Revolt in Paradise – ปฏิวัติในสรวงสวรรค์

ธารา บัวคำศรี

เหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองในอินโดนีเซียแว่วมาถึงเชียงใหม่ในฤดูฝนพรำ ท้องฟ้ามีเมฆครึ้มทั้งวันคืน หากฟ้ากลางคืนเปิด ใครบางคนพยายามมองหาดาวประกายแสงสีม่วง ดวงดาวในนิยายจีนเรื่องหนึ่ง ที่ “สุธารา คะตุตตันตรี” ผู้ประพันธ์ Revolt in Paradise ได้ฟังเมื่อเยาว์วัยว่า

“ผู้ที่จะได้พบกับสันติสุขบริสุทธิ์ ก่อนอื่นต้องสละโลกียะและสมบัติทั้งหลายและดั้นด้นค้นหาดินแดนที่มีดวงดาวสีม่วง เฉพาะผู้เสียสละเท่านั้นจึงจะเห็น”

เมื่ออ่านถึงหน้าสุดท้าย ชีวิตที่โลดแล่นใน Revolt in Paradise ประดุจดังนิยาย หม่อมหลวงตุ้ย ชุมสาย ผู้ถ่ายทอดเป็นภาษาไทยเมื่อปี 2526 เขียนคำนำว่า เมื่อครั้งเดินทางไปดูงานที่อินโดนีเซีย มีเพื่อนชาวมาเลเซีย เชื้อสายจีนซื้อหนังสือเล่มนี้และขอร้องให้อ่าน ผู้แปลอ่านจบในคืนเดียว หนังสือเขียนขึ้นด้วยภาษาสละสลวย เนื้อเรื่องสนุกสนาน แฝงด้วยคุณธรรม

“สุธารา” ในภาษาอินโดนีเซียหมายถึง น้องหญิง (ความหมายที่ ดร.ซูการ์โนเรียกเธอ “คะตุตตันตรี” คือ “ตันตรีบุตรคนที่สี่” (ตันตรีเป็นวิสามัญนาม) ชื่อของหญิงชาวอังกฤษสัญชาติอเมริกันที่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อจริง ตั้งแต่เริ่มแรกจนจบ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นชีวิตจริงของเธอ มนต์ขลังจากภาพยนตร์เรื่อง Bali : The Last Paradise เธอตัดสินใจเดินทางลงเรือสินค้าที่นิวยอร์คไปยังปัตตาเวีย ต่อไปยังบาหลีเพื่อวาดรูป ระหว่างทางเธอพบปีโต้ เด็กกำพร้าคู่หูที่คอยเป็นล่าม (ต่อมาเขาได้เป็นทหารยศร้อยตรีในกองกำลังปฏิวัติ) ขณะนั้นอินโดนีเซียอยู่ในการครอบครองของดัชท์สงครามโลกครั้งที่สอง สุธารา คุตุตตันตรีต้องตกค้างในบาหลี เธอเห็นใจและเข้าใจชาวอินโดนีเซียซึ่งดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพ Merdeka Atau Mati – เสรีภาพหรือตาย คือคำขวัญของขบวนการเรียกร้องเอกราชอินโดนีเซีย ผ้าสีขาวแดงที่มีตัวอักษรเป็นคำขวัญนี้พันไว้ที่แขนของเธอตลอดเวลาที่เธอร่วมขบวนการปฏิวัติ

Revolt ในชื่อหนังสือของเธอหมายถึงการปฏิวัติต่อดัชท์ของประธานาธิบดีซูการ์โน และต่อการยึดครองอินโดนีเซียของญี่ปุ่นโดยขบวนการกู้ชาติในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองที่บาหลี ข้าหลวงชาวดัชท์ห้ามไม่ให้เธอคลุกคลีกับชาวพื้นเมือง บอกว่า บาหลีคือส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ศิลปินหลายคนมาที่นี่ไม่ช้าก็เบื่อ มีแต่อากาศร้อน ความสกปรกโสมมสารพัด เธอตอบกลับด้วยความโกรธ บอกว่า “ท่านปกครองเกาะบาหลีมาสามร้อยปีแล้ว รัฐบาลดัชท์นั่นแหละทำไม่ดี” เธอขับรถออกจากโรงแรม หนีอารยธรรมของชาวดัชท์ น้ำมันรถหมดที่หน้าวังของท้าวพระยาผู้ครอบแคว้นเกเด (ระตูเกเด) เขาพูดกับเธอ “พระเจ้าลิขิตให้เธอมาที่นี่ ลูกสาวของฉัน”

