อุทกภัยแห่งศตวรรษในอินเดีย

india_mrg_2018230

สายฝนแห่งฤดูมรสุมถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลคือก่อให้เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรัฐเคลาราของอินเดียนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1924 (พ.ศ. 2467) เหตุเริ่มจากปริมาณฝนที่เทลงมาในวันที่ 8 สิงหาคม 2561 มีผู้คนนับล้านต้องอพยพ อีกหลายร้อยชีวิตต้องสูญเสีย บ้านเรือนเสียหายราว 50,000 หลัง ถือเป็นการตกของฝนที่มีปริมาณมากที่สุดของรัฐเคลาราในฤดูมรสุมนี้

ภาพบนแสดงปริมาณฝนตกสะสมระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคมถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2561 ปริมาณการตกสูงสุดในรัฐเคราลาเกิดขึ้นในวันที่ 20 กรกฎาคม และไปถึงระดับสูงผิดปกติระหว่างวันที่ 8 และ 16 สิงหาคม นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2561 เป็นต้นมา พื้นที่แถบนี้รับการตกของฝนมากกว่าร้อยละ 42เทียบกับปริมาณการตกตามปกติในช่วงเวลาเดียวกัน ในช่วง 20 วันแรกของเดือนสิงหาคม รัฐเคราลามีฝนตกมากขึ้นร้อยละ 164 มากกว่าปริมาณการตกของฝนตามปกติ

ฝนยังตกแบบถล่มถลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ภาคตะวันตกของเมียนมาร์เจอกับฝนที่กระหน่ำลงมาในช่วงกลางเดือนกรกฏาคมและเดือนสิงหาคม ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ผู้คน 150,000 คน ต้องอพยพในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นอุทกภัยครั้งร้ายแรงในรอบ30 ปี ระดับน้ำในแม่น้ำ Bago และ Sittaung เพิ่มสูงที่สุดในรอบ 50 ปี แม่น้ำ Sittaung มีระดับสูง 7 ฟุต เกินระดับปลอดภัยของพื้นที่

ภาพเคลื่อนไหวด้านบนแสดงปริมาณฝนตกสะสมระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคมถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2561 ปริมาณการตกสูงสุดในเมียนมาเกิดขึ้นในวันที่ 29 กรกฎาคม

ข้อมูลข้างต้นมาจากเครื่องมือวัด Integrated Multi-Satellite Retrievals (IMERG) ภายใต้ภารกิจ Global Precipitation Measurement (GPM) ดาวเทียม GPM เป็นหัวใจสำคัญของการสังเกตการณ์การตกของฝนรวมถึงเครื่องมือวัดจาก Nasa องค์กรสำรวจอวกาศของญี่ปุ่นและองค์ระดับประเทศและสากลอีก 5 หน่วย การวัดปริมาณการตกของฝนภาคพื้นดินอาจมีระดับที่มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มาข้อมูล : NASA Earth Observatory images by Joshua Stevens, using IMERG data from the Global Precipitation Mission (GPM) at NASA/GSFC. Story by Kasha Patel.

โรงไฟฟ้าถ่านหินในอินเดียมีส่วนทำให้เกิดหมอกควันพิษปกคลุมบังคลาเทศ

bangladesh_tmo_2014036สิ่งที่กลายเป็นเรื่องปกติในบังคลาเทศในช่วงฤดูหนาว คือ หมอกควันหนาทึบปกคลุมประเทศ ภาพด้านบนคือภาพถ่ายดาวเทียมที่เครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ถ่ายไว้ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557

แถบหมอกควันพิษเป็นผลพวงของการรวมตัวของฝุ่นละอองขนาดเล็กและละอองไอน้ำจำนวนมหาศาลที่ล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศ หมอกควันพิษดังกล่าวนี้เป็นตัวกระจายและดูดซับแสงอาทิตย์ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบและรูปร่างของอนุภาคนั้น

ภูมิประเทศที่ปกติจะมีสีสันแตกต่าง ก็จะเห็นเป็นเฉดสีเทาหม่นๆ ดังภาพ ส่วนแถบสีขาวในภาพนั้นคือเมฆ

อนุภาคแขวนลอยในบรรยากาศมาจากหลายแหล่งด้วยกัน โดยที่การเผาไหม้ชีวมวลนั้นเป็นแหล่งกำเนิดหลักในบังคลาเทศ ด้วยความที่ประชากรส่วนใหญ่ยังใช้ไม้ฟืน ฟางข้าว มูลสัตว์และการหุงหาอาหารและใช้เป็นความร้อนในบ้านเรือน เชื้อเพลิงชีวภาพเหล่านี้ปลดปล่อยอนุภาคแขวนออกสู่บรรยากาศเพราะว่าผู้คนใช้การเผาไหม้ในอุณหภูมิต่ำทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์

