เกาะฮีรอน ออสเตรเลีย

ikonos_heron_island

เกาะฮีรอน(Heron Island) ตั้งอยู่ตอนใต้ของเกรทแบร์รเออร์รีฟที่มีความยาวกว่า 2,050 กิโลเมตรของออสเตรเลีย พื้นที่เกาะล้อมรอบไปด้วยแนวปะการังและเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของปลามากกว่า 1,000 สายพันธุ์ เหล่านักประดาน้ำและนักวิทยาศาสตร์พากันมายังเกาะแห่งนี้ซึ่งเป็นทั้งรีสอร์ทท่องเที่ยวและสถานีวิจัย ภาพสีจริงด้านบนถ่ายโดยกล้องถ่ายภาพบนดาวเทียม Ikonos โดยมีความละเอียดภาพ 4 เมตรต่อพิกเซล ละเอียดเพียงพอที่จะเห็นเรือแต่ละลำผูกติดอยู่ที่ท่าเรือเล็ก ช่องแคบจากมารีนาที่ออกสู่มหาสมุทรนั้นมีการระเบิดและขุดลอกเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนที่เกาะแห่งนี้จะกลายเป็นอุทยานแห่งชาติ จากนั้นมา รัฐบาลออสเตรเลียมีมาตรการด้านการอนุรักษ์ เช่น จำกัดนักท่องเที่ยว การรีไซเคิลแทนการเผาขยะทุกชนิด ข้อมูลรีโมทเซ็นซิ่งจากดาวเทียม Ikonos คือการติดตามตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมรวมถึงการวิจัยสถานะภาพของแนวปะการัง(coral reef health)

ข้อมูลเพิ่มเติมของเกาะฮีรอนดูได้จาก Heron Island

ออสเตรเลียเจอคลื่นความร้อนเข้มข้นมากขึ้น

australialsta_tmo_201361australialsta_tmo_2013361_paletteปี 2557 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดของออสเตรเลียที่มีการบันทึกไว้ ปลายปี 2556 และต้นปี 2557 จบลงและเริ่มต้นด้วยคลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น คลื่นความร้อนขึ้นถึงจุดสูงสุดในวันที่ 27 ธันวาคม 2556 และ 4 มกราคม 2557 คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นนั้นสั้นกว่าที่เริ่มขึ้นในปี 2556 แต่มีความเข้มข้นรุนแรงมากกว่า ราวร้อยละ 9 ของเมืองในออสเตรเลียประสบกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นทะลุสถิติในช่วงวันที่ 1-4 ธันวาคม 2557

ความร้อนเป็นตัวอบผิวโลกทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลก (land surface temperatures,LSTs) เพิ่มขึ้นจากการวัดโดยเครื่อง Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra  สีแดงเข้มที่เด่นชัดในภาพถ่ายดาวเทียมระบุว่าอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าระดับการเพิ่มเฉลี่ยระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2556 และวันที่ 3 มกราคม 2557 โดยเฉพาะในรัฐควีนส์แลนด์และนิวเซาท์เวล ต้องเน้นในที่นี้ว่า การวัด LSTs สะท้อนถึงว่าพื้นที่ผิวโลกมีความร้อนขึ้นอย่างไร การวัดนี้เกี่ยวข้องกับและไม่เหมือนกับอุณหภูมิอากาศ

ในวันที่ 3 มกราคม เป็นวันที่ร้อนที่สุดของคลื่นความร้อนในแทบทุกพื้นที่ โดยมีร้อยละ 10 ของรัฐควีนแลนด์และร้อยละ 15 ของรัฐนิวเซาท์เวล ที่ระดับคลื่นความร้อนนั้นทะลุสถิติที่เคยมีมา

ออสเตรเลียมิใช่ประเทศในซีกโลกใต้ที่เผชิญกับคลื่นความร้อน ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ยังได้เกิดคลื่นความร้อนในอาร์เจนตินาเป็นเวลากว่าสองสัปดาห์นำไปสู่การขาดแคลนน้ำและพลังงาน ส่วนในซีกโลกเหนือ ยุโรปและเอเชียนั้นเจอกับฤดูหนาวที่อุ่นขึ้น ในขณะที่สหรัฐอเมริกาต้องเจอกับอุณหภูมิอันยะเยือก

Reference

Australian Government Bureau of Meteorology (2013, January 6) Special climate statement 47 – an intense heatwave in central and eastern Australia. Accessed January 7, 2014.

NASA Earth Observatory image by Jesse Allen, using data from the Level 1 and Atmospheres Active Distribution System (LAADS). Caption by Holli Riebeek.

4 ปีมอนทารา และข้อเท็จจริงในสื่อต่างประเทศ

ที่มา http://thaipublica.org/2013/09/montara-oil-spill/

หลายๆ คนคงลืม เหตุการณ์น้ำมันรั่วนอกชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลียที่มอนทารา ไป แล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่งจะครบรอบ 4 ปี ไปเมื่อไม่นานมานี้ นายธารา บัวคำศรี จากกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Greenpeace Southeast Asia) ได้กล่าวในงานเวทีสาธารณะ “คำถามที่ ปตท. ต้องตอบก่อนที่ความจริงจะหายไปพร้อมกับคราบน้ำมัน” นายธาราได้นำเสนอเรื่องราวและข้อเท็จจริงที่เป็นผลงานระดับโลกของบริษัท ปตท.สผ. ออสตราเลเซีย (PTTEPAA) บริษัทลูกของ ปตท.สผ ในประเทศออสเตรเลีย โดยดูเหมือนทุกวันนี้เรื่องราวจะเงียบหายไปนานแล้ว และข้อเท็จจริงทั้งหมดกลับปรากฏในสื่อน้อยไทยน้อยมาก

น้ำมันรั่ว มอนทารา

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2552 เกิดเหตุการณ์การระเบิดของแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขึ้นที่แหล่งขุด เจาะน้ำมันมอนทารา นอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือประเทศออสเตรเลียออกไป 250 กม. ในเขตน่านน้ำของเครือจักรภพออสเตรเลีย โดยเจ้าของแท่นขุดเจาะดังกล่าวเป็นของบริษัท ปตท.สผ. ออสตราเลเซีย (PTTEPAA) บริษัทลูกของ ปตท.สผ. ที่ไปดำเนินงานในต่างประเทศ เป็นเหตุให้มีน้ำมันดิบและก๊าซรั่วไหลออกมาในทะเลเป็นจำนวนมาก โดยร้อยละ 70 ของการผลิตน้ำมันดิบและคอนเดนเสท (Condensate) ของประเทศออสเตรเลียมาจากเขตมหาสมุทรแถบนี้ทั้งหมดซึ่งยังเป็นเขตทะเลที่ยัง อุดมสมบูรณ์

