ความท้าทายสามประการว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บทความนี้เรียบเรียงจากบทสรุปผู้บริหารในรายงาน Up in smoke? Asia and the Pacific. The threat from climate change to human development and the environment โดย Working Group on Climate Change and Development

ชะตากรรมของเหล่ามนุษยชาติอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเห็นได้ชัดเจนในทวีปเอเชีย ที่ซึ่งประชากรกว่า 60 เปอร์เซ็นต์หรือราวสี่พันล้านคนอาศัยอยู่ ประชากรมากกว่าครึ่งของทั้งหมดอาศัยอยู่ใกล้แนวชายฝั่ง ดังนั้นจึงได้รับผลกระทบโดยตรงจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

การเปลี่ยนแปลงวัฎจักรน้ำในภูมิภาคซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังได้คุกคามความมั่นคงและความสามารถในการผลิตของระบบอาหาร (Food systems) ที่ประชากรต้องพึ่งพา จากการรับรู้ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นนี้ การประชุมครั้งสำคัญทั้งสองครั้งในปี 2007 และ 2008 เพื่อบรรลุข้อตกลงว่าด้วยภูมิอากาศโลกจึงจะจัดขึ้นในทวีปเอเชีย

ความเห็นร่วมกันทางวิทยาศาสตร์ (scientific consensus) ทั่วโลกล่าสุด จากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่า อากาศในทวีปเอเชียมีแนวโน้มจะร้อนขึ้นในช่วงศตวรรษนี้ อากาศที่ร้อนขึ้นจะตามมาด้วยรูปแบบของฝนที่รุนแรงและยากแก่การคาดการณ์ รวมไปถึงภัยแล้งและภาวะน้ำท่วมที่รุนแรงยิ่งขึ้น

คาดการณ์กันว่าพายุหมุนเขตร้อนจะทวีขนาดความรุนแรงและเกิดบ่อยยิ่งขึ้น ในขณะที่ลมมรสุม ซึ่งกำหนดระบบการเพาะปลูกจะแปรปรวนทั้งด้านความแรงและช่วงเวลาที่เกิด และที่ตลกร้ายก็คือ หากมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมบางชนิดลดลง อากาศที่เย็นตัวลงชั่วคราวจากกลุ่มควันพิษที่ปกคลุมอยู่ กลับอาจเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทว่า แค่การคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่มีในขณะนี้ก็แย่พออยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม คำว่า “โลกร้อน” นั้นทำให้คนเข้าใจผิด ในขณะที่ภาวะเรือนกระจกทำให้โลกร้อนขึ้นโดยรวม ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค พื้นที่อันกว้างใหญ่ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคหมายความว่าทวีปประกอบไปด้วยเขตภูมิอากาศ (Climatic zones)ที่หลากหลายอย่างมาก ดังนั้น ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ-อากาศจึงหลายหลากพอกัน ตั้งแต่เขตป่าไม้หนาแน่นอากาศหนาวเย็นทางตอนเหนือ (เอเชียเขตหนาว) จนถึงทะเลทรายในภูมิภาคที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลบริเวณทวีปยูเรเชีย (the Eurasian continent) (เอเชียเขตแห้งแล้งและเขตกึ่งแห้งแล้ง) เขตอบอุ่นทางตะวันออกของทวีป (เอเชียเขตอบอุ่น) และภูมิภาคที่อุดมไปด้วยสิงสาราสัตว์และพืชพรรณในเอเชียเขตร้อน

ในบรรดาเขตภูมิอากาศต่างๆเหล่านี้ ภูมิภาคเขตแห้งแล้งและเขตกึ่งแห้งแล้งต้องเตรียมพร้อมรับปัญหาปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอและการขาดแคลนน้ำ (Water stress) ที่มากขึ้น ในขณะที่เอเชียเขตร้อน เขตอบอุ่น และเขตหนาวมีแนวโน้มต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมที่เพิ่มขึ้น

หมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งกระจายตัวบนพื้นที่มหาสมุทรหลายพันตารางกิโลเมตร ส่วนใหญ่แล้วตั้งอยู่ในเขตร้อน ประเทศแปซิฟิกหลายประเทศเป็นเกาะรูปวงแหวนที่เกิดจากปะการัง (atolls) บนพื้นที่ต่ำและเกาะหลายเกาะซึ่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ประกอบด้วยพื้นที่ป่าเขตร้อน ป่าโกงกางและชายหาดที่เรียงรายด้วยต้นปาล์ม ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของปริมาณน้ำในมหาสมุทรเนื่องจากความร้อน (Thermal expansion of ocean water) รวมทั้งธารน้ำแข็งและพืดน้ำแข็งขั้วโลกที่ละลายนั้น ทำให้ชุมชนหลายชุมชนที่อาศัยอยู่บนเกาะเหล่านี้ได้กลายเป็นเหยื่อของผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว

ในขณะเดียวกัน ปัจจัยหลายๆ ประการเป็นสาเหตุของความเครียดจากสภาวะแวดล้อม (Environmental stress) ที่เติบโตเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด (exponential rise) ซึ่งได้ทำให้มนุษย์และระบบนิเวศน์เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้นตามลำดับ ปัจจัยเหล่านี้ประกอบไปด้วย มลพิษทางอากาศและน้ำ การขาดแคลนน้ำ และการบริโภคที่สูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งเมื่อประกอบกับการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก (mass production) เพื่อป้อนตลาดโลกแล้ว ได้สร้างภูเขาขยะกองโตขึ้นเรื่อยๆ

ความแปรปรวนของภูมิอากาศตามธรรมชาติเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนมากในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะปรากฏการณ์เอลนิโญและความผันผวนของระบบภูมิอากาศบริเวณซีกโลกใต้ (El-Niño-Southern Oscillation) หรือ ENSO และปรากฏการณ์ลมมรสุมเอเชีย (Asian monsoon phenomena) ทั้งสองปรากฏการณ์เป็นผลจากความสัมพันธ์ระหว่างชั้นบรรยากาศและมหาสมุทร และมีผลกระทบในวงกว้าง ถึงแม้ว่า ENSO จะส่งผลกระทบต่อทั้งโลก แต่ก็ถือเป็นลักษณะเด่นของสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ระหว่างที่เกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ เมื่อน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้น ภัยแล้งก็เกิดขึ้นทั่วไปในหมู่เกาะอินโดนีเซีย ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าสูงขึ้น การที่ลมมรสุมเอเชียอ่อนกำลังลงอันเป็นผลจากปรากฎการณ์ ENSO และเปลี่ยนตำแหน่งการเกิดเข้าใกล้เส้นศูนย์สูตรมากขึ้น (Equator-ward shift) มักจะนำภัยแล้งฤดูร้อนมาสู่แคว้นทางตะวันตกเฉียงเหนือและตอนกลางของประเทศอินเดียและทำให้ฝนตกหนักในแว่นแคว้นทางตะวันออกเฉียงเหนือ แบบจำลองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate models)

คาดคะเนว่า ปรากฎการณ์ ENSO ที่ทวีขนาดและความรุนแรงจากภาวะโลกร้อนมีแนวโน้มทำให้ลมมรสุมเอเชียอ่อนกำลังลง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถคาดเดาได้ รวมทั้งงานวิจัยบางชิ้นได้ชี้ให้เห็นว่า การหดตัวของพื้นที่ปกคลุมด้วยหิมะในบริเวณทวีปยูเรเชียอาจส่งผลตรงกันข้ามและทำให้ลมมรสุมมีกำลังสูงขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงทั้งสองทางก็ยังคงเพิ่มความกดดันให้มนุษย์ต้องปรับตัวไม่ต่างกัน

มีความเห็นพ้องต้องกันมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับความท้าทายที่ทวีปเอเชียต้องเผชิญในปัจจุบันและสิ่งที่จำเป็นในการรับมือ  เรายังคงมีเหตุผลให้ตั้งความหวังได้  เพราะในขณะนี้เรามีความรู้และความเข้าใจมากพอที่จะบอกได้ว่าสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคืออะไร เราจะบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างไร และเราจะเริ่มต้นปรับตัวอย่างไร

มีมาตรการด้านบวก (positive measures) ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันโดยภาครัฐ ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป เพื่อช่วยหลีกเลี่ยงหรือลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการแหล่งน้ำทางเลือก (Alternative water) และระบบจัดสรรพลังงาน การจัดการระบบนิเวศน์ในเชิงยุทธศาสตร์ (strategic ecosystems) และพื้นที่คุ้มครอง การเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการกับความเสี่ยงภัยพิบัติ และการใช้เครื่องมือด้านกฎข้อบังคับและนโยบายอย่างมีประสิทธิผล ความท้าทายนั้นเห็นได้ชัดและทางแก้หลายทางก็เป็นที่รับรู้กันทั่วไป ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การลงมือ

ความท้าทายที่สำคัญที่สุดสามประการคือ

1. เราจะชะลอและปรับเปลี่ยนสถานการณ์ที่เป็นผลมาจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตได้อย่างไร?

