ต้นทุนจริงของถ่านหิน : การตีแผ่ให้เห็นถึงต้นทุนจริงของถ่านหินมีความสำคัญอย่างไร

ถ่านหินอาจเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีราคาถูกที่สุดในตลาด หากแต่ราคาตลาดของถ่านหินนั้นยังไม่เป็นที่ทราบกันอย่างชัดเจน ราคาที่เป็นตัวเลขนั้นรวมไปถึงปัจจัยต่างๆ นับตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการทำเหมืองแร่และการค้าปลีก ไปจนถึงภาษีที่จ่ายให้กับรัฐบาล และแน่นอนได้รวมกำไรไว้ด้วย แต่สิ่งที่ไม่ได้นำมาคำนวณในต้นทุนจริงของถ่านหินนั่นก็คือความเสียหายต่อมวลมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ หากมีการนำต้นทุนจริงของถ่านหินที่มีต่อรัฐบาลและประชาชนทั่วโลกมาสะท้อนให้เห็นในราคาตลาดของถ่านหินแล้ว แผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะมีเพิ่มมากขึ้น อาจจะแตกต่างไปจากปัจจุบันจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากถ่านหินไม่ได้เริ่มต้นและสิ้นสุดลงจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการเผาไหม้ถ่านหินเท่านั้น หากแต่เป็นกระบวนการทั้งหมดที่เป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกัน(chain of custody) เริ่มต้นตั้งแต่การทำเหมือง การเผาไหม้ไปจนถึงการจัดการของเสียในขั้นสุดท้าย และในบางกรณีการฟื้นฟูพื้นที่ (recultivation)ได้ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของมนุษย์ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและวิถีชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับถ่านหิน ตลอดจนพืชพันธุ์และแหล่งกำจัดของเสีย ความเสียหายดังกล่าวกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรงและทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อน นอกจากนี้ การเผาไหม้ถ่านหินยังปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน ก๊าซมีเทนรวมทั้งคาร์บอนดำ(black carbon)และสารพิษอื่นๆ เช่น สารปรอทและสารหนู การรั่วไหลของกากของเสียจากการทำเหมืองถ่านหินยังเป็นอันตรายต่อปริมาณปลาที่จับได้และการเกษตรกรรม ดังนั้น จึงกระทบถึงการดำรงชีพของประชาชน ไม่เพียงเท่านี้ การใช้ประโยชน์จากถ่านหินยังเป็นสาเหตุโดยตรงที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างเช่นโรคฝุ่นจับปอด (black lung disease) ทั้งนี้เนื่องมาจากปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้สะท้อนให้เห็นอยู่ในต้นทุนค่าใช้จ่ายของถ่านหิน หากแต่ระบุเป็น ‘ต้นทุนผลกระทบภายนอก(External Costs)’

ต้นทุนผลกระทบภายนอกดังกล่าวเป็นสิ่งที่สังคมต้องแบกรับไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งบ่อยครั้งผู้ที่ต้องรับเคราะห์คือสมาชิกของสังคมที่มีฐานะยากจนที่สุด ในเมืองฌาร์เรีย รัฐฌาร์ขัณฑ์ของประเทศอินเดีย ประชาชนหลายพันคนที่อาศัยอยู่รอบๆ พื้นที่เหมืองถ่านหินที่เสื่อมโทรมต้องได้รับความทุกข์ทรมานจากสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่อันเลวร้ายที่เกิดจากไฟถ่านหิน(coal fires)ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ในประเทศรัสเซีย สภาพการทำเหมืองที่ไม่ปลอดภัยก่อให้เกิดการบาดเจ็บและการตายของคนงานหลายสิบคน ส่วนในเขตคูยาเวีย-พอเมอราเนีย (Kuyavia-Pomerania)ของโปแลนด์ กิจกรรมเหมืองถ่านหินทำให้น้ำในทะเลสาปออสโตสกี(Ostrowskie)ลดลงอย่างมาก

ทั้งนี้ รายการตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นยิ่งจะมีมากขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด

ในมิติทางด้านเศรษฐศาสตร์ การนำถ่านหินมาใช้อย่างต่อเนื่องยังนับว่าเป็นระเบิดเวลาที่รอการจุดระเบิด ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ต้นทุนจริงในเบื้องต้นของกรีนพีซที่ดำเนินการโดยสถาบันวิจัย CE Delft แห่งเนเธอร์แลนด์(Dutch Research Institute CE Delft) ได้แสดงให้เห็นว่าความเสียหายจากกระบวนการทั้งหมดอันเป็นผลกระทบที่มีลักษณะเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน(chain of custody)นั้น คิดเป็นมูลค่าขั้นต่ำที่ 3.6 แสนล้านเหรียญยูโรต่อปี ตัวเลขดังกล่าวยังนับว่าเป็นการประมาณการที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากไม่ได้ครอบคลุมถึงความเสียหายทั้งหมดที่เกิดจากถ่านหิน อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์นี้ให้แนวคิดในเรื่องขอบเขตของอันตรายที่เราต้องเผชิญรวมทั้งสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองและการเผาไหม้ถ่านหินอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมากขึ้น ต้นทุนผลกระทบภายนอกของถ่านหินก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ซึ่งในที่นี้เราหมายถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการต่อสู้กับวิกฤตโลกร้อนที่มีสาเหตุมาจากการเผาไหม้ถ่านหิน ในปี 2549 รายงาน Stern Review on the Economics of Climate Change ของเซอร์ นิโคลาส สเติร์น อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ยืนยันว่าร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในแต่ละปีจะต้องนำมาลงทุนเพื่อต่อสู้กับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่อมาในเดือนมิถุนายน ปี 2551 สเติร์นได้ปรับเพิ่มตัวเลขดังกล่าวเป็นร้อยละ 2 นอกจากนี้ ข้อมูลจากรายงานฉบับดังกล่าว ยังระบุว่าค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้ในการรับมือกับผลกระทบอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจพุ่งสูงถึงระหว่างร้อยละ 5 และร้อยละ 20 ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายในปี 2643

———–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ถ่านหินสะอาด เมื่อหมาบินได้ (7)

มายาคติของเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด

มายาคติ : การเผาไหม้โดยใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดจะควบคุมมลพิษให้กับโรงไฟฟ้าด้วยการลดการปล่อยก๊าซที่ปนสารพิษ

การปล่อยอนุภาคขนาดเล็ก – สามารถลดได้ด้วยวิธี Electrostatic Precipatators (ESPs) และ Fabric filters (ESPs) ซึ่งเป็นที่นิยมใช้อย่างกว้างขวางโดยการส่งก๊าซไปตามท่อที่ตั้งอยู่ระหว่างแผ่นดักจับ ซึ่งจะดูดเอาอนุภาคขนาดเล็กด้วยการใช้ไฟฟ้าสถิต

การปล่อยไนโตรเจนออกไซด์ – สามารถลดได้ด้วยวิธี Low-NOx Burners (LNB) วิธีนี้จะลดสารไนโตรเจนออกไซด์ด้วยการควบคุมอุณหภูมิความร้อน และสภาพแวดล้อมทางเคมีระหว่างการเผาไหม้ Selective catalytic or non-catalytic reduction (SCR/SNCR) เป็นวิธีที่มีราคาแพง และ ไม่นิยมใช้

การปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ – สามารถลดได้ด้วยวิธี Fule Gas Desulphurisation (FGD)เป็นวิธีที่ใช้ทั่วไปในการดูดซับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ โดยการใช้สารประกอบในการดูดซับเช่น ปูนขาว

การปล่อยโลหะหนัก-เช่น ปรอท แคดเมียม และสารหนู- โลหะหนักที่ปล่อยออกมากับก๊าซเสียสามารถลดได้โดยการใช้วิธีควบคุมอนุภาคขนาดเล็ก หรือการเผาไหม้แบบ fluidized bed และ อุปกรณ์ FGD ส่วนการพ่นผงถ่านกัมมันต์(Activated Carbon Injection) กำลังอยู่ในระหว่างการทดลองเพื่อแยกสารปรอท

ข้อเท็จจริง : 

ถ่านหินประกอบด้วยวัสดุที่ไม่สามารถเผาไหม้ประมาณร้อยละ 7-30 และจะต้องมีการกำจัดขั้นสุดท้ายในที่สุด เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดพยายามดักจับกากของเสียเหล่านี้ก่อนที่จะถูกปล่อยออกทางปล่องของโรงไฟฟ้า กากของเสียที่ถูกดักจับเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ (ทั้งที่มีสารพิษตกค้างจำนวนมาก),ทิ้งกองไว้บนดินหรือนำไปฝังกลบ

การใช้ถ่านหินที่มีคุณภาพสูงขึ้นซึ่งมีปริมาณเถ้าและซัลเฟอร์ต่ำกว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเสียออกทางปล่องและเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้นได้ แต่ประสิทธิภาพด้านความร้อนจะเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น หากรัฐบาลเลือกถ่านหินสะอาดในการผลิตไฟฟ้าเพื่อสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นแทนการใช้พลังงานสะอาด แน่นอนว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะเพิ่มสูงตามไปด้วย

จากรายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ(UNEP) ระบุว่า ปรอทและสารประกอบของปรอทมีความเป็นพิษอย่างสูง และเป็นภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมต่อมนุษยและสัตว์ป่า การรับเอาสารปรอทเข้าไปจะก่อให้เกิดให้เกิดผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางและเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสุขภาพของมนุษย์ รายงานยังระบุอีกว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินและการผลิตความร้อนที่ใช้ถ่านหินเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของปรอทที่ปล่อยออกสู่บรรยากาศ ข้อมูลของสภาวิจัยการใช้ประโยชน์จากถ่านหินระบุว่า ยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่จะใช้ดักจับปรอทที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ ยิ่งไปกว่านั้นรายงานของคณะกรรมาธิการด้านพลังงานของสหรัฐฯชี้ว่า ยังไม่มีการจัดทำผลกระทบของการควบคุมปรอทในระยะยาวอย่างต่อเนื่องและจริงจัง การทดลองแยกปรอทออกจากก๊าซเสียของโรงไฟฟ้าถ่านหินมีราคาแพงมาก อยู่ที่ 761,000 เหรียญสหรัฐฯต่อปรอทหนึ่งกิโลกรัม และแม้กระนั้นก็ยังเหลือสารปรอทตกค้างอยู่อีกร้อยละ 10

เรื่องของสารปรอท(3) : การศึกษาในมนุษย์

การศึกษากับมนุษย์

ผลเสียอย่างร้ายแรงที่บังเกิดแก่สมองที่กำลังเจริญเติบโตของมนุษย์เพราะการได้รับสารปรอทจำพวกเมธิลเมอร์คิวรีมากเกินไป เคยปรากฎออกมาให้เห็นอย่างน่าเศร้าสลดแล้วกับคนมากมาย ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ที่อ่าวมินามาตะ ประเทศญี่ปุ่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านนั้นบริโภคปลาที่ปนเปื้อนสารปรอทประเภทเมธิลเป็นประจำ สารปรอทดังกล่าวมาจากน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งที่ระบายลงสู่อ่าว เด็กทารกที่เกิดในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 บังเกิดมีองค์ประกอบของระบบประสาทที่มีลักษณะเฉพาะตัวซึ่งประกอบด้วยสภาพปัญญาอ่อน สภาพผิดปกติในการเดิน การพูด การดูดนม การกลืนอาหาร และความผิดปกติที่ปรากฎในปฏิกิริยาการตอบสนอง มารดาของเด็กที่ผิดปกติเหล่านี้ มักจะไม่มีอาการใด ๆ ที่ส่อให้เห็นว่า ได้รับพิษจากสารปรอทเลย

กรณีที่มีผู้ได้รับพิษร้ายแรงจากสารปรอทกันมากมายอีกครั้งหนึ่ง เกิดขึ้นในประเทศอิรัก ในทศวรรษที่ 1970 ตอนที่ชาวเมืองอบขนมปังโดยใช้เมล็ดพันธุ์ของธัญพืชซึ่งเดิมตั้งใจจะนำมาใช้สำหรับปลูก เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ถูกนำไปคลุกกับสารปรอทอินทรีย์เพื่อฆ่าเชื้อรา กรณีนี้ต่างจากที่มินามาตะตรงที่ผู้ป่วยเกิดอาการเฉียบพลันมิใช่เรื้อรัง ทั้งสองกรณีนี้ ผู้ป่วยมีอาการคล้ายคลึงกัน ทว่าความผิดปกติที่สายตาของผู้ใหญ่ในอิรักรุนแรงกว่า โดยที่มีคนตาบอดไปเลยหลายคน ผลกระทบที่เป็นอันตรายร้ายแรงที่เกิดมาจากการได้รับสารปรอทประเภทเมธิลเมอร์คิวรีตอนที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา คือความบกพร่องในการเคลื่อนไหวร่างกาย โดยที่เด็กเหล่านี้ ก็หัดเดินกันช้ากว่าปกติในระดับต่าง ๆ กันโดยที่มีกรณีการชักกระตุกเกิดขึ้นมากขึ้น ผู้สืบสวนใช้ระดับสารปรอทที่เส้นผมของผู้เป็นมารดาเป็นเกณฑ์ในการวัดปริมาณการได้รับสารปรอทขณะที่เด็กยังอยู่ในครรภ์ พวกเขาคำนวณออกมาได้ว่า ระดับต่ำที่สุดที่ทำให้เกิดผลเสียที่มองเห็นได้ (lowest observed adverse effect level) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ระดับโลเอล (LOAEL) หรือระดับแอลโอเออีแอล. ที่ปรากฎออกมาในรูปความบกพร่องในการเคลื่อนไหวอันสัมพันธ์กับความผิดปกติในการทำงานของสมอง จะเกิดขึ้นเมื่อระดับสารปรอทที่เส้นผมของมารดา อยู่ในช่วงระหว่าง 10-20 พีพีเอ็ม. คิดกันว่า ระดับสารปรอทที่เส้นผมของมารดา เป็นดัชนีที่แม่นยำพอสมควร ที่จะช่วยระบุว่า เด็กทารกในครรภ์ได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายมากเท่าไร ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในครรภ์มารดา