มอนทารา-1

มอนทารา

บริษัท PTTEPAA ได้ส่งผ่านบทบาทการทำความสะอาดคราบน้ำมันให้หน่วยงานความปลอดภัยทางทะเลของ ออสเตรเลีย (the Australian Maritime Safety Authority: AMSA) จัดการตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ ด้วยวิธีการล้อมคราบน้ำมันและดูดกลับรวมถึงฉีดสารเคมี (ยกเว้นการเผาที่ไม่ได้ทำ) โดยใช้เวลาในการระงับเหตุทั้งหมด 74 วัน มีน้ำมันดิบรั่วไหลออกมาเฉลี่ยวันละประมาณ 400 บาร์เรลต่อวัน รวมแล้วประมาณ 4 ล้านลิตร คราบน้ำมันที่แพร่กระจายไปในทะเลกินพื้นที่ถึง 90,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 1 ใน 3 ของอ่าวไทย นับว่าเป็นเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งที่เลวร้ายที่สุดของประเทศออสเตรเลีย

ภาพ13ภาพ14

รายงานของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง (The Montara Inquiry Commission’s Report) ได้นำเสนอต่อสาธารณะในเดือนพฤศจิกายน 2553 ซึ่งในรายงานระบุว่า “การที่บริษัท PTTEP ติดตั้งแนวกั้นในบ่อน้ำมันเพื่อป้องกันการรั่วไหลเพิ่มเติมนั้นดำเนินการ อย่างไม่เพียงพอ และยังไม่ได้ติดตั้งแนวกั้นอันที่สองที่จำเป็นต้องทำอีกด้วย” นอกจากนี้รัฐมนตรีคนหนึ่งของออสเตรเลียที่เกี่ยวข้องยังออกมาแสดงความคิด เห็นว่า “หาก PTTEP ซึ่งดำเนินการแทนขุดเจาะมอนทาราและรัฐบาลท้องถิ่นนอร์ทเทอร์นเทอริทอรี (Northern Territory) ทำงานของตนอย่างเหมาะสม การระเบิดและรั่วไหลของน้ำมันออกสู่ทะเลติมอร์อย่างมหาศาลนี้จะไม่เกิดขึ้น”

สำหรับค่าเสียหายที่ PTTEP ต้องรับผิดชอบนั้น จนถึงตอนนี้บริษัทได้มีการชดใช้ค่าเสียหายไปแล้วกว่า 9.7 พันล้านบาท (ไม่รวมที่สามารถเคลมประกันได้) ซึ่งเรื่องนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงถึงรายละเอียดของกฎหมายว่าด้วยการรับผิด ชอบค่าใช้จ่าย เนื่องจากอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความรับผิดทางแพ่งเพื่อความเสียหาย อันเกิดจากมลพิษน้ำมัน ค.ศ. 1969 (CLC) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดตั้งกองทุนระหว่างประเทศเพื่อชดใช้ ความเสียหายอันเนื่องมาจากมลพิษน้ำมัน ค.ศ. 1971 จะชดเชยค่าเสียหายที่เกิดจากน้ำมันรั่วจากเรือบรรทุกน้ำมันเท่านั้น ไม่รวมถึงการรั่วไหลจากแท่นขุดเจาะ ซึ่งกรณีดังกล่าว AMSA ที่ได้เข้ามาจัดการกับคราบน้ำมันไม่สามารถเบิกจ่ายค่าเสียหายจากกองทุน อนุสัญญาระหว่างประเทศได้ แต่อย่างไรก็ดี PTTEP ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบภาระนี้อยู่ดี

กรณีประเทศอินโดนีเซียและติมอร์ตะวันออกที่อาจจะได้รับผลกระทบบ้างไม่มาก ก็น้อยนั้น ไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับ PTTEP ได้จนถึงทุกวันนี้ เนื่องจากประเทศทั้งสองไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอจะเอาผิดได้ ประกอบกับแผนที่กระแสน้ำทางทะเลที่ PTTEP นำมาใช้อ้างอิงถึงทิศทางของกระแสน้ำในเขตมหาสมุทรบริเวณนั้นที่ไม่พัดเข้าไป ในเขตน่านน้ำของทั้งสองประเทศ จนเมื่อเหตุการณ์ผ่านมา 4 ปีแล้วก็ดูเหมือนเรื่องนี้จะลอยนวลไปอย่างเงียบๆ

ภาพที่23

โดยนับตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์ที่มอนทารา PTTEP ก็ยังคงได้รับการอนุญาตและมีบทบาทในการลงทุนทำธุรกิจดำเนินการสำรวจและขุด เจาะก๊าซและน้ำมันต่อไป รวมถึงการเจาะหลุมใหม่เพิ่มในทะเลติมอร์คือแหล่ง Cash and Maple gas fields สำหรับโครงการ LNG มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

จากเหตุการณ์น้ำมันรั่วที่อ่าวเม็กซิโกของบริษัท BP ในปี 2553 ซึ่งมีขนาดของความเสียหายมากกว่าเหตุการณ์ที่มอนทารามาก นำไปสู่ข้อถกเถียงในระดับโลก เนื่องจากกิจการปิโตรเลียมเป็นอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ ดังนั้นจึงควรมีโครงสร้างการกำกับดูแลในทางสากล แม้ข้อตกลงระหว่างประเทศที่ดีและโครงสร้างระดับชาติเกี่ยวกับการเดินเรือ สากลและการประมงโลกจะมีอยู่บ้าง แต่ไม่มีข้อตกลงสากลที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียมเลย แม้จะมีหน่วยงานของสหประชาชาติที่ดูจะใกล้เคียงในการจัดการกับเรื่องนี้ ที่สุดคือ the International Maritime Organization (IMO) แต่ข้อกำหนดของหน่วยงานดังกล่าวก็ยังไม่ครอบคลุมไปถึงประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งอยู่ดี ถ้าจะย้อนกลับไปในปี 1977 the Comite Maritime International (CMI) ได้ริเริ่มให้มีการร่างอนุสัญญา อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมปิโตรเลียมได้ทำการเจรจาหว่านล้อมเพื่อต่อต้านการร่างอนุสัญญาและ การทำงานเพื่อร่างอนุสัญญาก็สิ้นสุดลง

เหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งรุนแรงที่เกิดขึ้นคงจะเป็นอุทาหรณ์ให้เกิดความ ร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสร้างกลไกความร่วมมือในการป้องกันเหตุการณ์ใน ลักษณะดังกล่าวนี้และสามารถเอาผิดกับผู้ก่อเหตุได้ โดยเพียงไม่กี่ปีหลักจากเกิดเหตุที่มอนทารา บริษัท PTTGC ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือของ ปตท. อีกแห่งหนึ่งก็ได้เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นอีกในประเทศไทยเพียงแต่ไม่ รุนแรงเท่า แต่สิ่งที่ยังคงเหมือนกันคือความผิดพลาดที่มาจากความประมาทและอุปกรณ์ที่ไม่ ได้มาตรฐาน รวมถึงกฎหมายข้อบังคับทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่ดูเหมือนจะไม่สามารถ เอาผิดบริษัทน้ำมันได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : บัลลังก์ที่เปรอะเปื้อนของราชันย์ถ่านหิน

หากเปรียบถ่านหินเป็นเหมือนราชาในประเทศออสเตรเลีย เขตฮันเตอร์ วัลเลย์ (Hunter Valley) ในรัฐนิวเซาธ์เวลส์ (NSW) ก็เป็นเหมือนบัลลังก์

การทำเหมืองถ่านหินส่วนใหญ่ในออสเตรเลียจะเป็นเหมืองแบบเปิด ดังนั้นการเดินทางผ่านเขตฮันเตอร์วัลเลย์อาจมีคนเข้าใจผิดว่าเป็นการเดินทางไปเยือนดวงจันทร์เสียมากกว่าเพราะทัศนียภาพของเหมืองจำนวนมหึมาที่กระจัดกระจายอยู่สุดลูกหูลูกตาตรงหน้านั่นเอง

เกือบหนึ่งในสามของการส่งออกถ่านหินทั่วโลกมาจากออสเตรเลีย เมืองนิวแคสเซิล ในรัฐนิวเซาธ์ เวลส์ เป็นท่าการขนส่งถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ท่านี้ขนส่งถ่านหินรวมแล้วมากกว่าสองเท่าของที่สหรัฐส่งออกในแต่ละปี

ถ่านหินเหล่านี้ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลออกมาเมื่อเกิดการเผาไหม้ แต่จากการที่การปล่อยก๊าซนี้เกิดขึ้นนอกประเทศออสเตรเลีย ปริมาณการปล่อยจึงไม่ได้นับรวมเข้าไปในโควตาการปล่อยคาร์บอนของออสเตรเลีย ดังนั้นออสเตรเลียจึงสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตถ่านหินขึ้นมาได้ นอกเหนือจากการเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของวิธีการสร้างความหายนะของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแล้ว การทำเหมืองของออสเตรเลียก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายมากมายของสภาพแวดล้อมในพื้นที่ซึ่งตอนนี้หลายแห่งเริ่มควบคุมสถานการณ์ไม่ได้แล้ว

ประสบการณ์ตรงของผลกระทบจากถ่านหิน: ฮันเตอร์ วัลเลย์

ฮันเตอร์ วัลเลย์เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านการผลิตไวน์และฟาร์มพ่อพันธ์ุม้าแข่งพันธ์ดี แต่กระนั้นสภาพแวดล้อมที่ธุรกิจดังกล่าวต้องพึ่งพาอาศัยกลับตกอยู่ในความเสี่ยงจากการทำเหมือง มันมีอันตรายอยู่จริงว่าอุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านเหล่านี้ อาจถูกทำลายลงได้จากการขยายตัวของเหมืองถ่านหินในฮันเตอร์ วัลเลย์ ซึ่งหลายคนในพื้นที่ก็เห็นด้วย

“แม้ว่าอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินจะอยากเชื่อว่าการทำเหมืองและธุรกิจท่องเที่ยวด้านไวน์จะสามารถอยู่ร่วมกันได้มากแค่ไหนก็ตามแต่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไวน์ไม่มีทางคิดเช่นนั้นแน่นอน”

ปัญหาการขาดแคลนน้ำ

การแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่งแหล่งทรัพยากรที่มีจำกัดนั้นเป็นแค่ตัวบ่งชี้ตัวหนึ่งของผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการทำเกษตรกรรมจากการทำเหมืองถ่านหิน ในฮันเตอร์ วัลเลย์นั้นขาดแคลนน้ำอย่างหนักและสถานการณ์ก็แย่ลงไปอีกด้วยภัยแล้งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

เหมืองถ่านหินแบบเปิดในพื้นที่จะต้องใช้น้ำในการทำงานจำนวนมหาศาลซึ่งส่วนใหญ่เสียไปกับการชะล้างกลุ่มฝุ่นละอองอันตรายที่เกิดจากการขุดเจาะขนาดใหญ่ การต่อสู้เพื่อแย่งชิงน้ำที่มีจำนวนจำกัดนั้นผลเท่าที่ออกมาชาวไร่ชาวนานั้นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป ส่วนเหมืองถ่านหินและโรงงานไฟฟ้าซึ่งเป็นตัวซดน้ำดีๆ นี่เองได้สิทธิ์ในการเข้าถึงและใช้น้ำ

จริงๆ แล้วเมื่อรัฐบาลของนิว เซาธ์ เวลส์ประกาศในปี 2550 ว่าหลายพื้นที่ของประเทศจะไม่ได้น้ำประปาใช้แต่เหมืองถ่านหินยังทำงานตามปกติยังคงสูบน้ำของประเทศไปใช้ต่อไป การตัดน้ำประปาเช่นนี้เป็นปัญหาอย่างร้ายแรงต่อการเงินของฟาร์มที่เปิดมานานหลายแห่งในพื้นที่

การทำลายล้างที่ยังดำเนินต่อไป: แอนวิล ฮิลล์

แม้จะมีความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนและรุนแรงอย่างยิ่งจากถ่านหินในฮันเตอร์ วัลเลย์ก็ตาม แต่แผนการที่จะเพิ่มศักยภาพการส่งออกของนิวแคสเซิลเป็นสองเท่าและมีการเสนอขอให้เหมืองถ่านหินเปิดใหม่อีกหลายแห่งผลิตถ่านหินเพิ่มขึ้นเพื่อการณ์นี้ด้วย

