4 เรื่องโลกร้อน : 2 ปีหลังจากความตกลงปารีส

ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเป็นกรอบข้อตกลงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ ที่เกิดขึ้นจากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP21) ซึ่งจัดขึ้นปลายปี พ.ศ. 2558 ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ได้ผ่านมา 2 ปีแล้ว ในวาระที่การประชุมรัฐภาคีสมัยที่ 23 (COP23) กำลังมีขึ้น ณ กรุงบอนน์ สาธารณรัฐเยอรมนีในช่วงสองสัปดาห์นี้ มีประเด็นที่เป็นข้อสังเกต 4 ประการถึงความคืบหน้าของการดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายร่วมกันขั้นพื้นฐานของความตกลงปารีส เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) และ พยายามป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบที่เป็นหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

1. จนถึงปัจจุบันการจัดทำข้อเสนอหรือเจตจำนงการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจก(Nationally Determinded Contribution(NDC) ของแต่ละประเทศทั่วโลกซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความตกลงปารีส (Paris Agreement) รวมกันแล้วเป็นเพียง 1 ใน 3 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะต้องลด เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส รายงาน Emissions Gap Report 2017  ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ(UNEP) มีข้อเสนอชัดเจนว่าจะต้องมี NDC ที่มีมุ่งมั่นและเข้มข้นมากกว่าที่เป็นอยู่

ที่มา : Emissions Gap Report 2017

จากแผนภาพ เราจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 42 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่จะป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ในขณะที่ ข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด(NDC) แบบมีการสนับสนุนภายนอก(Condition NDC)และไม่มีการสนับสนุนภายนอก(Uncondition NDC) นั้นนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกได้ 11 และ 13.5 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) ตามลำดับ

หากจะต้องทำให้สอดคล้องกับเป้าหมายป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เราจะต้องลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 36 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) ในขณะที่ ข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด(Nationally Determinded Contribution) แบบมีการสนับสนุนภายนอกและไม่มีการสนับสนุนภายนอกนั้นนำไปสู่การลด ก๊าซเรือนกระจกได้ 16 และ 19 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) ตามลำดับ

2. การยุติถ่านหิน(Coal phaseout) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการอุดช่องว่าง(bridging gap)การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ขณะนี้ทั่วโลกมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ดำเนินการอยู่ราว 6,683 แห่ง คิดเป็นกำลังผลิตติดตั้งทั้งหมด 1,964 กิกะวัตต์ หากจะต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดนี้จนสิ้นสุดอายุการใช้งาน จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น 190 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในรายงาน A Stress Test for Coal in Europe under the Paris Agreement – Scientific Goal Posts for A Coordinated Phased-Out and Divestment ของกลุ่ม Climate Analytics ที่จัดทำขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 ระบุว่า การปิดตัวของโรงไฟฟ้าถ่านหินลงเกือบทั้งหมดในสหภาพยุโรปในช่วงอีกไม่เกิน 15 ปีข้างหน้าถือเป็นความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงขั้นรากฐาน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้มีความจำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ประชาคมโลกให้คำมั่นภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานให้ไปพ้นจากถ่านหินจะช่วยหลีกเลี่ยงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอันมหาศาล การยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นทำให้ถูกลงจากต้นทุนที่ลดลงอย่างรวดเร็วและอย่างมากของพลังงานหมุนเวียน แม้ว่าพลังงานลมและแสงอาทิตย์จะมีความท้าทายในตัวของมันเอง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการพึ่งพาสภาพอากาศ แต่ทางเลือกต่างๆ เช่น ระบบจัดเก็บพลังงานไฟฟ้า การพัฒนาระบบสายส่งและระบบการกระจายศูนย์นั้นสามารถรองรับและจัดการกับความท้าทาย ในขณะเดียวกัน พลังงานหมุนเวียนนั้นมีประโยชน์จากการเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีวันหมดและขยายขนาดได้ซึ่งเอื้อให้เกิดแบบจำลองธุรกิจใหม่และนำไปสู่การจ้างงาน รวมถึงในพื้นที่ที่จะมีการปิดตัวลงของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

3. “หยุดขุดเจาะและเก็บปิโตรเลียมไว้ใต้ดิน” คือ นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทรงพลังมากที่สุดและเรียบง่ายที่สุด  บทความ Global Warming’s Terrifying New Math ของกลุ่ม Carbon Tracker Initiative ระบุว่า แหล่งสำรองถ่านหิน น้ำมันและก๊าซตามรายงานของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลของโลกนั้นมีปริมาณคาร์บอนมากกว่าห้าเท่าเกินกว่าที่ จะนำมาเผาไหม้ได้หากเราจะต้องป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และถ้าอุตสาหกรรมพลังงานขุดเอาเชื้อเพลิงจากแหล่งสำรองขึ้นมาใช้ทั้งหมดตามปริมาณที่อ้างเอาไว้ โลกของเราก็จะร้อนจากเดิมขึ้นเป็นอีก 5 เท่า เพื่อให้มีโอกาสสองในสามของการป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส  เราสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศได้อีก 800 กิกะตัน และโอกาสครึ่งต่อครึ่งที่จะบรรลุเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส  เราสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพียงราวๆ 353 กิกะตัน แต่ทว่า รายงานของ Oil Change International ซึ่งใช้ข้อมูลจาก Rystad บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานของนอร์เวย์ ชี้ให้เห็นว่า เหมืองถ่านหิน บ่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีการดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนั้นเทียบเท่ากับคาร์บอนไดออกไซด์ 942 กิกะตัน ตัวเลขดังกล่าวนี้นำไปสู่การรณรงค์ “การตัดทอนการลงทุน(divestment)” จากเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยมหาวิทยาลัย กลุ่มองค์กรต่างๆ และกลายเป็นกระแสที่แพร่หลายและกว้างขวาง นักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่าเราต้องเก็บแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ใต้ดิน

ในสหรัฐอเมริกา เหมืองถ่านหิน หลุมก๊าซและน้ำมันที่มีอยู่คิดเป็นการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 86,000 ล้านตัน หรือเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส แต่หากอุตสาหกรรมพลังงานของสหรัฐอเมริกาเดินหน้าต่อและพัฒนาบ่อน้ำมันและพื้นที่ขุดเจาะโดยใช้กระบวนการขุดเจาะน้ำมันและแก๊สโดยการฉีดน้ำ ทราย และสารเคมีด้วยกำลังอัดแรงสูงเข้าไปที่ชั้นหินลึกใต้ดิน ทำให้ชั้นหินปล่อยน้ำมันและแก๊สในชั้นหินออกมา(ที่เรียกว่า Hydraulic Fracturing หรือ fracking) ทั้งหมดตามแผนการที่วางเอาไว้ ก็จะเพิ่มการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณ 51,000 ล้านตัน และหากเราปล่อยให้เกิดขึ้น สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศเดียวที่มีสัดส่วนของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศเกือบร้อยละ 40 ของปริมาณทั้งหมด(ปริมาณมากที่สุดที่จะป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส)

4. การรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดด้านสาธารณสุขโลกแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นข้อสรุปในรายงานวิจัย “The Lancet Countdown: tracking progress on health and climate change” ซึ่งเป็นงานวิจัยพหุสาขาวิชาในระดับนานาชาติโดยเป็นความร่วมร่วมมือระหว่างสถาบันวิชาการและผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก รายงานวิจัยนี้ทำการติดตามผลกระทบสุขภาพของอันตรายจากสภาพอากาศสุดขั้ว การฟื้นคืนจากผลกระทบและการปรับตัวด้านสุขภาพ ตลอดจนผลประโยชน์ร่วมในด้านสุขภาพจากมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ที่มา : The Lancet Countdown: tracking progress on health and climate change

เมื่อพิจารณาถึงมิติด้านสุขภาพ ผลกระทบและภัยคุกคามจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเห็นได้อย่างชัดเจน ณ วันนี้ ปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รับประกันถึงความมั่นคงและความเป็นธรรมสำหรับทุกคนไม่อาจเกิดขึ้นโดยลำพังหรือโดยผู้คนเพียงหยิบมือ ปฏิบัติการนี้ต้องการทุกคน จากสามัญชนไปจนถึงนายกเทศมนตรี จากผู้อำนวยการบริหารของบริษัทไปจนถึงผู้คนที่อยู่แนวหน้าของภัยพิบัติจากโลกร้อน และผู้นำรัฐบาลทั่วโลกที่สร้างภาวะผู้นำร่วมและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง

หมายเหตุ : Nationally Determinded Contribution(NDC) เป็นหัวใจสำคัญของความตกลงปารีส(Paris Agreement) ที่ตกลงกันเมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยแต่ละประเทศจะจัดทำข้อเสนอหรือร่างเจตจำนงการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกลง เป้าหมายการลดจะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับตามความเหมาะสมของประเทศ สำหรับ NDC ของประเทศไทยคือ แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศภายหลังปี พ.ศ. 2563 (Thailand’s Nationally Determined Contribution Roadmap) ซึ่งกำหนดเป้าหมายจะลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20-25 จากกรณีที่ดำเนินไปตามปกติ(Business As Usual) ภายในปี 2030

คุณทำอะไรได้บ้าง?