ก่อนญี่ปุ่นขึ้นฝั่งบาหลีในเดือนกุมภาพันธ์ 2485 สุธารา คุตุนตันตรีคือแหม่มผิวขาวแต่ตัวเป็นสาวบาหลี ใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้าน เป็นที่รักใคร่ของคนทุกกลุ่ม เธอรับฟังความคิดของคนรุ่นใหม่ที่กำลังก่อหวอดเพื่อปฏิวัติล้มล้างอำนาจปกครองของชาวดัชท์ รับรู้เรื่องราวของนักโทษการเมืองที่ค่ายกักกันในเกาะนิวกินีจากระเด่นนูรา(บุตรชายหัวก้าวหน้าของระตูเกเด) นักโทษการเมืองหนึ่งในนั้นรวมถึง ดร.ซูการ์โน ชายหนุ่มผู้เฉลียวฉลาด กล้าหาญ เอาจริงเอาจังเมื่อญี่ปุ่นรุกรานหมู่เกาะอินโดนีเซีย บาหลีซึ่งคุตุตตันตรีถือเป็นสรวงสวรรค์ของเธอหลุดจากเงื้อมมือดัชท์เพียงเพื่อไปตกอยู่ในเงื้อมมือผู้พิชิตคนใหม่

ระเด่นนูราพาเธอข้ามมายังเกาชะวาเพื่อความปลอดภัย ต่อมาเธอช่วยเป็นล่ามให้กับคณะกรรมาธิการฝ่ายทหารสหรัฐ ญี่ปุ่นรุกเกาะชวาจนทหารฝ่ายพันธมิตรถอยร่นไปยังออสเตรเลีย คะตุตต้นตรีซึ่งรักอินโดนีเซียเป็นชีวิตจิตใจได้สิ้นเชิง ไม่ยอมหนี ขบวนการใต้ดินเพื่อต่อต้านญี่ปุ่นได้แผ่ขยายจนมีสาขาทั่วหมู่เกาะและเธอตัดสินใจเข้าร่วมการทำงานให้ดินร่วมกับขบวนการปฏิวัติทำให้เธอถูกทหารญี่ปุ่นจับตัวไปสอบสวนและ ทรมานอย่างโหดร้ายทารุณจวนเจียนตายโดยหน่วยเค็มเปไตที่เมืองสุราไบย่า

จวบจนญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามและวันที่ 17 สิงหาคม 2488 กลุ่มผู้รักชาติในอินโดนีเซียในเกาะชะวาผลักดันให้เกิดการประกาศอิสรภาพ และแต่งตั้งให้ ดร.ซูการ์โนเป็นประธานาธิบดีร่างกายของคะตุตตันตรีบางส่วนยังเป็นอัมพาต ผอมซีดไม่ผิดจากซากศพ น้ำหนัก 30 กิโลกรัม เมื่อถูกปล่อยตัว เพื่อนชาวอินโดนีเซียที่ทำงานในกองกำลังซุ่มโจมตีพาเธอไปฟื้นฟูที่บ้านพักบนภูเขาจนเธอหายเป็นปกติ

ปีโต้-อดีตเด็กกำพร้าคู่หูของเธอเดินทางมาเยี่ยม และเป็นครั้งที่สามที่เธอเลือกเดินไปตามเส้นทางแห่งชีวิตเพื่อประชาชนชาวอินโดนีเซียคือเข้าร่วมขบวนการกู้ชาติ เธอพูดกับปีโต้ว่า “ฉันจะเป็นตาให้ท่านมองเห็น เป็นลิ้นให้ท่านพูดได้ คอยดูว่าท่านได้รับเงินทอนถูกต้องหรือไม่ ฉันจะนำทางให้ท่าน ถ้าทำไม่ได้ฉันจะยอมตาย” เมื่อแรกที่เธอมาถึงอินโดนีเซีย ปีโต้ในฐานะล่ามเคยพูดกับเธอเช่นนี้