ยานยนตร์และอุตสาหกรรมก็มีส่วนทำให้เกิดหมอกควันพิษในฤดูหนาวปกคลุมเหนือท้องฟ้าแห่งบังคลาเทศ อุตสาหกรรมทำอิฐ ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการในฤดูหนาว ก็เป็นแหล่งกำเนิดหลักของฝุ่นละอองแขวนลอยเพราะใช้เตาเผาอิฐที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากนัก การศึกษาโดยใช้ข้อมูลตรวจวัดคุณภาพอากาศภาคพื้นดิน ระบุว่า 1 ใน 3 ของฝุ่นละอองขนาดเล็กมาจากยานพาหนะ อีก 1 ใน 3 มาจากเตาเผาอิฐ และที่เหลือนั้นมาจากกระแสที่พัดพาเอาฝุ่นจากพื้นดินแห้งและฝุ่นจากผิวถนน

ในขณะที่การผลิตอิฐและการใช้ความร้อนมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูหนาว สภาพทางอุตุนิยมวิทยาก็มีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดหมอกควันพิษด้วย ในช่วงที่เหลือของปี ฝนที่ตกหนักช่วยชะล้างฝุ่นละอองและมลพิษในอากาศ แต่ช่วงฤดูหนาวนั้นเป็นช่วงที่แห้งแล้ง กระแสลมก็พัดอ่อนลงด้วยในช่วงฤดูหนาวซึ่งทำให้มลพิษและฝุ่นละอองต่างๆ กักตัวในอยู่ในพื้นที่

อินเดียเพื่อนบ้านของบังคลาเทศได้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในอัตราเร่งเมื่อไม่นานมานี้ เครื่องมือวัดโอโซนบนดาวเทียมออราตรวจพบการเพิ่มขึ้นของการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ร้อยละ 60 จากโรงไฟฟ้าถ่านหินในอินเดียในช่วงปี 2005 ถึง 2012 ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเข้าทำปฏิกิริยากับสสารอื่นๆ ในบรรยากาศเกิดเป็นอนุภาคซัลเฟตซึ่งมีส่วนทำให้เกิดแถบหมอกควันพิษปกคลุมอยู่เหนือท้องฟ้าของบังคลาเทศ

อ้างอิง

  • Azad, K. & Kitada, T. (1998, June 1) Air pollution by fine particulate matter in Bangladesh. Atmospheric Pollution Research, 32 (11), 1991-2005.
  • Begum, B et al. (2011, October 13) Key issues in controlling air pollutants in Dhaka, Bangladesh. Atmospheric Environment, 45 (40), 7705-7713.
  • Begum, B. et al. (2013, January) Air pollution by fine particulate matter in Bangladesh. Atmospheric Pollution Research, 4 (1), 75-86.
  • Hyslop, N. (2009) Impaired visibility: the air pollution people see. Atmospheric Polluton, 242-249.
  • Miah, B. et al. (2011) Implications of Biomass Energy and Traditional Burning Technology in Bangladesh. Environmental Science and Engineering, 242-249.
  • Schmidt, C. (2013, August 1) Modernizing Artisanal Brick Kilns: A Global Need. Environmental Health Perspectives, (121) 39-53.
  • NASA image courtesy Jeff Schmaltz, LANCE/EOSDIS MODIS Rapid Response Team at NASA GSFC. Caption by Adam Voiland.

ปัจจุบันมี 100 ประเทศทั่วโลกผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม

ที่กรุงบอนน์ เยอรมนี สมาคมพลังงานลมระดับโลกนำเสนอข้อมูลล่าสุดในรายงาน World Wind Energy Report 2012 ว่าขณะนี้มี 100  ประเทศผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ประเทศไอซ์แลนด์เป็นประเทศอันดับ 100 ที่เข้าร่วมการปฏิวัติพลังงานโลก

รายงานภาษาอังกฤษฉบับเต็มดาวน์โหลดได้จาก http://wwindea.org/home/index.php?option=com_content&task=view&id=387&Itemid=43

เราสามารถสรุปประเด็นใหญ่ ๆ จากรายงานได้ดังต่อไปนี้ :

  • กำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมทั่วโลกมีถึง 282,275 เมกะวัตต์ โดยในปี 2555 มีจำนวน 44,609 เมกะวัตต์ ที่เพิ่มเข้ามา มากกว่าครั้งใด ๆ
  • พลังงานลมมีอัตราการเติบโตร้อยละ 19.2 ต่อปี เป็นเวลามากกว่าทศวรรษแล้ว
  • กังหันลมทั้งหมดทั่วโลกที่ติดตั้งจนถึงปลายปี  2555 ผลิตไฟฟ้าได้ 580 เทระวัตต์ต่อปี มากกว่าร้อยละ 3 ของความต้องการไฟฟ้าทั่วโลก
  • ภาคอุตสาหกรรมพลังงานลมในปี 2555 มีผลประกอบการราว 6 หมื่นล้านยูโร หรือ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
  • จีนและสหรัฐอเมริกามีกำลังผลิตติดตั้งราว 13 กิกะวัตต์ จากกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่ สหรัฐอเมริกามีกำลังผลิตติดตั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกำหนดด้านภาษีที่เป็นแรงจูงใจหลัก (Production Tax Credit) ที่กำลังจะหมดอายุลง

