เมฆเพลิงไฟป่าออสเตรเลีย

January 6, 2020

เมฆไฟโรคิวมูโลนิมบัส(cumulonimbus) เมฆไฟ แฟลมมาเจนิตัส(flammagenitus) เมฆมังกรพ่นไฟ เป็นคำที่ใช้เรียกมวลเมฆที่มักยกตัวอยู่เหนือควันไฟป่าและควันจากการระเบิดของภูเขาไฟ หลังจากเกิดมวลเมฆที่กระตุ้นโดยเหเหตุการณ์ไฟป่าหลายๆ ครั้งติดต่อกันในวันที่ 4 มกราคม 2563 และ 29 ธันวาคม 2562 ชาวออสเตรเลียก็ได้คุ้นเคยกับชื่อทั้งหมดนี้

รัฐวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลล์เผชิญกับเหตุการณ์ไฟป่าที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยเป็นมาในรอบทศวรรษ อุณหภูมิที่ร้อนนานหลายเดือน สภาพอากาศที่แห้ง เหตุการณืไฟป่านับร้อยขยายวงกว้างเป็นพื้นที่ที่ใหญ่กว่า 62,259 ตารางกิโลเมตร(หรือราวๆ สามเท่าของพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ไฟป่าทำลายบ้านเรือนนับร้อยและหลายสิบคนต้องเสียชีวิต

การก่อตัวของเมฆไฟโรคิวมูโลนิมบัส(pyrocumulus clouds) จำเป็นต้องมีไฟที่ร้อนเพียงพอที่ทำให้อากาศร้อนยิ่งยวดยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่ออากาศร้อนยกตัวขึ้นและกระจายออกไป อากาศก็จะเย็นลง กลายเป็นไอ ไอน้ำรวมกันตัวกันและก่อให้เกิดเมฆ ในบางกรณี การยกตัวของอากาศร้อนที่มีพลังสามารถเกิดเมฆที่ยกตัวขึ้นไปหลายกิโลเมตรและแปรเปลี่ยนให้เป็นพายุฝนเมื่อขึ้นไปถึงส่วนบนสุดของชั้นบรรยากาศ โทรโปสเฟียร์—เปลี่ยนจากเมฆ pyrocumulus ไปเป็นเมฆ pyrocumulus พายุนี้สร้างความเสี่ยงต่อนักบินและนักดับเพลิงอันเนื่องมาจากความปั่นป่วนที่ทรงพลังของมัน

เมฆ Pyrcocumulus และ pyrocumulonimbus เป็นเมฆที่เกิดได้ทั่วไป นักวิทยาศาสตร์ที่ U.S. Naval Research Laboratory (NRL) องค์การนาซาและสถาบันวิจัยต่างๆ ติดตามปรากฏการณ์เมฆดังกล่าวนี้ทุกปี แต่ขนาดและความเข้มข้นของเมฆเพลิงที่เกิดขึ้นในออสเตรเลีย นักวิทยาศาสตร์หลายคนกล่าวว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ทุบสถิติ

January 6, 2020

Michael Fromm นักอุตุนิยมวิทยาและเพื่อนร่วมงานของเขาที่ NRL นับจำนวนพายุไฟมากกว่า 20 เหตุการณ์ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคมและสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2563 Fromm กล่าวว่า “จากการวัดของเรา นี่คือการเกิดพายุไฟโรคิวมูโลนิมบัสที่รุนแรงที่สุดในออสเตรเลีย และการคาดการณ์ถึงสภาพอากาศที่สุดขั้วมากขึ้นในวันต่อๆไป ก็จะอาจจะมีพายุเพลิงนี้มากขึ้นอีก

เมฆไฟได้ยกกลุ่มควันไฟป่าสูงขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ดาวเทียม CALIPSO บันทึกควันไฟป่าลอยตัวอยู่สูง 15 ถึง 19 กิโลเมตร (9 ถึง 12 ไมล์) ในวันที่ 6 มกราคม 2563—สูงพอที่จะถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์(stratosphere)

Fromm กล่าวว่า “อาจเร็วเกินไปที่จะเทียบเคียงและจัดลำดับควันไฟนี้เพราะว่ากลุ่มควันไฟแบบนี้ลอยสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ จากหลักฐานเบื้องต้นระบุว่าเหตุการณ์เป็นห้าอันดับต้นของกลุ่มควันไฟทั้งหมดเท่าที่มีการบันทึกมาในอดีตในแง่ของความสูง ปริมาตรควันไฟโดยรวมที่เข้าสู่บรรยากาศชั้นสตราโตเฟียร์นั้นมากที่สุดเท่าที่มีการบันทึกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา”

ภาพดาวเทียมในวันที่ 6 มกราคม(ด้านบน) จากเครื่องมือ Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนดาวเทียม Suomi NPP ทำให้เราเห็นความสูงของฝุ่นและควันที่บันทึกโดยเครื่องมือ Cloud-Aerosol Lidar with Orthogonal Polarization (CALIOP) บนดาวเทียม CALIPSO ภาพตัดขวางแสดงกลุ่มควันไฟบางและยาวข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนที่เป็นเมฆ(พื้นที่เป็นเฉด เล็กๆ ตรวจพบในระดับที่ต่ำกว่า 14 กิโลเมตร ภาพสีธรรมชาติ sunglint ที่เกิดจากการสะท้อนของแสงทิ้งพื้นที่สว่างในช่วงต่างๆ ภาพด้านล่างมาจากสถานีอวกาศนานาชาติแสดงกิจกรรรมไฟป่ารุนแรงในวันที่ 4 มกราคม 2563