เธอร่วมปฏิบัติการในหน่วยซุ่มโจมตีของการกำลังปฏิวัติ เขียนบทความลงใน The Voice of Free Indonesia ร่วมงานกับเจ้าหน้าที่ของวิทยุ Pemberontakan ต่อมาได้เป็นเพื่อนร่วมงานกับประธานาธิบดีซูการ์โนและ หัวหน้าคณะปฏิวัติหลายคน เธอเขียน “มีคนบอกว่าซูการ์โนเจ้าชู้ ปากหวาน เลียมผู้หญิงไม่เลือกว่าแก่หรือสาว สวยหรือไม่สวย เธอก็เชื่อว่าที่ได้ยินมานั้นไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเมื่อได้พบกับตัวจริง แต่ใครก็ตามเมื่อได้พบก็อดไม่ได้ ที่ต้องชื่อชอบเขา เขาเป็นคนมีอารมณ์สำรวล และชอบพูดตลกล้อเลียนให้คู่สนทนาเพลิดเพลิน เข้าเป็นทั้งนักจิตวิทยาและนักแสดง เขาจับจุดได้ว่า ชาวบ้านทั่วไปไม่ค่อยรู้เรื่องดีนักเกี่ยวกับทฤษฏีปฏิวัติและเสรีภาพ บอลรีเวียร นักปฏิวัติชาวอเมริกันสมัยอาณานิคมอังกฤษเป็นคนเขานิยมเป็นพิเศษเขาจึงใช้วิธีเล่าเรื่องโดยยกตัวอย่างแทน” ซูการ์โนเคยบอกเธอว่าเขาเป็นเผด็จการชั้นดีไม่ได้ “เพราะหัวใจของเขาไม่มีธาตุของผู้เผด็จการอยู่เลย”

สถานการณ์หลังจากอินโดนีเซียเป็นสาธารณรัฐ สร้างความสับสนให้เธอพอสมควร ปิโต้แจ้งข่าวว่า ระเด่นนูราถูกยิงเสียชีวิตจากกองซุ่มโจมตีของกลุ่มปฏิวัติบาหลีหัวรุนแรง เพราะไม่เห็นด้วยกับวิธีการป่าเถื่อนโดยการประกาศล้างโคตรชาวดัชท์เพราะชาวบาหลีถูกจับโกนหัวประจานเย้ยหยันคำขวัญ Merdeka ของอินโดนีเซีย เธอเองได้รับการติดต่อจาก ตัน มะละกาหัวหน้าใหญ่ของพวกคอมมิวนิสต์ในชะวา เธอเห็นว่า แม้ตัน มะละกาจะเป็นคอมมิวนิสต์จริง เขาก็ต่อสู้เพื่อ Merdeka ของอินโดนีเซียเช่นเดียวกับซูการ์โนซึ่งเป็นนักสังคมนิยม หลักจากฝ่าแนวปราการของดัชท์ไปยังสิงคโปร์และออสเตรเลีย ทำงานประชาสัมพันธ์และติดต่อกลุ่มต่างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ สื่อมวลชนต่างประเทศรู้จักเธอในนาม “สุราไบย่าซู” จนกระทั่งดัชท์แพ้มติโลก ยอมปล่อยอินโดนีเซีย เธอจึงมีโอกาสกลับสหรัฐฯ เวลานั้นเธอมิอาจล่วงรู้ว่าอีก 20 ปีต่อมา บุงซูการ์โน (บุงหรือบังหมายถึงพี่) ผู้เรียกเธอว่าน้องหญิง ถูกซูฮาร์โต นายพลหนุ่มก่อรัฐประหารยึดอำนาจ และอินโดนีเซียอยู่ภายใต้อำนาจไร้เทียมทานของเขามาถึงปัจจุบัน(ปี 2535)

หากสุธารา คะตุตตันตรี ยังมีชีวิตอยู่ ข่าวเหตุการณ์ต่อต้านรัฐบาลซูฮาร์โตของประชาชนอินโดนีเซียและทำลายพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่มีนางเมฆาวดีบุตรสาวของซูการ์โนเป็นผู้นำ เธอคงเปิดอ่านจดหมายของระเด่นนูรา เพื่อนสนิทชาวบาหลีที่เขียนไว้ก่อนเขาเสียชีวิตอีกครั้ง