หนึ่งในเหมืองที่เปิดใหม่นี้เสนอให้เปิด ‘มังโกลา(Mangoola)’ เหมืองแบบเปิดขึ้นที่แอนวิล ฮิลล์(Anvil Hill) แผนการสำหรับเหมืองถ่านหินนี้ใหญ่มาก ทั้งพื้นที่โครงการที่มีมากกว่า 3,500 เฮกตาร์ และมีเป้าหมายที่จะขุดเอาถ่านหินจำนวนมากกว่า 220 ล้านตันภายในเวลายี่สิบปี แค่ถ่านหินที่ผลิตได้ในปีเดียวจากเหมืองแห่งนี้ก็จะสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากพอๆ กับที่ภาคการขนส่งทั้งหมดของนิวเซาธ์เวลส์ทำได้ เหมืองจะเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ โดยมีผลกระทบด้านเสียงที่ “แย่กว่าโครงการเหมืองไหนๆ ที่ได้รับการอนุมัติในนิวเซาธ์เวลส์ถึงเกือบห้าเท่าเลยทีเดียว

ป่าละเมาะในพื้นที่กำลังจะหมดไป

แอนวิล ฮิลล์เป็นที่ตั้งของป่าละเมาะบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่ในเขตฮันเตอร์ วัลเลย์ ซึ่งป่าดังกล่าวเป็นบ้านของไม้ดอกไม้ประดับถึง 440 สายพันธ์ุ และมี 25 สายพันธ์ุในนั้นติดอันดับพันธ์ไม้ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธ์ุ พื้นที่ดังกล่าวมีความไวต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและมีระบบนิเวศที่ไม่เหมือนใครซึ่งรายงานของปี 2548 ได้เสนอแนะไว้ว่าควรมีการรักษาแอนวิล ฮิลล์เอาไว้โดยการอนุรักษ์ธรรมชาติ ถ้าหากเหมืองถ่านหินมังโกลาและเหมืองอื่นยังคงยืนยันจะดำเนินการขยับขยายการทำเหมืองต่อไปก็จะเป็นการคุกคามพื้นที่ป่าคุณภาพสูงกว่า 1,300 เฮกตาร์ ยิ่งไปกว่านั้นมาตรการลดผลกระทบที่ร่างไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Assessment) ที่จัดทำขึ้นสำหรับเหมืองนั้นก็ไม่สามารถชดเชยความเสียหายนี้ได้อย่างเหมาะสม

ภัยคุกคามต่อภาคอุตสาหกรรมและชุมชน

มีเหตุผลหลายประการที่จะหยุดยั้งการเปิดเหมืองถ่านหินมังโกลา ไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าการขยายเหมืองจะทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำแย่ลงเพียงอย่างเดียว แต่มันยังรวมไปถึงการบีบบังคับให้ผู้อยู่อาศัยกว่า 200 ย้ายถิ่นฐาน

อุตสาหกรรมการเพาะพันธ์ุม้าและการผลิตไวน์ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นของตนเรื่องเหมืองถ่านหินไปแล้วในแง่ของปัญหาการย้ายถิ่นซึ่งเป็นการยากสำหรับสวนไวน์ที่ใช้เวลาเพาะปลูกกันนานนักปีจึงจะสำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น สมาคมผู้ผลิตไวน์ในตอนเหนือของฮันเตอร์ (Upper Hunters Winemakers Association) ยังแสดงออกถึงจุดยืนที่ตรงกันข้ามกับเหมืองถ่านหินมังโกลาไว้ว่า

“การเกษตรกรรมที่ยั่งยืนและอยู่มานานจะถูกแทนที่ด้วยเหมืองถ่านหินนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชุมชนและครอบครัวบางครอบครัวที่ทำธุรกิจดังกล่าวมานานหลายชั่วอายุคน”

ผู้คนกลุ่มอื่นรวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างก็มีความกังวลใจเกี่ยวกับเหมืองที่ได้รับข้อเสนอให้เปิดทำการในแอนวิล ฮิลล์ ดังนั้นในปี 2548 สมาพันธ์แอนวิล ฮิลล์ก็ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยในการต่อต้านการเปิดเหมือง

คณะทำงานในพื้นที่ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากองค์กรเอกชนอิสระ(NGOs) หลายแห่งและยังผลักดันการรณรงค์ต่อสู้ให้ข้อเสนอในการเปิดเหมืองนั้นตกไปตั้งแต่แรกเริ่ม ในเดือนมิถุนายน ปี 2550 มีผู้คนมากกว่า 400 คนใช้เวลาสุดสัปดาห์ในการตั้งแค้มป์ในบริเวณที่มีการเสนอให้สร้างเหมืองถ่านหินขึ้น ซึ่งเป็นการสื่อข้อความที่ชัดแจ้งถึงรัฐบาลว่าให้ “อนุรักษ์แอนวิล ฮิลล์” เอาไว้นั่นเอง

กระทั่งผู้คนที่ทำงานในอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินเองก็เห็นว่าการเปิดเหมืองขึ้นใหม่นั้นจะเป็นการกระทำที่เกินไป ยกตัวอย่างเช่นนาย Graham Brown คนงานเหมืองที่เกษียณแล้ว ก็สนับสนุนให้มีการเปลี่ยนความคิดเรื่องถ่านหินในฮันเตอร์ วัลเลย์ เขาอยากเห็นงานและเศรษฐกิจท้องถิ่นได้รับการคุ้มครองและเปลี่ยนไปในแนวทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ(Low-carbon economy) เขายังกล่าวอีกว่า “เราอยากเห็นกลไกการปรับเปลี่ยนเกิดขึ้นโดยมีบริษัททำเหมืองถ่านหินให้ความสนับสนุนด้านเงินทุนอย่างเต็มที่”

อนาคต

มีหนทางแก้ไขที่ยั่งยืนและเป็นไปได้อยู่จริงและยังเป็นหนทางที่คนในพื้นที่และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่อสู้ให้เกิดขึ้นมาตลอดอีกด้วย จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่าฮันเตอร์ วัลเลย์สามารถให้พลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนถึงร้อยละ 40 แก่รัฐนิวเซาธ์เวลส์ ภายในปี 2563 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดงานมากกว่า 10,700 ตำแหน่งตามมา