หากพิจารณาแบ่งเป็นภาคพื้นทวีป เราจะเห็นว่า :

  • ทวีปเอเชียมีกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งใหม่จากพลังงานลมมากที่สุด (ร้อยละ 36.3) ตามมาด้วยอเมริกาเหนือ (ร้อยละ 31.3) และยุโรป(27.5 ) ส่วนละตินอเมริกา ออสเตรเลีย/โอเชียเนีย และแอฟริกายังมีส่วนแบ่งตลาดน้อยโดยอยู่ที่ร้อยละ 3.9 ร้อยละ 0.8 และร้อยละ 0.2 ตามลำดับ
  • ละตินอเมริกาและยุโรปตะวันออกยังเป็นภูมิภาคที่ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเรื่องพลังงานมากที่สุดในขณะที่ทวีปแอฟริกายังคงอยู่นิ่ง ทีเพียงประเทศตูนีเชียและเอธิโอเปียที่มีการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าแห่งใหม่

ทวีปเอเชีย

  • จีนมาเป็นอันดับหนึ่งในเอเชียโดยมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้น 13 กิกะวัตต์ แต่โดยเปรียบเทียบก็ลดลงกว่าหลายปีที่ผ่านมา
  • อินเดียเป็นอันดับสองในเอเชีย (และมีขนาดตลาดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมใหญ่เป็นอันดับสามของโลก) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่ โดยเพิ่มขึ้น 2.5 กิกะวัตต์ ญี่ปุ่นเป็นอันดับที่สามโดยค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ และกำลังผลิตติดตั้งใหม่น้อยกว่าปากีสถานซึ่งเป็นเป็นน้องใหม่ด้านไฟฟ้าจากกังหันลม

ทวีปอเมริกาเหนือ:

  • สหรัฐอเมริกาทำสถิติใหม่โดยเป็นตลาดกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพิ่มขึ้น  13 กิกะวัตต์ ในปี 2555
  • ส่วนแคนาดามีการเพิ่มขึ้นของกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่จากกังหันลมน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

ทวีปยุโรป :

  • เยอรมนียังครองบทบาทเป็นผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมที่ใหญ่ที่สุดและมั่นคงที่สุดในยุโรปด้วยกำลังการผลิตใหม่ 31 กิกะวัตต์ ตามมาด้วยสเปนซึ่งอยู่ที่ 22.8 กิกะวัตต์
  • สหราชอาณาจักรแย่งตำแหน่งที่สองสำหรับตลาดกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่แทนสเปน
  • อิตาลี ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรยังคงมีบทบาทเป็นตลาดขนาดกลางโดยมีกำลังผลิตติดตั้งรวมทั้งหมดระหว่าง  7.5 และ 8.5 กิกะวัตต์ ส่วนโปแลนด์ โรมาเนีย และสวีเดน กลายมาเป็นตลาดหลักของกังหันลมผลิตไฟฟ้าใหม่

กำลังการผลิตติดตั้งของกังหันลมผลิตไฟฟ้านอกชายฝั่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 ในปี 255 เมื่อเทียบกับปี 2554 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5

ความไม่แน่นอนของนโยบายเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาและการลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมแห่งใหม่

สมาคมพลังงานลมระดับโลกคาดว่าภายในปี 2559 กำลังผลิตติดตั้งของไฟฟ้าจากกังหันลมจะมากกว่า 500,000 เมกะวัตต์ และเป็นไปได้ว่าจะมี 1 ล้านเมกะวัตต์ ภายในปี 2563

ต้นทุนถ่านหิน : มลพิษที่มากกว่าธรรมดา

ในสหรัฐอเมริกา มลพิษทางอากาศพรากชีวิตผู้คน 30,000 คนในแต่ละปี จากการศึกษาในปี 2544 พบว่าผู้คนใน 14 เมืองจาก 20 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย สูดอากาศเอามลพิษที่ทางรัฐบาลเห็นว่า “อันตราย” เข้าไป ในจีน โรคปอด (Pulmonary Disease) เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ใหญ่เป็นอันดับสอง ร้อยละ 13.9 จากทั้งหมด

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคเหล่านั้นขึ้นก็คือถ่านหินหรืออนุภาคขนาดเล็กที่มาจากการเผาไหม้ถ่านหิน มลพิษทางอากาศ หรือเรียกได้อีกอย่างว่าฝุ่นละอองหรือเขม่า เป็นหนึ่งในผลผลิตอันตรายที่ได้จากการเผาไหม้ถ่านหิน