ธารา บัวคำศรี เป็นผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : เปลี่ยนเทือกเขาแห่งเคนทักกี้ตะวันออกให้เป็นกากสารพิษ

เทือกเขาแอปปาลาเชียนตอนกลางในสหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งถ่านหินที่มีจำนวนมากเป็นอันดับสองในสหรัฐฯ รองมาจากลุ่มน้ำเพาว์เดอร์(Powder River Basin)ของรัฐไวโอมิ่ง ในช่วงต้นคริสตวรรษ 1980s บริษัทถ่านหินที่ทำงานในพื้นที่เริ่มใช้รูปแบบการทำเหมืองแบบที่เรียกว่า การย้ายยอดเขา (Mountain Top Removal :MTR) ในกระบวนการนี้ พวกเขาได้ทำลายที่ดินและชุมชนของเทือกเขาแอปปาลาเชียน ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีถ่านหินโดยสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเคนทักกี้ตะวันออก

ทำไม?

นั่นก็เพราะว่านี่เป็นวิธีที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดในการเพื่อให้ได้ถ่านหินมาอย่างไรล่ะ

การย้ายยอดเขา(MTR) ทำงานตรงตามชื่อของมัน-คือคนงานเหมืองจะทำการระเบิดส่วนหนึ่งของภูเขาออกมาทั้งหมดเพื่อจะนำถ่านหินที่อยู่ใต้พื้นผิวออกมา เมื่อถ่านหินถูกขนย้ายแล้วเศษหินและดินต่างๆ ที่เกิดจากการระเบิด(ที่เรียกว่าดินหน้าแร่หรือ overburden) ก็จะถูกทิ้งลงในหุบเขาที่อยู่ใกล้เคียง

กระบวนการทำเหมืองที่ทำลายล้างสูงนี้ได้กลบฝังลำธารยาวนับร้อยไมล์ในรัฐเคนทักกี้ไปแล้ว และทำลายผืนป่าโบราณหลายพันเอเคอร์อย่างยับเยิน กระบวนการ MTR นี้เป็นหายนะร้ายแรงต่อพื้นที่ในเขตภูเขานี้ –ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบนิเวศแบบป่าฝนเขตอบอุ่นที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ผลกระทบทางกายภาพจากการทิ้งดินหน้าแร่นับพันตันไปสู่หุบเขานั้นก็แย่พออยู่แล้ว แต่เศษดินและหินเหล่านั้นยังมีโลหะพิษผสมอยู่เช่น ซีลีเนียม สารหนู และสารปรอท ที่สามารถไหลลงไปสู่พื้นดินและน้ำบาดาลส่งต่อสารพิษไปยังทุกสิ่งที่มันเดินทางไปไม่ว่าจะเป็น ลำธาร ปลา พืชและสัตว์ในท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งผู้คน

ผลกระทบโดยตรงจากการย้ายยอดเขา(MRT)

ผู้คนนับพันที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ถ่านหินเคนทักกี้ตะวันออกได้รับผลกระทบโดยตรงจาก MRT และเป็นพยานต่อการละเลย การปฏิเสธความรับผิดชอบ และความละโมบของบริษัทถ่านหิน

การปนเปื้อนของสารพิษ

เอริกาและราอูล อูไรอัส อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเป็นหุบเขาเขียวขจีในไพค์เคาน์ตี้ (Pike County) บ้านของพวกเขาขณะนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยพื้นดินที่เหมือนผิวดวงจันทร์จากการย้ายยอดเขาในแถบนั้น และที่ดินของพวกเขาถูกหินจากการนั้นลอยตกมาใส่และถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นกำมะถันจากการระเบิดเหมืองแต่สิ่งที่พวกเขาเป็นกังวลที่สุดคือ มาเคลาลูกสาววัยสี่ขวบของพวกเขา

ในปี 2549 พวกเขาพบว่าน้ำที่พวกเขากำลังใช้อาบตัวลูกสาว มีสารหนูปนเปื้อนอยู่ถึง 130 เท่าจากระดับที่ทางองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (US EPA) ยอมรับและมีสารปรอทสูงกว่าระดับปกติด้วยเช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงสามปีแรกของแม่หนูน้อยบางครั้งเธอก็ดื่มน้ำนั่นเข้าไปด้วย ในขณะนี้หนูน้อยมาเคลายังคงสบายดีอยู่ แต่ เอริกาและราอูลยังคงกังวลกับอนาคต “ผมกลัวและกังวลเกี่ยวกับลูกสาวของผม” ราอูล บอกกับเรา “ผมรู้ว่าการรับเอาสารหนูเป็นระยะเวลานานนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะภายใน”

ในช่วงชีวิตวัยเด็กของเขา ราอูลรู้จักหุบเขาแห่งนี้ในแบบที่แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง “เมื่อผมยังเด็กมันสวยมาก” เขาอธิบาย “ลำธารใสบริสุทธิ์ไม่เป็นสีดำ มันเคยมีปลาและกบจำนวนมาก ตอนนี้มันไม่มีอะไรเลย…ตอนนี้สิ่งที่คุณมีคือกำแพงสูง 100 ฟุต ที่มีป้ายเขียนว่า ‘การฟื้นฟูที่ดิน’ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น…มันมีแค่ของสีน้ำตาลกระจัดกระจายอยู่เท่านั้น สัตว์ป่าต่างก็หายไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย”

เหตุพราะความไม่รู้ล้วนๆ

“เราเคยพบดอกกล้วยไม้ชูช่อ เราพบดอกทริลเลี่ยม (trillium)… ดอกพิฟซิสเซวา (pipsissewa)…เราพบดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ แสนสวยต่างๆ ในนี้…แต่บัดนี้มันหายไปหมดแล้ว ฉันหมายความว่าพวกเขาถอนรากถอนโคนมันทั้งหมดและและเปลี่ยนเป็นที่หุบเขาสำหรับถมกากของเสียจากเหมืองแทน”

กว่าสิบปีที่ผ่านมาแมรี่ เจน(Mary Jane) เป็นผู้นำเดินป่าชมธรรมชาติในเขตเลสลี่เคาน์ตี้ ที่ซึ่งเธอและสามีของเธอ ราเลย์(Raleigh) อาศัยอยู่ในปัจจุบัน ตั้งแต่ปี 2550 ทั้งคู่ต่อสู้กับการย้ายยอดเขา(MTR) ของบริษัทเหมืองถ่านหินวายมอร์โคล (Whymore Coal) ในระหว่างการต่อสู้นี้พวกเขาได้พบเห็นการทำลายระบบนิเวศอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์แย่ขึ้นไปอีกก็คือมีการทำลายบางอย่างนั้นเกิดขึ้นจากความผิดพลาดที่ไม่น่าเกิดขึ้นของบริษัทเหมืองถ่านหิน แมรี่ เจน(Mary Jane)เปิดเผยกับเราว่าทางเหมืองวายมอร์โคล(Whymore Coal) ได้ถางพื้นที่กว้างถึง 100 ฟุตตัดผ่านภูเขา และทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธ์อย่างค้างคาวอินเดียนาบราว์แบท(Indiana Brown Bat) ด้วยความประมาท “พวกเขาไม่รู้ว่าชั้นถ่านหินอยู่ตรงไหน” แมรี่ เจนบอกกับเราว่านั่นเป็นการกำจัดสัตว์ป่าสำคัญโดยเปล่าประโยชน์

การฟื้นฟูที่ไม่เพียงพอ

“ฉันไม่สนใจว่าพวกเขาจะสร้างทุ่งหญ้าบริเวณนี้ขึ้นมามากแค่ไหน เพื่อให้ [พวกสัตว์] มีผลไม้เปลือกแห้งไว้ประทังชีวิตระหว่างฤดูหนาว ไก่งวง ไก่ป่า กระรอก กวาง และสัตว์ทุกๆ ชนิด พวกเขาตัดเอาไม้ขนาดใหญ่ในป่าออกมาและไม่มีการปลูกคืนในอนาคตแต่อย่างใด”