ในความเป็นจริง ด้วยความช่วยเหลือของระบบพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว ฮันเตอร์ วัลเลย์จะสามารถกลายมาเป็นพื้นที่ส่งออกพลังงานหมุนเวียน โดยจัดส่งไฟฟ้าที่ปราศจากการรั่วไหลของรังสีไปทั่วประเทศ และยังสามารถพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด (Clean energy technology)ให้แก่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ในความเป็นจริงนั้นไม่สวยหรูเหมือนที่คิด หลังจากวันสิ่งแวดล้อมโลกเดือนมิถุนายน ปี 2550 เพียงไม่นาน รัฐบาลนิวเซาธ์เวลส์ก็อนุมัติให้เปลี่ยนแอนวิล ฮิลล์เป็นเหมืองถ่านหินทั้งที่มีเหตุผลข้อโต้แย้งกับแผนการดังกล่าว ตอนนี้เหมืองได้ถูกขายให้แก่บริษัทข้ามชาติของสวิสชื่อว่า Xtrata ในช่วงท้ายปี 2550 เพราะมันได้ก่อหนี้สินให้แก่เจ้าของเก่าอย่าง Centennial Coal มากเกินไป ข่าวดีก็คือเหมืองยังคงไม่ได้รับการพัฒนาต่อ แต่มันจะยังคงเป็นอยู่เช่นนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหนนั้นก็ไม่อาจรู้ได้

——————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

 

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : การต่อสู้ของประชาชน

ในปี 2487 นักทฤษฎีสังคมศาสตร์ผู้เป็นตำนานอย่างเฟเดอริก แองเกล (Friedrich Engels) ได้กล่าวถึง “การปฏิวัติด้านอุตสาหกรรมจะเป็นการปฏิวัติที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของประชาสังคมไปในเวลาเดียวกัน”

ถ่านหินมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้

ปัจจุบันนั้น พลังงานถ่านหินเป็นเรื่องราวที่แตกต่างออกไป มันเป็นเรื่องที่มีการต่อต้านอยู่ตลอดตราบเท่าที่มันยังมีการใช้งานอยู่

ชุมชนทั่วทุกมุมโลกที่กำลังลุกฮือขึ้นมาปฏิเสธการใช้ถ่านหิน พวกเขาจัดชุมนุมประท้วงต่อต้านโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหิน โดยไปประท้วงตามอาคารสำนักงาน ปิดล้อมรถไฟและเรือขนถ่านหิน

ในโปแลนด์ ผู้คนกว่า 5000 คนออกเดินไปตามถนนครูสวิกาในเดือนเมษายน ปี 2551 เพื่อต่อต้านแผนการเปิดเหมืองใกล้กับทะเลสาบโกพโลซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและเป็นพื้นที่สงวนของโปแลนด์  การประท้วงต่อต้านด้านสิ่งแวดล้อมครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติโปแลนด์เลยทีเดียว

ในประเทศออสเตรเลียมีการร่วมมือกันระหว่างนักเพาะพันธ์ุม้าแข่งพันธ์ุดี เจ้าของสวนไวน์และผู้อยู่อาศัยในท้องที่เพื่อออกมาต่อต้านการเปิดเหมืองถ่านหินในแอนวิลฮิลล์

ในสหราชอาณาจักร มีกลุ่มผู้ประท้วงปลอมตัวเป็นคนงานก่อสร้างรางรถไฟเพื่อหยุดรถไฟขนถ่านหินที่กำลังเดินทางไปยังโรงไฟฟ้าดรักซ์เพาเวอร์ (Drax Power) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2551 บางคนทำแม้กระทั่งปีนขึ้นไปบนรถไฟและขนเอาถ่านหินเกือบ 20 ตันลงมา บางคนก็พันธนาการตัวเองไว้กับถ่านหินก็มี ระหว่างการประท้วงครั้งนี้ ผู้ประท้วงนำเอาป้ายที่เขียนว่า “ปล่อยมันไว้ใต้ดิน” มาแสดงให้ดูด้วย

และในฤดูหนาว ปี 2551 นักรณรงค์ต่อต้านการใช้ถ่านหินในเยอรมนีได้เริ่มการเรียกร้องให้มีการลงประชามติเพื่อหยุดยั้งการพัฒนาเหมืองในสหพันธรัฐ Brandenburg

ตัวอย่างของเรื่องราวที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่าการประท้วงต่อต้านกิจกรรมที่ไร้มนุษยธรรม ทำลายสภาพภูมิอากาศและเป็นอันตราย อย่างเช่นการเผาไหม้ถ่านหิน นั้นมีมากขึ้นและมีแต่จะเข้มแข็งขึ้นไปอีก

————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : เผาผลาญจากใต้ธรณี

ชั้นถ่านหิน กองถ่านหินและกากของเสียที่เริ่มไหม้และไม่สามารถดับได้เรียกว่าไฟถ่านหิน(coal fires) สาเหตุของการเกิดไฟดังกล่าวคือการสันดาปที่เกิดขึ้นเอง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาระหว่างออกซิเจนกับความร้อนจากถ่านหิน กิจกรรมเหมืองถ่านหินจะเป็นตัวเร่งให้เกิดปฏิกิริยาดังกล่าว จากการที่กองถ่านหินซึ่งแต่เติมถูกปกคลุมไว้นั้นเปิดรับหรือสัมผัสกับออกซิเจน และนอกจากนั้น ยังนำไปสู่การสะสมของกากตะกอนจากถ่านหินขนาดใหญ่และกากของเสีย ไฟถ่านหินติดไฟขึ้นโดยฟ้าผ่าหรือไฟป่า ยกตัวอย่างเช่น ในอินโดนีเซีย ไฟถ่านหินเคยเผาผลาญบริเวณพื้นที่ป่าฝนเขตร้อน จากการที่เหมืองถ่านหินทำให้เกิดประกายไฟถ่านหินกว่า 300 จุดตั้งแต่ยุคคริสตทศวรรษ 1980

ไฟถ่านหินเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศจำนวนมาก ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากไฟถ่านหินบางครั้งอาจมีความรุนแรงมาก ไฟถ่านหินปลดปล่อยสารต่างๆ ที่เป็นพิษออกมา อาทิ สารหนู สารตะกั่วและซีลิเนียม เมื่อสูดดมเข้าไปจะเป็นอันตราย สารพิษเหล่านี้ตกลงสู่พืชผลและอาหารที่อาจถูกกินโดยฝูงปศุสัตว์ หรือสะสมในเนื้อเยื่อในนกหรือปลาได้ สารพิษเช่น สารเบนซีน โทลูอีน ไซลีน และเอทิลเบนซีน เป็นต้น ถูกปลดปล่อยจากไฟถ่านหินเหล่านี้และเป็นอันตราย