January 4, 2020

เมื่อควันจากการระเบิดของภูเขาไฟขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์ มันจะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดโดยนักวิทยาศาสตร์เพราะมันสามารถทำให้เห็นการเย็นลงของชั้นบรรยากาศนับเดือนหลังจากนั้น ควันไฟป่ามีส่วนประกอบที่แตกต่าง เช่น มีคาร์บอนดำมากกว่าซัลเฟต ยังไม่มีความเข้าใจมากพอถึงผลต่อสภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ ควันไฟป่าที่สูงระดับนี้ในชั้นบรรยากาศอาจส่งผลทางเคมีของโอโซนในชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์(stratospheric ozone)

โดยทั่วไป ควันที่ขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์จะอยู่ที่นั่นหลายเดือน นับตั้งแต่ การเกิดเมฆเพลิง เครื่องวัดบนดาวเทียมต่างๆ ได้ทำการบันทึกภาพของกลุ่มควันไฟที่ลอยข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก

Colin Seftor นักวิทยาศาสตร์ที่ NASA Goddard Space Flight Center กล่าวว่า “นาซากำลังติดตามการเคลื่อนตัวของควันไฟป่าออสเตรเลียโดยใช้เครื่องมือวัดชนิดต่างๆ ควันไฟส่งผลกระทบอย่างมากต่อนิวซีแลนด์ ทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายลงในหลายเมือง และหิมะบนยอดเขากลายเป็นสีดำ พ้นไปจากนิวซีแลนด์ ควันไฟป่าออสเตรเลียเคลื่อนตัวไปไกลกว่าครึ่งโลก ข้ามไปยังอเมริกาใต้ เปลี่ยนท้องฟ้าให้หม่น เปลี่ยนสีดวงอาทิตย์ช่วงขึ้นและตก คาดว่า อย่างน้อยที่สุด ควันไฟป่าจะเคลื่อนตัวครบหนึ่งรอบเต็มและกลับวนมาอยู่เหนือท้องฟ้าออสเตรเลียอีกครั้ง”

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using data from the CALIPSO team, and VIIRS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview and the Suomi National Polar-orbiting Partnership. Story by Adam Voiland.

ควันไฟป่าหนาทึบปกคลุมออสเตรเลียตะวันออกเฉียงใต้

ฤดูกาลไฟที่อันตรายถึงขั้นชีวิตและทุบสถิติเท่าที่เคยมีมาในออสเตรเลียกลายมาเป็นดรามาในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม 2562 และช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2563 ที่ผ่านมา ประชาชนในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลียบอกเล่าผ่านสื่อมวลชนถึงกลางวันที่กลับกลายเป็นกลางคืนจากการที่ควันไฟป่าหนาทึบปกคลุมเต็มท้องฟ้าและไฟป่าที่ทวีความรุนแรงทำให้ผู้คนต้องหนีออกจากบ้านเรือนของตน

ใน Mallacoota เมืองท่องเที่ยวชายฝั่ง ไฟป่าได้ขวางถนนสายหลัก เพื่อหาที่ปลอดภัย ชาวเมือง นักท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ดับไฟต้องร่นมาอยู่ตามชายหาดจากการที่ไฟป่าขยายรุกเข้ามา นักดับไฟป่าและเจ้าหน้าที่รัฐบาลเตือนนักท่องเที่ยวให้ออกจากพื้นที่ชายฝั่งของรัฐวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลส์ และมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน 7 วัน นับจากวันที่ 3 มกราคม 2563 การประกาศภาวะฉุกเฉินรวมถึงการบังคับให้ย้ายออกหากคาดการณ์ว่าอันตรายจากไฟป่ามีมากขึ้นในวันต่อๆ ไป

ในวันที่ 1 มกราคม 2563 อุปกรณ์ Operational Land Imager (OLI) บนดาวเทียม Landsat 8 บันทึกภาพสีธรรมชาติของควันไฟป่าหนาทึบที่ปกคลุมออสเตรเลียตะวันตกเฉียงใต้ในระหว่างเขตแดนรัฐวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลส์ โดยเปรียบเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมอีกภาพหนึ่งที่ปราศจากเมฆและควันไฟซึ่งบันทึกในวันที่ 24 กรกฏาคม 2562

ภาพถ่ายดาวเทียมอีกภาพบันทึกในวันที่ 1 มกราคม 2563 โดย Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Aqua ของนาซาแสดงเป็นสีแทน ส่วนเมฆจะเป็นสีขาวสว่าง

จากแหล่งข่าวของออสเตรเลียและนานาชาติ มีบ้านเรือนผู้คนอย่างน้อย 1,200 หลังถูกทำลายจากฤดูกาลแห่งไฟซึ่งเริ่มต้นเร็วในช่วงฤดูใบไม้ผลิและยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง รายงานข่าวระบุว่ามีอย่างน้อย 18 คนเสียชีวิตจากไฟป่าและมีพื้นที่เผาไหม้ 5.9 ล้านแฮกแตร์ ดัชนีคุณภาพอากาศในออสเตรเลียตะวันตกเฉียงใต้และไปไกลจนถึงนิวซีแลนด์อยู่ในระดับสูงสุดเท่าที่มีการรายงาน

รายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งออสเตรเลียปลายเดือนธันวาคม 2562 ระบุว่าดัชนีอันตรายจากไฟป่า Forest Fire Danger Index (FFDI) ที่วิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลอุณหภูมิอากาศ ความชื้น น้ำฟ้า ลม และปัจจัยอื่นๆ มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 95 ของทั้งประเทศ มากกว่าร้อยละ 60 ของดัชนีอันตรายจากไฟป่า Forest Fire Danger Index (FFDI) ในออสเตรเลียทำสถิติสูง และฤดูร้อนเพิ่งจะเริ่มต้น

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using Landsat data from the U.S. Geological Survey and MODIS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview. Story by Mike Carlowicz.