การศึกษาวิจัยในด้านระบาดวิทยาในระยะล่ากว่านั้น มีขึ้นที่หมู่เกาะซีเชล (Seychelle) และเฟโร (Faroe) เพื่อพยายามที่จะหาว่า การได้รับสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีในระดับต่ำ จะบังเกิดผลกระทบต่อพัฒนาการของสมอง ในลักษณะที่ไม่ปรากฎออกมาชัดเจนเหมือนอย่างในกรณีข้างต้นหรือไม่เพียงไร ทั้งนี้ เพื่อจะได้ระบุระดับเริ่มต้น – หากว่ามันมีอยู่จริง ๆ –ซึ่งจะบอกว่า การได้รับสารปรอทในระดับที่ต่ำกว่านั้น จะไม่เกิดภาวะความเป็นพิษที่ก่อให้เกิดโทษ ที่เลือกศึกษาผู้คนที่เกาะดังกล่าว ก็เนื่องจากว่า สัตว์น้ำที่เป็นอาหารหลักของคนที่นั่น ได้รับสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีในระดับต่ำ ๆ อยู่เป็นประจำ โดยที่ระดับสารปรอทที่เส้นผมในหมู่ผู้เป็นมารดาที่อาศัยอยู่บนเกาะนั้น อยู่ในช่วงระดับเดียวกับระดับแอลโอเออีแอล. (LOAEL) ที่คำนวณได้จากการศึกษาพิเคราะห์กรณีการได้รับสารปรอทที่เกิดขึ้นที่ประเทศอิรัก

ที่หมู่เกาะซีเชล มีการทดสอบเกี่ยวกับระบบประสาทและสมองของเด็ก 738 คนอย่างละเอียด โดยดำเนินการอย่างมีลำดับต่อเนื่อง สารปรอทที่เส้นผมของมารดาของเด็กเหล่านี้ เฉลี่ยแล้ว อยู่ในระดับ 6.8 พีพีเอ็ม. จากการวัดบันทึกพฤติกรรมเด็กตามระเบียนของเบย์ลีย์ (Bayley Infant Behavior Record) พบว่า เมื่อเด็กเหล่านี้อายุได้ 2 ขวบ เด็กชายที่ได้รับสารปรอทมาก จะมีระดับกิจกรรมที่ต่ำกว่าเด็กอื่นอย่างมีนัยยะสำคัญ ผลกระทบที่สารปรอทมีต่อระดับกิจกรรมของเด็กทั้งชายและหญิง จะมีมากอย่างมีนัยยะสำคัญ เฉพาะเมื่อระดับสารปรอทที่เส้นผมของมารดาสูงกว่า 12 พีพีเอ็ม. การตรวจสอบติดตามผลเมื่อเด็กอายุได้ 5 ขวบ ไม่พบผลตกค้างจากการที่ได้รับสารปรอทตอนที่อยู่ในครรภ์มารดา การตรวจสอบระบบประสาทและสมองเมื่อเด็กอายุได้ 66 เดือนประกอบด้วยการทดสอบระดับความสามารถของเด็กตามแบบของแม็คคาร์ธี (McCarthy Scales of Children’s Abilities) การทดสอบระดับความสามารถด้านภาษาของเด็กก่อนวัยเรียน (Preschool Language Scale) การทดสอบสัมฤทธิผลในเรื่องตัวอักษรและการรู้จักถ้อยคำ (Letter and Word Recogniion Tests of Achievement) การทดสอบตามหลักของเบนเดอร์ เกสทอลต์ (Bender Gestalt Test) และการทดสอบพฤติกรรมเด็กตามเกณฑ์ตามวัย (Child Behavior Checklist)