“…ตราบที่เรามี Merdeka อยู่ในหัวใจของเรา เราก็เป็นคนที่มีหวัง เมื่อเราเป็นมนุษย์เสรีแล้ว เราจะเอาแสงสว่างนั้นส่องเข้าไปในตัวเราเพื่อค้นหาวิญญาณของเรา ขจัดความเห็นแก่ตัวและความคิดเลวทรามออกไปให้หมดสิ้นจากจิตใจเพื่อจะได้เดินเชิดหน้าไปบนผิวโลกอย่างมีศักดิ์ศรีเช่นเสรีชนทั้งหลาย”

สูงลิบล้ำขึ้นไปบนท้องฟ้าอินโดนีเซีย ดวงดาวซึ่งส่องแสงเป็นประกายสีม่วงดวงหนึ่งลอยเด่น สุธารา คะตุตตันตรีกลับมาสู่ฝั่งบาหลีและชาวบาหลีที่เธอรักอย่างปลอดภัย การปฏิวัติในสรวงสวรรค์จะเริ่มต้นอีกครั้ง

ปุนจักจายา (Puncak Jaya)

จุดสูงสุดทั้งเจ็ดคือยอดเขาที่สูงที่สุดในแต่ละภาคพื้นทวีปของโลก แต่มีข้อถกเถียงว่าจะรวมเอานิวซีแลนด์และโอเชียเนีย(ซึ่งรวมถึงหมู่เกาะแปซิฟิกและหมู่เกาะอินโดนีเซีย) กับออสเตรเลียด้วยหรือไม่ หากมองว่าโอเชียเนียเป็นส่วนหนึ่งของทวีปออสเตรเลียแล้ว ยอดที่สูงที่สุดก็คือ”ปุนจักจายา(Puncak Jaya ออกเสียง ˈpʊntʃak ˈdʒaja)” หรือมักเรียกกันว่า ยอดเขาคาร์สเทนซ์ (Carstensz)  ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะนิวกินี ในเขตประเทศอินโดนีเซีย

ยอดเขาคาร์สเทนซ์ (Carstensz)  ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะนิวกินี ในเขตประเทศอินโดนีเซีย
ยอดเขาคาร์สเทนซ์ (Carstensz)
ปุนจักจายา

“ปุนจักจายา” มีความสูง 4,884 เมตร (16,024 ฟุต) สูงกว่ายอดเขาคอสซิอุสโก (Mt. Kosciuszko) ของออสเตรเลียและยอดเขาคุกหรืออาวโรกิ (Aoraki/Mt. Cook) ของนิวซีแลนด์ “ปุนปักจายา” เป็นยอดสูงสุดใจกลางเทือกเขาเปกุนนันกัน มาโอเก(Pegunungan Maoke) อันยาวเหยียดกว่า 2,500 กิโลเมตร ตอนกลางของนิวกินี

ชื่อเรียกคาร์สเทนซ์ (Carstensz) มาจากนักสำรวจชาวดัชท์ชื่อ ยาน คาร์สเทนซ์ (Jan Carstenz) ซึ่งทำการสำรวจเป็นคนแรกจากชายฝั่งของเกาะในปี ค.ศ.1623 ในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งที่น้อยครั้งจะเกิดขึ้น จนกระทั่งเมื่ออินโดนีเซียได้รับอิสรภาพจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ปุนจักจายา” หมายถึงยอดเขาแห่งชัยชนะ

การปีนเขาที่บันทึกไว้ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1962 นำทีมโดยนักปีนเขาชางออสเตรเลียชื่อไฮนริช ฮารเรอร์ (ตัวละครในภาพยนตร์ Seven Years in Tibet) นับแต่นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสนใจต่อแนวคิดเรื่องยอดสูงสุดเจ็ดแห่ง(the Seven Summits concept) ก็มีการปีนยอดเขาปุนจักจายาหลายครั้ง

ความยากของการปีนยอดเขานี้อยู่ในระดับปานกลางหากเป็นเส้นทางขึ้นสู่ด้านทิศเหนือและตามแนวสันเขา ซึ่งทั้งหมดเป็นพื้นหินแข็ง พื้นที่แถบนี้เข้าถึงได้ยากมาก ต้องอาศัยการเดินเท้า 100 กิโลเมตร จากเมือง Timika เมืองที่ใกล้ที่สุดที่มีสนามบิน เพื่อไปยังเบสแคมป์ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เวลาราว 4 ถึง 5 วัน