ไฟเผาทำลายผืนป่าในออสเตรเลีย

โดยทั่วไป ฤดูกาลไฟในรัฐนิวเซาท์เวลของออสเตรเลียอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม ในปี พ.ศ.2562 นี้ อากาศที่ร้อนและความแห้งแล้งที่ผิดปกติ เข้าปกคลุมพื้นที่นับตั้งแต่เดือนตุลาคม สองเดือนหลังจากนั้น เกิดไฟมากกว่า 100 จุด ในพื้นที่ป่าและป่าพุ่มไม้(bush)ทางแถบพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่ป่าที่เกิดไฟรวมถึงป่าฝนกึ่งเขตร้อน และป่ายูคาลิปตัสแบบชื้นซึ่งปกติจะไม่ค่อยมีไฟไหม้

จนถึงเดือนธันวาคม 2562 ไฟป่าในรัฐนิวเซาท์เวลส์กินบริเวณ 27,000 ตารางกิโลเมตร (10,000 ตารางไมล์) ขนาด 26 เท่าของเนื้อที่กรุงมหานคร ควันไฟป่าและมลพิษทางอากาศเข้าปกคลุมพื้นที่ตามบริเวณชายฝั่งและเมืองต่างๆ เป็นบริเวณกว้างนานหลายสัปดาห์ จากการรายงานข่าว หลายส่วนของซิดนีย์ เมืองใหญ่ที่มีประชากร 5 ล้านคนต้องผจญกับมลพิษทางอากาศที่เกินกว่าระดับที่พิจารณาว่าปลอดภัยหลายเท่า

ไฟสร้างความเสียหายต่อป่ายูคาลิปตัสและป่าปลูกซึ่งอยู่รอดในพื้นที่แห้งแล้งและมีธาตุอาหารต่ำ พื้นที่ป่าไม้เหล่านี้เสี่ยงต่อการเกิดไฟเนื่องจากสายพันธุ์ของพืชหลายชนิดอุดมไปด้วยน้ำมันที่จุดไฟติดง่ายมาก แผนที่ด้านบนมาจากข้อมูลของกระทรวงเกษตรแห่งออสเตรเลียแสดงให้เห็นถึงการระจายตัวของพื้นที่ป่ายูคาลิปตัส จุดสีแดงแสดงให้เห็นถึงจุดความร้อนที่ตรวจวัดโดย Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนดาวเทียม Suomi ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายนถึง 5 ธันวาคม 2562 ภาพถ่ายดาวเทียมสีธรรมชาติบันทึกโดย Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer

Ayesha Tulloch นักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์แห่งมหาวิทยาลัยซิดนีย์อธิบายว่า จริงๆ แล้ว ไฟจะช่วยให้สายพันธุ์ยูคาลิปตัส กระจายพันธุ์และเกิดการงอก ระหว่างการเกิดไฟ เมล็ดพืชจะแตกออกจากฝักลงในดินที่อุดมด้วยธาตุอาหาร เมล็ดจะแข่งกันงอกโดยใช้แสงแดด น้ำ และธาตุอาหารในดิน ในกรณีการเกิดไฟผิดช่วงเวลา ไฟจะเข้าทำลายป่ายูคาลิปตัสทั้งหมด ฝนทิ้งช่วงทั้งก่อนและหลังการเกิดไฟจะจำกัดการงอกของเมล็ดพืช

ไฟป่ายูคาลิปตัสยังส่งผลกระทบต่ออาณาจักรสัตว์ จิงโจ้ต้องถอยร่นออกจากพื้นที่เกิดไฟป่าในช่วงเวลาสั้นๆ ความร้อนจากไฟได้ลดจำนวนแมลงที่กินพืชและจุลินทรีย์ในดิน หมีโคล่าที่เป็นสัตว์เคลื่อนที่ช้าต้องเสียชีวิตจากไฟป่าเป็นจำนวนมากในปี 2562 แต่พื้นที่ที่เป็นถิ่นที่อยู่หมีโคล่ากระจายอยู่ตลอดแนวชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย ไฟป่าที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อประชากรหมีโคล่าในสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับประชากรของมันทั้งหมดในออสเตรเลีย

แม้ว่าป่ายูคาลิปตัสที่จะทนทานต่อไฟอันเนื่องมาจากสภาพที่มีความชื้นแต่ความแห้งแล้งและอุณหภูมิที่สูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้ผืนป่าเขตร้อนและป่ายูคาลิปตัสแบบเปียกในออสเตรเลียมีความเสี่ยง Tulloch กล่าวว่าระบบนิเวศน์ป่าเขตรัอนจากเขตร้อนชื้นทางตอนเหนือของประเทศมาจนถึงอุทยานแห่งชาติLamington ไปจนถึงระบบนิเวศน์แบบอัลไพน์นั้นประสบกับการเกิดไฟขนาดใหญ่ระบบนิเวศน์ต่างๆเหล่านี้ไม่อาจทนทานต่อไฟพืชส่วนใหญ่จะตายและไม่อาจฟื้นคืนได้อย่างรวดเร็วเท่ากับป่ายูคาลิปตัสแบบแห้ง

อ้างอิง:

NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens and Lauren Dauphin, using VIIRS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview, and the Suomi National Polar-orbiting Partnership, MODIS data from NASA EOSDIS/LANCE and GIBS/Worldview and Landsat data from the U.S. Geological Survey. Eucalyptus forestry data is from Australia’s State of the Forests Report 2018. VIIRS fire location data from the Fire Information for Resource Management System (FIRMS). VIIRS trend data from the University of Maryland. Story by Adam Voiland.

