ไฟป่าอนุรักษ์ : ผลพวงของนโยบายที่ผิดพลาดและสัญญานเตือนของของภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ

ไฟเผาผลาญพื้นที่ป่าอนุรักษ์

ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา เกิดปรากฏการณ์ไฟรุนแรงในพื้นที่ป่าหลายแห่ง เริ่มจาก อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ.เลย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ส่งผลให้เกิดความเสียหายในพื้นที่ป่าสนเขาเป็นวงกว้าง การวิเคราะห์จากภาพถ่ายดาวเทียมพบว่า พื้นที่ป่าสนเขาถูกเผาไหม้ประมาณ 3,700 ไร่ กระจายทั้งทางด้านทิศตะวันตก ทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอุทยานฯ (ทางตอนใต้ของผาเมษาและผาหมากดูก) ซึ่งเป็นรอยต่อกับพื้นที่การเกษตร ต่อมาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ไฟป่าบนเทือกเขาบรรทัดซึ่งเผาผลาญพื้นที่ราว 5,600 ไร่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชาส่งผลให้หลายพื้นที่ในจังหวัดตราดและพื้นที่ใกล้เคียง ถูกปกคลุมด้วยมลพิษทางอากาศจากไฟป่า รวมถึงจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ในเขตกันชนรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทับลาน และอุทยานแห่งชาติปางสีดา มีพื้นที่ที่ได้ผลกระทบจากการเผาไหม้วันที่ 21–26 กุมภาพันธ์ 2563 รวมทั้งสิ้น 102,600 ไร่

ล่าสุด เกิดไฟป่ารุกหนักในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย การวิเคราะห์ภาพจากดาวเทียม Sentinel-2ในวันที่ 25-30 มีนาคม ชี้ให้เห็นพื้นที่เสียหายจากไฟป่าเป็นบริเวณรวมกันมากกว่า 8,600 ไร่ ส่งผลให้หลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียงถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันไฟที่เกิดขึ้นจากไฟป่า และเชียงใหม่ขึ้นแท่นเป็นเมืองที่มลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลกในช่วงเวลาดังกล่าว

ภาพถ่ายไฟป่าบริเวณดอยสุเทพของคืนวันที่ 29 มีนาคม © โดรนอาสา

การรายงานสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันจากปี พ.ศ.2528-2562 พบว่า พื้นที่ป่าอนุรักษ์ในเขตภาคเหนือตอนบนมีพื้นที่เผาไหม้ (burnt scar) ที่เป็นผลพวงจากไฟป่าเป็นจำนวนหลายล้านไร่ทุก ๆ ปี

อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า – พื้นที่เสี่ยงต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ผืนป่าเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสรรพชีวิต ป่าให้ความชื้น ความร่มเย็นและถ่ายเทออกซิเจน รวมถึงรักษาสมดุล วัฏจักรคาร์บอน ต้นไม้ช่วยกันลมและกันแดด ต้นไม้หยั่งรากลงบนผืนดิน ดูดซับและชะลอการไหลของน้ำ ป่าไม้เป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค เชื้อเพลิงและวัสดุก่อสร้างที่มนุษย์นำมาใช้เพื่อดำรงชีวิต

พื้นที่เสี่ยงต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Hotspot) หมายถึงบริเวณที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอันเป็นมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากเป็นบริเวณที่อุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จนอาจทำให้ระบบนิเวศของผืนป่าในบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ในทางนิเวศวิทยา ไฟป่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่สมดุลในตัวเอง ป่าแห้ง ป่าไหม้ ป่ากลับฟื้นตัว เป็นวงจรปกติเช่นนี้เรื่อยไป อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ พ.ศ.2423 มาจนถึงปัจจุบัน อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้น 1.09 องศาเซลเซียส(เทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) โดยมีปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และฤดูกาลไฟป่ายาวนานขึ้นทั่วทั้ง 1 ใน 4 ของพื้นผิวโลกที่มีพืชพรรณปกคลุม การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศไม่ว่าจะเป็น อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ระยะเวลาที่ได้รับฝนและความแห้งแล้งต่างส่งผลกระทบต่อการพัฒนา เติบโตและขยายพันธุ์ของพืช การศึกษาพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ระบบนิเวศป่าไม้ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรในบางพื้นที่รวมถึงป่าเขตร้อน

การใช้แบบจำลองสภาพภูมิอากาศ(Climate Model)ศึกษาการแพร่กระจายของระบบนิเวศป่าไม้เป็น ครั้งแรกในประเทศไทยภายใต้การจำลองสภาพภูมิอากาศที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มเป็นสองเท่า ในชั้นบรรยากาศในปี พ.ศ.2539 และการศึกษาเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือในปี พ.ศ.2551 พบว่าป่าในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาพป่าที่แห้งแล้งขึ้นในแทบทุกพื้นที่ ป่าไม้ในพื้นที่เหล่านี้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดเนื่องจากสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เคยอยู่อาศัยในพื้นที่นั้นมาก่อนไม่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดในสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้และระบุว่า อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าประมาณ 32 แห่งในประเทศไทยจะตกอยู่ในความเสี่ยงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ท้องถิ่นจัดการตนเอง : ทางออกจากวิกฤต

การปะทุอย่างรุนแรงของไฟป่าในพื้นที่อนุรักษ์นั้นแยกไม่ออกจากการดำเนินงานตามนโยบายป่าไม้แห่งชาติและความลักลั่นของแผนปฏิบัติการต่างๆ เช่น แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง เป็นต้น ที่มีลักษณะสั่งการจากบนลงล่างและละเลยองค์ความรู้และศักยภาพในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนท้องถิ่น

ป่าไม้เป็นระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดบนผืนแผ่นดิน ทั่วโลก ประมาณว่ามีผู้คนกว่า 1.6 พันล้านคน รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 2,000 กลุ่มวัฒนธรรมทั่วโลกนั้นมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาป่าไม้โดยตรง ในประเทศไทย มีชุมชนที่พึ่งพาผืนป่าในรูปแบบป่าชุมชนอันเป็นวิถีปฏิบัติ การจัดการทรัพยากร และแนวทางในการรักษาพื้นที่ป่าและระบบนิเวศป่าไม้โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมอยู่ราว 2 ล้านครัวเรือน รวมเนื้อที่ป่าชุมชนทั้งในเขตป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติราว 3 ล้านไร่

การที่มลพิษทางอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง PM2.5 จากไฟป่ากลายเป็นส่วนหนึ่ง ของวิกฤตด้านสาธารณสุขที่ซ้อนทับลงไปบนความขัดแย้งที่ลงลึกในทุกมิติและทุกระดับของสังคม จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีกลไกจัดการความขัดแย้งและปฏิบัติการบนพื้นฐานของความร่วมมือ มองผลประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง และที่สำคัญคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการตนเอง

การที่ผืนป่าหลายแห่งของประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเพื่อสร้างความมั่นคงและเข้มแข็ง(Resilience)ของ ชุมชน แทนการกีดกันโดยใช้อำนาจรัฐ เช่น การปิดป่า 100% เพื่อดับไฟป่า เป็นต้น นโยบายป่าไม้แห่งชาติต้องเปิดกว้างต่อศักยภาพของชุมชนท้องถิ่นในการรับมือและปรับตัวต่อความสุดขั้วของสภาพภูมิอากาศในอนาคตบนรากฐานของความเป็นธรรมและเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

แถลงการณ์หมายเลข 6 เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ยืนยันคืนต้นไม้สองข้างทางเขาใหญ่ทำได้ ตอกย้ำกรมทางหลวงให้ร่วมมือกับประชาชนฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างจริงจัง

10 สิงหาคม 2556

หลังจากแถลงการณ์ฉบับที่ 4 ของเครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ภายหลังมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 8 มิถุนายน 2553 ให้ยุติการขยายทางหลวงหมายเลข 2090 ที่เหลืออยู่และฟื้นฟูส่วนที่ขยายไปแล้ว ปรากฎมีข่าวและความเคลื่อนไหวที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยเคลือบแคลงว่ากรมทางหลวงก็ดี กรมป่าไม้ก็ดี นักการเมืองทั้งหลายก็ตาม อาจจะไม่มีความจริงใจและจริงจังในการดำเนินการตามมติ ครม.อย่างเร่งด่วน เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่เห็นว่าเพื่อให้เกิดหลักประกันที่แท้จริงในการฟื้นฟูระบบนิเวศน์สองข้างถนนและการสร้างคุณค่าพร้อมอรรถประโยชน์ให้เกิดแก่ชุมชนสองข้างทาง  สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและเครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่จึงยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลปกครองในวันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2553

ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2556 ศาลปกครองกลางได้พิพากษาให้กรมทางหลวงนำต้นไม้ตามชนิดประเภทขนาดเดียวกันหรือใกล้เคียงกันและในจำนวนเท่ากันกับต้นไม้ที่ถูกตัดโค่นแล้วตามบัญชีที่ได้สำรวจบันทึกเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2552 ไปปลูกทดแทน ตามแนวเขตทางหลวงสาย 2090 โดยให้เริ่มดำเนินการภายใน 60 วัน เพื่อให้มีสภาพใกล้เคียงของเดิมให้มากที่สุด

หลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ได้ติดต่อประสานงานกับกรมทางหลวงและกระทรวงคมนาคมและยื่นรายชื่อประชาชนกว่า 6,000 คน ที่รวมพลังผ่านเว็บไซต์ change.org เรียกร้องให้กรมทางหลวงคืนต้นไม้และฟื้นฟูระบบนิเวศสองข้างทางถนนธนะรัชต์ แต่หน่วยงานรัฐทั้งสองมิได้ให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องอย่างจริงจังแต่อย่างใดและขอใช้สิทธิ์อุทธรณ์ด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถทำตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่แย้งกับข้อเท็จจริง

การที่กรมทางหลวงอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้แสดงให้สังคมไทยเห็นชัดว่า หน่วยงานแห่งนี้มิได้แสดงให้เห็นถึงการเป็นองค์กรรักษ์สิ่งแวดล้อมตามที่โฆษณาชวนชื่อและพยายามกล่าวอ้างมาโดยตลอด

ณ วันนี้ ริมผืนป่าเขาใหญ่ ริมถนนธนะรัชต์ เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ร่วมกันแสดงเจตจำนงในการปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ซึ่งเคยเป็นร่มเงาอยู่ ณ พื้นที่นี้ก่อนที่กรมทางหลวงจะตัดทำลายไปเพื่อแสดงให้เห็นว่าต้นไม้ขนาดใหญ่ไม่ว่าต้นใดประเภทใดหรือชนิดใด ไม่ว่าจะใหญ่เล็กแค่ไหน ก็สามารถนำมาปลูกและยืนต้นได้ในพื้นที่ถนนสายนี้ซึ่งสอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2556

เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ขอตอกย้ำว่ากรมทางหลวงควรถอนอุทธรณ์ไปที่ศาลปกครองสูงสุดโดยคืนต้นไม้ 128 ต้นแก่แผ่นดิน ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ นอกจากกรมทางหลวงจะไม่ทำตามคำพิพากษา ยังขัดขวางประชาชนที่จะขอนำต้นไม้ 128 ต้นมาปลูกในวันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม เนื่องในวันแม่แห่งชาติ การขัดขวางของกรมทางหลวงทำโดยส่งเจ้าหน้าที่เข้าทำการปลูกต้นไม้ในพื้นที่เดียวกันกับที่เครือข่ายประชาชนเตรียมไว้ แต่ปลูกตัดหน้าในวันที่ 9 สิงหาคม โดยไม่แจ้งแก่เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ ทั้งๆ ที่เครือข่ายประชาชนฯ ได้ทำหนังสือขอปลูกต้นไม้สองข้างทางถนนธนะรัชต์ต่อกรมทางหลวงล่วงหน้าแล้ว

เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่เห็นว่ากรมทางหลวงปากว่าตาขยิบ ถืออำนาจบาตรใหญ่กีดกันขัดขวางประชาชนที่ร่วมมือกันฟื้นฟูระบบนิเวศสองข้างทางถนนธนะรัชต์ กรมทางหลวงจึงเป็นหน่วยงานที่ขาดวิสัยวิทัศน์ สิ้นความคิดหรือสิ้นคิด สุดที่จะเยียวยาได้ในการทำให้เห็นความสำคัญของระบบนิเวศและคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ

ถนนธนะรัชต์คือถนนสายอนุรักษ์ที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยทั้งประเทศสามารถร่วมมือกันในการปกป้องและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อมิให้หน่วยงานภาครัฐใช้อำนาจโดยพละการในการตัดสินใจทำลายต้นไม้และทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนโดยไม่เสียงประชาชน เฉกเช่นเดียวกันกับโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทซึ่งมีประชาชนจะได้รับผลกระทบจากโครงการนี้มากกว่า 65 จังหวัด

หากประชาชนทั้งประเทศไม่สามารถปกป้องถนนสายต่าง ๆ ที่กรมทางหลวงได้ดำเนินการปรับปรุงหรือขยายอันเป็นการทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมตลอดแนวเส้นทางได้ ก็ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่าศาลปกครองจะอยู่เคียงข้างประชาชน

เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่จะเดินหน้าเพื่อขัดขวางการทำลายต้นไม้และแนวคิดในการทำลายล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นระบบสนับสนุนค้ำจุนชีวิตของคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นอนาคตต่อไป

เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ / มูลนิธิคุ้มครองผู้ประสบภัย / มูลนิธิเขาใหญ่ / สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน/เครือข่ายอาสาช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ/ThaiFlood ศูนย์ข้อมูลช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม/กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้/เว็บไซต์ Change.org

กรมทางหลวงคืนต้นไม้และฟื้นฟูภูมิทัศน์ธรรมชาติสองข้างถนนธนะรัชต์ร่วมกับภาคประชาชน

11 กรกฏาคม 2556

ตามที่เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ทำการรณรงค์รวบรวมรายชื่อประชาชนออนไลน์ผ่าน change.org ระหว่างเดือนมิถุนายน 2556 จนถึงปัจจุบัน (11 กรกฎาคม 2556) ได้จำนวนกว่า 6,000 รายชื่อ เพื่อผลักดันให้กรมทางหลวง “คืนต้นไม้” สองข้างทางขึ้นเขาใหญ่ตามคำสั่งศาลปกครองกลาง และต่อมากรมทางหลวงได้ยื่นอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุดไปแล้วนั้น เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ขอยืนยันในเจตนารมย์ที่ได้ตั้งไว้แต่เดิมโดยเห็นว่าเพื่อนำไปสู่การทำงานประสานร่วมมือเพื่อคืนต้นไม้และฟื้นฟูธรรมชาติอย่างจริงจังและสร้างสรรค์ แทนที่กรมทางหลวงจะผลักภาระรับผิดในการปรับปรุงฟื้นฟูสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นตลอดแนวถนนธนะรัชต์ เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่เห็นว่า กรมทางหลวงสามารถถอนอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุดได้และยอมรับคำตัดสินของศาลปกครองกลาง จากนั้นร่วมกันกำหนดแนวทางการทำงานร่วมมือกับภาคประชาชนเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติสองข้างทางขึ้นเขาใหญ่ให้กลับคืนมาอยู่คู่กับมรดกทางธรรมชาติสืบไป