ฝุ่นละอองหรือเขม่าซึ่งปล่อยออกมาโดยตรงจากปล่องควันอุตสาหกรรมหรือปล่อยออกมาทางอ้อมโดยการทำปฏิกิริยาของสารพิษ อาทิ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์กับอากาศ อนุภาคนั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าเส้นผมของคนถึง 40 เท่า และยังมีส่วนประกอบของซัลเฟต ไนเตรท แอมโมเนียม โซเดียมคลอไรด์ คาร์บอน และผงแร่

ฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้นอันตรายมากเป็นพิเศษเนื่องจากอนุภาคที่เล็กที่สุดนั้นสามารถถูกสูดลึกเข้าไปในปอดได้ และยังมีความเป็นไปได้ที่จะผ่านเข้าไปสู่กระแสเลือดได้อีกด้วย ฝุ่นละอองส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์โดยเป็นต้นเหตุของจำนวนที่มากขึ้นของอาการหัวใจวายเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคปอด โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ยิ่งไปกว่านั้นฝุ่นละอองขนาดเล็กยังสร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน นอกจากสร้างปัญหาหมอกควันและวิสัยทัศน์แล้วยังมีสารพิษที่ฝุ่นละอองเหล่านั้นสามารถทำให้ดินสูญเสียธาตุ ทำให้น้ำเกิดการปนเปื้อน และยังสร้างความเสียหายให้แก่ป่าและพืชผลอีกด้วย

————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ฌาร์เรีย(อินเดีย) กองฟืนที่ยังคงคุกรุ่น

ฌาร์เรียเป็นหนึ่งในเขตเหมืองถ่านหินที่มีความสำคัญมากที่สุดในอินเดีย และเป็นหนึ่งในเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ถ่านหินซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของมีค่าที่นำมาผลิตเป็นถ่านโค้กคุณภาพสูง หากแต่ไฟถ่านหินจากการสันดาปที่เกิดขึ้นเองที่ควบคุมไม่ได้กลับเปลี่ยนให้เหมืองถ่านหินกลายมาเป็นไฟบรรลัยกัลป์ที่เผาไหม้ไม่มีวันดับมอด

เขตฌาร์เรียเป็นเขตที่พื้นดินถูกเผาไหม้อย่างช้าๆ และมีควันพิษที่ทำให้หายใจลำบาก นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการทรุดตัวของดินอีกด้วย ทว่า ผู้คนหลายพันคนก็ยังคงอยู่ในเมืองที่ทรุดตัวลงนี้ เลี้ยงชีวิตตัวเองในแต่ละวัน ชาวบ้านหลายคนหารายได้ด้วยการลักลอบเก็บถ่านหิน แต่ละวันพวกเขาต้องคอยกระวีกระวาดเก็บเศษถ่านหินจากหลุมขยะของเหมืองถ่านหินเพื่อนำไปขายในตลาดในท้องถิ่นในราคาตะกร้าละ 50 รูปี (1.20 เหรียญสหรัฐฯ)

สภาพความเป็นอยู่ดังกล่าวเป็นภาพที่น่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงเท่านี้ พวกเขายังถูกคุกคามให้ออกจากที่ทำกินของตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจากอันตรายจากไฟถ่านหินที่กระจายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ

ที่มาที่ไป

ก่อนหน้าที่จะมีการขุดถ่านหินในพื้นที่แห่งนี้ ฌาร์เรียเคยเป็นเขตที่ป่าหนาแน่นที่มีชนเผ่าต่างๆ อาศัยอยู่ พวกเขาดำรงชีวิตพื้นฐานด้วยการทำเกษตรกรรมและการเลี้ยงวัว เรื่องราวที่เล่าขานต่อกันมามีอยู่ว่า ในช่วงแรกราชาชีพ ประสาท ซิงห์(Raja Shiv Prasad Singh) ผู้ปกครองเขตฌาร์เรียและบริเวณโดยรอบอนุญาตให้พ่อค้าชาวคุจราช(Gujarati)เช่าพื้นที่ 200 เอเคอร์ ในเขตนี้เพื่อเริ่มกิจการเหมืองถ่านหินโดยเก็บค่าเช่าเป็นเงิน 200 รูปี (5 เหรียญสหรัฐฯ)