เกาะฮีรอน ออสเตรเลีย

ikonos_heron_island

เกาะฮีรอน(Heron Island) ตั้งอยู่ตอนใต้ของเกรทแบร์รเออร์รีฟที่มีความยาวกว่า 2,050 กิโลเมตรของออสเตรเลีย พื้นที่เกาะล้อมรอบไปด้วยแนวปะการังและเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของปลามากกว่า 1,000 สายพันธุ์ เหล่านักประดาน้ำและนักวิทยาศาสตร์พากันมายังเกาะแห่งนี้ซึ่งเป็นทั้งรีสอร์ทท่องเที่ยวและสถานีวิจัย ภาพสีจริงด้านบนถ่ายโดยกล้องถ่ายภาพบนดาวเทียม Ikonos โดยมีความละเอียดภาพ 4 เมตรต่อพิกเซล ละเอียดเพียงพอที่จะเห็นเรือแต่ละลำผูกติดอยู่ที่ท่าเรือเล็ก ช่องแคบจากมารีนาที่ออกสู่มหาสมุทรนั้นมีการระเบิดและขุดลอกเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนที่เกาะแห่งนี้จะกลายเป็นอุทยานแห่งชาติ จากนั้นมา รัฐบาลออสเตรเลียมีมาตรการด้านการอนุรักษ์ เช่น จำกัดนักท่องเที่ยว การรีไซเคิลแทนการเผาขยะทุกชนิด ข้อมูลรีโมทเซ็นซิ่งจากดาวเทียม Ikonos คือการติดตามตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมรวมถึงการวิจัยสถานะภาพของแนวปะการัง(coral reef health)

ข้อมูลเพิ่มเติมของเกาะฮีรอนดูได้จาก Heron Island

ออสเตรเลียเจอคลื่นความร้อนเข้มข้นมากขึ้น

australialsta_tmo_201361australialsta_tmo_2013361_paletteปี 2557 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดของออสเตรเลียที่มีการบันทึกไว้ ปลายปี 2556 และต้นปี 2557 จบลงและเริ่มต้นด้วยคลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น คลื่นความร้อนขึ้นถึงจุดสูงสุดในวันที่ 27 ธันวาคม 2556 และ 4 มกราคม 2557 คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นนั้นสั้นกว่าที่เริ่มขึ้นในปี 2556 แต่มีความเข้มข้นรุนแรงมากกว่า ราวร้อยละ 9 ของเมืองในออสเตรเลียประสบกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นทะลุสถิติในช่วงวันที่ 1-4 ธันวาคม 2557

ความร้อนเป็นตัวอบผิวโลกทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลก (land surface temperatures,LSTs) เพิ่มขึ้นจากการวัดโดยเครื่อง Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra  สีแดงเข้มที่เด่นชัดในภาพถ่ายดาวเทียมระบุว่าอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าระดับการเพิ่มเฉลี่ยระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2556 และวันที่ 3 มกราคม 2557 โดยเฉพาะในรัฐควีนส์แลนด์และนิวเซาท์เวล ต้องเน้นในที่นี้ว่า การวัด LSTs สะท้อนถึงว่าพื้นที่ผิวโลกมีความร้อนขึ้นอย่างไร การวัดนี้เกี่ยวข้องกับและไม่เหมือนกับอุณหภูมิอากาศ

ในวันที่ 3 มกราคม เป็นวันที่ร้อนที่สุดของคลื่นความร้อนในแทบทุกพื้นที่ โดยมีร้อยละ 10 ของรัฐควีนแลนด์และร้อยละ 15 ของรัฐนิวเซาท์เวล ที่ระดับคลื่นความร้อนนั้นทะลุสถิติที่เคยมีมา

ออสเตรเลียมิใช่ประเทศในซีกโลกใต้ที่เผชิญกับคลื่นความร้อน ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ยังได้เกิดคลื่นความร้อนในอาร์เจนตินาเป็นเวลากว่าสองสัปดาห์นำไปสู่การขาดแคลนน้ำและพลังงาน ส่วนในซีกโลกเหนือ ยุโรปและเอเชียนั้นเจอกับฤดูหนาวที่อุ่นขึ้น ในขณะที่สหรัฐอเมริกาต้องเจอกับอุณหภูมิอันยะเยือก

Reference

Australian Government Bureau of Meteorology (2013, January 6) Special climate statement 47 – an intense heatwave in central and eastern Australia. Accessed January 7, 2014.

NASA Earth Observatory image by Jesse Allen, using data from the Level 1 and Atmospheres Active Distribution System (LAADS). Caption by Holli Riebeek.