2. เราจะดำรงชีวิตอยู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตรายในระดับที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้อย่างไร?

3. เราจะออกแบบแบบ “ความก้าวหน้า” และ “การพัฒนามนุษย์” ที่ปกป้องและเป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศ( climate proof and climate friendly) และจัดสรรส่วนแบ่งทรัพยากรที่เราต้องพึ่งพาให้กับทุกคนอย่างยุติธรรมได้อย่างไร?

คำตอบนั้นอยู่ที่พวกเราทุกคน

 

ปุนจักจายา (Puncak Jaya)

จุดสูงสุดทั้งเจ็ดคือยอดเขาที่สูงที่สุดในแต่ละภาคพื้นทวีปของโลก แต่มีข้อถกเถียงว่าจะรวมเอานิวซีแลนด์และโอเชียเนีย(ซึ่งรวมถึงหมู่เกาะแปซิฟิกและหมู่เกาะอินโดนีเซีย) กับออสเตรเลียด้วยหรือไม่ หากมองว่าโอเชียเนียเป็นส่วนหนึ่งของทวีปออสเตรเลียแล้ว ยอดที่สูงที่สุดก็คือ”ปุนจักจายา(Puncak Jaya ออกเสียง ˈpʊntʃak ˈdʒaja)” หรือมักเรียกกันว่า ยอดเขาคาร์สเทนซ์ (Carstensz)  ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะนิวกินี ในเขตประเทศอินโดนีเซีย

ยอดเขาคาร์สเทนซ์ (Carstensz)  ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะนิวกินี ในเขตประเทศอินโดนีเซีย
ยอดเขาคาร์สเทนซ์ (Carstensz)
ปุนจักจายา

“ปุนจักจายา” มีความสูง 4,884 เมตร (16,024 ฟุต) สูงกว่ายอดเขาคอสซิอุสโก (Mt. Kosciuszko) ของออสเตรเลียและยอดเขาคุกหรืออาวโรกิ (Aoraki/Mt. Cook) ของนิวซีแลนด์ “ปุนปักจายา” เป็นยอดสูงสุดใจกลางเทือกเขาเปกุนนันกัน มาโอเก(Pegunungan Maoke) อันยาวเหยียดกว่า 2,500 กิโลเมตร ตอนกลางของนิวกินี

ชื่อเรียกคาร์สเทนซ์ (Carstensz) มาจากนักสำรวจชาวดัชท์ชื่อ ยาน คาร์สเทนซ์ (Jan Carstenz) ซึ่งทำการสำรวจเป็นคนแรกจากชายฝั่งของเกาะในปี ค.ศ.1623 ในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งที่น้อยครั้งจะเกิดขึ้น จนกระทั่งเมื่ออินโดนีเซียได้รับอิสรภาพจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ปุนจักจายา” หมายถึงยอดเขาแห่งชัยชนะ

การปีนเขาที่บันทึกไว้ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1962 นำทีมโดยนักปีนเขาชางออสเตรเลียชื่อไฮนริช ฮารเรอร์ (ตัวละครในภาพยนตร์ Seven Years in Tibet) นับแต่นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสนใจต่อแนวคิดเรื่องยอดสูงสุดเจ็ดแห่ง(the Seven Summits concept) ก็มีการปีนยอดเขาปุนจักจายาหลายครั้ง

ความยากของการปีนยอดเขานี้อยู่ในระดับปานกลางหากเป็นเส้นทางขึ้นสู่ด้านทิศเหนือและตามแนวสันเขา ซึ่งทั้งหมดเป็นพื้นหินแข็ง พื้นที่แถบนี้เข้าถึงได้ยากมาก ต้องอาศัยการเดินเท้า 100 กิโลเมตร จากเมือง Timika เมืองที่ใกล้ที่สุดที่มีสนามบิน เพื่อไปยังเบสแคมป์ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เวลาราว 4 ถึง 5 วัน