ในเขตฟอล์ยเคาน์ตี้ รัฐเคนทักกี้ ริค แฮนชู(Rick Handshoe) เป็นผู้พบเห็นผลลัพธ์ที่ร้ายแรงหลังจากกระบวนการการถกถางพื้นที่เพื่อการทำเหมืองเกิดขึ้น

ปัญหาหลักที่ริคชี้ให้เห็นก็คือว่า ทางบริษัทเหมืองนั้นมักจะพัฒนาที่ดินบริเวณเหมืองให้เป็นสถานที่เลี้ยงสัตว์โดยปลูกพืชผลผสมผสานกันเจ็ดชนิด ไม่เพียงแต่ว่าพืชผลเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องปลูกใหม่เป็นช่วงๆ แต่พวกมันจะเติบโตขึ้นได้ก็เมื่อใส่ปุ๋ยเข้มข้นลงไปช่วย เมื่อเงินที่ผูกมัดกับบริษัทเหมืองถูกส่งคืนจากรัฐแล้วการดูแลใส่ปุ๋ยก็จะหยุดลงและทุกอย่างในบริเวณนั้นก็จะตายลง

ความพยายามที่ไร้ผลนี้ได้ทำลายแหล่งทรัพยากรน้ำบนผิวดินและน้ำบาดาลร่วมด้วยระบบนิเวศที่เป็นที่พึ่งพิงของบรรดาสัตว์ป่าอย่างสมบูรณ์ การสังเกตการณ์ของริคนั้นได้รับการยืนยันสนับสนุนจากรายงานขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (US EPA)เมื่อปี 2546 รายงานนี้กล่าวไว้ว่า “การใช้ผลประโยชน์จากผืนดินด้วยวิธีนี้จะใช้เวลามากกว่าวิธีการแบบเก่าเพื่อฟื้นคืนป่าให้อยู่ในสภาพก่อนการทำเหมือง” หรืออย่างที่ริคกล่าวไว้ “จะไม่มีต้นไม้ในพื้นที่นี้อีกแล้ว”

ในปี 2546 บริษัทเหมืองถ่านหินที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงบ้านของริคได้ทำลายลำธารทั้งสาย  จากที่ริคกล่าวไว้ น้ำในลำคลองนั้นกลายเป็นสีเหลือง เขายังอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปอีกว่า:

“ลำธารแห่งนั้นไม่มีปลาอยู่เลย เมื่อคุณฆ่าสิ่งที่คุณมองไม่เห็นในคลองนั่นลง ซาลาแมนเดอร์ก็อยู่ไม่ได้ กุ้งก็อยู่ไม่ได้ ปลาก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้นแล้วแรคคูนที่จะลงมาจับปลาและกุ้งกินล่ะ มันก็ไม่มีให้กิน หากคุณทำลายแหล่งน้ำ คุณจะทำลายระบบห่วงโซ่อาหารของพวกมันลง”

เหตุการณ์นี้ถูกกล่าวว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เหตุบังเอิญเลยที่บริษัทเหมืองถ่านหินได้ทำการสูบเอาน้ำจากเหมืองใต้ดินที่ถูกทิ้งร้างไว้อย่างผิดกฏหมายโดยไม่มีการสร้างบ่อเก็บกักเก็บน้ำเอาไว้ก่อน “อุบัติเหตุ” เช่นนี้เกิดขึ้นมาเป็นสิบปีแล้ว การทำลายสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาก่อขึ้นในเขตฟอล์ยเคาน์ตี้สามารถพบได้ในทั่วภูมิภาค

สถานการณ์และแนวโน้มในอนาคต

ตราบใดที่การทำเหมืองแบบย้ายยอดเขา (Mountain Top Removal :MTR) ยังคงดำเนินต่อไป และตราบเท่าที่ทางบริษัทเหมืองถ่านหินยังคงเห็นแก่ผลประโยชน์มากกว่าสุขภาพของผืนดินและผู้คน สถานการณ์และแนวโน้มในอนาคตของทุ่งถ่านหินรัฐเคนทักกี้ตะวันออกและตอนกลางของเทือกเขาแอปปาลาเชียนนั้นก็สิ้นหวัง ด้วยราคาของถ่านหินที่พุ่งสูงขึ้น

ความเร่งรีบในการทำเหมือง “ถ่านหินราคาถูก” โดยวิธีการ MTR ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีกก็คืออาการเจ็บป่วยของผู้คนที่ทรุดหนักลง น้ำที่ถูกปนเปื้อน ระบบนิเวศที่แย่ลง ซึ่งเป็นราคาที่ทางบริษัทเหมืองคิดว่าเป็นเรื่องที่นอกเหนือจากพวกเขา ผู้ที่ต้องจ่ายคือผู้อยู่อาศัยในเขตทุ่งถ่านหินและผู้ที่อาศัยอยู่ปลายลำธาร นี่เป็นราคาที่พวกเขาไม่ควรต้องจ่ายเลยด้วยซ้ำ

—————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : สารปรอท

อุตสาหกรรมถ่านหินเป็นแหล่งกำเนิดสารปรอทที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก ด้วยมีปริมาณสารปรอทถึง 2,190 ตัน ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในแต่ละปี กว่าครึ่งนั้นมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน

การเผาไหม้ถ่านหินได้ปลดปล่อยสารปรอทจำนวนมากสู่บรรยากาศจากปรอทที่อยู่ในถ่านหิน สารปรอทนี้ในที่สุดจะตกไปสู่แม่น้ำ ลำธารและทะเลสาบจากการตกของน้ำฟ้า(ฝนและหิมะ)ฝุ่นละอองหรือจากแรงโน้มถ่วงของโลก เมื่อตกไปในแหล่งน้ำ มันจะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหาร เริ่มจากสาหร่ายและคืบคลานไปสู่ฝูงปลา หลังจากนั้นก็เป็นนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต่างๆ ความเข้มข้นของสารปรอทจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณตามระดับห่วงโซ่อาหารที่สูงขึ้น

สารปรอทสามารถทำร้ายมนุษย์ได้หรือไม่? คำตอบคือได้ สารปรอทนั้นเป็นสารพิษที่ก่อกวนระบบประสาท(Neurotoxin) ที่สามารถส่งต่อจากแม่ไปสู่ลูกน้อยในครรภ์ได้ ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่สมอง สูญเสียการมองเห็น ลมชักและปัญหาอื่นอีกมากมาย การสัมผัสสารปรอทมักมาจากการกินปลาที่ปนเปื้อน

ในสหรัฐอเมริการ้อยละ 8 ของผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธ์มีสารปรอทในเลือดของตนมากกว่าระดับที่องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (US EPA) กำหนดว่าปลอดภัย นี่ส่งผลให้เด็ก 410,000 คนที่เกิดมาในแต่ละปีได้รับสารปรอทในระดับที่เป็นอันตรายตั้งแต่อยู่ในครรภ์

—————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : รัสเซีย

อุตสาหกรรมถ่านหินของรัสเซียมีกำลังแรงงานถึง 200,000 คน และในปี 2549 ด้วยกำลังผลิตถ่านหินถึง 309 ล้านตัน การทำเหมืองถ่านหินอาจถือได้ว่าเป็นงานที่มีอันตรายสูงสุดในประเทศก็ว่าได้ ทว่า สถิติที่เป็นทางการเกี่ยวกับอุบัติเหตุและผลกระทบทางสุขภาพก็ไม่ได้หาได้ง่ายๆ เลย

เหมืองถ่านหินในรัสเซียมีอันตรายและไม่ได้มีการลงทุนที่ดีพอตามมาตรฐาน ดังนั้น จึงมักเกิดอุบัติเหตุขึ้นเป็นประจำ และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายมนุษย์สูงอย่างน่าตกใจ ในปี 2546 เหมืองถ่านหินในเขตเคมิโรโวอิน(Kemerovoin) ทางตอนใต้ของไซบีเรียเกิดระเบิดขึ้น คร่าชีวิตคนไป 13 คน ในเดือนเมษายนของปีถัดไป คนงานอีก 45 คนเสียชีวิตในเหตุระเบิดในเหมืองแร่ในภูมิภาคเดียวกัน หนึ่งปีต่อมา คือในปี 2548 การระเบิดของก๊าซมีเทนทำให้มีผู้ต้องสังเวยชีวิตอีก 21 คน จากนั้นสองปีต่อมา ประเทศรัสเซียประสบกับหายนะจากอุตสาหกรรมเหมืองครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 60 ปี เมื่อคนงานเหมือนถ่านหินกว่า 110 คน ต้องจบชีวิตในเหตุระเบิดที่เหมืองถ่านหินอูลยาโนชายา(Ulyanovskaya) ไม่นานนักอุบัติเหตุอันน่าเศร้าสลดนี้ ยังตามมาด้วยอุบัติเหตุอีกหนึ่งครั้งที่มีคนงานเสียชีวิตอีก 38 คน