4 ปีมอนทารา และข้อเท็จจริงในสื่อต่างประเทศ

ที่มา http://thaipublica.org/2013/09/montara-oil-spill/

หลายๆ คนคงลืม เหตุการณ์น้ำมันรั่วนอกชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลียที่มอนทารา ไป แล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่งจะครบรอบ 4 ปี ไปเมื่อไม่นานมานี้ นายธารา บัวคำศรี จากกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Greenpeace Southeast Asia) ได้กล่าวในงานเวทีสาธารณะ “คำถามที่ ปตท. ต้องตอบก่อนที่ความจริงจะหายไปพร้อมกับคราบน้ำมัน” นายธาราได้นำเสนอเรื่องราวและข้อเท็จจริงที่เป็นผลงานระดับโลกของบริษัท ปตท.สผ. ออสตราเลเซีย (PTTEPAA) บริษัทลูกของ ปตท.สผ ในประเทศออสเตรเลีย โดยดูเหมือนทุกวันนี้เรื่องราวจะเงียบหายไปนานแล้ว และข้อเท็จจริงทั้งหมดกลับปรากฏในสื่อน้อยไทยน้อยมาก

น้ำมันรั่ว มอนทารา

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2552 เกิดเหตุการณ์การระเบิดของแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขึ้นที่แหล่งขุด เจาะน้ำมันมอนทารา นอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือประเทศออสเตรเลียออกไป 250 กม. ในเขตน่านน้ำของเครือจักรภพออสเตรเลีย โดยเจ้าของแท่นขุดเจาะดังกล่าวเป็นของบริษัท ปตท.สผ. ออสตราเลเซีย (PTTEPAA) บริษัทลูกของ ปตท.สผ. ที่ไปดำเนินงานในต่างประเทศ เป็นเหตุให้มีน้ำมันดิบและก๊าซรั่วไหลออกมาในทะเลเป็นจำนวนมาก โดยร้อยละ 70 ของการผลิตน้ำมันดิบและคอนเดนเสท (Condensate) ของประเทศออสเตรเลียมาจากเขตมหาสมุทรแถบนี้ทั้งหมดซึ่งยังเป็นเขตทะเลที่ยัง อุดมสมบูรณ์

มอนทารา-1

มอนทารา

บริษัท PTTEPAA ได้ส่งผ่านบทบาทการทำความสะอาดคราบน้ำมันให้หน่วยงานความปลอดภัยทางทะเลของ ออสเตรเลีย (the Australian Maritime Safety Authority: AMSA) จัดการตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ ด้วยวิธีการล้อมคราบน้ำมันและดูดกลับรวมถึงฉีดสารเคมี (ยกเว้นการเผาที่ไม่ได้ทำ) โดยใช้เวลาในการระงับเหตุทั้งหมด 74 วัน มีน้ำมันดิบรั่วไหลออกมาเฉลี่ยวันละประมาณ 400 บาร์เรลต่อวัน รวมแล้วประมาณ 4 ล้านลิตร คราบน้ำมันที่แพร่กระจายไปในทะเลกินพื้นที่ถึง 90,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 1 ใน 3 ของอ่าวไทย นับว่าเป็นเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งที่เลวร้ายที่สุดของประเทศออสเตรเลีย

ภาพ13ภาพ14

รายงานของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง (The Montara Inquiry Commission’s Report) ได้นำเสนอต่อสาธารณะในเดือนพฤศจิกายน 2553 ซึ่งในรายงานระบุว่า “การที่บริษัท PTTEP ติดตั้งแนวกั้นในบ่อน้ำมันเพื่อป้องกันการรั่วไหลเพิ่มเติมนั้นดำเนินการ อย่างไม่เพียงพอ และยังไม่ได้ติดตั้งแนวกั้นอันที่สองที่จำเป็นต้องทำอีกด้วย” นอกจากนี้รัฐมนตรีคนหนึ่งของออสเตรเลียที่เกี่ยวข้องยังออกมาแสดงความคิด เห็นว่า “หาก PTTEP ซึ่งดำเนินการแทนขุดเจาะมอนทาราและรัฐบาลท้องถิ่นนอร์ทเทอร์นเทอริทอรี (Northern Territory) ทำงานของตนอย่างเหมาะสม การระเบิดและรั่วไหลของน้ำมันออกสู่ทะเลติมอร์อย่างมหาศาลนี้จะไม่เกิดขึ้น”

สำหรับค่าเสียหายที่ PTTEP ต้องรับผิดชอบนั้น จนถึงตอนนี้บริษัทได้มีการชดใช้ค่าเสียหายไปแล้วกว่า 9.7 พันล้านบาท (ไม่รวมที่สามารถเคลมประกันได้) ซึ่งเรื่องนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงถึงรายละเอียดของกฎหมายว่าด้วยการรับผิด ชอบค่าใช้จ่าย เนื่องจากอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความรับผิดทางแพ่งเพื่อความเสียหาย อันเกิดจากมลพิษน้ำมัน ค.ศ. 1969 (CLC) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดตั้งกองทุนระหว่างประเทศเพื่อชดใช้ ความเสียหายอันเนื่องมาจากมลพิษน้ำมัน ค.ศ. 1971 จะชดเชยค่าเสียหายที่เกิดจากน้ำมันรั่วจากเรือบรรทุกน้ำมันเท่านั้น ไม่รวมถึงการรั่วไหลจากแท่นขุดเจาะ ซึ่งกรณีดังกล่าว AMSA ที่ได้เข้ามาจัดการกับคราบน้ำมันไม่สามารถเบิกจ่ายค่าเสียหายจากกองทุน อนุสัญญาระหว่างประเทศได้ แต่อย่างไรก็ดี PTTEP ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบภาระนี้อยู่ดี