เมื่อกิจการเหมืองถ่านหินเติบโตขึ้น ไม่นานนัก ก็เกิดปัญหาไฟถ่านหินจากการสันดาปที่เกิดขึ้นเอง ชั้นถ่านหินที่ลุกไหม้อย่างช้าๆ และกากของเสียทำให้เกิดประกายไฟขึ้นอันเป็นผลมาจากเทคนิคการทำเหมืองที่ไม่ได้มาตรฐานและความประมาทเลินเล่อ ตัวการหลักที่เป็นสาเหตุให้เกิดไฟไหม้และการเลื่อนทรุดตัวของของแผ่นดิน นั่นคือ การทำเหมืองถ่านหินที่ไม่ถูกต้องตามหลักการ ตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์ไฟถ่านหินครั้งแรกขึ้นในเมืองฌาร์เรียในปี 2459 (เกิดขึ้นในเหมืองถ่านหินโบรา(Bohra)) ช่วงที่เลวร้ายที่สุดคือหลังจากปี 2514 เมื่อเหมืองแร่ต่างๆ กลายเป็นสมบัติของชาติและบริษัทเอกชนที่มีชื่อว่า บารัตโค๊กกิ้งโคล์ลิมิตเตด(Bharat Coking Coal Limited- BCCL) ได้ครอบครองสัมปทานในเขตฌาร์เรีย บริษัทเหมืองถ่านหินรายใหม่นี้เริ่มดำเนินการขุดเหมืองถ่านหินแบบเปิดขนาดใหญ่ เพื่อขุดถ่านหินอยู่ใกล้กับพื้นผิวดินมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการทำเหมืองที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เมื่อถ่านหินหมดไปแล้ว หลุมถ่านหินขนาดใหญ่ก็จะถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ ทำให้ชั้นถ่านหินสัมผัสกับอากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ถ่านหินเกิดการสันดาปด้วยตัวเอง และเมื่อเกิดประกายไฟขึ้น ไฟถ่านหินเหล่านี้จะไม่สามารถดับได้ จากข้อมูลของบริษัท BCCL ปัจจุบันมีเขตไฟไหม้ถึง 67 เขตในฌาร์เรีย

ข้อมูลตรงจากฌาร์เรีย

สภาพความเป็นอยู่อันเลวร้าย

ผู้อพยพที่ยากจนซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีทักษะการทำงานที่มาจากรัฐใกล้เคียงได้มาตั้งหลักปักฐานในเขตฌาร์เรียมาเป็นเวลาหลายปี ส่วนใหญ่พวกเขาหารายได้ด้วยการเก็บถ่านหินอย่างผิดกฎหมายเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดไปวันๆ ด้วยอาศัยอาหารเพียงวันละสองมื้อ ปัญหาดังกล่าวสร้างความกดดันอย่างมากในด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน คายาตี เทวี(Gayatri Devi) ซึ่งเป็นคนลักลอบเก็บถ่านหินวัย 50 ปี อาศัยในบ้านที่มีเพียงห้องเดียวในย่านไฟถ่านหินที่เรียกว่าโภคาพาหดี(Bokapahadi) พื้นบ้านของเธอมีรอยแยกขนาดมหึมาพาดผ่าน ทำให้เกิดควันไฟจากข้างใต้ขึ้นมาเต็มบ้าน เธอเล่าว่า:

“ฉันอยู่ที่นี่มาเป็นเวลา 40 ปีแล้ว เมื่อปีกลายนี้เอง พื้นของบ้านแตก และจากนั้นมาบ้านของฉันก็มีปัญหาไฟไหม้ เท้าเราจะไหม้พองถ้าเดินบนบ้านด้วยเท้าเปล่า ตอนกลางคืนเด็กๆ หายใจไม่ออกเพราะฉุนกลิ่นควันไฟ เราทั้งหมดแปดคนนอนในห้องนี้ เราไม่มีที่ไป และไม่มีเงินสร้างบ้านใหม่อีกด้วย ดีไม่ดีก็เราคงตายที่นี่ละ”

โรคปอดและโรคผิวหนัง

สุขภาพที่ย่ำแย่ยิ่งเพิ่มความรู้สึกที่ดูสิ้นหวังให้กับเมืองนี้ ปัญหามลพิษเข้าครอบงำทุกๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศ น้ำ และบนผืนดิน ควันจากไฟถ่านหินประกอบด้วยก๊าซพิษที่รวมไปถึงก๊าซคาร์บอนมอนน๊อกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ ควันพิษเหล่านี้ รวมทั้งฝุ่นละอองถ่านหิน อนุภาคขนาดเล็กมากจากไฟถ่านหินเป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคปอดและโรคผิวหนัง

ปัญหาข้างต้นยังย่ำแย่ไปกว่าเดิม จากข้อเท็จจริงที่ว่าคนงานในเหมืองส่วนมาก ซึ่งรวมไปถึงคนขับรถบุ้งกี๋เสย ไม่มีการสวมหน้ากาก รองเท้าหรือเสื้อคลุมกันเปื้อน เพื่อป้องกันอันตรายเลย จึงไม่แปลกใจเลยที่ว่าโรคที่พบได้บ่อยในพื้นที่คือโรคฝุ่นจับปอด วัณโรค หืด และความผิดปกติเรื้อรังอื่นๆ ของปอด