ข้อมูลจากรายงานแห่งชาติที่จัดทำในปี 2549 พบว่าสาธารณรัฐโคมิ (Komi Republic) ของรัสเซีย (ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำการผลิตถ่านหิน) มีอัตราโรคที่เกิดขึ้นจากการประกอบอาชีพโดยรวมที่ร้อยละ 8.3 ต่อลูกจ้าง 10,000 คน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศถึงห้าเท่า ตัวเลขดังกล่าวทำให้อุตสาหกรรมถ่านหินถือเป็นอาชีพที่มีอันตรายมากที่สุดในรัสเซีย ด้วยจำนวนโรคที่สัมพันธ์กับงานถึง 26.5  โรคต่อลูกจ้างทุกๆ 10,000 คน แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวมีขนาดจนน่าตกใจ แต่ก็ไม่ได้สะท้อนภาพทั้งหมดของการทำเหมืองถ่านหินในรัสเซีย ที่คนงานหลายพันคนได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคเรื้อรัง และรุนแรง

โวร์คูตา(Vorkuta) ถ่านหินครองเมือง

โวร์คูตา(Vorkuta) เป็นเมืองเหมืองแร่ที่ตั้งอยู่เหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลไป 160 กิโลเมตร มีประชากรมากกว่า 100,000 คน แต่เดิมเมืองนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 20 และพัฒนาขึ้นโดยอาศัยความสำเร็จของอุตสาหกรรมถ่านหิน อย่างไรก็ตาม การปิดเหมืองถ่านหินเมื่อไม่นานมานี้ และปัญหาสุขภาพที่เป็นผลมาจากการประกอบอาชีพในเหมืองแร่ย่อมหมายความว่าน้อยคนนักในเมืองแห่งนี้ ที่จะไม่ได้รับผลกระทบด้านลบจากเหมืองแร่

ปัญหาการจ่ายค่าแรงและการจ้างงาน

ในระหว่างช่วงคริสตทศวรรษที่ 1990 และช่วงต้นของคริสตศตวรรษที่ 21 เหมืองแร่หลายแห่งเริ่มปิดตัวลง เนื่องมาจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่สูง ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินกิจการได้ จึงส่งผลให้ร้อยละ 1 ของคนงานเหมืองถ่านหินในเมืองโวร์คูตาต้องตกงาน ในปี 2536 และในปีต่อมา มีจำนวนผู้ตกงานเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 9

ในช่วงเวลาเดียวกันคนงานที่ยังมีงานทำก็ต้องตกอยู่ในตำแหน่งงานที่ยากลำบาก ความกดดันในด้านงบประมาณของเจ้าของเหมืองถ่านหิน ที่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงระหว่างปลายคริสตทศวรรษที่ 1980 และ 1990 ทำให้คนงานหลายคนไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งบางครั้งนานสูงสุดถึงหนึ่งปี ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้เกิดการลุกฮือของสหภาพแรงงานหลายต่อหลายครั้ง  ครั้งหนึ่งสถานการณ์ย่ำแย่มากถึงขนาดที่คนงานกักตัวผู้อำนวยการบริษัทเหมืองถ่านหิน และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไว้ในตึก เพื่อเรียกร้องให้จ่ายเงินที่ค้างชำระ

ปัญหาสุขภาพ

ทุกวันนี้เหมืองถ่านหินห้าแห่งในเมืองโวร์คูตามีลูกจ้างประมาณแปดพันคน โดยผู้ป่วยจากโรคอาชีวอนามัย 114 ราย ที่มีการรายงานข้อมูลในปี 2550 พบว่า 101 ราย ทำงานในเหมืองถ่านหิน  ทั้งนี้โรคที่พบมากที่สุดคือโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์เครื่องใช้อุตสาหกรรม การทำงานหนักมากเกินไป อาการล้าของอวัยวะและระบบร่างกาย ในปี 2551 มีผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง 30 ราย โรคประสาทหูอักเสบจำนวน 10 ราย โรคจากฝุ่น 5 ราย โรคที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์อัดลม(pneumatic hammer disease) และโรคมะเร็งปอด อย่างละ 2 ราย

ผลกระทบโดยตรงของการทำเหมืองถ่านหินในรัสเซีย

อินิยาตุลลา ตุกฟาทูลลิน(Ainiyatulla Tukhfatullin) หนึ่งในคนงานเหมืองถ่านรายที่ได้รับทุกข์ทรมานจากการทำงาน เขาเกิดในปี 2492 ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน จังหวัดทาทาสถาน(Tatarstan)ในเขตลุ่มแม่น้ำโวลก้า ในปี 2514 หลังจากที่เขารับราชการทหารแล้ว เขาได้กลับมายังเมืองโวร์คูตา และได้งานทำในเหมืองซาโปลยานายา (Zapolyarnaya) เขาทำงานอยู่ใต้ดินที่มีความลึกถึง 250 -750 เมตร โดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือแบบดั้งเดิมในเหมืองถ่านหินเป็นเวลานานถึง 34 ปี เหมืองถ่านหินแห่งนี้เองที่ทำให้เขาป่วยเป็นโรคต่างๆ

การบาดเจ็บ

การบาดเจ็บเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเขา “ในช่วงต้นคริสตทศวรรษที่ 70 เราไม่มีแม้แต่เครื่องเจาะหิน เราจึงทำเหมืองถ่านหินโดยใช้เลื่อย ขวานและพลั่ว นอกจากนั้นยังมีเครื่องเจาะไฟฟ้า ที่ว่ากันว่าหนักถึง 32 ก.ก. ผมมีปัญหากระดูกหักตั้งแต่หัวจรดเท้า ถ้าจะให้เล่าถึงประวัติการรักษาละก็ คิดว่าสมุดโน้ตของคุณทั้งเล่มก็คงจดไม่พอ”

เขาเล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในปี 2520 เมื่อเขาโดนหินที่ร่วงหล่นลงมาทับ จนเขาต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและทรมานกับการบาดเจ็บเป็นเวลาถึงสองเดือนเนื่องจากกระดูกไหปลาร้าของเขาหัก ในปี 2547 อินิยาตุลลาตรวจพบว่าเขาเป็นโรคที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์อัดลม(pneumatic hammer disease) “เห็นไหมครับ มือผมสั่น เป็นโรคที่ว่านี้ครับ” เขาอธิบาย ในปี 2548 อินิยาตุลลาได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุใต้ดิน เขาล้มลง ทำให้เอ็นหัวเข่าขาซ้ายแตกจนต้องเข้ารับการผ่าตัดเป็นกรณีร้ายแรงและเจ็บปวดมาก  ครั้งนี้เขาต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึงเจ็ดเดือน

การบาดเจ็บครั้งนี้ทำให้อาชีพคนงานเหมืองแร่ของเขาสิ้นสุดลงและปัจจุบันเขาได้รับเงินประกันจากความไม่สบประกอบเดือนละ 7,500 รูเบิล และค่าชดเชยประมาณ 10,000 รูเบิล หรือคิดเป็นมูลค่าเพียง 700 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือนซึ่งแทบไม่พอใช้

การขาดการดูแล

ปัจจุบันนี้ อินิยาตุลลาใช้เวลาส่วนมากของเขาอยู่ที่ศูนย์แพทย์อาชีวอนามัย เขาต้องเดินทางไปที่นั่นเพื่อเข้ารับการรักษาปีละห้าครั้ง  ซึ่งแต่ละคอร์สการรักษาจะใช้เวลาประมาณสามสัปดาห์ เขาเล่าว่า “บางทีผมต้องนั่งแท็กซี่มาที่นี่ เปลืองค่าใช้จ่ายมาก แค่ค่าเดินทางก็หมดถึง 300 รูเบิ้ล”