กรณีประเทศอินโดนีเซียและติมอร์ตะวันออกที่อาจจะได้รับผลกระทบบ้างไม่มาก ก็น้อยนั้น ไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับ PTTEP ได้จนถึงทุกวันนี้ เนื่องจากประเทศทั้งสองไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอจะเอาผิดได้ ประกอบกับแผนที่กระแสน้ำทางทะเลที่ PTTEP นำมาใช้อ้างอิงถึงทิศทางของกระแสน้ำในเขตมหาสมุทรบริเวณนั้นที่ไม่พัดเข้าไป ในเขตน่านน้ำของทั้งสองประเทศ จนเมื่อเหตุการณ์ผ่านมา 4 ปีแล้วก็ดูเหมือนเรื่องนี้จะลอยนวลไปอย่างเงียบๆ

ภาพที่23

โดยนับตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์ที่มอนทารา PTTEP ก็ยังคงได้รับการอนุญาตและมีบทบาทในการลงทุนทำธุรกิจดำเนินการสำรวจและขุด เจาะก๊าซและน้ำมันต่อไป รวมถึงการเจาะหลุมใหม่เพิ่มในทะเลติมอร์คือแหล่ง Cash and Maple gas fields สำหรับโครงการ LNG มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

จากเหตุการณ์น้ำมันรั่วที่อ่าวเม็กซิโกของบริษัท BP ในปี 2553 ซึ่งมีขนาดของความเสียหายมากกว่าเหตุการณ์ที่มอนทารามาก นำไปสู่ข้อถกเถียงในระดับโลก เนื่องจากกิจการปิโตรเลียมเป็นอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ ดังนั้นจึงควรมีโครงสร้างการกำกับดูแลในทางสากล แม้ข้อตกลงระหว่างประเทศที่ดีและโครงสร้างระดับชาติเกี่ยวกับการเดินเรือ สากลและการประมงโลกจะมีอยู่บ้าง แต่ไม่มีข้อตกลงสากลที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียมเลย แม้จะมีหน่วยงานของสหประชาชาติที่ดูจะใกล้เคียงในการจัดการกับเรื่องนี้ ที่สุดคือ the International Maritime Organization (IMO) แต่ข้อกำหนดของหน่วยงานดังกล่าวก็ยังไม่ครอบคลุมไปถึงประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งอยู่ดี ถ้าจะย้อนกลับไปในปี 1977 the Comite Maritime International (CMI) ได้ริเริ่มให้มีการร่างอนุสัญญา อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมปิโตรเลียมได้ทำการเจรจาหว่านล้อมเพื่อต่อต้านการร่างอนุสัญญาและ การทำงานเพื่อร่างอนุสัญญาก็สิ้นสุดลง

เหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งรุนแรงที่เกิดขึ้นคงจะเป็นอุทาหรณ์ให้เกิดความ ร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสร้างกลไกความร่วมมือในการป้องกันเหตุการณ์ใน ลักษณะดังกล่าวนี้และสามารถเอาผิดกับผู้ก่อเหตุได้ โดยเพียงไม่กี่ปีหลักจากเกิดเหตุที่มอนทารา บริษัท PTTGC ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือของ ปตท. อีกแห่งหนึ่งก็ได้เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นอีกในประเทศไทยเพียงแต่ไม่ รุนแรงเท่า แต่สิ่งที่ยังคงเหมือนกันคือความผิดพลาดที่มาจากความประมาทและอุปกรณ์ที่ไม่ ได้มาตรฐาน รวมถึงกฎหมายข้อบังคับทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่ดูเหมือนจะไม่สามารถ เอาผิดบริษัทน้ำมันได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : บัลลังก์ที่เปรอะเปื้อนของราชันย์ถ่านหิน

หากเปรียบถ่านหินเป็นเหมือนราชาในประเทศออสเตรเลีย เขตฮันเตอร์ วัลเลย์ (Hunter Valley) ในรัฐนิวเซาธ์เวลส์ (NSW) ก็เป็นเหมือนบัลลังก์

การทำเหมืองถ่านหินส่วนใหญ่ในออสเตรเลียจะเป็นเหมืองแบบเปิด ดังนั้นการเดินทางผ่านเขตฮันเตอร์วัลเลย์อาจมีคนเข้าใจผิดว่าเป็นการเดินทางไปเยือนดวงจันทร์เสียมากกว่าเพราะทัศนียภาพของเหมืองจำนวนมหึมาที่กระจัดกระจายอยู่สุดลูกหูลูกตาตรงหน้านั่นเอง

เกือบหนึ่งในสามของการส่งออกถ่านหินทั่วโลกมาจากออสเตรเลีย เมืองนิวแคสเซิล ในรัฐนิวเซาธ์ เวลส์ เป็นท่าการขนส่งถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ท่านี้ขนส่งถ่านหินรวมแล้วมากกว่าสองเท่าของที่สหรัฐส่งออกในแต่ละปี

ถ่านหินเหล่านี้ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลออกมาเมื่อเกิดการเผาไหม้ แต่จากการที่การปล่อยก๊าซนี้เกิดขึ้นนอกประเทศออสเตรเลีย ปริมาณการปล่อยจึงไม่ได้นับรวมเข้าไปในโควตาการปล่อยคาร์บอนของออสเตรเลีย ดังนั้นออสเตรเลียจึงสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตถ่านหินขึ้นมาได้ นอกเหนือจากการเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของวิธีการสร้างความหายนะของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแล้ว การทำเหมืองของออสเตรเลียก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายมากมายของสภาพแวดล้อมในพื้นที่ซึ่งตอนนี้หลายแห่งเริ่มควบคุมสถานการณ์ไม่ได้แล้ว

