีกด้วย

————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ความเสี่ยงด้านสุขภาพ

การสกัดถ่านหินจากพื้นดินเป็นงานที่ยากลำบาก ทำให้สกปรกและมีอันตราย อุบัติเหตุการระเบิดและการทรุดตัวลงอย่างฉับพลันของเหมืองถ่านหิน เป็นเพียงหนึ่งในอันตรายที่มีอยู่นานัปการที่คนงานในเหมืองถ่านหินทั่วโลกต่างเผชิญอยู่ นอกจากความเสี่ยงในการทำงานที่มีสูงแล้ว พวกเขายังต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่เหน็ดเหนื่อยและยาวนานหลายชั่วโมง การทำงานดังกล่าวยังมาพร้อมกับอันตรายทางสุขภาพจากการสัมผัสควันพิษ วัสดุที่เป็นพิษตลอดจนฝุ่นละออง

โรคฝุ่นจับปอด(Black lung disease)หรือโรคนิวโมโคนิโอซีส(pneumoconiosis หรือ CWP) อาจเป็นผลกระทบทางสุขภาพที่เลวร้ายที่สุดที่เป็นผลมาจากการทำงานในเหมืองถ่านหิน โรคดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับเหมืองถ่านหินมาเป็นเวลาหลายร้อยปี โรคฝุ่นจับปอดนี้มีสาเหตุมาจากการสัมผัสกับฝุ่นละอองที่มีซิลิกาละเอียด (Crystalline silica) ซึ่งสารดังกล่าวจะเกาะอยู่ตามผนังปอดทำให้ปอดแข็งขึ้น จากนั้นจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของปอดในการส่งก๊าซออกซิเจนที่หายใจเข้าไปตามกระแสเลือดลดลง ระดับความรุนแรงของโรคนี้จะแตกต่างกันไป ทั้งนี้โรคดังกล่าวเป็นโรคเรื้อรังลุกลามอย่างรวดเร็ว และมักมีอันตรายถึงตายได้ แม้ว่าอาการของโรคบางอย่างจะสามารถบรรเทาได้ ปัจจุบันก็ยังไม่มีการรักษา ผู้ป่วยโรคฝุ่นจับปอดจะได้รับทุกข์ทรมานจากการหายใจไม่เพียงพอ ความเหนื่อยล้า ภาวะมีอากาศในเนื้อเยื่อและอาการไอ ปัญหาโรคหัวใจและท้ายที่สุดระบบหายใจล้มเหลว

โรคฝุ่นจับปอดสร้างความทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวงให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา ในประเทศจีน มีคนงานเหมืองถ่านหินประมาณ 600,000 คนที่ทุกข์ทรมานจากโรคนี้ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 70,000 ราย ในสหรัฐอเมริกา ความชุกของโรคดังกล่าวปรับตัวลดลงหลังจากที่มีการผ่านกฎหมายการทำเหมืองระดับสหพันธรัฐ แต่ยังมีผู้เสียเสียชีวิตจากโรคฝุ่นจับปอดปีละกว่า 1,200 คน

————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงทางพลังงาน (2)

ระเบียบวาระของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์

วิกฤตการณ์นำ้มันช่วงทศวรรษ 1970 ถือเป็นเหตุการณ์ทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานกลายเป็นระเบียบวาระของโลก ผลคือประเทศที่ใช้นำ้มันต่าง ๆ ได้เพิ่มการสำรวจเชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศ อย่างไรก็ตาม แหล่งสำรองที่หร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วและความจำเป็นการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์นั้นได้ผลักให้ ทางเลือกดังกล่าวออกไปจากนโยบายพลังงานที่ยั่งยืนใด ๆ ก็ตามที่มีอยู่ในวันนี้

ปัจจุบัน บริบทของความมั่นคงด้านพลังงานในระดับโลกนั้นมีความแตกต่างออกไป สาเหตุและภัยคุกคามของความเสียหายของการจัดหาพลังงานเมื่อไม่นานมานี้มีลักษณะที่แปรผันไป จากผลกระทบของเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศที่รุนแรงเช่น เฮอร์ริเคนแคทรีนาและริตา ที่เกิดขึ้น ณ เครือข่ายพลังงานที่รวมศูนย์อย่างมาก ไปจนถึงการประท้วงหยุดงานของคนงานอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลา จากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เช่น ในอินเดียและจีน ไปจนถึงแหล่งจัดหาเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในที่ลดลงในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับในช่วงทศวรรษ 1970 ประเด็นของเรื่องแหล่งจัดหาพลังงานในทางปฏิบัตินั้นเกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ทางการเมืองอย่างมิอาจปฏิเสธได้ รายได้ของประเทศที่จัดส่งพลังงานนั้นขึ้นอยู่ทรัพยากรที่ทำการส่งออกไป และประเทศผู้บริโภคพลังงานนั้นมีข้อกังวลเรื่องการการควบคุมทรัพยากรเชื้อเพลิงของประเทศผู้จัดหาพลังงานและส่งออกซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของตน

ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ข้อกังวลเรื่องความมั่นคงทางพลังงานเพิ่มขึ้นตามแรงกดดันและข้อขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง-อ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งจัดส่งน้ำมันของสหรัฐอเมริกาถึงร้อยละ 16 ดังนั้น ประเทศผู้บริโภคพลังงานซึ่งกังวลถึงการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้ามากจนเกินไปได้หยิบยกประเด็นการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานมาเป็นแนวทางในการไปให้ถึงความมั่นคงด้านพลังงานของตน พลังงานนิวเคลียร์ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในฐานะเป็นวิธีการในการบรรลุเป้าหมายนี้ ตัวอย่างเช่น อินเดีย ได้ชูประเด็นความเป็นอิสระทางพลังงานระดับชาติว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเร่งด่วนสูงสุดอันดับต้น โดยการขยายการใช้พลังงานนิวเคลียร์ให้มากขึ้นไปอีก กลุ่มผู้สนับสนุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บีลีน(Belene) ในประเทศบัลแกเรียยังได้ใช้ข้ออ้างที่คล้ายคลึงกันนี้ ในกรณี ของความเป็นอิสระจากก๊าซของรัสเซีย อย่างไรก็ตาม มันต้องการความเป็นอิสระทางพลังงานเล็กน้อย หากเชื้อเพลิงขั้นต้น เชื้อเพลิงแปรรูปและเทคโนโลยีทั้งหมดต้องสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ

ในกรณีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บีลีน (Belene) บริษัทที่เป็นผู้ก่อสร้างคือ Atomstroyexport ของรัสเซีย ใช้วิศวกรชาวรัสเซีย ขณะเดียวกัน บริษัท TVEL ของรัสเซียยังได้ผูกขาดแหล่งเชื้อเพลิงและเงินกู้อีก 3.2 พันล้านยูโร ซึ่งกำลังมีการเจรจากับธนาคารพาณิชย์ในรัสเซีย

ผู้สนับสนุนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์มีความชำนาญในการใช้ประเด็นขัดแย้งในทางสากลเพื่อผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ในฐานะเป็นทางออกของความมั่นคงด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงเรื่องนี้ ละเลยที่จะพิจารณาความจริงเบื้องต้นหลายประการด้วยกัน

  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถทดแทนก๊าซนำเข้า
  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถเพิ่มความเป็นอิสระด้านพลังงานของประเทศ
  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงที่ไม่โดนรบกวนหรือถูกตัดขาด
  • พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถรับประกันการลงทุนในอนาคต

“มอง” ผืนป่า “แล” คาร์บอน (4) : แผนที่ป่าไม้ในสหรัฐฯ

ธารา บัวคำศรี เรียบเรียงจาก Seeing Forests for the Trees and the Carbon: Mapping the World’s Forests in Three Dimensions (By Michael Carlowicz, Design by Robert Simmon -January 9, 2012)

ในความเห็นของ Josef Kellndorfer ซึ่งประจำอยู่ที่ Woods Hole Research Center (WHRC) เขามองว่า ผู้ที่ทำงานด้านการจัดการทรัพยากรจำเป็นต้องเห็นป่าไม้ลงไปในรายละเอียด ในระดับที่เห็นว่าพื้นที่จอดรถหรือการพัฒนาใดๆ หรือ กิจกรรมการเกษตรใดๆ เกิดขึ้นจากการทำลายป่า ทีมวิจัยของเขาทำการศึกษาลงไปในระดับนั้นเมื่อมีการนำเสนอชุดข้อมูลชีวมวลและคาร์บอนแห่งชาติของสหรัฐ  (National Biomass and Carbon Dataset – NBCD) ในเดือนเมษายน 2011

ชุดข้อมูลชีวมวลและคาร์บอนแห่งชาติของสหรัฐ (The National Biomass and Carbon Dataset -NBCD) เป็นแผนที่ชีวมวลป่าไม้ที่มีรายละเอียดสูงที่สุดเท่าที่เคยสร้างขึ้น นักวิทยาศาสตร์ที่ประจำ ณ Woods Hole Research Center สร้างมันขึ้นจากข้อมูลดาวเทียมและการวัดภาคพื้นดินที่มีความเที่ยงตรงสูง  (Map by Robert Simmon, based on data from Woods Hole Research Center.)