ยิ่งแย่ไปกว่านี้ การขาดแคลนการสนับสนุนด้านงบประมาณสาธารณะทำให้ศูนย์อาชีวอนามัยต้องลดการใช้จ่ายในการให้บริการทำให้คนรายได้น้อยอย่าง อินิยาตุลลาไม่สามารถพักค้างคืนได้ ต้นเหตุของปัญหาการสนับสนุนงบประมาณคืองบประมาณขาดดุลเรื้อรังของเขตโวร์คูตา(Vorkuta) ที่สาเหตุบางส่วนมาจากการที่รายได้ภาษีของบริษัทถ่านหินโวร์คูตาอูโกล(Vorkutaugol) ถูกส่งไปยังกรุงมอสโคว สถานการณ์ต่างๆ ในเมื่องยิ่งย่ำแย่ลงจนถึงขั้นที่ว่ามีการพูดกันว่าศูนย์ดังกล่าวอาจถูกปิดตัวลงไปด้วย

————–

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : บทนำ

การเผาไหม้ถ่านหินเป็นกิจกรรมที่มีมาเป็นเวลานับหลายศตวรรษ โดยปรากฏหลักฐานบันทึกการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงนับตั้งแต่คริสตทศวรรษ 1100s การใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงได้เข้ามาขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมและเปลี่ยนแปลงแนวทางการพัฒนาโดยเริ่มจากอังกฤษเป็นประเทศแรกและส่วนอื่นๆ ของโลกในเวลาต่อมา ในสหรัฐอเมริกา โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งแรกที่มีชื่อว่าเพิร์ลสตรีท(Pearl Street Station) ตั้งอยู่ริมชายฝั่งตอนล่างของแม่น้ำอีสต์(East River) ในมหานครนิวยอร์กได้เปิดดำเนินการในเดือนกันยายน 2423 หลังจากนั้นไม่นาน ถ่านหินก็ได้กลายมาเป็นแหล่งพลังงานหลักที่ใช้ป้อนให้แก่โรงไฟฟ้าทั่วโลก

ปัจจุบัน ถ่านหินถูกนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าเกือบร้อยละ 40 ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั่วโลก อย่างไรก็ดี การเผาไหม้ถ่านหินถือเป็นหนึ่งในวิธีการปฏิบัติที่ถือว่าเป็นอันตรายมากที่สุดในโลก โดยก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้ต่อทั้งสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชนตลอดจนชุมชนทั่วโลก ทว่าอุตสาหกรรมถ่านหินก็ไม่ได้ออกมารับผิดชอบต่อความเสียหายที่ก่อขึ้น หากแต่เป็นโลกทั้งโลกที่ต้องร่วมกันรับผลกระทบเหล่านั้น รายงานต้นทุนจริงของถ่านหินฉบับนี้จะตีแผ่ให้เห็นถึงและทำการประเมินในเชิงปริมาณของผลกระทบจากอุตสาหกรรมถ่านหินมีต่อผู้คนและสภาพแวดล้อมทั่วโลก

ความต้องการใช้พลังงานที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วย่อมหมายถึงการใช้ถ่านหินมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัวและอยู่ในอัตราที่น่าตกใจ โดยในช่วงระหว่างปี 2542 ถึงปี 2549 ปริมาณการใช้ถ่านหินทั่วโลกถีบตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 ในอนาคตอันใกล้นี้ก็คาดว่าการเติบโตจะอยู่ในระดับเดียวกัน หากยังไม่มีการลดการพึ่งพาการใช้ถ่านหินซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะมากที่สุดลงไป

—————-

จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร

จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา ชาฮับ, จูเลียน วินเซนต์และเมง ไว เรียบเรียงโดย: รีเบคกา ชอต แอนด์เดอะไรเตอร์

บรรณาธิการแปลและเรียบเรียงภาคภาษาไทย : ธารา บัวคำศรี

“ถ่านหิน” และ “พลังงานสกปรกอื่นๆ” : โรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีที่มาบตาพุดและการหลอกขายถ่านหินครั้งใหญ่

ที่มาบตาพุดมีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่แห่งหนึ่งชื่อว่า “บีแอลซีพี”

โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้มีกำลังการผลิต 1,434 เมกกะวัตต์ ดำเนินการโดยบริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัดบนพื้นที่ถมทะเลของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ไฟฟ้าที่ผลิตได้ขายให้กับ กฟผ. ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า 25 ปี เป็นโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระซึ่งร่วมทุนระหว่างบริษัทบ้านปูจำกัด(มหาชน) ร้อยละ 50 และบริษัทไชน่าไลท์เพาเวอร์ (CLP) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ฮ่องกง อีกร้อยละ 50 ซึ่งต่อมามีการซื้อขายเปลี่ยนหุ้นให้กับบริษัทเอ็กโก โครงการเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2546 บริษัทมิตซูบิชิเฮพวี่อินดัสทรีร่วมกับบริษัทมิตซูบิชิได้รับการว่าจ้างโดยบริษัทบีแอลซีพีในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า พื้นที่ก่อสร้างอยู่บนพื้นที่ถมทะเลห่างจากฝั่ง 3 กิโลเมตร และพื้นที่ชุมชนที่ใกล้ที่สุดราว 4 กิโลเมตร

โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 1.37 พันล้านเหรียญสหรัฐซึ่งเป็นเงินกู้โดยตรงจำนวน 245 ล้านเหรียญสหรัฐ จากธนาคารญี่ปุ่นเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ(JBIC)โดยเป็นการร่วมให้กู้(co-financing)กับธนาคารเอกชน และมี Nippon Export and Import Insurance (NEXI) ให้เงินประกัน 163 ล้านเหรียญสหรัฐในส่วนของการให้กู้โดยธนาคารเอกชน และเงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชียอีกจำนวนกว่า 140 ล้านเหรียญสหรัฐและการรับประกันความเสี่ยงทางการเมืองอีกราว 70 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการร่วมให้กู้กับธนาคารเอกชนอีกหลายแห่ง นอกจากนี้ อีกประมาณ 620 ล้านเหรียญสหรัฐมาจากเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศ

เชื้อเพลิงที่นำมาใช้เป็นถ่านหินบิทูมินัสจากประเทศออสเตรเลียโดยทำสัญญากับบริษัทริโอ ตินโต บริษัทยักษ์ใหญ่ถ่านหิน การขนส่งถ่านหินเป็นการขนส่งทางเรือมายังท่าเทียบเรือของบริษัท ประมาณว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีเมื่อสร้างเสร็จจะต้องใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า 3.5 ล้านตันต่อปี ประเทศไทยเพิ่งนำเข้าถ่านหินจากออสเตรเลียโดยในปี 2543 มีปริมาณการนำเข้า 136,000 ตัน หากแผนการที่จะผลักดันให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินภายใต้การผลักดันของประเทศอุตสาหกรรมอย่างออสเตรเลียและอุตสาหกรรมถ่านหินข้ามชาติเพื่อให้มีการนำเข้า”ถ่านหินสะอาด” เป็นจริง การนำเข้าถ่านหินของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 50 ล้านตันภายในปี 2563 

การหลอกขายถ่านหินครั้งใหญ่

บริษัทบ้านปูจำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทร่วมทุนของโครงการนี้ บริษัทบ้านปูถือเป็นบริษัทอุตสาหกรรมถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นบริษัททำเหมืองถ่านหินที่ใหญ่เป็นอันดับเจ็ดของโลกและเป็นผู้ส่งออกถ่านหินอันดับสี่ในเอเชีย และยังดำเนินการธุรกิจเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียและจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งสร้างผลกำไรให้บริษัทมหาศาลนับจากเข้าตลาดหุ้นไทยในปี 2532 ธุรกิจถ่านหินของบ้านปูในช่วงต้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับโรงไฟฟ้าลิกไนต์แม่เมาะของบริษัท กฟผ. จำกัด(มหาชน) โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีมลพิษมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

บริษัทไชน่าไลท์แอนด์เพาเวอร์จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่สำคัญของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพี มีบทบาทหลักในการจัดการด้านงานก่อสร้างและยังเป็นผู้ร่วมทุนหลักของบริษัทเพาเวอร์เจเนอเรชั่นเซอร์วิส(PGS) ซึ่งจะเข้ามาดำเนินการหลังจากโรงไฟฟ้าสร้างแล้วเสร็จ โรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทไชน่าไลท์แอนด์เพาเวอร์จำกัดในฮ่องกงยังได้รับการคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นที่นั่น ต่อมาบริษัทไชน่าไลท์แอนด์เพาเวอร์จำกัดได้ขายหุ้นทั้งหมดให้กับบริษัทเอ็กโก