ผลกระทบในระยะยาวของปัญหาไฟไหม้ถ่านหินนั้นมีมากมายมหาศาล กล่าวคือเมื่อการขุดถ่านหินเป็นตัวนำทางให้ออกซิเจนไปสัมผัสกับชั้นถ่านหิน จึงทำให้เกิดไฟถ่านหินอยู่ใต้ดินเป็นเวลาหลายร้อยปี โดยไฟถ่านหินที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลกยังคงเผาไหม้อยู่ในออสเตรเลีย และมีอายุมากกว่า 2,000 ปีแล้ว

——————

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

“ถ่านหิน” และ “พลังงานสกปรกอื่นๆ” : โรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีที่มาบตาพุดและการหลอกขายถ่านหินครั้งใหญ่

ที่มาบตาพุดมีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่แห่งหนึ่งชื่อว่า “บีแอลซีพี”

โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้มีกำลังการผลิต 1,434 เมกกะวัตต์ ดำเนินการโดยบริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัดบนพื้นที่ถมทะเลของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ไฟฟ้าที่ผลิตได้ขายให้กับ กฟผ. ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า 25 ปี เป็นโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระซึ่งร่วมทุนระหว่างบริษัทบ้านปูจำกัด(มหาชน) ร้อยละ 50 และบริษัทไชน่าไลท์เพาเวอร์ (CLP) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ฮ่องกง อีกร้อยละ 50 ซึ่งต่อมามีการซื้อขายเปลี่ยนหุ้นให้กับบริษัทเอ็กโก โครงการเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2546 บริษัทมิตซูบิชิเฮพวี่อินดัสทรีร่วมกับบริษัทมิตซูบิชิได้รับการว่าจ้างโดยบริษัทบีแอลซีพีในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า พื้นที่ก่อสร้างอยู่บนพื้นที่ถมทะเลห่างจากฝั่ง 3 กิโลเมตร และพื้นที่ชุมชนที่ใกล้ที่สุดราว 4 กิโลเมตร

โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 1.37 พันล้านเหรียญสหรัฐซึ่งเป็นเงินกู้โดยตรงจำนวน 245 ล้านเหรียญสหรัฐ จากธนาคารญี่ปุ่นเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ(JBIC)โดยเป็นการร่วมให้กู้(co-financing)กับธนาคารเอกชน และมี Nippon Export and Import Insurance (NEXI) ให้เงินประกัน 163 ล้านเหรียญสหรัฐในส่วนของการให้กู้โดยธนาคารเอกชน และเงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชียอีกจำนวนกว่า 140 ล้านเหรียญสหรัฐและการรับประกันความเสี่ยงทางการเมืองอีกราว 70 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการร่วมให้กู้กับธนาคารเอกชนอีกหลายแห่ง นอกจากนี้ อีกประมาณ 620 ล้านเหรียญสหรัฐมาจากเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศ

เชื้อเพลิงที่นำมาใช้เป็นถ่านหินบิทูมินัสจากประเทศออสเตรเลียโดยทำสัญญากับบริษัทริโอ ตินโต บริษัทยักษ์ใหญ่ถ่านหิน การขนส่งถ่านหินเป็นการขนส่งทางเรือมายังท่าเทียบเรือของบริษัท ประมาณว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีเมื่อสร้างเสร็จจะต้องใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า 3.5 ล้านตันต่อปี ประเทศไทยเพิ่งนำเข้าถ่านหินจากออสเตรเลียโดยในปี 2543 มีปริมาณการนำเข้า 136,000 ตัน หากแผนการที่จะผลักดันให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินภายใต้การผลักดันของประเทศอุตสาหกรรมอย่างออสเตรเลียและอุตสาหกรรมถ่านหินข้ามชาติเพื่อให้มีการนำเข้า”ถ่านหินสะอาด” เป็นจริง การนำเข้าถ่านหินของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 50 ล้านตันภายในปี 2563 

การหลอกขายถ่านหินครั้งใหญ่

บริษัทบ้านปูจำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทร่วมทุนของโครงการนี้ บริษัทบ้านปูถือเป็นบริษัทอุตสาหกรรมถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นบริษัททำเหมืองถ่านหินที่ใหญ่เป็นอันดับเจ็ดของโลกและเป็นผู้ส่งออกถ่านหินอันดับสี่ในเอเชีย และยังดำเนินการธุรกิจเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียและจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งสร้างผลกำไรให้บริษัทมหาศาลนับจากเข้าตลาดหุ้นไทยในปี 2532 ธุรกิจถ่านหินของบ้านปูในช่วงต้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับโรงไฟฟ้าลิกไนต์แม่เมาะของบริษัท กฟผ. จำกัด(มหาชน) โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีมลพิษมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

บริษัทไชน่าไลท์แอนด์เพาเวอร์จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่สำคัญของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพี มีบทบาทหลักในการจัดการด้านงานก่อสร้างและยังเป็นผู้ร่วมทุนหลักของบริษัทเพาเวอร์เจเนอเรชั่นเซอร์วิส(PGS) ซึ่งจะเข้ามาดำเนินการหลังจากโรงไฟฟ้าสร้างแล้วเสร็จ โรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทไชน่าไลท์แอนด์เพาเวอร์จำกัดในฮ่องกงยังได้รับการคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นที่นั่น ต่อมาบริษัทไชน่าไลท์แอนด์เพาเวอร์จำกัดได้ขายหุ้นทั้งหมดให้กับบริษัทเอ็กโก

กลุ่มอุตสาหกรรมถ่านหินเหล่านี้ บริษัทบ้านปู จำกัด(มหาชน) และบริษัทริโอตินโต เป็นหัวแถวของผู้สนับสนุนการค้าถ่านหินเพื่อให้ประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หันมาเสพติดคาร์บอนเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำการโน้มน้าวให้รัฐบาลมิให้สนใจวาระซ่อนเร้นภายใต้โครงการและคำประดิษฐ์สวยหรูของตน เช่น โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีในฐานะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทันสมัยและใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการรวมหัวกันระหว่างสถาบันการเงินภาคสาธารณะและภาคเอกชนกับภาครัฐบาลและบริษัทพลังงานข้ามชาติซึ่งดำเนินการธุรกิจสกปรกของตนโดยไม่แยแสผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนท้องถิ่นและสภาพภูมิอากาศของโลก