พื้นที่แถบนี้ยังคงมีกองกำลังปฏิวัติที่ต่อสู็กับรัฐบาลกลางของอินโดนีเซียเพื่อปลดแอกจังหวัดปาปัวนิวกินี โดยมีเหมืองทองแดงฟรีพอร์ท (Freeport Copper Mine) ที่เทมบากาปุรา(Tembagapura) เป็นจุดปะทะ กองกำลังปฏิวัตินี้เห็นว่าเหมืองแร่เป็นทั้งสัญลักษณ์ของจักรวรรดินิยมและแหล่งกำเนิดของมลพิษ ดังนั้น การปีนยอดเขาจะต้องได้รับใบอนุญาตเข้าพื้นที่จากรัฐบาลกลาง อย่างไรก็ตาม ชุมชนท้องถิ่นในแถบนี้ต่างก็มีไมตรีต่อผู้มาเยือน

ในขณะที่ยอดบนสุดของปุนปักจายาไม่มีธารน้ำแข็ง แต่บริเวณเขตสูงชันของยอดเขานั้นมีธารน้ำแข็งอยู่หลายแห่ง เช่น ธารนำ้แข็ง(Carstensz Glacier) ธารนำ้แข็งเมเรน(Meren Glacier) ผนังเฟิร์นด้านเหนือ(Northwall Firn) หรือบางทีเรียกว่าธารน้ำแข็งลอยฟ้า (hanging glaciers) การที่ในเขตเส้นศูนย์สูตร ความแตกต่างของอุณหภูมิเฉลี่ยระหว่างปีไม่ค่อยมีมากนัก(ประมาณ 0.5°C และธารน้ำแข็งนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามฤดูกาลเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ขอบเขตของธารน้ำแข็งในแถบศูนย์สูตรที่หายากเหล่านี้จากบันทึกในอดีตนั้นแสดงให้เห็นถึงการหดตัวลงของธารน้ำแข็งอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ทศวรรษ 1850 การหดตัวลงนี้ระบุถึงการเกิดความร้อนในระดับท้องถิ่นโดยมีค่าเฉลี่ยราว 0.6 องศาเซลเซียสต่อศตวรรษระหว่างปี ค.ศ. 1850 และ 1972 ธารนำ้แข็งบนยอด “ปันจักตรีโครา(Puncak Trikora)” ในเทือกเขาเปกุนนันกัน มาโอเก นั้นได้สูญไปอย่างสิ้นเชิงระหว่างปี ค.ศ. 1939 และ 1962

นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970s มีการติดตามตรวจสอบขอบเขตของธารน้ำแข็งโดยดาวเทียม ส่วนใหญ่เป็นดาวเทียมแลนแซท เนื่องจากการสำรวจภาคพื้นดินนั้นเป็นเรื่องท้าทายมาก การสำรวจด้วยดาวเทียมเองนั้น กว่าจะได้ภาพมาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน ดังเช่นภาพข้างต้นที่ถ่ายในช่วงที่ปลอดเมฆ

ภาพถ่ายดาวเทียมนี้ถ่ายโดยดาวเทียมแลนแซทในวันที่ 29 พฤษภาคม 2003 หิมะและน้ำแข็งในภาพจะปรากฎเป็นสีฟ้า ส่วนเมฆจะเป็นสีขาว พื้นผิวที่ไม่มีพืชพรรณปกคลุมเช่นแนวเขาหินปูนจะปรากฎเป็นสีแดงหรือชมพู ส่วนสีม่วงเข้มหรือเทาคืพื้นที่เหมืองทองแดงแบบเปิดหน้าดิน ส่วนพื้นที่ป่าเขตร้อนและทีลุ่มต่ำปรากฎเป็นสีเขียว ในภาพยังปรากฎให้เห็นน้ำที่ไหลบนพื้นผิวลงสู่แม่น้ำทางด้านใต้ของเหมืองทองแดงซึ่งปรากฎเป็นสีม่วงเข้ม ส่วนใหญ่คือเศษหินและดินที่ถูกชะล้างจากการทำเหมือง