กลุ่มอุตสาหกรรมถ่านหินเหล่านี้ บริษัทบ้านปู จำกัด(มหาชน) และบริษัทริโอตินโต เป็นหัวแถวของผู้สนับสนุนการค้าถ่านหินเพื่อให้ประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หันมาเสพติดคาร์บอนเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำการโน้มน้าวให้รัฐบาลมิให้สนใจวาระซ่อนเร้นภายใต้โครงการและคำประดิษฐ์สวยหรูของตน เช่น โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีในฐานะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทันสมัยและใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการรวมหัวกันระหว่างสถาบันการเงินภาคสาธารณะและภาคเอกชนกับภาครัฐบาลและบริษัทพลังงานข้ามชาติซึ่งดำเนินการธุรกิจสกปรกของตนโดยไม่แยแสผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนท้องถิ่นและสภาพภูมิอากาศของโลก

มาบตาพุด-แดนมลพิษ

เดิมมาบตาพุดเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่อยู่ระหว่างชายฝั่งทะเลอันสวยงามและแผ่นดินตอนในของจังหวัดระยอง ขณะนี้คือที่ตั้งของกลุ่มโรงงานปิโตรเคมีและโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทบีแอลซีพี มาบตาพุดปัจจุบันถูกขนานนามว่าพื้นที่เสี่ยงภัยมลพิษอันดับหนึ่งของประเทศไทย

การศึกษาผลกระทบสุขภาพในพื้นที่มาบฅาพุดเมื่อไม่นานมานี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าการรับสัมผัสมลพิษและอุบัติภัยจากสารเคมีได้ทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจสังคมของชุมชนที่เลวร้ายอยู่แล้วเลวร้ายลงไปอีก การศึกษายังได้มองภาพรวมถึงกลุ่มของโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท ระบบการเจริญพันธ์ ระบบกล้ามเนื้อ ความผิดปกติทางจิต อุบัติเหตุและการบาดเจ็บ เป็นกลุ่มอาการของโรคที่มีอัตราสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ ทั้งประเทศ

นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมีปล่องควันมากกว่า 200 ปล่อง ซึ่งระบายมลพิษออกสู่ 25 ชุมชุนรายรอบ หลังจากปี 2540 (เมื่อโรงเรียนต้องปิดและย้ายออกไปในที่สุดเนื่องจากปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง) ปัญหามลพิษที่มาบตาพุดก็เป็นที่รับรู้ต่อสาธารณชนมากขึ้นในฐานะเป็นกรณีผลกระทบที่ชัดเจนและรุนแรงอันไม่พึงปรารถนาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ไม่ยั่งยืน

การศึกษาเรื่องศักยภาพการรองรับสารมลพิษทางอากาศบริเวณมาบตาพุด โดยสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสรุปว่าเมื่อแหล่งกำเนิดทุกแหล่งระบายก๊าซออกมาในอัตราสูงสุด ตามค่าที่ยอมให้ระบายได้จากการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Maximum Allowable Emission Limit)  พร้อมกันทุกแหล่ง  จะมีผลทำให้ค่าความเข้มข้นของมลสารในบางพารามิเตอร์สูงเกินค่ามาตรฐานของคุณภาพอากาศในบรรยากาศ

ตัวการทำลายสภาพภูมิอากาศ

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาถึง 229.4 ล้านตันในช่วง 20 ปีของการดำเนินงาน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการก่อให้ภาวะโลกร้อน การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีจะมีขนาดเทียบเท่ากับช้างแอฟริกันกว่า 32,771,428 ตัว

ภาวะโลกร้อนได้เกิดขึ้นแล้ว ช่วงปี 2004-2005 ประเทศไทยเผชิญกับภัยแล้งอย่างรุนแรงใน 63 จังหวัด ส่งผลกระทบต่อประชาชนราว 9.2 ล้านคนและพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 8,090 ตารางกิโลเมตร รัฐบาลไทยระบุว่าหายนะจากภัยแล้งดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในราว 193.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลผลิตข้าวของประเทศลดลงจากร้อย 11 เป็นร้อยละ 14 ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่ผ่านมา ขณะที่ผลผลิตอ้อยก็ลดลงอย่างมากอีกด้วย

มีการคาดกันว่าภาวะโลกร้อนจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตของข้าวหอมมะลิอันมีชื่อเสียงของไทยด้วย การศึกษาระบุว่า ยิ่งมีความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นเท่าไร ผลผลิตข้าวหอมมะลิก็จะลดลงเท่านั้น การตกต่ำของผลผลิตข้าวอาจสูงถึงร้อยละ 20 ปัจจุบันผลผลิตข้าวของประเทศไทยอยู่ที่ 22 ล้านตันต่อปี คิดเป็นร้อยละ 4 ของการผลิตข้าวทั่วโลก

ดร. กัณฑรีย์ บุญประกอบ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงและรองประธานคณะกรรมการคณะที่ 1 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) กล่าวว่า “หนึ่งในสาเหตุหลักของการที่เกิดภัยแล้งยาวนานมากขึ้นในประเทศไทยคือภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้สภาวะที่มีฝนตกลดลงและพื้นดินร้อนระอุมากขึ้น และการระเหยของน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น”

คำกล่าวของ ดร. กัณฑรีย์ เป็นไปตามการคาดการณ์ที่รัฐบาลไทยนำเสนอต่อเวทีอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก่อนหน้านี้ “ผลกระทบที่เห็นชัดเจนที่สุด…คือการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฟ้าและความเข้มข้นของมันในภูมิภาคต่างๆ ภัยแล้งและอุทกภัยที่รุนแรงมากขึ้นสามารถเกิดขึ้นได้ ผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำที่ส่งผลต่อระบบการเกษตรจะมีมากขึ้น ผลผลิตและแบบแผนการเพาะปลูกก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง”

ตราบเท่าที่ยังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาอย่างไม่จำกัด ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  และประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยจะได้รับผลกระทบมากขึ้นจากสภาวะภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง พายุ และเกิดปะการังฟอกขาวรวมถึงระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือภัยคุกคามที่รุนแรงมากที่สุดที่โลกของเราเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเช่น ถ่านหิน เป็นต้น ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลอกสู่บรรยากาศ ในบรรดาเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหลาย ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่สกปรกที่สุดโดยมีสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วยพลังงานมากกว่าน้ำมันร้อยละ 29 และมากกว่าก๊าซร้อยละ 80

การต่อต้านถ่านหินของชุมชน

ชุมชนมาบตาพุดเริ่มประท้วงต่อต้านโครงการโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีในปี 2544 โดยความกังวลที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการขยายท่าเรือโดยการถมทะเลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ และซ้ำเติมปัญหามลพิษทางอากาศและน้ำที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ชุมชนยังได้เรียกร้องไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ของชุมชนต้องสลายลงเมื่อเผชิญกับการทำงานมวลชนสัมพันธ์ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ในปี 2547 บริษัทบีแอลซีพีเพาเวอร์จำกัดใช้เงิน 25 ล้านบาทในการดำเนินการโครงการชุมชนสัมพันธ์ของตน

บริษัทบีแอลซีพีเพาเวอร์จำกัดไม่ได้ทำอะไรมากกว่าไปกว่าพยายามที่จะบอกว่าทางบริษัทได้ทำกระบวนการปรึกษาหารือกับชุมชนในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว โครงการโรงไฟฟ้านี้ได้รับเลือกจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระในปี 2539 สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อนุมัติรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในปี 2545 เดือนกันยายนปีเดียวกัน ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อนำมาเป็นกลไกการตรวจสอบแทนกระบวนการประชาพิจารณ์ซึ่งถูกวิจารณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเป็นกลไกที่ไม่มีประสิทธิภาพและล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนท้องถิ่นและผู้สนับสนุนโครงการ บริษัทบีแอลซีพีเพาเวอร์จำกัดยังอ้างถึงประสบการณ์ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บ่อนอกและบ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นข้อพิสูจน์ว่าการทำประชาพิจารณ์นั้นไม่ได้ผล แท้ที่จริงแล้ว จุดยืนของชุมชนในประจวบคีรีขันธ์ยังยืนกรานว่าหากการทำประชาพิจารณ์ที่แท้จริงเกิดขึ้น โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะยุติไปเร็วกว่านี้

แนวคิดในการทำประชาพิจารณ์ซึ่งกล่าวอ้างโดยบริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ขัดแย้งกับแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมของธนาคารญี่ปุ่นเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศซึ่งจำเป็นต้องมีการปรึกษาหารืออย่างเต็มที่กับผู้มีส่วนได้เสียในโครงการ เช่น ชุมชนท้องถิ่น ผลจากการปรึกษาหารือจะต้องนำมาผนวกอยู่ในแผนงานของโครงการ