มาบตาพุด-แดนมลพิษ

เดิมมาบตาพุดเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่อยู่ระหว่างชายฝั่งทะเลอันสวยงามและแผ่นดินตอนในของจังหวัดระยอง ขณะนี้คือที่ตั้งของกลุ่มโรงงานปิโตรเคมีและโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทบีแอลซีพี มาบตาพุดปัจจุบันถูกขนานนามว่าพื้นที่เสี่ยงภัยมลพิษอันดับหนึ่งของประเทศไทย

การศึกษาผลกระทบสุขภาพในพื้นที่มาบฅาพุดเมื่อไม่นานมานี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าการรับสัมผัสมลพิษและอุบัติภัยจากสารเคมีได้ทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจสังคมของชุมชนที่เลวร้ายอยู่แล้วเลวร้ายลงไปอีก การศึกษายังได้มองภาพรวมถึงกลุ่มของโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท ระบบการเจริญพันธ์ ระบบกล้ามเนื้อ ความผิดปกติทางจิต อุบัติเหตุและการบาดเจ็บ เป็นกลุ่มอาการของโรคที่มีอัตราสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ ทั้งประเทศ

นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมีปล่องควันมากกว่า 200 ปล่อง ซึ่งระบายมลพิษออกสู่ 25 ชุมชุนรายรอบ หลังจากปี 2540 (เมื่อโรงเรียนต้องปิดและย้ายออกไปในที่สุดเนื่องจากปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง) ปัญหามลพิษที่มาบตาพุดก็เป็นที่รับรู้ต่อสาธารณชนมากขึ้นในฐานะเป็นกรณีผลกระทบที่ชัดเจนและรุนแรงอันไม่พึงปรารถนาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ไม่ยั่งยืน

การศึกษาเรื่องศักยภาพการรองรับสารมลพิษทางอากาศบริเวณมาบตาพุด โดยสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสรุปว่าเมื่อแหล่งกำเนิดทุกแหล่งระบายก๊าซออกมาในอัตราสูงสุด ตามค่าที่ยอมให้ระบายได้จากการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Maximum Allowable Emission Limit)  พร้อมกันทุกแหล่ง  จะมีผลทำให้ค่าความเข้มข้นของมลสารในบางพารามิเตอร์สูงเกินค่ามาตรฐานของคุณภาพอากาศในบรรยากาศ

ตัวการทำลายสภาพภูมิอากาศ

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาถึง 229.4 ล้านตันในช่วง 20 ปีของการดำเนินงาน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการก่อให้ภาวะโลกร้อน การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีจะมีขนาดเทียบเท่ากับช้างแอฟริกันกว่า 32,771,428 ตัว

ภาวะโลกร้อนได้เกิดขึ้นแล้ว ช่วงปี 2004-2005 ประเทศไทยเผชิญกับภัยแล้งอย่างรุนแรงใน 63 จังหวัด ส่งผลกระทบต่อประชาชนราว 9.2 ล้านคนและพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 8,090 ตารางกิโลเมตร รัฐบาลไทยระบุว่าหายนะจากภัยแล้งดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในราว 193.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลผลิตข้าวของประเทศลดลงจากร้อย 11 เป็นร้อยละ 14 ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่ผ่านมา ขณะที่ผลผลิตอ้อยก็ลดลงอย่างมากอีกด้วย

มีการคาดกันว่าภาวะโลกร้อนจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตของข้าวหอมมะลิอันมีชื่อเสียงของไทยด้วย การศึกษาระบุว่า ยิ่งมีความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นเท่าไร ผลผลิตข้าวหอมมะลิก็จะลดลงเท่านั้น การตกต่ำของผลผลิตข้าวอาจสูงถึงร้อยละ 20 ปัจจุบันผลผลิตข้าวของประเทศไทยอยู่ที่ 22 ล้านตันต่อปี คิดเป็นร้อยละ 4 ของการผลิตข้าวทั่วโลก

ดร. กัณฑรีย์ บุญประกอบ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงและรองประธานคณะกรรมการคณะที่ 1 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) กล่าวว่า “หนึ่งในสาเหตุหลักของการที่เกิดภัยแล้งยาวนานมากขึ้นในประเทศไทยคือภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้สภาวะที่มีฝนตกลดลงและพื้นดินร้อนระอุมากขึ้น และการระเหยของน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น”

คำกล่าวของ ดร. กัณฑรีย์ เป็นไปตามการคาดการณ์ที่รัฐบาลไทยนำเสนอต่อเวทีอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก่อนหน้านี้ “ผลกระทบที่เห็นชัดเจนที่สุด…คือการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฟ้าและความเข้มข้นของมันในภูมิภาคต่างๆ ภัยแล้งและอุทกภัยที่รุนแรงมากขึ้นสามารถเกิดขึ้นได้ ผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำที่ส่งผลต่อระบบการเกษตรจะมีมากขึ้น ผลผลิตและแบบแผนการเพาะปลูกก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง”

ตราบเท่าที่ยังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาอย่างไม่จำกัด ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  และประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยจะได้รับผลกระทบมากขึ้นจากสภาวะภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง พายุ และเกิดปะการังฟอกขาวรวมถึงระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือภัยคุกคามที่รุนแรงมากที่สุดที่โลกของเราเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเช่น ถ่านหิน เป็นต้น ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลอกสู่บรรยากาศ ในบรรดาเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหลาย ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่สกปรกที่สุดโดยมีสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยพลังงานมากกว่าน้ำมันร้อยละ 29 และมากกว่าก๊าซร้อยละ 80

การต่อต้านถ่านหินของชุมชน

ชุมชนมาบตาพุดเริ่มประท้วงต่อต้านโครงการโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีในปี 2544 โดยความกังวลที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการขยายท่าเรือโดยการถมทะเลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ และซ้ำเติมปัญหามลพิษทางอากาศและน้ำที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ชุมชนยังได้เรียกร้องไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ของชุมชนต้องสลายลงเมื่อเผชิญกับการทำงานมวลชนสัมพันธ์ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ในปี 2547 บริษัทบีแอลซีพีเพาเวอร์จำกัดใช้เงิน 25 ล้านบาทในการดำเนินการโครงการชุมชนสัมพันธ์ของตน