ดร.ราชีพ อัครวาล (Rajiv Agarwal) แพทย์ท้องถิ่นในเขตฌาร์เรีย เล่าให้เราฟังว่า “ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นคนงานในเหมืองถ่านหินที่นี่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคฝุ่นจับปอด เมื่อมีการตรวจพบ เราก็ทำอะไรไม่ได้มากแล้ว เขม่าจากถ่านหินแผ่ตัวเป็นแผ่นฟิลม์ปกคลุมในปอด นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยภาวะเลือดจางและภาวะทุโภชนาการได้บ่อยมาก ซึ่งนับเป็นผลพวงของความยากจนแร้นแค้น และแรงงานอยู่ในสภาวะย่ำแย่ที่สุดในเขตเหมืองถ่านหิน”

คนงานเหมืองถ่านหินเป็นผู้ที่ต้องรับเคราะห์หนักที่สุด แต่ทุกคนก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน อย่างเช่นกรณีของชานตี(Shanti) ที่อาศัยอยู่ในเขตโลฮา(Lodha) ซึ่งเป็นเขตที่ประสบปัญหาไฟถ่านหินเช่นกัน เธอเล่าให้เราฟังว่า “ฉันมีปัญหาปวดศีรษะมาตลอด เนื่องจากก๊าซพิษบริเวณนี้ บางทีเป็นขึ้นมาติดต่อกันหลายๆ วัน ไม่เว้นแม้กระทั่งลูกๆ ของฉันซึ่งไม่สบายปวดหัวอยู่ประจำ บ่อยครั้งที่ไม่มีใครได้ไปทำงานเพราะสามีฉันป่วยเป็นวัณโรค เขามีอาการไอเป็นเลือดและป่วยหนักมาก ก็ได้แต่หวังว่าเราจะผ่านพ้นช่วงเวลาแย่ๆ แบบนี้ไปเร็วๆ”

แม้ว่าหลักฐานต่างๆ จะปรากฎให้เห็นอย่างเด่นชัด แต่เมื่อถามถึงมาตรการด้านความปลอดภัย นายสุพัทร โชติหุรี(Subrata Chowdhury) อดีตประธานและกรรมการผู้จัดการของบริษัท BCCL ได้ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงต่อความจริงที่ว่าบรรดาคนงานเหมืองแร่กำลังได้รับทุกข์ทรมานจากความผิดปกติของปอดและระบบการหายใจ

การย้ายที่อยู่อาศัย

แม้ว่าจะมีปัญหาดังที่กล่าวมาข้างต้น สิ่งที่ชาวบ้านกังวลมากที่สุดยังคงเป็นเรื่องการย้ายที่อยู่อาศัย ล่าสุด นายทีเค ลาไฮรี (T.K.Lahiry) ผู้อำนวยการด้านเทคนิคของบริษัท BCCL ได้ออกมาประกาศว่า:

“การสูญเสียถ่านหินโค้กคุณภาพดีนับเป็นการสูญเสียของชาติ แต่นั้นเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อม BCCL กำลังสูญเสียกำไรและผู้คนกำลังตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยมากที่สุด ทางออกอย่างเดียวก็คือการฟื้นฟูสภาพของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นนี้อันตรายนี้”

ทั้งนี้ แผนการฟื้นฟูดังกล่าวก็มาในรูปแบบของแผนปฏิบัติการฌาร์เรีย ซึ่งเป็นโครงการที่มีงบประมาณ 6 หมื่นล้านรูปี (1,500 ล้านเหรียญ สหรัฐฯ) และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำชาวบ้านที่อาศัยในพื้นที่ประสบปัญหาย้ายไปอยู่ที่ใหม่ และควบคุมไฟถ่านหิน เพื่อตอบสนองตามแผนการดังกล่าว กระทรวงถ่านหิน (Ministry of Coal) ของอินเดียยังได้เปิดตัวโครงการนำร่องเพื่อสร้างบ้านให้กับประชาชนผู้อยู่อาศัยในย่านโภคาพาหดี(Bokapahadi)ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาจากเหมืองถ่านหินมากที่สุด โครงการดังกล่าวมีงบประมาณทั้งสิ้น 600 ล้านรูปี (15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

โดยหลักการแล้ว แผนการดำเนินการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์ที่ดี แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ความซับซ้อนของปัญหาได้ แท้จริงแล้ว ในเขตโภคาพาหดี การต่อต้านการย้ายถิ่นเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและจริงจัง ตามข้อมูลจากชาวบ้าน ครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกตั้งแต่แปดถึงสิบคนจะได้อยู่บ้านที่มีห้องห้องเดียว เขตบีลากาเรีย(Belagaria) ซึ่งเป็นเขตที่ตั้งของหมู่บ้านใหม่ที่กำลังก่อสร้าง อยู่ห่างจากตัวเมือง และแทบไม่มีโอกาสในการจ้างงานเลย เมื่อพิจารณาถึงทางเลือกการใช้ชีวิตที่หดหู่สิ้นหวังกับการสูญเสียการดำรงชีพ คนส่วนใหญ่หมดหนทางและพยายามที่จะอยู่ที่เดิม

อโศก อัควาล(Ashok Agarwal) ประธานกลุ่ม Jharia Bachao Sangharsh Samiti ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านในท้องถิ่น ที่ปัจจุบันต่อสู้กับแผนการของบริษัท BCCL ในชั้นศาลฎีกา เล่าถึงสถานการณ์ที่ไม่ก่อประโยชน์ให้แก่ทุกผ่ายโดยสรุปดังนี้: “บริษัทเริ่มทำเหมืองแบบเปิดเพราะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าและทำง่ายกว่า เมื่อเกิดไฟถ่านหิน แทบไม่มีการทำอะไรเลยเพื่อให้ไฟดับ จะไม่มีการจัดเก็บสำรองทรายไว้เพราะมีค่าใช้จ่ายสูง พื้นที่ที่ประสบปัญหาไฟถ่านหินถูกเปิดโล่ง ตอนนี้พวกเขาต้องการย้ายคนออกไปให้หมด และสกัดถ่านหินเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ค่าชดเชยที่มีแทบไม่มีประโยชน์เลยเมื่อเทียบกับค่าเสียหายที่ได้ทำไว้ แล้วถ้าคนไม่มีงานทำจะให้พวกเขาทำอะไรละทีนี้?”

แม้ว่าเขตฌาร์เรียจะยังคงตกอยู่ท่ามกลางไฟถ่านหิน ชาวบ้านก็ยังจำทนอยู่กับสภาพแวดล้อมอันเลวร้าย โรคภัย มลพิษและการข่มขู่ให้ย้ายที่อยู่ หากถามว่าเพราะอะไร? คำตอบก็คือพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น

——————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

พลังงานนิวเคลียร์ ความไม่มั่นคงทางพลังงาน (5)

พลังงานนิวเคลียร์ไม่สามารถเพิ่มความเป็นอิสระทางพลังงานของประเทศ

ในยุคนิวเคลียร์ โลกจะแบ่งออกเป็น “ผู้ที่มี” และ “ผู้ที่ไม่มี” เทคโนโลยีนิวเคลียร์ บรรพบุรุษของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ ระเบิดนิวเคลียร์ ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐานในทางภูมิศาสตร์การเมืองที่มีอันตราย และครอบงำอยู่เหนือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีราคาทางการเมืองที่ต้องจ่ายที่สัมพันธ์กับการได้มาซึ่งเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในแบบใดๆ ก็ตาม

ผู้ที่มีเทคโนโลยีนิวเคลียร์พยายามที่จะควบคุมการแพร่หลายโดยการจัดให้มีความร่วมมือและข้อตกลงระหว่างรัฐบาลและอุตสาหกรรมในระดับนานาชาติ มีการจัดตั้งชุมนุมนิวเคลียร์พลเรือนภายใต้กลุ่มความร่วมมือพลังงาน นิวเคลียร์ระดับโลกที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำ มีบทบาทในการเสนอรัฐต่าง ๆ เพื่อส่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ และการจัดการกากนิวเคลียร์ให้ประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่ ผู้ที่ไม่มีเทคโนโลยีนิวเคลียร์ก็ต้องการจะเป็นสมาชิกชุมนุมนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและสถานะ ประธานาธิบดีแห่งบราซิล ลูลา เดอ ซิลวา (Lula da Silva) แสดงถึงอย่างชัดเจนโดยกล่าวว่า การมีเทคโนโลยีเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจะทำให้บราซิลมีค่ามากขึ้นในฐานะประเทศ

ในปี 2549 ประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุช แห่งสหรัฐอเมริกาและนายกรัฐมนตรีโมฮัมหมัดซิงแห่งอินเดียประกาศถึงข้อตกลงทวิภาคีแปดปีในการที่สหรัฐอเมริกาจะให้ความช่วยเหลือแก่อินเดียในด้านพลังงานนิวเคลียร์ นายนิโคลัส เบิร์น ผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายกิจการทางการเมืองกล่าวว่า อินเดีย ไม่เหมือนเช่นอิหร่านและเกาหลีเหนือ ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษจากสหรัฐอเมริกา

การถูกใช้เป็นข้อต่อรองทางการเมือง พลังงานนิวเคลียร์จะเพิ่มความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมืองขึ้นและ ก็มิได้รับประกันความเป็นอิสระด้านพลังงานของประเทศหรือความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมิต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและการแพร่หลายของนิวเคลียร์ เทคโนโลยีและทักษะความชำนาญด้านพลังงานหมุนเวียนสามารถส่งออกไปทั่วโลกและสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศได้โดยง่าย การนำทรัพยากรธรรมชาติในประเทศมาใช้ ระบบพลังงานหมุนเวียนแบบกระจายศูนย์และประสิทธิภาพพลังงานสามารถให้ความมั่นคงด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นโดยปราศจากราคาที่จะต้องจ่ายในทางการเมือง