ในเดือนพฤษภาคม 2548 กรีนพีซทำการเก็บตัวอย่างเถ้าลอยจากศูนย์อิฐบล็อกจากเถ้าลอยที่วัดตากวน และส่งตรวจวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่กรุงเทพฯ ผลจากการวิเคราะห์ในเดือนมิถุนายนพบว่าเถ้าลอยดังกล่าวปนเปื้อนไปด้วยโลหะหนักเป็นพิษหลายชนิด ผลการวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่าบริษัทบีแอลซีพีซึ่งจงใจหลอกลวงชาวบ้านโดยการจัดตั้งศูนย์อิฐบล็อกในบริเวณวัดตากวนเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนยอมรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่สกปรกของตน

เถ้าลอยที่บริษัทบีแอลซีพีนำมาใช้นั้นมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 513 เมกกะวัตต์ของบริษัทโกลว์ที่ดำเนินการอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด(โกลว์ เอสพีพี 3) โรงไฟฟ้าถ่านหินของโกลว์ลงนามรับซื้อถ่านหินจากบริษัทบ้านปูในปี 2542 โดยมีปริมาณการนำเข้าถ่านหินต่อปีราว 660,000 ตัน แหล่งถ่านหินที่นำมาใช้ในโรงไฟฟ้าโกลว์มาจากเหมืองถ่านหินของบ้านปูในอินโดนีเซีย

การปนเปื้อนของโลหะหนักที่เป็นพิษในเถ้าลอยยังก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากปริมาณเถ้าลอยที่ผลิตออกมาเป็นจำนวนมหาศาลและการที่สารพิษในเถ้าลอยหลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อมโดยรอบ

ทางเลือกพลังงาน

การศึกษาโดยกรีนพีซในปี 2543 ระบุชัดเจนว่าภายในปี 2563 มากกว่า 1 ใน 3 ของความต้องการไฟฟ้าของประเทศไทยได้มากจากแหล่งพลังงานสะอาด เมื่อจากศักยภาพพลังงานสะอาดที่ร้อยละ 35 เราสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลได้ร้อยละ 25 จากพลังงานน้ำขนาดเล็กได้ร้อย 5 และจากพลังงานแสงอาทิตย์อีกร้อยละ 2.5 ที่เหลืออีก 2.5 ได้มาจากพลังงานความร้อนใต้พิภพและพลังงานลม ประมาณว่าในช่วงปี 2553 และ 2568 พลังงานสะอาดจะมีราคาถูกลงมากเมื่อเทียบกับแหล่งพลังงานแบบเดิม และอาจถูกกว่าหากเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมีการพัฒนาให้เป็นกระแสหลัก

นอกจากนี้ การศึกษาโดยรัฐบาลยุโรปร่วมกับสำนักนโยบายและแผนพลังงานระบุถึงศักยภาพของพลังงานสะอาดและการประหยัดพลังงาน ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานเสนอว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาพลังงานสะอาดมากกว่า 14,000 เมกกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นพลังงานชีวมวล 7,000 เมกกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์มากกว่า 5,000 เมกกะวัตต์ พลังงานลม 1,600 เมกกะวัตต์ และอีก 700 เมกกะวัตต์จากพลังงานน้ำขนาดเล็ก การศึกษาในปี 2541 ระบุว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานงานชีวมวลที่นำมาใช้ได้ในเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 3,000 เมกกะวัตต์ สถาบันนานาชาติเพื่อการประหยัดพลังงานระบุอีกว่าการจัดการด้านความต้องการใช้ไฟฟ้าสามารถประหยัดได้ถึง 2,200 เมกกะวัตต์ซึ่งใช้งบประมาณน้อยกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มาก เมื่อรวมเอาศักยภาพของการจัดการด้านความต้องการและพลังงานจากชีวมวลจะมีมากกว่า 2 เท่าของกำลังการผลิตของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทบีแอลซีพี

ในเดือนสิงหาคม 2546 รัฐบาลไทยได้เริ่มจัดทำยุทธศาสตร์พลังงานแห่งชาติซึ่งวางเป้าหมายสำหรับประสิทธิภาพพลังงานและการพัฒนาพลังงานสะอาด พร้อมกันนี้ เครือข่ายพลังงานยั่งยืนของไทยได้มีการพัฒนาแนวคิดแผนพัฒนาพลังงานทางเลือก (the Power Development Plan Alternative) ในปี 2542 และมีการผลักดันให้มีการปฏิบัติที่เป็นจริงโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปี 2547 ในช่วงเวทีสาธารณะเรื่องการแปรรูปกิจการไฟฟ้าของรัฐ ในแผนพัฒนาพลังงานทางเลือกระบุว่า การพัฒนาพลังงานสะอาดและยั่งยืนจะนำไปสู่เศรษฐกิจที่ดีขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายภายนอกที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาพลังงาน สร้างงานมากขึ้นและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเมื่อเปรียบเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน นอกจากนี้ แผนพัฒนาพลังงานทางเลือกนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาพลังงานสะอาดที่มากขึ้นโดยการเพิ่มสัดส่วนจากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 10 ภายในปี 2568

“ถ่านหิน” และ “พลังงานสกปรกอื่นๆ” : ว่าด้วยเมืองเชอริบอน

เป็น Note ที่ผมเขียนสั้น ๆ จากกรณีนักกิจกรรมจากไทย ฟิลิปปินส์ จีนและอินเดียโดนกักกันตัวจากการจัดกิจกรรมการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องผลกระทบจากอุตสาหกรรมถ่านหิน ณ เมืองเชอริบอน อินโดนีเซียในปี 2553

—————————————

ว่าด้วยเมืองเชอริบอน (Ceribon)

by Tara Buakamsri (Notes) on Tuesday, 6 July 2010 at 19:06

เมืองเชอริบอนเป็นเมืองขนาดกลางของบนเกาะชวา มีประชากร 3 แสนคน เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งทางชายฝั่งเกาะชวาทางตอนเหนือ อยู่ทางตะวันออกของเมืองบันดุง เมืองหลวงของชวาตะวันตก 138 กิโลเมตร และห่างจากกรุงจาการ์ตาประมาณ 250 กิโลเมตร เมืองนี้เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างเมืองบันดุงกับจาการ์ตา กับเมืองอื่น ๆ ในชวาตอนกลางและชวาตะวันออก

ชื่อของเมืองมาจากคำพื้นเมืองในแถบซุนดา(Sundanese) หมายถึง แม่น้ำกุ้ง ‘Shrimp River’ คงเป็นเพราะมีแม่น้ำและทะเลที่อุดมสมบูรณ์ เมืองเชอริบอนยังรุ่มรวยไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผสมผสานกันทั้งยุโรป(น่าจะเป็นชาวดัชท์ที่มาครองแผ่นดินนี้หลายร้อยปี) อาราบิก, จีน, ชวาและซุนดา

เค้ามีคำขวัญของเมืองว่า Unity in Diversity

เมืองเชอริบอนเป็นพื้นที่แห่งเดียวในเขตชวาตะวันตกมีท่าเรือน้ำลึกที่เชื่อมต่อเส้นทางการค้าทางทะเลทั้งในและต่างประเทศ และนี่เองก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่มาตั้งอยู่ เพราะสามารถขนถ่ายถ่านหินจากเหมืองถ่านหินบนเกาะกาลิมันตันมาที่นี่ได้โดยง่าย

เชอริบอนยังเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่อง “ผ้าบาติก” ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของศิลปะแขนงนี้ในอินโดนีเซีย

ชุมชนท้องถิ่นที่นี่เป็นมิตร มีอัธยาศัยงดงาม พวกเขาดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติสุข

เหมือนกับชุมชนหลาย ๆ แห่งในไทยและในเอเชีย พวกเขารวมตัวกันต่อสู้กับสิ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับวิถีชีวิตนั่นคือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

คำประกาศชุมชนต่อต้านถ่านหินและสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดได้เกิดขึ้นที่นี่ เพื่อเป็นหลักหมายของการต่อสู้รณรงค์ของประชาชนในเอเชียเพื่อยุติถ่านหิน

ความคืบหน้าของการกักตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่เมืองเชอริบอน อินโดนีเซีย(1)

by Tara Buakamsri (Notes) on Tuesday, 6 July 2010 at 14:31

ขณะนี้ นักกิจกรรมทั้งหมดที่ถูกกักตัว ณ สถานีตำรวจเมืองเชอริบอน ได้ถูกส่งตัวไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่นั่น