บริษัทบีแอลซีพีเพาเวอร์จำกัดไม่ได้ทำอะไรมากกว่าไปกว่าพยายามที่จะบอกว่าทางบริษัทได้ทำกระบวนการปรึกษาหารือกับชุมชนในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว โครงการโรงไฟฟ้านี้ได้รับเลือกจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระในปี 2539 สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อนุมัติรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในปี 2545 เดือนกันยายนปีเดียวกัน ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อนำมาเป็นกลไกการตรวจสอบแทนกระบวนการประชาพิจารณ์ซึ่งถูกวิจารณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเป็นกลไกที่ไม่มีประสิทธิภาพและล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนท้องถิ่นและผู้สนับสนุนโครงการ บริษัทบีแอลซีพีเพาเวอร์จำกัดยังอ้างถึงประสบการณ์ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บ่อนอกและบ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นข้อพิสูจน์ว่าการทำประชาพิจารณ์นั้นไม่ได้ผล แท้ที่จริงแล้ว จุดยืนของชุมชนในประจวบคีรีขันธ์ยังยืนกรานว่าหากการทำประชาพิจารณ์ที่แท้จริงเกิดขึ้น โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะยุติไปเร็วกว่านี้

แนวคิดในการทำประชาพิจารณ์ซึ่งกล่าวอ้างโดยบริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ขัดแย้งกับแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมของธนาคารญี่ปุ่นเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศซึ่งจำเป็นต้องมีการปรึกษาหารืออย่างเต็มที่กับผู้มีส่วนได้เสียในโครงการ เช่น ชุมชนท้องถิ่น ผลจากการปรึกษาหารือจะต้องนำมาผนวกอยู่ในแผนงานของโครงการ

ในเดือนพฤษภาคม 2548 กรีนพีซทำการเก็บตัวอย่างเถ้าลอยจากศูนย์อิฐบล็อกจากเถ้าลอยที่วัดตากวน และส่งตรวจวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่กรุงเทพฯ ผลจากการวิเคราะห์ในเดือนมิถุนายนพบว่าเถ้าลอยดังกล่าวปนเปื้อนไปด้วยโลหะหนักเป็นพิษหลายชนิด ผลการวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่าบริษัทบีแอลซีพีซึ่งจงใจหลอกลวงชาวบ้านโดยการจัดตั้งศูนย์อิฐบล็อกในบริเวณวัดตากวนเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนยอมรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่สกปรกของตน

เถ้าลอยที่บริษัทบีแอลซีพีนำมาใช้นั้นมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 513 เมกกะวัตต์ของบริษัทโกลว์ที่ดำเนินการอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด(โกลว์ เอสพีพี 3) โรงไฟฟ้าถ่านหินของโกลว์ลงนามรับซื้อถ่านหินจากบริษัทบ้านปูในปี 2542 โดยมีปริมาณการนำเข้าถ่านหินต่อปีราว 660,000 ตัน แหล่งถ่านหินที่นำมาใช้ในโรงไฟฟ้าโกลว์มาจากเหมืองถ่านหินของบ้านปูในอินโดนีเซีย

การปนเปื้อนของโลหะหนักที่เป็นพิษในเถ้าลอยยังก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากปริมาณเถ้าลอยที่ผลิตออกมาเป็นจำนวนมหาศาลและการที่สารพิษในเถ้าลอยหลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อมโดยรอบ

ทางเลือกพลังงาน

การศึกษาโดยกรีนพีซในปี 2543 ระบุชัดเจนว่าภายในปี 2563 มากกว่า 1 ใน 3 ของความต้องการไฟฟ้าของประเทศไทยได้มากจากแหล่งพลังงานสะอาด เมื่อจากศักยภาพพลังงานสะอาดที่ร้อยละ 35 เราสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลได้ร้อยละ 25 จากพลังงานน้ำขนาดเล็กได้ร้อย 5 และจากพลังงานแสงอาทิตย์อีกร้อยละ 2.5 ที่เหลืออีก 2.5 ได้มาจากพลังงานความร้อนใต้พิภพและพลังงานลม ประมาณว่าในช่วงปี 2553 และ 2568 พลังงานสะอาดจะมีราคาถูกลงมากเมื่อเทียบกับแหล่งพลังงานแบบเดิม และอาจถูกกว่าหากเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมีการพัฒนาให้เป็นกระแสหลัก

นอกจากนี้ การศึกษาโดยรัฐบาลยุโรปร่วมกับสำนักนโยบายและแผนพลังงานระบุถึงศักยภาพของพลังงานสะอาดและการประหยัดพลังงาน ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานเสนอว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาพลังงานสะอาดมากกว่า 14,000 เมกกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นพลังงานชีวมวล 7,000 เมกกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์มากกว่า 5,000 เมกกะวัตต์ พลังงานลม 1,600 เมกกะวัตต์ และอีก 700 เมกกะวัตต์จากพลังงานน้ำขนาดเล็ก การศึกษาในปี 2541 ระบุว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานงานชีวมวลที่นำมาใช้ได้ในเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 3,000 เมกกะวัตต์ สถาบันนานาชาติเพื่อการประหยัดพลังงานระบุอีกว่าการจัดการด้านความต้องการใช้ไฟฟ้าสามารถประหยัดได้ถึง 2,200 เมกกะวัตต์ซึ่งใช้งบประมาณน้อยกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มาก เมื่อรวมเอาศักยภาพของการจัดการด้านความต้องการและพลังงานจากชีวมวลจะมีมากกว่า 2 เท่าของกำลังการผลิตของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทบีแอลซีพี

ในเดือนสิงหาคม 2546 รัฐบาลไทยได้เริ่มจัดทำยุทธศาสตร์พลังงานแห่งชาติซึ่งวางเป้าหมายสำหรับประสิทธิภาพพลังงานและการพัฒนาพลังงานสะอาด พร้อมกันนี้ เครือข่ายพลังงานยั่งยืนของไทยได้มีการพัฒนาแนวคิดแผนพัฒนาพลังงานทางเลือก (the Power Development Plan Alternative) ในปี 2542 และมีการผลักดันให้มีการปฏิบัติที่เป็นจริงโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปี 2547 ในช่วงเวทีสาธารณะเรื่องการแปรรูปกิจการไฟฟ้าของรัฐ ในแผนพัฒนาพลังงานทางเลือกระบุว่า การพัฒนาพลังงานสะอาดและยั่งยืนจะนำไปสู่เศรษฐกิจที่ดีขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายภายนอกที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาพลังงาน สร้างงานมากขึ้นและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเมื่อเปรียบเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน นอกจากนี้ แผนพัฒนาพลังงานทางเลือกนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาพลังงานสะอาดที่มากขึ้นโดยการเพิ่มสัดส่วนจากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 10 ภายในปี 2568