ประสบการณ์ตรงของผลกระทบจากถ่านหิน: ฮันเตอร์ วัลเลย์

ฮันเตอร์ วัลเลย์เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านการผลิตไวน์และฟาร์มพ่อพันธ์ุม้าแข่งพันธ์ดี แต่กระนั้นสภาพแวดล้อมที่ธุรกิจดังกล่าวต้องพึ่งพาอาศัยกลับตกอยู่ในความเสี่ยงจากการทำเหมือง มันมีอันตรายอยู่จริงว่าอุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านเหล่านี้ อาจถูกทำลายลงได้จากการขยายตัวของเหมืองถ่านหินในฮันเตอร์ วัลเลย์ ซึ่งหลายคนในพื้นที่ก็เห็นด้วย

“แม้ว่าอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินจะอยากเชื่อว่าการทำเหมืองและธุรกิจท่องเที่ยวด้านไวน์จะสามารถอยู่ร่วมกันได้มากแค่ไหนก็ตามแต่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไวน์ไม่มีทางคิดเช่นนั้นแน่นอน”

ปัญหาการขาดแคลนน้ำ

การแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่งแหล่งทรัพยากรที่มีจำกัดนั้นเป็นแค่ตัวบ่งชี้ตัวหนึ่งของผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการทำเกษตรกรรมจากการทำเหมืองถ่านหิน ในฮันเตอร์ วัลเลย์นั้นขาดแคลนน้ำอย่างหนักและสถานการณ์ก็แย่ลงไปอีกด้วยภัยแล้งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

เหมืองถ่านหินแบบเปิดในพื้นที่จะต้องใช้น้ำในการทำงานจำนวนมหาศาลซึ่งส่วนใหญ่เสียไปกับการชะล้างกลุ่มฝุ่นละอองอันตรายที่เกิดจากการขุดเจาะขนาดใหญ่ การต่อสู้เพื่อแย่งชิงน้ำที่มีจำนวนจำกัดนั้นผลเท่าที่ออกมาชาวไร่ชาวนานั้นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป ส่วนเหมืองถ่านหินและโรงงานไฟฟ้าซึ่งเป็นตัวซดน้ำดีๆ นี่เองได้สิทธิ์ในการเข้าถึงและใช้น้ำ

จริงๆ แล้วเมื่อรัฐบาลของนิว เซาธ์ เวลส์ประกาศในปี 2550 ว่าหลายพื้นที่ของประเทศจะไม่ได้น้ำประปาใช้แต่เหมืองถ่านหินยังทำงานตามปกติยังคงสูบน้ำของประเทศไปใช้ต่อไป การตัดน้ำประปาเช่นนี้เป็นปัญหาอย่างร้ายแรงต่อการเงินของฟาร์มที่เปิดมานานหลายแห่งในพื้นที่

การทำลายล้างที่ยังดำเนินต่อไป: แอนวิล ฮิลล์

แม้จะมีความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนและรุนแรงอย่างยิ่งจากถ่านหินในฮันเตอร์ วัลเลย์ก็ตาม แต่แผนการที่จะเพิ่มศักยภาพการส่งออกของนิวแคสเซิลเป็นสองเท่าและมีการเสนอขอให้เหมืองถ่านหินเปิดใหม่อีกหลายแห่งผลิตถ่านหินเพิ่มขึ้นเพื่อการณ์นี้ด้วย

หนึ่งในเหมืองที่เปิดใหม่นี้เสนอให้เปิด ‘มังโกลา(Mangoola)’ เหมืองแบบเปิดขึ้นที่แอนวิล ฮิลล์(Anvil Hill) แผนการสำหรับเหมืองถ่านหินนี้ใหญ่มาก ทั้งพื้นที่โครงการที่มีมากกว่า 3,500 เฮกตาร์ และมีเป้าหมายที่จะขุดเอาถ่านหินจำนวนมากกว่า 220 ล้านตันภายในเวลายี่สิบปี แค่ถ่านหินที่ผลิตได้ในปีเดียวจากเหมืองแห่งนี้ก็จะสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากพอๆ กับที่ภาคการขนส่งทั้งหมดของนิวเซาธ์เวลส์ทำได้ เหมืองจะเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ โดยมีผลกระทบด้านเสียงที่ “แย่กว่าโครงการเหมืองไหนๆ ที่ได้รับการอนุมัติในนิวเซาธ์เวลส์ถึงเกือบห้าเท่าเลยทีเดียว

ป่าละเมาะในพื้นที่กำลังจะหมดไป

แอนวิล ฮิลล์เป็นที่ตั้งของป่าละเมาะบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่ในเขตฮันเตอร์ วัลเลย์ ซึ่งป่าดังกล่าวเป็นบ้านของไม้ดอกไม้ประดับถึง 440 สายพันธ์ุ และมี 25 สายพันธ์ุในนั้นติดอันดับพันธ์ไม้ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธ์ุ พื้นที่ดังกล่าวมีความไวต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและมีระบบนิเวศที่ไม่เหมือนใครซึ่งรายงานของปี 2548 ได้เสนอแนะไว้ว่าควรมีการรักษาแอนวิล ฮิลล์เอาไว้โดยการอนุรักษ์ธรรมชาติ ถ้าหากเหมืองถ่านหินมังโกลาและเหมืองอื่นยังคงยืนยันจะดำเนินการขยับขยายการทำเหมืองต่อไปก็จะเป็นการคุกคามพื้นที่ป่าคุณภาพสูงกว่า 1,300 เฮกตาร์ ยิ่งไปกว่านั้นมาตรการลดผลกระทบที่ร่างไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Assessment) ที่จัดทำขึ้นสำหรับเหมืองนั้นก็ไม่สามารถชดเชยความเสียหายนี้ได้อย่างเหมาะสม