ที่หมู่เกาะเฟโร มีการตรวจสอบหาปริมาณสารปรอทในเส้นผมของมารดาและในโลหิตจากสายรก โดยดำเนินการเมื่อแรกคลอด กับเด็กแรกเกิด/มารดา 917 คู่ มีการเปรียบเทียบเด็กที่มารดามีระดับสารปรอทในเส้นผมระหว่าง 10-20 พีพีเอ็ม. กับเด็กที่มารดามีระดับสารปรอทในเส้นผมน้อยกว่า 3 พีพีเอ็ม. การตรวจร่างกายเด็กในระยะแรกพบว่า เด็กที่ได้รับปรอทมากที่สุด มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เด่นชัดปรากฎขึ้นที่การทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินและทักษะในการเคลื่อนไหว เมื่อเด็กเหล่านี้โตขึ้น ความด้อยสมรรถภาพในการเรียนรู้ ก็มองเห็นได้ชัดขึ้นไปตามวัย เมื่อเด็กอายุได้ 7 ขวบ ได้มีการทดสอบความสามารถและทักษะการทำงานของสมองที่สัมพันธ์กับระบบประสาทรอบนอก รวมถึงการวัดระดับสติปัญญาและการประเมินพฤติกรรม ตลอดจนการประสานการทำงานระหว่างมือกับตา การรับสัมผัส การทำงานต่อเนื่อง และการแสดงอารมณ์โดยใช้และไม่ใช้ถ้อยคำ ซึ่งดำเนินการตามแบบและเกณฑ์การทดสอบดังต่อไปนี้คือ Neurobehavioral Evaluation system (NES), Finger Tapping and Hand-Eye Coordination test), Tactual Performance Test, NES Continual Performance Test, Wechsler Intelligence Scale for Children-Revised (WISC-R) Digit Span, WISC-R Similarities, WISC-R Block Designs, Bender Gestalt Test, California Verbal Learning Test, Boston Naming Test และ Nonverbal Analogue Profile of Mood States จากการศึกษาพบว่า มีสหสัมพันธ์กันอยู่อย่างมีนัยยะสำคัญ ระหว่างความบกพร่องในด้านภาษา สมาธิและความจำของเด็ก กับระดับสารปรอทที่เด็กได้รับเข้าสู่ร่างกายในตอนที่อยู่ในครรภ์มารดา