พื้นที่แถบนี้ยังคงมีกองกำลังปฏิวัติที่ต่อสู็กับรัฐบาลกลางของอินโดนีเซียเพื่อปลดแอกจังหวัดปาปัวนิวกินี โดยมีเหมืองทองแดงฟรีพอร์ท (Freeport Copper Mine) ที่เทมบากาปุรา(Tembagapura) เป็นจุดปะทะ กองกำลังปฏิวัตินี้เห็นว่าเหมืองแร่เป็นทั้งสัญลักษณ์ของจักรวรรดินิยมและแหล่งกำเนิดของมลพิษ ดังนั้น การปีนยอดเขาจะต้องได้รับใบอนุญาตเข้าพื้นที่จากรัฐบาลกลาง อย่างไรก็ตาม ชุมชนท้องถิ่นในแถบนี้ต่างก็มีไมตรีต่อผู้มาเยือน

ในขณะที่ยอดบนสุดของปุนปักจายาไม่มีธารน้ำแข็ง แต่บริเวณเขตสูงชันของยอดเขานั้นมีธารน้ำแข็งอยู่หลายแห่ง เช่น ธารนำ้แข็ง(Carstensz Glacier) ธารนำ้แข็งเมเรน(Meren Glacier) ผนังเฟิร์นด้านเหนือ(Northwall Firn) หรือบางทีเรียกว่าธารน้ำแข็งลอยฟ้า (hanging glaciers) การที่ในเขตเส้นศูนย์สูตร ความแตกต่างของอุณหภูมิเฉลี่ยระหว่างปีไม่ค่อยมีมากนัก(ประมาณ 0.5°C และธารน้ำแข็งนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามฤดูกาลเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ขอบเขตของธารน้ำแข็งในแถบศูนย์สูตรที่หายากเหล่านี้จากบันทึกในอดีตนั้นแสดงให้เห็นถึงการหดตัวลงของธารน้ำแข็งอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ทศวรรษ 1850 การหดตัวลงนี้ระบุถึงการเกิดความร้อนในระดับท้องถิ่นโดยมีค่าเฉลี่ยราว 0.6 องศาเซลเซียสต่อศตวรรษระหว่างปี ค.ศ. 1850 และ 1972 ธารนำ้แข็งบนยอด “ปันจักตรีโครา(Puncak Trikora)” ในเทือกเขาเปกุนนันกัน มาโอเก นั้นได้สูญไปอย่างสิ้นเชิงระหว่างปี ค.ศ. 1939 และ 1962

นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970s มีการติดตามตรวจสอบขอบเขตของธารน้ำแข็งโดยดาวเทียม ส่วนใหญ่เป็นดาวเทียมแลนแซท เนื่องจากการสำรวจภาคพื้นดินนั้นเป็นเรื่องท้าทายมาก การสำรวจด้วยดาวเทียมเองนั้น กว่าจะได้ภาพมาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน ดังเช่นภาพข้างต้นที่ถ่ายในช่วงที่ปลอดเมฆ

ภาพถ่ายดาวเทียมนี้ถ่ายโดยดาวเทียมแลนแซทในวันที่ 29 พฤษภาคม 2003 หิมะและน้ำแข็งในภาพจะปรากฎเป็นสีฟ้า ส่วนเมฆจะเป็นสีขาว พื้นผิวที่ไม่มีพืชพรรณปกคลุมเช่นแนวเขาหินปูนจะปรากฎเป็นสีแดงหรือชมพู ส่วนสีม่วงเข้มหรือเทาคืพื้นที่เหมืองทองแดงแบบเปิดหน้าดิน ส่วนพื้นที่ป่าเขตร้อนและทีลุ่มต่ำปรากฎเป็นสีเขียว ในภาพยังปรากฎให้เห็นน้ำที่ไหลบนพื้นผิวลงสู่แม่น้ำทางด้านใต้ของเหมืองทองแดงซึ่งปรากฎเป็นสีม่วงเข้ม ส่วนใหญ่คือเศษหินและดินที่ถูกชะล้างจากการทำเหมือง