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองต้องการจะประทับตราลงในพาสปอร์ตของนักกิจกรรมทั้ง 12 คน ว่า ห้ามเข้าประเทศ แต่ทนายของเราแย้งว่า ไม่มีการกระทำความผิดอะไร ดังนั้น จึงไม่ควรประทับตรา

เนอร์ ฮิดายาติ ผู้แทนกรีนพีซในอินโดนีเซีย กำลังประสานงานกับ Human Rights Watch ในจาการ์ตา รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนให้ลงมาดูกรณีดังกล่าว

ทุกคนกำลังถูกส่งตัวจากเมืองเชอริบอนมาที่จาการ์ตาเพื่อผ่านให้กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกลางอีกครั้ง ก่อนจะส่งกลับประเทศ

ความคืบหน้าของการกักตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่เมืองเชอริบอน อินโดนีเซีย(2)

by Tara Buakamsri (Notes) on Tuesday, 6 July 2010 at 14:51

มีอยู่ 2 แห่ง ในอินโดนีเซียที่การแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะยังพอทำได้นั่นคือ ในกรุงจาการ์ตา และบาหลี

พ้นไปจากนั้น เมื่อไรก็ตามที่มีการเคลื่อนไหวทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ผู้เข้าร่วมไม่ว่าจะเป็นชาวอินโดนีเซียเอง หรือ ชาวต่างชาติ จะได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ

เมื่อไรก็ตามที่มีการลงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของภาคประชาชนในเรื่องโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงาน หรือการตัดไม้ทำลายป่า เงินจะพูดได้ทันที

ปัญหาคอรับชั่นในอินโดนีเซียเป็นปัญหาเรื้อรังยาวนาน และคอยกัดกร่อนการพัฒนาประชาธิปไตยในทิศทางที่ควรจะเป็น รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งในอินโดนีเซียต่างผูกติดอยู่ผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ — อุตสาหกรรมป่าไม้ อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน และอุตสาหกรรมพลังงานโดยเฉพาะถ่านหิน

เรื่องที่เกิดขึ้นที่เมืองเชอริบอน การที่นักกิจกรรมด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมถูกกักตัวอย่างไร้เหตุผล เกิดจากรากฐานของความกลัวของผู้มีอำนาจและอิทธิพลล้นฟ้าของอุตสาหกรรม แม้แต่ประธานาธิบดียูโดโยโนก็ยังต้องปวดหัว เพราะรัฐบาลกลางมิอาจทำอะไรกับรัฐบาลท้องถิ่นได้อย่างถนัดนัก

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ชุมชนที่เมืองเชอริบอนต้องปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจากการชุมนุมประท้วงต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ดูเหมือนพวกผู้มีอำนาจทั้งหลายเกรงว่าจะทำให้เกิดความไม่มั่นคงในพื้นที่ขึ้นอีก จึงได้กักตัวนักกิจกรรมทั้งหมดไว้

รัฐบาล ตำรวจและอุตสาหกรรมถ่านหินกำลังสร้างอาณาจักรของความกลัวให้เกิดขึ้น มีเพียงพลังของประชาชนผู้มุ่งมั่น ตื่นรู้ รวมตัวกันเท่านั้น จึงจะไปพ้นจากความกลัวนี้ได้

ความคืบหน้าของการกักตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่เมืองเชอริบอน อินโดนีเซีย (3)

by Tara Buakamsri (Notes) on Tuesday, 6 July 2010 at 15:24

ข่าวล่าสุดคือ นักกิจกรรมทั้ง 12 คน ยังอยู่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเชอริบอน ทนายกำลังเจรจาเรื่องการประทับตราลงในพาสปอร์ตว่า ห้ามเข้าประเทศว่าไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด

เป็นเกมยื้ออีกเกมหนึ่งของรัฐบาลท้องถิ่นที่นั่นซึ่งมีเงินของอุตสาหกรรมถ่านหินหนุนหลังอยู่

ขณะนี้มีชาวบ้านทั้งหญิงชายและลูกเล็กเด็กแดงจำนวนมากที่อาศัยอยู่รอบ ๆ พื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมารวมตัวกันที่หน้าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อให้กำลังใจ

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้ชุมนุมประท้วงอย่างสงบและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าปราบปราม

ทั้งหมดยังคงถูกกักตัวอยู่ที่เมืองเชอริบอน

ความคืบหน้าของการกักตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่เมืองเชอริบอน อินโดนีเซีย (4)

by Tara Buakamsri (Notes) on Tuesday, 6 July 2010 at 16:06

ทนายกำลังเจรจาอย่างเคร่งเครียดกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเรื่องการประทับตราพาสปอร์ตว่าห้ามเดินทางเข้าอินโดนีเซียอีก นักกิจกรรมทั้ง 12 ประเทศพร้อมใจกันเซย์โน เพราะไม่เป็นธรรมและถือเป็นการละเมิด และใช้สิทธิที่ตนเองมีอยู่ในการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม

พวกเขายังคงอยู่ที่ตรวจคนเข้าเมือง เมืองเชอริบอน

หากสามารถเจรจากันได้ ทั้งหมดจะเดินทางกลับเข้าจาการ์ตาคืนนี้

การเลือกปฏิบัติในกฎหมายเข้าเมืองของอินโดนีเซีย

by Tara Buakamsri (Notes) on Wednesday, 7 July 2010 at 00:12

ข่าวในประเทศไทยที่รายงานการกักตัวนักกิจกรรมของไทยนั้น อาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีการสื่อสารที่ไม่ครบถ้วน

การที่กรมสารนิเทศชี้แจงว่า “เจ้าหน้าที่ตำรวจของอินโดนีเซีย แจ้งข้อหาละเมิดกฎหมายเข้าเมืองของอินโดนีเซียต่อกลุ่มคนไทยทั้ง 4 คน เนื่องจากกลุ่มคนไทยดังกล่าว เดินทางเข้าอินโดนีเซีย ในฐานะนักท่องเที่ยว ดังนั้น จึงไม่สามารถดำเนินกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้ และตามกฎหมายภายในของอินโดนีเซีย การดำเนินกิจกรรมใดๆ อาทิ การจัด หรือเข้าร่วมการประชุม และการประท้วง ไม่ว่าจะเป็นคนอินโดนีเซีย หรือต่างชาติ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของอินโดนีเซียก่อน”

การให้ข่าวเช่นนี้ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า นักกิจกรรมมาทำเรื่องที่ผิดกฎหมายของที่นี่ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่เพราะว่าเรามาประชุม และถ้าบอกว่า เราเข้ามาโดยประทับตราวีซ่านักท่องเที่ยว แล้วทำอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น คนที่มาทำธุรกิจช่วงสั้น ๆ ก็ต้องโดนจับหมดสิ เพราะดำเนินกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว

เท่าที่เราทราบ สนง. ตรวจคนเข้าเมืองใช้มาตรา 42 ของ กม.เข้าเมือง กับนักกิจกรรมทั้ง 12 คน รวมถึงคนไทย แต่ไม่มีการประทับตราสีแดงเพื่อห้าม เดินทางกลับเข้ามาอีก มาตรา 42 ที่ว่านี้คือ

Article 42
(1) Immigration actions shall be taken against foreign nationals in the Territory of Indonesia who foster dangerous activities, or who are deemed to be probable cause of danger to public order or security, or who break or neglect existing laws or regulations.
(2) The Immigration actions as cited in Paragraph (1) include:
a. restriction, changing or cancellation of stay permits;
b. prohibitions to stay at one or several determined areas in the Territory of Indonesia;
c. the compulsory stay at a certain determined area in the Territory of Indonesia;
d. expulsion or deportation from the Territory of Indonesia or the rejection of the request to enter the Territory of Indonesia.

กำลังสงสัยว่า ไอ้ที่เรามาประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และจัดงานแถลงข่าว ถือว่าเป็ dangerous activities หรือ probable cause of danger to public order or security ด้วยหรือ

แล้วทำไมต้องลงเฉพาะ activists หรือ NGO แล้วพวกนักธุรกิจที่เข้ามาโดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยว(ส่วนใหญ่ก็ทั้งนั้น) ทำไมไม่โดนบ้าง

ผมเข้าใจดีถึงสภาพความเป็นจริง และต้องขอบคุณกระทรวงต่างประเทศที่ช่วยเดินเรื่อง ท่านอธิบดีกรมสารนิเทศอธิบายไปตามข้อมูล แต่ในขณะเดียวกัน นี่คือการเลือกปฏิบัติของคนที่บังคับใช้กฎหมาย