ผู้ดำเนินตรวจสอบในโครงการการวิเคราะห์วิจัยในแต่ละโครงการ ได้พิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ มากมายที่อาจจะมีโอกาสทำให้ผลการวิจัยไขว้เขวได้ ทั้งนี้ รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสถานภาพทางสังคม-เศรษฐกิจ คุณภาพของสภาพแวดล้อมในบ้าน การเลี้ยงด้วยนมมารดา และอื่น ๆ ผลลัพธ์ที่ปรากฎออกมาต่างกัน อาจจะอธิบายได้ว่า เนื่องจากมีปัจจัยที่ต่างกันอยู่หลายอย่าง ประการแรก ผลกระทบต่อระบบประสาทและสมอง มิได้ปรากฎชัดตั้งแต่แรกทั้งหมด มีบางอย่าง ที่มาปรากฎเอาเมื่อเด็กโตขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อการทำงานของระบบประสาทบางอย่าง เริ่มพัฒนาขึ้น ทว่าปัจจัยพวกนี้ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่อธิบายถึงการค้นพบลักลั่นกันอยู่ ในกรณีของเด็ก ๆ ที่หมู่เกาะซีเชล เนื่องจากเมื่อเด็กเหล่านี้มีอายุย่างเข้า 7 ขวบ ก็ยังคงไม่แสดงถึงความบกพร่องผิดปกติชนิดที่จะมีผลถาวรใด ๆ ประการที่สอง เทคนิคการทดสอบที่ใช้ที่หมู่เกาะเฟโร อาจจะละเอียดอ่อนกว่าเทคนิคที่ใช้ที่หมู่เกาะซีเชล ผู้สืบสวนที่เฟโร เพิ่มการตรวจสอบผลการทำงานของสมองซึ่งเมื่อใช้คอมพิวเตอร์วิเคราะห์อย่างละเอียด จะค้นพบความผิดปกติได้ง่ายกว่าและแม่นยำกว่า ประการที่สาม ในทั้งสองกลุ่มนี้ น่าจะเป็นได้ว่ามีแบบแผนการได้รับสารปรอทแตกต่างกัน ที่ซีเชลนั้น ปลาปนเปื้อนสารปรอทประเภทเมธิลเมอร์คิวรีในระดับที่ต่ำโดยส่วนเปรียบเทียบ โดยที่การได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกาย เป็นผลลัพธ์มาจากการรับประทานปลาอย่างสม่ำเสมอ ทว่าที่หมู่เกาะเฟโรนั้น การได้รับสารปรอท เป็นผลลัพธ์มาจากการบริโภคเนื้อปลาวาฬไพล็อตเป็นพัก ๆ ไม่ต่อเนื่อง เนื้อปลาวาฬไพล็อตมีปริมาณสารปรอทอยู่เข้มข้นมากกว่าปลาทะเลทั่วไปประมาณ 10 เท่าตัว ผลก็คือ มีความเป็นไปได้ว่า คนเฟโรได้รับสารปรอทสูงกว่าคนซีเชลเป็นพัก ๆ ผลสะท้อนที่บังเกิดกับพัฒนาการของสมองและระบบประสาท อันมีสาเหตุเนื่องมาจากการได้รับสารปรอทในแบบแผนที่ต่างกันนี้ ก็อาจจะแตกต่างกันได้ ประการที่สี่ ไขมันของปลาวาฬไพล็อตมีสารพีซีบี. (PCB) กับสารเคมีจำพวกออร์กาโนคลอรีน (organochlorine) ชนิดอื่น ๆ ปนเปื้อนอยู่ด้วย ซึ่งสารพวกนี้ ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของระบบประสาทและสมองได้ แม้ว่าในเนื้อปลาวาฬจะมีสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่ชาวเฟโรบางคน ก็กินไขมันปลาวาฬด้วย ทำให้พลอยได้รับสารพีซีบี.เข้าสู่ร่างกายไปด้วยพร้อม ๆ กัน การวิจัยที่เกาะเฟโรนั้น มีการวัดระดับพีซีบี.ด้วย และผู้สืบสวนก็ได้ใช้เทคนิคสถิติเชิงวิเคราะห์ เพื่อแยกกรณีการได้รับสารพิษร่วมออกไป ขณะที่พวกเขาสอบสวนถึงผลกระทบที่เกิดจากการได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายขณะที่อยู่ในครรภ์ อย่างไรก็ดี มีผู้ตำหนิติติงผลการวิจัยนี้ว่า การปนเปื้อนสารพิษอื่น ๆ อาจจะเป็นเหตุผลที่ช่วยอธิบายถึงผลการค้นพบบางอย่าง ทีมที่ดำเนินงานวิจัยที่เกาะเฟโรไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และแย้งว่า พวกเขาหักลบผลกระทบอันจะเกิดจากการปนเปื้อนร่วมของพีซีบี. ออกไปได้เรียบร้อยดีแล้ว ประการสุดท้าย ผลการวิจัยที่หมู่เกาะเฟโรพบว่า มีความสัมพันธ์กันอยู่ ระหว่างระดับพัฒนาการของประสาทและสมอง กับระดับสารปรอทในโลหิตที่สายรก มิใช่สัมพันธ์กับระดับสารปรอทที่เส้นผมของผู้เป็นมารดา ระดับสารปรอทในโลหิตจากสายรกอาจจะบอกได้ชัดกว่า ว่าทารกในครรภ์ได้รับสารปรอทเข้าไปจริง ๆ มากเพียงไร

ผลการศึกษาพิเคราะห์เพิ่มเติม ก็แสดงให้เห็นด้วยเช่นเดียวกัน ว่าความเป็นพิษต่อพัฒนาการของสมองและระบบประสาท จะเกิดกับมนุษย์และสัตว์ตระกูลลิงทั้งหลาย หลังจากได้รับสารปรอทประเภทอินทรีย์ในระดับต่ำ ๆ เข้าสู่ร่างกายโดยผ่านเข้าไปทางปาก การวิจัยที่นิวซีแลนด์พบว่า เด็ก ๆ ลูกของสตรีที่มีสารปรอทที่เส้นผมอยู่ในระดับ 15 ไมโครกรัม/ก. จะแสดงผลการทดสอบเชาว์ปัญญาตามแบบของเวชสเลอร์ (Wechsler Intelligence Scale for Children) ด้อยกว่าเด็กทั่วไป

หน่วยงานทะเบียนโรคและสารพิษ (Agency for Toxic Substances and Disease Registry) หรือ เอทีเอสดีอาร์ (ATSDR) ของสหรัฐ อาศัยผลงานการวิจัยที่หมู่เกาะซีเชลเป็นหลัก จึงได้กำหนดระดับความเสี่ยงขั้นสูงสุดสำหรับการได้รับสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีทางปากเอาไว้ที่ 0.3ไมโครกรัม/กก./วัน องค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอาศัยการสำรวจเรื่องอาหารการกินเป็นพื้นฐาน ในการประเมินว่า สตรีวัยเจริญพันธุ์ในสหรัฐฯประมาณ 7 % บริโภคสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีในปริมาณที่มากเกินกว่าระดับที่ “ปลอดภัย” อย่างไรก็ดี ในหมู่สตรีที่กินอาหารทะเล ไม่ว่าจะเป็นชนิดใด ๆ นั้น มีผู้ที่อยู่วัยในเจริญพันธุ์ถึง 50 % ที่บริโภคสารปรอทเมธิลเมอร์คิวรีเข้าไปมากเกินควร