ภัยคุกคามต่อภาคอุตสาหกรรมและชุมชน

มีเหตุผลหลายประการที่จะหยุดยั้งการเปิดเหมืองถ่านหินมังโกลา ไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าการขยายเหมืองจะทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำแย่ลงเพียงอย่างเดียว แต่มันยังรวมไปถึงการบีบบังคับให้ผู้อยู่อาศัยกว่า 200 ย้ายถิ่นฐาน

อุตสาหกรรมการเพาะพันธ์ุม้าและการผลิตไวน์ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นของตนเรื่องเหมืองถ่านหินไปแล้วในแง่ของปัญหาการย้ายถิ่นซึ่งเป็นการยากสำหรับสวนไวน์ที่ใช้เวลาเพาะปลูกกันนานนักปีจึงจะสำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น สมาคมผู้ผลิตไวน์ในตอนเหนือของฮันเตอร์ (Upper Hunters Winemakers Association) ยังแสดงออกถึงจุดยืนที่ตรงกันข้ามกับเหมืองถ่านหินมังโกลาไว้ว่า

“การเกษตรกรรมที่ยั่งยืนและอยู่มานานจะถูกแทนที่ด้วยเหมืองถ่านหินนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชุมชนและครอบครัวบางครอบครัวที่ทำธุรกิจดังกล่าวมานานหลายชั่วอายุคน”

ผู้คนกลุ่มอื่นรวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างก็มีความกังวลใจเกี่ยวกับเหมืองที่ได้รับข้อเสนอให้เปิดทำการในแอนวิล ฮิลล์ ดังนั้นในปี 2548 สมาพันธ์แอนวิล ฮิลล์ก็ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยในการต่อต้านการเปิดเหมือง

คณะทำงานในพื้นที่ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากองค์กรเอกชนอิสระ(NGOs) หลายแห่งและยังผลักดันการรณรงค์ต่อสู้ให้ข้อเสนอในการเปิดเหมืองนั้นตกไปตั้งแต่แรกเริ่ม ในเดือนมิถุนายน ปี 2550 มีผู้คนมากกว่า 400 คนใช้เวลาสุดสัปดาห์ในการตั้งแค้มป์ในบริเวณที่มีการเสนอให้สร้างเหมืองถ่านหินขึ้น ซึ่งเป็นการสื่อข้อความที่ชัดแจ้งถึงรัฐบาลว่าให้ “อนุรักษ์แอนวิล ฮิลล์” เอาไว้นั่นเอง

กระทั่งผู้คนที่ทำงานในอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินเองก็เห็นว่าการเปิดเหมืองขึ้นใหม่นั้นจะเป็นการกระทำที่เกินไป ยกตัวอย่างเช่นนาย Graham Brown คนงานเหมืองที่เกษียณแล้ว ก็สนับสนุนให้มีการเปลี่ยนความคิดเรื่องถ่านหินในฮันเตอร์ วัลเลย์ เขาอยากเห็นงานและเศรษฐกิจท้องถิ่นได้รับการคุ้มครองและเปลี่ยนไปในแนวทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ(Low-carbon economy) เขายังกล่าวอีกว่า “เราอยากเห็นกลไกการปรับเปลี่ยนเกิดขึ้นโดยมีบริษัททำเหมืองถ่านหินให้ความสนับสนุนด้านเงินทุนอย่างเต็มที่”

อนาคต

มีหนทางแก้ไขที่ยั่งยืนและเป็นไปได้อยู่จริงและยังเป็นหนทางที่คนในพื้นที่และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่อสู้ให้เกิดขึ้นมาตลอดอีกด้วย จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่าฮันเตอร์ วัลเลย์สามารถให้พลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนถึงร้อยละ 40 แก่รัฐนิวเซาธ์เวลส์ ภายในปี 2563 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดงานมากกว่า 10,700 ตำแหน่งตามมา

ในความเป็นจริง ด้วยความช่วยเหลือของระบบพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว ฮันเตอร์ วัลเลย์จะสามารถกลายมาเป็นพื้นที่ส่งออกพลังงานหมุนเวียน โดยจัดส่งไฟฟ้าที่ปราศจากการรั่วไหลของรังสีไปทั่วประเทศ และยังสามารถพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด (Clean energy technology)ให้แก่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ในความเป็นจริงนั้นไม่สวยหรูเหมือนที่คิด หลังจากวันสิ่งแวดล้อมโลกเดือนมิถุนายน ปี 2550 เพียงไม่นาน รัฐบาลนิวเซาธ์เวลส์ก็อนุมัติให้เปลี่ยนแอนวิล ฮิลล์เป็นเหมืองถ่านหินทั้งที่มีเหตุผลข้อโต้แย้งกับแผนการดังกล่าว ตอนนี้เหมืองได้ถูกขายให้แก่บริษัทข้ามชาติของสวิสชื่อว่า Xtrata ในช่วงท้ายปี 2550 เพราะมันได้ก่อหนี้สินให้แก่เจ้าของเก่าอย่าง Centennial Coal มากเกินไป ข่าวดีก็คือเหมืองยังคงไม่ได้รับการพัฒนาต่อ แต่มันจะยังคงเป็นอยู่เช่นนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหนนั้นก็ไม่อาจรู้ได้

——————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี