ไม่สะอาดและไม่ปลอดภัย

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

ชายหนุ่มอายุ 22 ปี คนหนึ่ง บ้านเดิมอยู่มะเขือแจ้ ฟากตะวันออกของนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ต่อมาได้เป็นเขยบ้านศรีบัวบาน เขาขอร้องไม่ให้เปิดเผยชื่อจริง ผมจึงเรียกเขาว่า น้อยอ้าย (หมายถึง ลูกคนโตที่เคยบวชสามเณร) ด้วยวุฒิการศึกษา ม.6 จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดลำพูน เขาสมัครทำงานบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในเขตส่งออกของนิคมอุตสาหกรรม เมื่อเดือนตุลาคม 2533 จากลูกหลานชาวนา น้อยอ้ายแปรสภาพเป็นแรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มาแรง “อิเล็กทรอนิกส์”

เขาทำงานในแผนกวัตถุดิบ ขั้นตอนเริ่มต้นการผลิตอลูมินาเซรามิคส์ให้เป็นฐานของแผ่นวงจรไฟฟ้า ส่งต่อให้โรงงานอื่นๆ ในนิคมฯ และส่งออกตามออเดอร์ของบริษัทญี่ปุ่น งานที่น้อยอ้ายทำอยู่เบื้องหลังป้ายชื่อ “เมดอินแจแปน”

ค่าจ้างวันละ 136 บาท ทำงานกะกลางวัน 10 วัน สลับกับงานกะกลางคืน 10 วัน หมุนเวียนกันไปโดยหยุด 1 วันทำโอทีสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 3 ชั่วโมง คือจังหวะชีวิตของน้อยอ้ายและเพื่อนคนงานอีก 5 คน ในแผนกเดียวกัน

นอกจากตรวจสอบการทำงานของเครื่องจักรทุกๆ 2 ชั่วโมง น้อยอ้ายต้องผสมสารต่างๆ คือ ผงอลูมินา กลีเซอรีน เซรามิซอล เซลูน่า น้ำบริสุทธิ์และแผ่นอลูนาเซรามิคส์(ที่เสียและนำมาบด) ลงในเครื่องผสม ส่วนผสมจะผ่านเครื่องอัดรีดเป็นแผ่น ผ่านตู้อบอุณหภูมิสูง เข้าเครื่องตัดและเครื่องม้วนก่อนส่งให้แผนกอื่นในโรงงาน เขาอธิบายสภาพการทำงาน “ทุกครั้งที่มีการผสม บรรยากาศในห้องทำงานจะมีฝุ่นเต็มไปหมด เครื่องจักรก็มีเสียงดังตลอดเวลา ถึงแม้โรงงานจะแจกผ้าปิดจมูกและอุดหู ก็เอาไม่อยู่”

น้อยอ้ายเล่าต่อว่าต้นปี 2538 เป็นต้นมา เครื่องผสมวัตถุดิบไม่ทำงาน จึงใช้พนักงานผสมเอง ตามเนื้อตามตัวจึงเต็มไปด้วยฝุ่นและรู้สึกระคายตามผิวหนัง ทว่า การเจ็บป่วยของเขาเริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2537 แล้ว น้อยอ้ายมีอาการปวดหัว ปวดตามแขนขา บางครั้งชาตามปลายนิ้วมือทั้งสองข้าง เป็นๆ หายๆ และกินแต่ยาพาราเซตามอล เคยไปหาหมอที่คลินิกในเมืองหลายครั้ง แต่อาการยังเหมือนเดิม เขาพูดเปรยกับผม “สารพิษมีจริง อยากลาออก แต่ไม่รู้จะไปทำอะไรดี”

เด็กสาวอายุ 21 ปี คนหนึ่ง อยู่บ้านศรีบัวบาน ตั้งอยู่ด้านใต้ของนิคมอุตสาหกรรม ทำงานในบริษัทเดียวกับน้อยอ้าย พูดถึงสภาพการทำงานในแผนกพั๊นชิ่งและชินเนอริ่ง เธอบอกว่า เริ่มงานแปดโมงเช้าไปจนถึงห้าโมงเย็น ทำโอทีต่อ 5 ชั่วโมง ถ้างานมาก บริษัทจะให้ทำตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงเที่ยงคืน ได้กลับบ้านตอนตีหนึ่ง แผนกพั๊นชิ่งมีหน้าที่นำชิ้นงานที่เรียกว่ากรีนชีท มาปัดฝุ่น มือซ้ายถือชิ้นงาน มือขวาปัดฝุ่น แต่ละวันจะมีฝุ่นเกาะตามแขนขาเสื้อผ้า ส่วนแผนกชินนาริ่ง เธอทำงานที่เรียกว่า Red Check โดยนำแผ่นกรีนชีท ที่เผาแล้วมาตรวจรอยร้าวด้วยการแช่ลงในน้ำยาสีแดงที่มีส่วนผสมของโซดาไฟ ฟินอฟทาลีน และน้ำ

“น้ำยาร้อนมากและมีกลิ่นฉุน ถึงจะสวมถุงมือยาง มือก็ยังลอกแตก เวลาสูดกลิ่นน้ำยาเข้าไปมากๆ จะปวดหัว” เธอบอก เช่นเดียวกับน้อยอ้าย เธอทำงานได้ 1 ปี เริ่มมีอาการปวดหัวและอ่อนเพลียมือไม่มีแรง อาการปวดหัวรุนแรงมากต้องไปหาหมอในเมืองลำพูน หมอฉีดยาและให้ยามากิน แต่ไม่แจ้งว่าอาการป่วยเกิดจากอะไร จนกระทั่งน้อยอ้ายและเธอเดินทางไปตรวจร่างกายที่กรุงเทพฯ

“ทั้งสองคนเป็นโรคพิษอลูมินาเรื้อรังจากการทำงาน มีประวัติการสัมผัสอลูมิเนียมในงานผลิตและตรวจพบอลูมิเนียมในร่างกายเกินกว่าค่าที่ยอมรับได้” พญ. อรพรรณ เมธาดิลกกุล แห่งโรงพยาบาลราชวิถี ผู้วินิจฉัยอาการป่วยของคนทั้งสองให้คำตอบที่เข้าใจได้ทันทีเมื่อผมพยายามสืบเสาะเรื่องราว

คุณหมอให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ยุคนี้คืออุตสาหกรรมไฮเทค เกี่ยวข้องกับสารเคมีและปิโตรเคมี การเกิดโรคจะเร็วกว่าอุตสาหกรรมยุคก่อน โรคจากฝุ่นใช้เวลา 10 ปี แต่โลหะหนัก สัมผัสเพียง 2-3 ปี ก็เกิดโรคแล้ว ยิ่งสัมผัสมากยิ่งมีอาการเร็วมาก อุตสาหกรรมไฮเทคเหล่านี้ หลอกคนงานให้เข้าใจว่าสะอาด ให้ทำงานติดต่อกันนานๆ ให้มีความรับผิดชอบสูง ทำโอที คนงานอิเล็กทรอนิกส์ทำงานเบา ดังนั้น ช่วงแรกๆ บางคนทำถึงสองกะ จึงสัมผัสสารเคมีและตายเร็ว

การศึกษาในปี 2522 และ 2524 ในสหรัฐอเมริกา พบอาการหอบหืดในกลุ่มคนงานอิเล็กทรอนิกส์ สารที่ทำให้เกิดอาการนี้คือ โคโลโฟนี (Colophony) เป็นยางชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับเชื่อมโลหะ

คุณหมอสมชาย วงศ์เจริญยง แห่งโรงพยาบาลปาดังเบซาร์ เคยเขียนไว้ว่า ความสะอาดของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์นั้นเป็นภาพพจน์ภายนอก ผู้บริหารส่วนใหญ่อยากให้มีเพราะเห็นว่าไม่ส่งกลิ่นเหม็นและเข้าใจว่าไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม แต่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ใช้วัตถุดิบจำนวนมาก มีแก๊สหลายชนิด โลหะหนักกว่า 40 ชนิด กรด-ต่าง เรซินและอีพอกซี สารจำพวกโพลิเมอร์และสารทำละลายมากกว่า 50 ชนิด สารเหล่านี้ บ้างเป็นสารก่อมะเร็ง บ้างทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ แท้งลูก บ้างเป็นสารที่มีความรุนแรงในการทำลายเนื้อเยื่อและกระดูกสูงมาก บ้างเป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจ

ข้อมูลจากสถิติกองทุนเงินทดแทนของคนงานในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ช่วงปี 2523 – 2527 ย้ำสถานการณ์นี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คนงานในอุตสาหกรรมเซมิคคอนดักเตอร์มีอุบัติการณ์ความเจ็บป่วยโดยเฉพาะจากสารพิษสูงมากกว่าอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ เช่น ก่อสร้าง เหล็ก ปิโตรเคมี และอัตราความเจ็บป่วยเพิ่มอย่างสม่ำเสมอ

อุตสาหกรรมอิเลกทรอนิกส์ไม่สะอาดและปลอดภัยเหมือนภาพพจน์ที่ประชาสัมพันธ์ไว้ โรบิน เบกเกอร์ ผู้อำนวยการโครงการอาชีวอนามัยแรงงานของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ เธอเติบโตที่ซิลิกอนวัลเลย์ รับเชิญมาบรรยายในการประชุมว่าด้วยสุขภาพและความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เมืองปิตาลิงจายา มาเลเชีย เมื่อเดือนธันวาคม 2535 “จากการทำงานกับกลุ่มคนท้องถิ่น กลุ่มรณรงค์และสหภาพแรงงานในซิลิกอนวัลเล่ย์ เราพบว่า ในห้องคลีนรูมของโรงงานซึ่งมีระดับฝุ่นน้อยกว่า 100 เท่าของระดับฝุ่นในโรงพยาบาลทันสมัย ถูกออกแบบไว้เพื่อป้องกันความเสียหายของไมโครชิป โรงงานไม่เห็นความจำเป็นที่ป้องกันคนงานการสัมผัสสารเคมีนานาชนิดในกระบวนการผลิตเอาเสียเลย”

โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือมีจำนวน 16 โรงงาน ทั้งหมดเป็นของบรรษัทข้ามชาติในเขตส่งออกซึ่งมีเนื้อที่รวม 808 ไร่ ผลิตชิ้นส่วนอิเลกทรอนิกส์ภายใต้กระบวนการผลิตและขั้นตอนต่างๆ เช่น ดีเลย์-ไลน์ ฐานแผ่นวงจรไฟฟ้า ตัวกรองสัญญานความถี่ ตัวกำเนิดสัญญานเสียง ตัวต้านทางไฟฟ้าปรับค่าได้ ตัวเก็บประจุแบบเซรามิค ผลึกควอทช์ประกอบตัวไอซี เป็นต้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีคำถามถึงความปลอดภัยและการเจ็บป่วยล้มตายของคนงาน แต่ไร้คำตอบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระบวนการผลิตและวัตถุดิบถูกปกปิดเป็นความลับเนื่องจากการแข่งขันสูงและเทคโนโลยีการผลิตเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การวิจัยด้านอาชีวอนามัยมีน้อย

ผมได้ยินมาว่า ในมาเลเซียซึ่งอุตสาหกรรมนี้เริ่มมาก่อนไทยตั้งแต่ปี 2510 คณะทำงานด้านแรงงานยังยอมรับว่า จนถึงบัดนี้ยังไม่มีการศึกษาวิจัยสุขภาพและความปลอดภัยที่เป็นอิสระทั้งหน่วยงานรัฐบาล นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยหรือองค์กรอื่นๆ ไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปทำการศึกษาในโรงงาน

เช่นเดียวกับไทย เมื่อกระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งคณะทำงานศึกษาปัญหาและเสนอแนวทางยกระดับสุขภาพพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือในเดือนพฤษภาคม 2537 กลุ่มผู้ประกอบการโรงงานไม่ยินยอมให้คณะทำงานทีมที่ศึกษาข้อมูลการป่วย – ตายและสาเหตุย้อนหลัง 3 ปี เข้าตรวจสอบ โดยอ้างว่าคณะทำงานไม่มีความเป็นกลาง

ฝุ่นควันสีขาวคลี่คลุมบรรยากาศเหนือโรงงาน ควันสีดำจากเตาเผาขยะลอยเป็นสาย “สาธารณชนต้องตรวจสอบเทคโนโลยี” ผมอ่านเจอประโยคนี้ที่ไหนสักแห่ง แต่เราจะเริ่มต้อนจากที่ไหนดี

อัลวิน ทอฟเลอร์ เขียน ”คลื่นลูกที่สาม” มองโลกในศตวรรษที่ 21 ในแง่ดีว่าจะไม่มีภาพของกรรมกรถูกดขี่และทำงานในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย “…โรงงาน โรงงานจงเจริญ ทุกวันนี้ แม้จะยังมีการก่อสร้างโรงงานใหม่ๆ กันต่อไป แต่อารยธรรมที่ทำให้โรงงานเป็นพระเจ้านั้นกำลังดับสลาย มีหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งกำลังเดินทางผ่านความมืดแห่งรัตติกาลเข้าสู่อารยธรรมคลื่นลูกที่สามที่เกิดใหม่ นับแต่นี้ไป…”

หนุ่มสาวจำนวนหนึ่งที่ทอฟเลอร์พูดถึงนั้นคงจะไม่ใช่คนหนุ่มสาวที่ขายแรงงานให้กับบรรษัทข้ามชาติในนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ อย่างแน่นอน

เบื้องหลังไมโครชิป

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

Silicon Valley – ซานตาคลารา แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

Silicon Island – เกาะคิวชู ญี่ปุ่น

Silicon Fen – รอบเมืองเคมบริดช์ อังกฤษ

Silicon Glen – ภาคกลางของสก็อตแลนด์

จากตัวเมืองเชียงใหม่ลงไปทางใต้สองข้างซุปเปอร์ไฮเวย์หมายเลข 11 กิโลเมตรที่ 25 คือ นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ เนื้อที่ 1,700 กว่าไร่ เต็มไปด้วยโรงงานผลิตประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของชาวต่างชาติ ที่นี่คือ “สายพานการผลิตปลายทางของหุบเขาซิลิกอน”

ดิ เอเชียนวอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานจากเกาะบอร์เนียว ในเดือนกุมภาพันธ์ 2539 ว่า รัฐบาลมาเลเซียเดินหน้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเต็มตัว ศูนย์รวมเทคโนโลยีอยู่ที่ปีนังหรือ “ซิลิกอนวัลเลย์” ของมาเลเซียใกล้ถึงจุดอิ่มตัวด้านการลงทุน หลายบริษัทเตรียมย้ายฐานไปเปิดโรงงานผลิตวงจรรวมและโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ที่เมืองกูจิงซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับป่าบอร์เนียวของอินโดนีเซีย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโคแมกอิงค์ บริษัทฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ของมาเลเซียเรียกที่นี่ว่า “มินิซิลิกอนวัลเลย์”

ซิลิกอนคือธาตุพื้นฐานอยู่ในรูปสารประกอบหินควอทซ์หรือทรายที่เรารู้จักกัน คุณสมบัติที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้บางส่วน ซิลิกอนจึงถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไมโครชิป (นอกจากแกลเลียมอาร์เซไนด์) ด้วยเหตุนี้ เขตซานตาคลารา ดินแดนอบอุ่น เต็มไปด้วยสวนพลัมของแคลิฟอร์เนียจึงกลายมาเป็นที่ตั้งของกลุ่มบริษัทผลิตไมโครชิปและวงจรรวม ( IC ) กล่าวได้ว่า ที่นี่คือจุดเริ่มต้นการปฏิวัติเทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ของโลก

ผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ เคยเดินทางมายังซิลิกอนวัลเลย์เพื่อหาแบบจำลองการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศตนเอง พวกเขาตื่นตาตื่นใจกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดูสะอาดสดใสและนักบริหารหนุ่มผู้ปราดเปรียวที่บอกว่าเขาสร้างความร่ำรวยเพียงชั่วข้ามคืน

ผู้คิดค้นและประดิษฐ์ไมโครชิปกล่าวว่า ซิลิกอนวัลเลย์คือกุญแจแห่งอาณาจักร สื่อมวลชนญี่ปุ่นขนานนามไมโครชิปและวงจรรวมว่าเป็นข้าวแห่งอุตสาหกรรม ส่วนนักอุตสาหกรรมญี่ปุ่นบอกว่า สมัยก่อน เหล็กคือกระดูกสันหลังของชาติ สมัยนี้ต้องเปลี่ยนจากเหล็กเป็นซิลิกอน

ไมโครชิปคือหัวใจของคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคม ส่วนกรรมกรในสายพานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก จากหุบเขาซานตาคลาราถึงหุบเขาเชียงใหม่-ลำพูน นั้นเป็นเพียงต้นทุนการผลิตและเครื่องจักรที่เดินได้ พวกเขาตกอยู่ในชะตากรรมที่ไม่แตกต่าง

ฤดูหนาวปี 2524 สารเคมีอันตรายของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ 11 แห่งในซิลิกอนวัลเลย์รั่วไหลปนเปื้อนในแหล่งน้ำสาธารณะ ผู้คนในเขตซานตาคลาราตื่นตระหนกเพราะคาดไม่ถึงว่าอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและปลอดมลพิษเหล่านี้จะมีปัญหาเกิดขึ้น ประชาชนยื่นข้อเสนอให้ออกกฎหมายควบคุมการขยายโรงงาน วอลแลค สแตกเนอร์ นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์เข้าร่วมรณรงค์คัดค้านการเติบโตอย่างไม่มีขีดจำกัดของอุตสาหกรรมนี้

ปี 2526 ซิลิกอนวัลเลย์มีโรงงาน 800 แห่ง คนงานในสายพานประกอบชิ้นส่วนรวมกันประมาณ 150,000 คน เกือบทั้งหมดเป็นหญิงนิโกร แคริเบียน ซามัว เม็กซิกัน เวียตนาม และผู้ลี้ภัยชาวเอเชีย พวกเขาพักอาศัยในบ้านเช่าทางฟากตะวันออกของเมืองซานโจส์

ความเครียดจากการทำงานให้พวกเธอต้องใช้ยา วันแล้ววันเล่ากับงานบัดกรีเชื่อมชิปเข้ากับแผงวงจร แมรี่ เจน เอสปราซา จากศูนย์บำบัดผู้ติดยาแห่งซานโจส์บอกว่า “คนงานเริ่มใช้ยาเพราะงานมันน่าเบื่อ ไม่รู้ว่าทำเพื่ออะไร เมื่อกินยาม้าเข้าไปจะรู้สึกกระปรี้ประเปร่า ทำงานมากเป็นสองเท่า หัวหน้าแผนกจะเร่งให้ทำงาน เธอต้องทำให้ถึง 100 ชิ้นคืนนี้”

การทำงานสัมผัสกับสารเคมีที่มีโครงสร้างซับซ้อนเป็นเหตุให้คนงานหญิงเจ็บป่วย มีปัญหาประจำเดือนและภาวะเจริญพันธุ์ ไตวาย มะเร็งและภูมิแพ้ หน่วยงานด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานที่ดูแลเรื่องนี้ก็ไม่เคยกำหนดค่ามาตรฐานของสารเคมีหลายตัวที่ใช้ในโรงงาน กระบวนการผลิตยังส่งผลให้เกิดความเค้นทางสายตาและความเครียดทางจิตใจ

นอกจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นเป็นคู่แข่งสำคัญในเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ เกาะคิวชูถูกขนานนามว่า เกาะซิลิกอน เพราะเต็มไปด้วยโรงงานผลิตไอซี ตอนกลางของเกาะเป็นเขตภูเขาไฟ หินภูเขาไฟคือตัวกรองชั้นเยี่ยมเมื่อมีฝนตกลงมา น้ำสะอาดที่สะสมใต้ดินถูกนำมาใช้ในโรงงาน

กระบวนการผลิตไมโครชิปต้องใช้น้ำที่มีความบริสุทธิ์มาก วัตถุดิบสำคัญนอกจากซิลิกอนก็มีโลหะหายากจำพวก ทอง แพลทตินัม เงิน แคดเมียม การสร้างวงจรรวมขนาดใหญ่มาก (VLSIC) ต้องใช้แคลเซียม อาร์เซนิค สารละลายปิโตรเคมีหลายชนิดและก๊าซพิษ

เขตอะซูมิโน ตอนกลางเกาะฮอนชู แหล่งปลูกพืชผักนานาชนิด วาซาบิเป็นพืชชนิดหนึ่งที่ชอบเจริญเติบโตบริเวณแหล่งน้ำซับ เมื่อมีการสร้างโรงงานผลิตสารกึ่งตัวนำ เกษตรกรผู้ปลูกวาซาบิกังวลใจเรื่องโลหะหนักและสารเคมีจะปนเปื้อนลงน้ำใต้ดิน ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นหลายแห่งเพราะโรงงานอิเล็กทรอนิกส์มักตั้งอยู่ในเขตภูเขาซึ่งมีแหล่งน้ำใต้ดินที่สะอาด

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีการแข่งขันสูง เพื่อลดต้นทุน ทั้งสหรัฐและญี่ปุ่นจึงย้ายฐานการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นไปยังประเทศกำลังพัฒนา ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ มีโรงงานผลิตประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากมายในเขตอุตสาหกรรมส่งออกที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาล

ที่มาเลเซีย สิงคโปร์ มีรายงานปัญหาสุขภาพของคนงานในอุตสาหกรรมนี้ เช่นเดียวกับการเจ็บป่วยล้มตายของคนงานซีเกทและนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือของไทย เบื้องหลังไมโครชิปคืออีกด้านหนึ่งของความปวดร้าว จากไมโครชิป การประกอบวงจรและอุปกรณ์ การประกอบชิ้นส่วนสุดท้าย เป็นคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ หมายถึงปัญหาสุขภาพ และการถูกกดขี่ขูดรีด แรงงานยุคใหม่ของคนงานในสายพานการผลิต

เราพูดกันว่าเทคโนโลยีโทรคมนาคมและไมโครอิเล็กทรอนิกส์จะทำให้สังคมเป็นประชาธิปไตยและเกิดการจ้างงาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงข้าม มันนำไปสู่การสะสมทุน ความรู้และอำนาจอย่างมหาศาลในประเทศมหาอำนาจและบริษัทข้ามชาติไม่กี่แห่ง

ข้อความตอนหนึ่งของไมเคิล แชลิส ผู้เขียน The Silicon Idol ซึ่งแปลภาษาไทยชื่อวิพากษ์คอมพิวเตอร์ เทวรูป แห่งยุคสมัยโดยพระไพศาล วิสาโล และสมควร ใฝ่งามดี อธิบายถึงคำวิพากษ์ที่มีต่อเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ว่า “…ความก้าวหน้าไม่ควรมีนัยอัตโนมัติว่าของใหม่มาแทนที่ของเก่า หากว่าของเก่านั้นเป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจแล้ว การวิจารณ์ของใหม่ก็มิได้หมายความว่า ผู้วิจารณ์ต้องการย้อนกลับไปหาอดีต แท้ที่จริง หมายความว่าของใหม่นั้นมิได้เป็นไปตามคาดหวัง…”

ลำพูนใต้เงาอุตสาหกรรม

อ่านบันทึกความเปลี่ยนแปลงแห่งชีวิต ผู้คนและผลกระทบด้านต่าง ๆ หลังนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือถือกำเนิดที่ลำพูน

click ที่นี่