Kellndorfer กล่าวว่าทีมของเขาให้ข้อมูลในระดับการจัดการ แผนที่ป่าไม้และปริมาณคาร์บอนในสหรัฐฯ ดังกล่าวนี้ มีความละเอียดไปถึง 30 เมตร หรือประมาณ 4 พิกเซลบนจอความพิวเตอร์ต่อพื้นที่ 1 เอเคอร์ เป็นชุดข้อมูลของภาพรวมของโครงสร้างป่าไม้และการเก็บสะสมคาร์บอน สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการประเมินความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา Kellndorfer, Wayne Walker และทีมงานของพวกเขาที่ Woods Hole ร่วมมือกับหน่วยป่าไม้ของสหรัฐฯ (the U.S. Forest Service) และ the U.S. Geological Survey (USGS) เพื่อสร้างแผนที่ป่าไม้แห่งชาติขึ้นจากขัอมูลดาวเทียม (space-based radar และ optical sensors) แบบจำลองคอมพิวเตอร์และข้อมูลภาคสนามจำนวนมาก พวกเขาแบ่งแผนที่สหรัฐฯ ออกเป็น 66 ส่วน และลงท้ายด้วยการทำแผนที่พื้นผิวของแผ่นดินสหรัฐย่อยออกเป็น 265 ล้านส่วน  Kellndorfer ประมาณว่าฐานข้อมูลแผนที่นั้นรวมถึงการวัดต้นไม้ประมาณ 5 ล้านต้นในป่า

ในปี 2005 Kellndorfer ถอดสัญญานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ตรวจจับโโยเรดาร์ เป็นข้อมูลที่เผิดเผยถึงความสูงของพืชพรรณ เขาหักลบความสูงเรือนยอดไม้จากความสูงของภูมิประเทศ นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถประเมินความสูงและความหนาแน่นป่าไม้และพืชพรรณที่ปกคลุมพื้นผิวได้

แต่ตัวเลขเหล่านั้นเป็นแค่การเริ่มต้น ทีมของ Kellndorfer รวมข้อมูลของพวกเขาเข้ากับ National Land Cover Database ที่สร้างขึ้นจากภาพดาวเทียม Landsat พวกเขาวิเคราะห์ภาพเหล่านั้นทางด้านชีวิทยาและธรณีวิทยา ตรวจสอบว่า ความสูงต่ำของภูมิประเทศนั้นส่วผลอย่างไรต่อความสูงและความหนาแน่นของต้นไม้ ที่ความสูงระดับหนึ่งต้นไม้ชนิดไดที่เติบโตได้หรือไม่ได้

ปริศนาสุดท้ายคือข้อมูลจริงในภาคพื้นดิน Kellndorfer รับความช่วยเหลือจาก Elizabeth LaPoint และทีมงานในโครงการวิเคราะห์และสำรวจป่าไม้ (Forest Inventory and Analysis) ของ the U.S. Forest Service เจ้าหน้าที่ป่าไม้ของมลรัฐทำการสำรวจประชากรป่าไม้ มีแปลงสำรวจป่าไม้ทุก ๆ 6,000 เอเคอร์ของพื้นที่ป่า และวัดต้นไม้ในแปลงสำรวจอย่างน้อยทุกๆ 5 ปี

อย่างไรก็ตาม แปลงสำรวจเหล่านี้ ไม่เอื้อต่อการสำรวจโดยตรงหรือการศึกษาโดย Kellndorfer หรือใครก็ตามที่อยู่ภายนอก เนื่องจากเป็นมาตรการเพื่อป้องกันความสอดคล้องของข้อมูลและสิทธิส่วนบุคคลเหนือพื้นที่นั้น ดังนั้น ทีม Woods Hole ได้เตรียมชุดข้อมูลนับพันด้วย 15-20 ตัวแปร เพื่อให้ LaPoint สามารถเปรียบเทียบกับการสำรวจป่าไม้

The NBCD แบ่งสหรัฐอเมริกาออกเป็น 66 นิเวศภูมิภาค ป่าไม้ในพื้นที่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือแถบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกมีชีวมวลหนาแน่นมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา (Map by Robert Simmon, based on data from Woods Hole Research Center.)

ในที่สุด ทีมวิจัยสามารถสร้างแผนที่ที่มีความละเอียดสูงและเที่ยงตรงมากขึ้นกว่าแผนที่ขนาดใหญ่ของชีวมวลป่าไม้ที่เคยสร้างขึ้น แผนที่ชี้ให้เห็นถึงแบบแผนการทำสัมปทานไม้ในเขตป่าไม้โบราณของ  Pacific Northwest และการปลูกป่าที่มีการจัดการอย่างดีในแถบตะวันออกเฉียงใต้ ในแถบมิด พืืนที่ป่าจะอยู่ตามแนวแม่น้ำและระหว่างชายขอบของพื้นที่เกษตรกรรม

ที่ความสะเอียดสูงสุด แผนที่ของ NBCD แสดงให้เห็นถึงการสัมปทานป่าไม้ในพื้นที่แต่ละแปลง (Map by Robert Simmon, based on data from Woods Hole Research Center.)

Josef Kellndorfer ปิดท้ายว่า ป่าไม้เป็นรากฐานสำคัญต่อกิจกรรมของมนุษย์ เราต้องรู้ว่าเรามีพื้นที่ป่าไม้อยู่เท่าไร และอยู่ตรงไหนบ้าง เพื่อการจัดการและการใช้ประโยชน์ป่าที่เหมาะสม แผนที่ทำให้เรามีเครื่องมืออีกอันหนึ่งที่ช่วยพิจารณาทรัพยากรที่มีคุณค่านี้