ห่วงโซ่อุปสงค์ระหว่างประเทศ

มีปัญหาต่าง ๆ ในทางปฏิบัติในเรื่องของโครงสร้างของห่วงโซ่อุปสงค์ของพลังงานนิวเคลียร์ (ดูตารางที่ 1) การเกิดปัญหาเพียงเล็กน้อยในห่วงโซ่สามารถก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางได้ เช่น อุทกภัยในเหมืองของประเทศแคนาดาเพียงแค่สองแห่งก็เกิดผลต่อราคาของยูเรเนียมในตลาดโลกได้ และนำไปสู่ราคาไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

ห่วงโซ่อุปสงค์ของพลังงานนิวเคลียร์ในระดับโลกได้ขยายออกไปจนสุดขีดจำกัดของมันแล้ว ผู้ผลิตส่วนประกอบเตาปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีอยู่สองสามแห่งนั้นก็มีศักยภาพจำกัดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้

มีงานคั่งค้างอยู่เป็นเวลา 3 ปี สำหรับคอนเทนเนอร์เหล็กที่ทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับแกนเตาปฏิกรณ์ ซึ่งจะประกอบขึ้นโดยบริษัทแจแปนสตีลเวอร์ก(Japan SteelWorks) ส่วนประกอบที่ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดสำหรับการออกแบบเตาปฏิกรณ์เฉพาะและโดยผู้ผลิตเพียงสองสามราย หมายถึงว่าเตาปฏิกรณ์จะต้องใช้เวลานานมากขึ้นในการซ่อมบำรุง

อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ที่กำลังหมดอายุยังเผชิญกับการขาดแคลนบุคลากรที่มีประสบการณ์อย่างรุนแรง บริษัทสโกดาวิศวกรรม(Skoda Engineering) ของสาธารณรัฐเชคมีเทคโนโลยีที่จะผลิตส่วนประกอบแต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่มีคุณภาพ การขาดแคลนบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนเป็นปัญหาทั้งตัวอุตสาหกรรมและสถาบันที่ทำหน้าที่กำกับดูแลในหลาย ๆ ประเทศ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการติดขัดซึ่งนำไปสู่ความผิดพลาดในระหว่างการก่อสร้าง หนึ่งในปัจจัยซึ่งนำไปสู่ความล่าช้าและงบประมาณบานปลายที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์โอกิลูโอโต ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างในประเทศฟินแลนด์ อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ได้ขยายขอบเขตมากเกินไปเพื่อที่จะทดแทนกำลังการผลิตที่มีอยู่ โดยที่เป็นการขยายกำลังการผลิตปัจจุบันไปสู่อนาคต การที่ตลาดมีขนาดเล็กและห่วงโซ่อุปสงค์ที่ตึงเครียดในระดับโลกทำให้ความเป็นอิสระด้านพลังงานของประเทศโดยใช้พลังงานนวิเคลียร์นั้นเป็นไปไม่ได้ ความล่าช้าในการก่อสร้าง ความติดขัดของแหล่งยูเรเนียมและราคาก็เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

เรื่องของพีวีซี(PVC) : คู่หูอันตราย

เมื่อคลอรีนรวมตัวกับเอธิลีน จะเกิดเป็นสารอันตรายชื่อ เอธิลีนไดคลอไรด์ (Ethylene Dichloride หรือ EDC) ซึ่งมีความเป็นพิษสูงและสามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ง่าย

เอธิลีนไดคลอไรด์เป็นสารก่อมะเร็ง และมีผลต่อทารก สามารถทำลายตับ ไตและอวัยวะภายในอื่นๆ อีกทั้งทำให้เกิดเลือดตกภายในและเลือดอุดตัน เป็นสารติดไฟง่าย เมื่อระเหยเป็นก๊าซสามารถระเบิดให้สารไฮโดรเจนคลอไรด์และฟอสจีน (Hydrogen Chloride and Phosgene) ซึ่งทั้งคู่เป็นก๊าซที่มีความเป็นพิษสูง เป็นก๊าซชนิดเดียวกับที่ก่อให้เกิดอุบัติภัยเคมีรุนแรงที่เมืองโภปาลในอินเดียรวมถึงอุบัติภัยหลายครั้งที่มาบตาพุด ระยอง และเป็นสารตั้งต้นที่ใช้ผลิตไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ (Vinyl Chloride Monomer หรือ VCM)

ในกระบวนการผลิตพีวีซีมีการปล่อยกากและของเสียออกมา เช่นเดียวกับการผลิตสารประกอบอินทรีย์คลอรีนอื่น ๆ ในกรณีพีวีซี กากที่ออกมาเรียกว่า ทาร์ (Tars) ปกติจะถูกนำไปกำจัดในทะเล