องค์การอาหารและยา (Food and Drug Administration) หรือเอฟดีเอ. (FDA) ของสหรัฐฯ กำหนด “ระดับปฏิบัติการ” สำหรับสารปรอทในปลาเอาไว้ที่ 1 พีพีเอ็ม. เมื่อปีค.ศ. 1979 อย่างไรก็ดี “ระดับปฏิบัติการ” ของเอฟดีเอ.ก็เป็นเพียงคำแนะนำอย่างไม่เป็นทางการที่ให้ไว้ใช้เป็นแนวโดยไม่มีข้อผูกมัด ไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย และทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องชี้แนะให้เอฟดีเอ.เองและมลรัฐต่าง ๆ เอาไว้ใช้ในการพิจารณา ในยามที่จะตัดสินใจว่า เมื่อไรที่จะถือว่าอาหารทะเลมีสารปนเปื้อน ในสหรัฐอเมริกา มีการบริโภคปลาเพิ่มขึ้นเรื่อยมา นับจากปีค.ศ. 1979 และบรรดานักวิจารณ์ก็ตั้งประเด็นขึ้นมาแย้งว่า “ระดับปฏิบัติการ” นี้ จะไม่ช่วยปกป้องคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน อันที่จริงแล้ว ในรายงานของสำนักงานบัญชีกลาง (General Accounting Office) ฉบับปีค.ศ. 1991 ได้อ้างถึงเอฟดีเอ.เอาไว้ว่า ทางเอฟดีเอ.มิได้พิจารณาถึงสภาพความเป็นพิษที่จะมีต่อพัฒนาการของเด็กและระบบการสืบพันธุ์ ในตอนที่กำหนดแนวทางสำหรับใช้เป็นเครื่องชี้นำดังกล่าว สภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Academy of Sciences) ก็ตั้งข้อสังเกตไว้ในปีค.ศ. 1991 เช่นเดียวกันว่า คำชี้แนะของเอฟดีเอ. มิได้ช่วยปกป้องคุ้มครองประชากรกลุ่มที่อ่อนแออย่างเพียงพอ ประชากรกลุ่มนี้ได้แก่เด็กเล็ก เด็กทารก และทารกที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา

เรื่องของสารปรอท(2) : การศึกษาวิจัยกับสัตว์

การศึกษาวิจัยกับสัตว์

ผลการศึกษาวิจัยกับสัตว์ ยืนยันว่าสารปรอทอินทรีย์เป็นพิษต่อสมองที่กำลังเจริญเติบโตจริงๆ หนูอายุสี่เดือน ซึ่งได้รับสารปรอท 0.008 มก./กก./วัน ในระยะที่มีอายุได้ 6-9 วันหลังปฏิสนธิ แสดงพฤติกรรมที่บกพร่องผิดปกติ ทั้งนี้ จากทดสอบด้วยการตกรางวัลตามจำนวนการกดคันโยก[i]   ลิงอายุ 60 วันที่เกิดจากแม่ซึ่งได้รับสารปรอทประเภทเมธิลเมอร์คิวรี โดยเฉลี่ยแล้ว 0.04 หรือ 0.06 มก./กก./วัน เป็นเวลา 168 หรือ 747 วัน ก่อนที่จะผสมพันธุ์ ปรากฎว่ามีความจำบกพร่อง ทั้งนี้ จากการทดสอบความจำที่ได้มาจากการมองดู[ii]  การศึกษาด้วยการผ่าซากสัตว์ที่ได้รับสารปรอทในช่วงที่อยู่ในระหว่างการเจริญเติบโตพบว่า สัตว์เหล่านั้นต่างจากสัตว์ที่ไม่ได้รับสารปรอท ตรงที่มีขนาดสมองเล็กกว่า มีโพรงในสมองใหญ่กว่า และโครงสร้างของเซลล์สมองผิดสัดส่วน


[i] Bornhausen M, Musch MR, Greim H. Operant behavior performance changes in rats after prenatal methylmercury exposure. Toxicol Appl Pharmacol 56:305-316, 1980.
[ii] Gunderson VM, Grant-Webster KS, Burbacher TM, et al. Visual recognition memory deficits in methylmercury-exposed Macaca fascicularis infants. Neurotoxicol Teratol 10(4):373-379, 1988.

เรื่องของสารปรอท (1)

เกร็ดน่ารู้ของสารปรอท

1) ปลาน้ำจืดส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา มีสารปรอทจำพวกเมธิลเมอร์คิวรี (methylmercury) ปนเปื้อนอยู่ในตัวมากพอเพียงที่จะก่อให้เกิดความจำเป็นต้องออกประกาศเตือนสตรีมีครรภ์หรือสตรีที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ให้หลีกเลี่ยงหรือจำกัดการบริโภคปลาน้ำจืด เพราะภัยที่อาจจะเกิดกับพัฒนาการของสมองของทารกในครรภ์

2) การได้รับสารปรอทประเภทเมธิลเมอร์คิวรีในปริมาณมาก เป็นสาเหตุให้ทารกในครรภ์ปัญญาอ่อน ทำให้เกิดความผิดปกติกับสายตาและท่วงท่าในการเดิน

3) การได้รับสารปรอทในปริมาณน้อย อาจจะเป็นสาเหตุให้ทารกในครรภ์เกิดความบกพร่องอย่างถาวรในด้านภาษา สมาธิและความจำ

4) การได้รับสารปรอทและสารพีซีบี(Polychloronated Biphenyls) มีผลในเชิงปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกัน อันทำให้ผลกระทบที่เกิดกับการเจริญเติบโตของระบบประสาทของทารกในครรภ์ ยิ่งรุนแรงมากขึ้น

เส้นทางสู่การได้รับสารปรอท

สารปรอท (สัญลักษณ์ทางเคมีคือ Hg) อาจจะดำรงอยู่ในรูปแบบทางเคมีที่ต่าง ๆ กันไปได้มากมายหลายรูปแบบ แต่ปกติแล้ว จะถูกระบายออกสู่สิ่งแวดล้อม ในรูปของสารประกอบที่มีโลหะเจือปน หรือสารประกอบอนินทรีย์ องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาประเมินว่า กิจกรรมของมนุษย์ในสหรัฐฯ เป็นตัวการรับผิดชอบต่อการแพร่กระจายสารปรอทออกมาสู่สิ่งแวดล้อมประมาณปีละ 160 ตัน แหล่งการระบายสารปรอทที่ใหญ่ ๆ ได้แก่โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงงานเผาขยะเทศบาลและเตาขยะติดเชื้อ สารปรอทในบรรยากาศ มักจะเดินทางไปเป็นระยะไกล ๆ ก่อนจะตกลงสู่ผิวโลก

สารปรอทในน้ำและในโคลนเลนจะถูกแบ็คทีเรียเปลี่ยนไปเป็นเมธิลเมอร์คิวรี (methylmercury) ซึ่งสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในน้ำ จะสั่งสมเอาไว้กับตัว และจะคงอยู่ไปตลอดเส้นทางที่สิ่งมีชีวิตนั้น ผ่านขั้นตอนการเป็นอาหารไปเรื่อย ๆ จากพืชสู่ปลาเล็กปลาน้อย ไปจนกระทั่งถึงปลาใหญ่ ผลลัพธ์ประการหนึ่งก็คือ ปลาที่สตรีมีครรภ์หรือสตรีในวัยเจริญพันธุ์บริโภคเข้าไป อาจจะมีสารปรอทจำพวกเมธิลเมอร์คิวรีปนเปื้อนอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสมองที่กำลังเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ เนื่องจากในระยะนั้น สมองกำลังอ่อนแอมากยิ่งกว่าในระยะใด ๆ มลรัฐต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาถึง 40 มลรัฐแล้ว ที่ได้ออกประกาศเตือน โดยแนะนำสตรีวัยเจริญพันธุ์ให้จำกัดหรือหลีกเลี่ยงการบริโภคปลาน้ำจืด เนื่องจากมีสารปรอทปนเปื้อน ปลาใหญ่ ๆ ที่กินสัตว์น้ำอื่นเป็นอาหาร อย่างเช่น ปลาดาบ (swordfish) และปลาบางชนิดในตระกูลเดียวกับปลาโอ ก็อาจจะมีสารปรอทปนเปื้อนมากพอที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่บริโภคเป็นประจำ จากการประเมินขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมระบุว่า สตรีในวัยเจริญพันธุ์ในสหรัฐอเมริกา 1.16 ล้านคน รับประทานปลาที่มีสารปรอทปนเปื้อนในปริมาณที่มากพอจะก่อให้เกิดความเสี่ยงว่าจะเป็นอันตรายต่อลูก ๆ ที่จะมีในอนาคตได้